ระบุตัวฆาตกร สังหารทิ้ง... จางหยวนชิงฟังเสียงแจ้งเตือนข้างหู ภายนอกยังคงสงบนิ่ง ทว่าในใจกลับกระจ่างแจ้ง
ก่อนหน้านี้เขาก็รู้สึกแปลกๆ ที่ดันเจี้ยนจัดแจงบทบาทหัวหน้าทีมให้เขา แต่กลับต้องเก็บเป็นความลับ ห้ามโหวตคนทรยศออกไป แล้วตำแหน่งหัวหน้าทีมแบบนี้มันจะมีความหมายอะไร?
ตอนนี้เข้าใจแล้ว อำนาจของหัวหน้าทีมอยู่ที่นี่เอง
"บทบาทของผมมีอำนาจในการสังหาร ผู้ชั่วร้ายก็ต้องมีวิธีการคล้ายๆ กันแน่ เหอป๋อถึงได้ตายอย่างเป็นปริศนา แต่อำนาจของผมต้องทำภารกิจให้สำเร็จก่อนถึงจะใช้ได้ ฆาตกรจะใช้ความสามารถก็ควรจะมีเงื่อนไขเหมือนกัน แล้วเงื่อนไขของเขาคืออะไรล่ะ? เป็นไปไม่ได้ที่จะให้โควตาสังหารมาฟรีๆ" สมองของจางหยวนชิงแล่นฉิว
"ผมทบทวนภาพเหตุการณ์หลังจากเข้ามาในดันเจี้ยนแล้ว ไม่พบความผิดปกติอะไรเลย เงื่อนไขในการกระตุ้นอำนาจสังหารของฆาตกรน่าจะเป็นอะไรที่สังเกตเห็นได้ยาก เป็นวิธีที่มีแค่เจ้าตัวเท่านั้นที่รู้"
จะเชือดใครดีล่ะ?
ความคิดของจางหยวนชิงพลุ่งพล่าน เขาพุ่งเป้าไปที่สามคนอย่างรวดเร็ว ได้แก่ เซี่ยหลิงซี อสูรเพลิง และซีซือ
และในบรรดาสามคนนี้ คนที่เขาอยากเชือดมากที่สุดก็คือสาวผมยาวตรงสีดำ
แม้นี่จะเป็นสาวน้อยหน้าตาสะสวยน่าทะนุถนอม แต่พอได้ยินว่าเครื่องเล่นที่จะต้องไปสัมผัสต่อไปมีบ้านผีสิงรวมอยู่ด้วย เมื่อครู่นี้จางหยวนชิงก็อดไม่ได้ที่จะอยากจิ้มสังหารเธอจริงๆ
แต่นั่นก็เป็นแค่อารมณ์ชั่ววูบ
"ในคู่มือเวอร์ชันเก่าไม่มีการพูดถึงเรื่องซีรีส์เครื่องเล่น อย่างน้อยก็ไม่ได้เขียนไว้ นี่น่าจะเป็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นหลังจากระดับความยากของสวนสนุกจินสุ่ยเปลี่ยนไป เซี่ยหลิงซีก็คงไม่รู้เหมือนกัน... ด้วยระดับความยากของแดนวิญญาณระดับ S บางทีไม่ว่าพวกเราจะเลือกเล่นเครื่องเล่นอะไร ผลลัพธ์ก็คือต้องเข้าไปในบ้านผีสิงอยู่ดี เลี่ยงไม่ได้ อย่างมากก็แค่ลำดับการเข้าบ้านผีสิงไม่เหมือนกัน..."
"ตอนนี้ข้อมูลน้อยเกินไป การจะลากคอผู้ชั่วร้ายออกมาแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย ต้องพึ่งการวิเคราะห์ครึ่งหนึ่งเดาครึ่งหนึ่ง ไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่ ขืนชี้ตัวผิดก็ต้องเสียลูกทีมไปเปล่าๆ หนำซ้ำยังทำให้ตัวเองตกที่นั่งลำบากอีก"
"แต่ถ้าไม่ทำอะไรเลย คนต่อไปที่ตายต้องเป็นผมแน่ๆ ไม่แน่ว่าอาจจะโชคดีจิ้มโดนตัวฆาตกรก็ได้นะ"
ชั่วขณะหนึ่งเขาตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ไม่รู้ว่าควรจะพึ่งความรู้สึกแล้วเสี่ยงดวงดูสักตั้ง หรือจะเพลย์เซฟแล้วรอดูสถานการณ์ไปก่อนดี
ทั้งสองทางเลือกล้วนต้องแบกรับความเสี่ยงที่ตามมา
ในเมื่อคนเป็นหัวหน้าทีมอย่างผมตัดสินใจไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นคนทรยศที่เป็นผู้ชั่วร้ายล่ะ ในเวลานี้เขาคิดอะไรอยู่? จางหยวนชิงตั้งใจจะเปลี่ยนมุมมองในการคิดปัญหา
"ภารกิจลับของเขาน่าจะเป็นการฆ่าคน แต่ก็ไม่แน่ใจว่าเขารู้ถึงการมีอยู่ของหัวหน้าทีมหรือเปล่า เรื่องนี้พักไว้ก่อน... เมื่อกี้ผมบอกว่าไม่พบความผิดปกติ คู่มือเรื่องการหลับตายังเหมือนเดิม นี่เป็นคำใบ้ที่ชัดเจนมาก"
"ฆาตกรไม่ได้โง่ เขาน่าจะรู้ว่าผม 'สงสัย' ว่าในทีมมีคนทรยศ ดังนั้นต่อไปเขาจะเลือกที่จะระมัดระวังตัว จากนั้นก็หาจังหวะเหมาะๆ เพื่อฆ่าผม จังหวะที่เหมาะสมคือตอนไหน จุดนี้สำคัญมาก"
"บทบาทตัวละครคือภารกิจลับ ไม่ใช่ภารกิจหลัก ฆาตกรก็ต้องคำนึงด้วยว่าถ้าฆ่าคนเร็วเกินไป จะทำให้ความเสี่ยงของตัวเองในภารกิจต่อไปเพิ่มสูงขึ้น"
สวนสนุกจินสุ่ยมีความยากระดับ S จางหยวนชิงไม่เชื่อหรอกว่าภารกิจของผู้ชั่วร้ายจะมีแค่การลดจำนวนสมาชิกในทีม
ถ้าง่ายขนาดนั้นก็คงไม่ใช่ระดับ S แล้ว
ลองคิดตามแนวทางนี้ต่อไป "หลังจากพบว่ายังไงก็หลีกเลี่ยงภารกิจเหนือธรรมชาติอันน่ากลัวไม่ได้ ฆาตกรก็ไม่น่าจะฆ่าคนบ่อยๆ แล้ว เพราะเขาต้องการเพื่อนร่วมทีม ต้องการตัวตายตัวแทน และผมที่แสดงความสามารถออกมาในระดับหนึ่ง ก็เป็นตัวเลือกที่ไม่เลวเลย"
"เพราะงั้น จังหวะที่จะฆ่าผมน่าจะเป็นหลังจากผ่านบ้านผีสิงไปแล้ว หรือไม่ก็ระหว่างทาง..."
"อืม พวกนี้เป็นแค่ข้อสันนิษฐานของผม ยังต้องรอการพิสูจน์ พอดีเลย ใช้ 'ลานจอดรถใต้ดิน' มาหยั่งเชิงเขาซะ กว่าจะถึงภารกิจต่อไปยังมีเวลาอีกครึ่งชั่วโมง ฉวยโอกาสนี้มาล้วงความลับอีกสักรอบดีกว่า..."
เมื่อคิดตกแล้ว จางหยวนชิงก็ตัดสินใจสละสิทธิ์อำนาจหัวหน้าทีมในครั้งนี้
........
"เชี่ยเอ๊ย สุดท้ายก็หนีไม่พ้นบ้านผีสิงอยู่ดี!"
บนลานกว้าง อสูรเพลิงที่ได้รับเสียงแจ้งเตือนจากแดนวิญญาณมีสภาพจิตใจพังทลายเล็กน้อย เขาถลึงตาใส่เด็กสาวหน้าตาสะสวย "แม่มเอ๊ย จะโดนเธอทำเอาตายก็คราวนี้แหละ"
เซี่ยหลิงซีเบะปาก เอ่ยอย่างน้อยเนื้อต่ำใจว่า
"ฉัน ฉันก็ไม่ได้อยากให้เป็นแบบนี้สักหน่อย"
"ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าแดนวิญญาณระดับ S จะกลายเป็นแบบนี้ ฉันเองก็ไม่เคยมาสักหน่อย..."
อสูรเพลิงขยี้ผมสีแดงเพลิงของตัวเองอย่างหงุดหงิด สบถด่าว่า
"รู้งี้ไม่น่าฟังเธอเลย ออกไอเดียมั่วซั่ว แล้วทีนี้จะทำยังไง บ้านผีสิงต้องอันตรายมากแน่ๆ คู่มือเวอร์ชันเก่าว่ายังไงบ้าง? ฉันว่าพวกเราควรจะมาปรึกษากันหน่อยนะ"
เซี่ยหลิงซีส่ายหน้า "ฉัน ฉันไม่รู้ เครื่องเล่นในสวนสนุกมีเยอะเกินไป ฉันจำมาได้แค่บางส่วน..."
"ไม่รู้? เธอคิดว่าฉันจะเชื่อเหรอ? เห็นฉันเป็นเด็กสามขวบหรือไง!" อสูรเพลิงเดือดดาล
"คุณจะดุขนาดนั้นทำไมเล่า..." เซี่ยหลิงซีทำท่าเหมือนจะร้องไห้
เธอดูอายุราวสิบเจ็ดสิบแปดปี น่าจะยังเป็นเด็กมัธยมปลาย พอโดนอสูรเพลิงตวาดใส่ก็ทั้งน้อยใจทั้งไร้เดียงสา ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ออกมา
"พอได้แล้ว!"
ชายวัยกลางคนหน้าตาซื่อๆ ท่าทางใจดีเป็นฝ่ายออกตัวก่อนอย่างหาได้ยาก เขาตวาดห้ามการทะเลาะเบาะแว้งของทั้งสองคน
เขามองไปทางอสูรเพลิงด้วยสายตาเรียบเฉย "ไม่มีใครรู้เรื่องสวนสนุกหลังจากระดับความยากเปลี่ยนไปหรอก เรื่องนี้โทษเธอไม่ได้ อีกอย่าง การเลือกรถไฟเหาะก่อนหน้านี้ก็เป็นผลจากการโหวตของทุกคน"
ชายวัยกลางคนพูดมีเหตุผล แต่อสูรเพลิงกำลังอารมณ์ขึ้น ไม่ฟังคำทัดทานเลยแม้แต่น้อย เขาจ้องหน้ากลับอย่างเกรี้ยวกราด
"กูพูดอยู่ ไปเกี่ยวอะไรกับมึงด้วย ถึงต้องมาทำตัวเป็นคนดีแถวนี้?"
"ไม่ได้ทำตัวเป็นคนดี แค่อยากให้แกหุบปาก! ถ้าแกไม่อยากหุบปาก ฉันช่วยสงเคราะห์ให้ได้นะ!"
ชายวัยกลางคนที่ดูซื่อสัตย์จริงใจคนนี้ มีแววตาดุร้ายวาบผ่านดวงตาไปชั่วขณะ
จางหยวนชิงเห็นดังนั้นก็รู้ว่าตัวเองควรออกโรงแล้ว จึงรีบเดินเข้าไปขวางกลางระหว่างทั้งสองคนพลางหัวเราะร่า
"ใจเย็นๆ ใจเย็นๆ ขืนทะเลาะกันต่อไป ครึ่งชั่วโมงก็หมดพอดี คุณลุงครับ ไว้หน้าผมหน่อยนะ รอผ่านด่านสวนสนุกจินสุ่ยไปได้ ผมจะเลี้ยงเหล้าคุณลุงเอง พี่อสูรครับ ออกจากแดนวิญญาณแล้วไปหาผมได้เลยนะ ผมเป็นคนหยางเฉิง ไก่ต้มสับของหยางเฉิงอร่อยที่สุดเลย หนังบางเนื้อนุ่ม แถมยังชุ่มฉ่ำสุดๆ..."
คำพูดทีเล่นทีจริงและรอยยิ้มทะเล้นของเขา ช่วยเจือจางบรรยากาศตึงเครียดที่พร้อมจะปะทะกันได้ทุกเมื่อ
อสูรเพลิงกับชายวัยกลางคนได้ทีก็ลงจากหลังเสือ ปล่อยผ่านเรื่องนี้ไป
ทั้งหกคนเดินตามป้ายบอกทาง ออกจากลานกว้าง เดินลัดเลาะไปในสวนสนุกที่ประดับประดาด้วยแสงไฟตระการตา
สายลมเย็นยะเยือกพัดมาเอื่อยๆ ท้องฟ้าสีดำสนิทราวกับม่านกำมะหยี่สีดำที่กว้างใหญ่ไพศาล ไร้ซึ่งหมู่ดาว ไร้ซึ่งแสงจันทร์
แสงไฟอันเจิดจ้าและชวนฝันของสวนสนุก เป็นแหล่งกำเนิดแสงเพียงหนึ่งเดียวในโลกใบนี้
รถไฟเหาะที่ไม่มีคนนั่งแล่นฉิวไปบนรางด้วยเสียงดังกึกก้อง เครื่องเล่นลูกตุ้มยักษ์และเรือโจรสลัดแกว่งไกวไปมาไม่หยุด ม้าหมุนหมุนไปอย่างช้าๆ ท่ามกลางเสียงดนตรีอันสนุกสนาน...
รถบั๊มไร้คนขับพุ่งชนกันไปมาบนลานอย่างบ้าคลั่ง
บรรยากาศเปลี่ยนจากความฝันราวกับเทพนิยาย กลายเป็นความหลอนของปรโลกไปในพริบตา...
ตลอดทางไม่มีใครพูดอะไร บรรยากาศระหว่างลูกทีมเงียบงันและตึงเครียดอย่างถึงที่สุด ทุกคนรักษาระยะห่างระหว่างกันไว้ระดับหนึ่ง ไม่ไกลและไม่ใกล้จนเกินไป
เห็นได้ชัดว่าพวกเขาเข้าใจคำใบ้ของผมแล้ว และเริ่มสงสัยการตายของเหอป๋อ ต่อไปผมต้องหยั่งเชิงทีละคน เฮ้อ การเปิดเผยตัวตนไม่ได้นี่มันยุ่งยากชะมัด... ความจริงแล้วจางหยวนชิงไม่สนแล้วว่าสถานะหัวหน้าทีมของตัวเองจะถูกเดาออกหรือไม่
เพราะมันไม่สำคัญ
ทันทีที่ผู้ชั่วร้ายมีโอกาสเหมาะๆ คนแรกที่จะฆ่าก็คือเขา โดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
เขารีบก้าวไปหาเซี่ยหลิงซีแล้วถามขึ้นว่า
"น้องหลิงซี เธอเป็นเด็กมัธยมปลายเหรอ เป็นคนที่ไหนล่ะ?"
"ฉันเป็นคนมณฑลเจียงหนานค่ะ พี่หวังไท่ ปีนี้ฉันอยู่ม.6 แล้ว"
"บังเอิญจัง พี่เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยเจียงหนาน พวกเรามาแลกเบอร์โทรศัพท์กันเถอะ รอผ่านด่านสวนสนุกจินสุ่ยไปได้แล้ว พี่จะไปติวการบ้านให้ เป็นการสอนพิเศษแบบตัวต่อตัวเลย"
"ดีเลยค่ะ ดีเลย"
"แล้วเธอมีแฟนหรือยัง?"
"ทำไมถึงถามแบบนี้ล่ะคะ"
"ถ้ามีแฟนแล้ว ก็คงไม่สะดวกสอนพิเศษให้เธอน่ะสิ"
"เอ๊ะ? ทำไมล่ะคะ"
.......
"พี่สาวซีซือ พี่ทำงานอะไรเหรอครับ?"
"พี่สาวเป็นพยาบาลจ้ะ"
พยาบาล? พยาบาลแบบที่ใส่ชุดเครื่องแบบแล้วโดนฉีดยาน่ะเหรอ... จางหยวนชิงทำหน้าเลื่อมใสศรัทธา
"ผมเคารพนางฟ้าชุดขาวที่สุดเลยครับ"
ซีซือส่งสายตาหวานหยาดเยิ้ม ใบหน้าเย้ายวน เอ่ยด้วยน้ำเสียงออดอ้อนราวกับมีความหมายแฝงว่า
"ความจริงก็ไม่ต้องเคารพขนาดนั้นก็ได้นะ ฉันชอบผู้ชายที่ดูเถื่อนๆ หยาบคายหน่อยๆ แล้วก็ควบคุมฉันได้อย่างเต็มที่มากกว่า"
จางหยวนชิงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะฉีกยิ้มกว้าง "ว่างๆ มานอนด้วยกันนะครับ"
........
จากนั้นจางหยวนชิงก็เดินไปหา 'ละอายใจที่เป็นพ่อ' แล้วชวนคุยสัพเพเหระ
"คุณลุง คุณลุงมีลูกสาวใช่ไหมครับ?"
ชายวัยกลางคนหรี่ตาลง แล้วคราง "อืม" ในลำคอ
จางหยวนชิงถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น "ความสัมพันธ์ระหว่างคุณลุงกับลูกสาวต้องแย่มากแน่ๆ เลยใช่ไหมครับ"
ใบหน้าซื่อๆ ของชายวัยกลางคนมืดครึ้มลงในพริบตา เขาเอ่ยเสียงเย็นเยียบ "ไม่เกี่ยวอะไรกับแก"
"ขอโทษครับ ขอโทษครับ..."
.......
เมื่อทิ้งระยะห่างจากชายวัยกลางคนแล้ว เขาก็รีบตามชายหนุ่มผมแดงที่อยู่ข้างหน้าไปติดๆ คนคนนี้ผอมแห้งติดกระดูก ตาเล็กแต่แหลมคม คิ้วชี้เฉียงขึ้น ให้ความรู้สึกว่าเป็นคนใจร้อนและหยาบคาย
หลังจากจางหยวนชิงประจบสอพลอไปสองสามประโยค อสูรเพลิงก็เผยรอยยิ้มออกมา รู้สึกว่าไอ้หนุ่มนี่พูดจาเข้าหูดี จึงยอมคุยด้วย
เมื่อจางหยวนชิงถามถึงความเห็นที่เขามีต่อเพื่อนร่วมทีม อสูรเพลิงก็พูดโผงผางออกมาว่า
"เพื่อนร่วมทีมพวกนี้ไม่ค่อยปกติกันทั้งนั้น ยัยเด็กนั่นก็แกล้งทำตัวน่าสงสารตลอดทาง นังนมโตนั่นก็ดูเหมือนใครจะเอาก็ได้ แต่เมื่อกี้ตอนอยู่บนแพลตฟอร์มรถไฟเหาะ ข้าถามว่าอยากลงไปจัดสักดอกไหม หล่อนกลับไม่สนใจข้าเลย ส่วนตาลุงนั่นดูไม่เหมือนคนดีที่สุดแล้ว"
พูดจบ อสูรเพลิงก็หันกลับไปมองมหาปราชญ์เสมอสวรรค์ ไอ้หนุ่มแว้นที่คอยตามเอาอกเอาใจเซี่ยหลิงซีอยู่ไม่ห่างด้วยสีหน้ารังเกียจ
"ไอ้นี่ก็แค่ไอ้กระจอกไร้น้ำยา น้องหวังไท่ ข้าว่าในทีมนี้เอ็งดูเข้าตาที่สุดแล้ว"
"ชมเกินไปแล้วครับ พี่อสูร ผมก็คิดว่าพี่พึ่งพาได้มากที่สุดเหมือนกัน"
........
ในที่สุดจางหยวนชิงก็เข้าไปใกล้ไอ้หนุ่มแว้นที่ใส่รองเท้าโลฟเฟอร์กับกางเกงรัดรูป แล้วเอ่ยว่า "มหาปราชญ์ ขอคุยด้วยหน่อยสิ?"
มหาปราชญ์เสมอสวรรค์มองเซี่ยหลิงซีอย่างอาลัยอาวรณ์ ก่อนจะเดินตามจางหยวนชิงไปอีกด้าน
"มีอะไรเหรอ?" เขามองชายหนุ่มที่เข้าสังคมเก่งคนนี้ด้วยสายตาตั้งคำถาม
"นายคิดว่าผู้หญิงสองคนนี้เป็นไงบ้าง?" จางหยวนชิงหัวเราะหึๆ
มหาปราชญ์เสมอสวรรค์มองเซี่ยหลิงซีแวบหนึ่ง "สวยดี ก้นงอนใช้ได้ เสียอย่างเดียว นมเล็กไปหน่อย"
จากนั้นก็หันไปมองซีซือ "นมใหญ่ ก้นกลม เสียอย่างเดียว ไม่ค่อยชอบคุยกับใคร"
ส่วนอสูรเพลิงกับชายวัยกลางคน มหาปราชญ์เสมอสวรรค์คิดว่าคนแรกอารมณ์ร้อน คบยาก ขออยู่ห่างๆ ดีกว่า ส่วนคนหลังเป็นคนเงียบขรึม แต่บางครั้งก็ให้คำแนะนำที่ดีได้
จู่ๆ จางหยวนชิงก็กระซิบเสียงเบาว่า
"ถ้าฉันตาย นายต้องหาทางกำจัดตาลุงนั่นให้ได้นะ เขาเป็นอาชีพสายชั่วร้าย"
มหาปราชญ์เสมอสวรรค์ตกใจสุดขีด เบิกตากว้าง อ้าปากค้างโดยสัญชาตญาณ ก่อนจะรีบหุบลงทันที สีหน้าเปลี่ยนเป็นระแวดระวังและรอบคอบ
.......
สิบนาทีต่อมา คนทั้งกลุ่มก็มาถึงลานจอดรถใต้ดินทางทิศตะวันตกของสวนสนุก และหยุดยืนอยู่ที่ปากทางลาดชัน
เมื่อมองผ่านทางลาดชันลงไป ทุกคนก็เห็นไฟหลอดไส้สว่างไสวอยู่ในโรงรถ มองเห็นรถยนต์ที่ฝุ่นเกาะหนาเตอะจอดเรียงรายอย่างเป็นระเบียบอยู่รางๆ
ภายในโรงรถเงียบสงัดเป็นเป่าสาก
จางหยวนชิงมองไปทางเซี่ยหลิงซี แล้วเอ่ยถามแทนทุกคนว่า
"คู่มือของด่านนี้คืออะไรเหรอ?"
.......







