137. บทที่ 135 เข้าสู่ดินแดนลับครั้งที่สาม
วันที่ 22 กันยายน
วันใหม่เริ่มต้นขึ้น
ตอนเช้าซูอวี่ไปที่ชั้นเรียนและพบเรื่องน่าสนใจเรื่องหนึ่ง
เขาเดินไปทางอู๋หลานตามความเคยชิน ผลปรากฏว่า... อีกฝ่ายกลับวิ่งหนี!
ท่าทางน้อยเนื้อต่ำใจแบบนั้น คนที่ไม่รู้คงคิดว่าซูอวี่ไปทำอะไรเธอเข้า
อู๋หลานพอเห็นซูอวี่ก็คว้ากระเป๋าหนังสือแล้ววิ่งหนีไปที่แถวหลังสุดทันที ดูเหมือนต้องการจะอยู่ให้ห่างจากเขา ครั้งนี้เธอคงได้รับความกระทบกระเทือนใจไม่น้อย
...
ซูอวี่หัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก และไม่ได้ใส่ใจ
เรื่องน่าสนุกอีกเรื่องก็คือ หลินเย่าพอเห็นซูอวี่ก็ส่งยิ้มให้ ท่าทางกระตือรือร้นมาก
แน่นอนว่าเพื่อเป็นการปิดบัง หลินเย่าก็ยังคงสำรวมท่าทีลงมาก
สีหน้าแบบที่รู้กันอยู่แค่สองคนโดยที่คนอื่นไม่รู้ ทำให้ซูอวี่พูดไม่ออกอยู่บ้าง
หมอนี่... คงไม่ได้คิดว่าเขาแอบไปกราบอาจารย์เข้าสายอักษรเทวะเดี่ยวจริงๆ หรอกนะ?
ความเปลี่ยนแปลงไม่ได้มีเพียงแค่นี้
ซูอวี่เพิ่งจะนั่งลง ข้างกายก็มีคนเพิ่มมาหนึ่งคน
เจี่ยหมิงเจิ้น!
เจ้าอ้วนเตี้ยคนนี้ รูปร่างไม่สูงนัก ดูท่าทางใจดี แต่ซูอวี่กลับระแวดระวังเขามาก
คราวก่อนตอนการสอบประจำเดือน หมอนี่ทำตัวกร่างมาก
กินของว่างไปพลางเข้ารับการประเมินไปพลาง ใช้มือมันแผลบเช็ดไปมาบนตัวของเซี่ยฉาน ทุกคนล้วนเห็นกับตา ไม่มีใครกล้าดูถูกเขาเลย
ก่อนหน้านี้ซูอวี่แทบจะไม่เคยคุยกับเขาเลย ตอนนี้เจี่ยหมิงเจิ้นมานั่งอยู่ข้างๆ ซูอวี่จึงส่งยิ้มเป็นมิตรและเอ่ยถามว่า "เพื่อนนักเรียนเจี่ย มีธุระอะไรหรือเปล่าครับ"
"ไม่มีอะไร!"
เจี่ยหมิงเจิ้นมองซูอวี่ยิ้มๆ แล้วก็ยิ้มออกมาเช่นกัน
เจ้าเด็กนี่ ดูเหมือนคนดีจริงๆ แฮะ!
ทว่า... หมอนี่ไม่ใช่คนดีจริงๆ ตอนนี้ทางฝั่งสายอักษรเทวะเดี่ยวยังคงวิจัยหาวิธีสกัดโลหิตแก่นแท้พรสวรรค์กันอยู่ นักวิจัยของสายอักษรเทวะเดี่ยวหลายคนสองวันนี้คงจะปวดหัวจนแทบระเบิดแล้ว
ซูอวี่ยิ้มและไม่พูดอะไรอีก
แต่เจี่ยหมิงเจิ้นกลับอยู่ไม่สุข เขาหัวเราะหึๆ แล้วพูดว่า "ซูอวี่ ได้ยินว่านายเอาชนะเจิ้งอวิ๋นฮุยได้เหรอ? ซ้อมเขาจนบาดเจ็บสาหัส ไม่ได้มาเรียนตั้งหลายวันแน่ะ"
"..."
ในชั้นเรียน สายตาของทุกคนจับจ้องมาทันที!
พวกเซี่ยฉานกับว่านหมิงเจ๋อสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย ซูอวี่ทำร้ายเจิ้งอวิ๋นฮุยจนบาดเจ็บสาหัส จริงหรือหลอกเนี่ย?
ซูอวี่ตกใจเล็กน้อยในใจ การประลองระหว่างเขากับเจิ้งอวิ๋นฮุย แม้จะไม่ได้เป็นความลับขนาดที่ไม่มีใครรู้เลย แต่คนที่รู้น่าจะเป็นพวกผู้หลักผู้ใหญ่ในสถาบันเสียมากกว่า
สายอักษรเทวะเดี่ยวรู้ ตระกูลเซี่ยรู้ ผู้ขายรายใหญ่ในตลาดมืดบางคนก็รู้
แล้วหมอนี่ไปรู้มาได้ยังไง?
ซูอวี่ตกตะลึงในใจ แต่สีหน้ากลับไม่แสดงออก เขาพูดอย่างงุนงงว่า "เพื่อนนักเรียนเจี่ย นายไปฟังข่าวลืออะไรมาอีกแล้วเหรอครับ"
พูดจบ ซูอวี่ก็พูดเสียงดังว่า "ทุกคนต้องระวังไว้นะครับ ห้ามไปเชื่อข่าวลือเด็ดขาด ตอนนี้ผมรู้สึกว่าบรรยากาศในสถาบันไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เมื่อวานยังมีคนปล่อยข่าวลือว่าอาจารย์ของผมถูกคนซ้อมตาย... ไร้สาระสิ้นดี!"
ซูอวี่เดือดดาลอยู่บ้าง!
"ข่าวลือพรรค์นี้ ก็มีแต่อาจารย์ของผมที่ไม่ใส่ใจ ไม่งั้น... ผมซูอวี่ก็จะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด! ปล่อยข่าวลือว่าคนตาย มันสนุกมากนักเหรอครับ? พวกเราทุกคนล้วนเป็นกองหนุนของอาจารย์อารยธรรม จะไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ได้ยังไง เพื่อนนักเรียนเจี่ย นายเองก็เหมือนกัน..."
ซูอวี่กล่าวอย่างจริงจัง "ข่าวลือก็เกิดขึ้นมาแบบนี้แหละครับ นายได้ยินมา ได้ยินมาจากใคร? เรื่องที่ไม่มีมูลความจริงแบบนี้ อย่าพูดส่งเดชนะครับ! อย่าพูดจาให้คนแตกตื่นเพียงเพื่อเรียกร้องความสนใจ นี่ไม่ใช่สิ่งที่อาจารย์อารยธรรมที่รอบคอบควรทำเลย!"
เจี่ยหมิงเจิ้นชะงักไปเล็กน้อย โย่ ได้สิ นี่ยังมากัดฉันกลับอีกนะ!
เจี่ยหมิงเจิ้นหัวเราะ "แล้วทำไมเจิ้งอวิ๋นฮุยถึงไม่มาเรียนติดกันหลายวันล่ะ..."
พูดยังไม่ทันจบ สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย
วินาทีต่อมา เจิ้งอวิ๋นฮุยที่มีใบหน้าแดงระเรื่อ แข็งแรงกระปรี้กระเปร่า ก็เดินก้าวอาดๆ เข้ามา
ซูอวี่เห็นดังนั้นก็ตกใจในใจ ฟื้นตัวแล้วเหรอ?
เร็วมาก!
ขนาดเขาเองตอนนี้อาการบาดยังไม่หายดีเลย หมอนี่เจ็บหนักกว่าเขาอีก ฟื้นตัวแล้วเนี่ยนะ?
ไม่นาน ซูอวี่ก็กลับมาสงบนิ่ง เขาพูดอย่างรวดเร็วว่า "เพื่อนนักเรียนเจิ้งอวิ๋นฮุย มีคนบอกว่านายถูกผมทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัส ผมเอาชนะนายได้ นายเลยมาเรียนไม่ได้ แล้วทำไมนายถึงมาล่ะครับ"
"..."
เจิ้งอวิ๋นฮุยชะงักไปเล็กน้อย เขามองไปที่เจี่ยหมิงเจิ้นซึ่งอยู่ข้างๆ ซูอวี่ แล้วพูดอย่างโกรธเคืองว่า "ไอ้ลูกเต่าตัวไหนปล่อยข่าวลือเรื่องฉัน? ไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วใช่ไหม! อย่างฉันเนี่ยนะจะแพ้นาย?"
เจิ้งอวิ๋นฮุยมีสีหน้าไม่พอใจอย่างมาก!
เขามองไปที่เจี่ยหมิงเจิ้น แคะเสียงหยัน แล้วพูดเสียงดังว่า "ไอ้พวกคนป่าเถื่อนที่ชอบปล่อยข่าวลือลับหลังฉัน อย่ามาทำเป็นใสซื่อเลย ต้องการอะไรกันแน่? ถ้าไม่ยอมรับ ก็ขึ้นประลองกันบนเวทีสักตั้งสิ จะอัดให้ร้องเรียกหาพ่อเลย!"
"..."
สีหน้าของเจี่ยหมิงเจิ้นดำคล้ำ เอาล่ะสิ ยังมาเล่นละครตบตากับฉันอีก
ฉันไม่รู้หรือไงว่าพวกนายสองคนเป็นคนยังไง?
เจี่ยหมิงเจิ้นยิ้มๆ มองไปที่เจิ้งอวิ๋นฮุย หรี่ตาลง แล้วเอ่ยขึ้นว่า "เจิ้งอวิ๋นฮุย นายกำลังด่าฉันงั้นเหรอ?"
"ฉันด่านายเหรอ?"
เจิ้งอวิ๋นฮุยหัวเราะเยาะ "ใครปล่อยข่าวลือเรื่องฉัน ฉันก็ด่าคนนั้นแหละ!"
"ฉันพูดเอง แล้วนายจะทำไม?"
เจี่ยหมิงเจิ้นยอมรับตรงๆ อย่างไม่ยี่หระ เขาพูดเหยียดหยามว่า "ฉันก็แค่ได้ยินคนเขาพูดกันมา เป็นไง พูดไม่ได้หรือไง? คนอย่างฉัน ไม่หาเรื่องใคร และก็ไม่กลัวเรื่องด้วย! นายอย่ามากร่างกับฉันนักเลย อยากจะขึ้นไปประลองบนเวทีสักตั้งไหมล่ะ? ฉันรอนายได้ทุกเมื่อ!"
คราวนี้ความสนใจของทั้งชั้นเรียนก็ถูกดึงดูดมา!
มีเรื่องสนุกให้ดูแล้ว!
เจี่ยหมิงเจิ้นที่ทำผลงานได้ดีที่สุดในการสอบประจำเดือนเมื่อเดือนก่อน จะปะทะกับเจิ้งอวิ๋นฮุยผู้แข็งแกร่ง!
ในตอนนั้น แม้แต่ซูอวี่ก็เริ่มสนใจขึ้นมา
ความจริงเขาก็อยากจะหยั่งเชิงดูเหมือนกันว่าตกลงแล้วเจี่ยหมิงเจิ้นแข็งแกร่งแค่ไหน
ให้เจิ้งอวิ๋นฮุยหมอนี่ขึ้นไปประลองก็เหมาะสมดี!
เพิ่งจะคิดจบ ก็ได้ยินเจิ้งอวิ๋นฮุยหัวเราะเยาะ "นายมีสิทธิ์อะไรมาแข่งกับฉัน? เดือนหน้าฉันจะทะลวงขึ้นทำเนียบร้อยอันดับ หมอนี่อย่าคิดนะว่าแค่สอบคราวที่แล้วได้คะแนนดีหน่อยแล้วจะมาเทียบกับฉันได้! นายขึ้นทำเนียบร้อยอันดับให้ได้ก่อนค่อยมาพูด ถ้าขึ้นไม่ได้ก็คือขยะ จะมาแข่งกับฉันทำไม? อัดนาย ฉันกลัวจะทำให้มืออันสูงส่งของฉันต้องสกปรก!"
"..."
เจี่ยหมิงเจิ้นโมโหจนอยากจะด่าคน!
ทำให้มืออันสูงส่งของเขาสกปรกงั้นเหรอ?
เจ้าเด็กนี่... ทำไมถึงได้น่าโดนอัดขนาดนี้นะ!
เจิ้งอวิ๋นฮุยเองก็ไม่โง่ เจี่ยหมิงเจิ้นได้ที่หนึ่งในการทดสอบบันทึกอารยธรรมได้อย่างง่ายดาย ใครจะไปรู้ว่ามันเรื่องอะไร ทำไมเขาถึงต้องไปเป็นหินเบิกทางให้คนอื่นด้วย
สู้ปล่อยให้เขาไปบุกทำเนียบร้อยอันดับ บุกเข้าไปให้ได้ก่อนค่อยมาพูด ระหว่างนั้นยังสามารถดูฝีมือของเขาได้ด้วยว่าเป็นยังไง
และในตอนนี้ คนอื่นๆ ไม่ได้มีกะจิตกะใจจะมาสนใจเรื่องพวกนี้แล้ว
ว่านหมิงเจ๋อถามด้วยความประหลาดใจ "อวิ๋นฮุย เดือนหน้านายจะพุ่งเป้าไปที่ทำเนียบร้อยอันดับเหรอ"
"ทำไมล่ะ?"
เจิ้งอวิ๋นฮุยหัวเราะ "ขั้นพันชั่งระดับแปด เจตจำนงกักเก็บเกินแปดสิบห้าเปอร์เซ็นต์ ยังไม่พอเหรอ? คนตระกูลเจิ้งของพวกเรา ทำอะไรเด็ดขาด อยากจะพุ่งชนก็พุ่งชน การเป็นเต่าหดหัวมันสนุกนักหรือไง?"
ว่านหมิงเจ๋อฝืนยิ้ม แล้วพูดอีกว่า "อวิ๋นฮุย พวกเราไม่ได้มีฝีมือเท่านายนี่"
เจิ้งอวิ๋นฮุยหัวเราะฮ่าๆ "งั้นเหรอ? คนในครอบครัวของอธิการว่านอ่อนแอขนาดนี้เลยเหรอ? เทียบกับสถาบันสงครามของพวกเราไม่ได้ด้วยซ้ำ? งั้นก็เสียหน้าแย่เลยสิ!"
ว่านหมิงเจ๋อขมวดคิ้ว พูดเรียบๆ ว่า "ตอนนี้นายคือคนของสถาบันอารยธรรมนะ!"
"ใช่ไง แล้วทำไมล่ะ?"
เจิ้งอวิ๋นฮุยหัวเราะ "ฉันอยู่สถาบันอารยธรรม แต่ทั้งครอบครัวฉันอยู่สถาบันสงคราม นายมีปัญหาเหรอ? ฉันยังจะเป็นนักเรียนคนแรกของรุ่นนี้ที่ทะลวงเข้าทำเนียบร้อยอันดับให้ได้ นายมีปัญหาเหรอ? ฉันจะเหยียบนายไว้ นายมีปัญหาเหรอ?"
ว่านหมิงเจ๋อขมวดคิ้ว
เขามองเจิ้งอวิ๋นฮุยอย่างลึกซึ้ง เนิ่นนาน จึงเอ่ยเรียบๆ ว่า "อวิ๋นฮุย มั่นใจขนาดนี้ งั้นนายก็ขึ้นทำเนียบร้อยอันดับให้ได้ก่อนเถอะ!"
"แน่นอนอยู่แล้ว!"
เจิ้งอวิ๋นฮุยพูดอย่างไม่ยี่หระ "ถ้าฉันขึ้นไปไม่ได้ จะให้ไปหวังพึ่งพวกนายหรือไง?"
...
หมอนี่พอมาถึง ก็แขวะคนโน้นที แขวะคนนี้ที ท่าทีหยิ่งผยองสุดๆ
แต่ดันมีฝีมือเก่งกาจมากเสียด้วย ในตอนนี้ ทั้งชั้นเรียนเงียบกริบจนน่ากลัว
คนอื่นๆ ไม่ได้เข้ามายุ่งเกี่ยว ยอดอัจฉริยะหลายคนก็ไม่ส่งเสียงเช่นกัน
เจี่ยหมิงเจิ้นสบถด่าในใจ หมอนี่เจ้าเล่ห์นัก!
เขาไปท้ามันดวล แต่มันดันรังเกียจว่าเขาไม่คู่ควร เชื่อไหมว่าคืนนี้ฉันจะเอาถุงกระสอบไปคลุมหัวแก!
ในตอนนี้ กลับไม่ค่อยมีใครสนใจซูอวี่แล้ว
ซูอวี่แอบหัวเราะในใจ หางตาเหลือบมองเจี่ยหมิงเจิ้นด้วยความตกใจเงียบๆ หมอนี่ดูเหมือนจะกระตือรือร้นอยากจะดวลกับเจิ้งอวิ๋นฮุยเหลือเกิน
เมื่อกี้เจิ้งอวิ๋นฮุยเพิ่งจะบอกฝีมือของตัวเองไปนะ!
แบบนี้เขายังจะกระตือรือร้น ท่าทางเหมือนจะเอาให้ตาย มันหมายความว่ายังไง?
แข็งแกร่งกว่าเจิ้งอวิ๋นฮุยงั้นเหรอ?
'ฝีมือที่แท้จริงของเจิ้งอวิ๋นฮุย เทียบเท่ากับผู้ฝึกยุทธ์ขั้นหมื่นศิลาระดับหนึ่งหรือสองแล้ว หมอนี่จะเก่งกว่าเขาอีกเหรอ?'
ซูอวี่แอบจดจำไว้ในใจ
ส่วนตัวเขาเอง ฝีมือตอนนี้ ความจริงก็ยังสู้เจิ้งอวิ๋นฮุยไม่ได้ แน่นอนว่าถ้าผสานกับการระเบิดพลังของโลหิตแก่นแท้ พลังทำลายล้างของเขาก็จะถึงขั้นหมื่นศิลา แต่ด้านอื่นๆ ยังขาดไปบ้าง ทว่าอักษรเทวะก็พอจะชดเชยได้ส่วนหนึ่ง
สรุปรวมแล้ว ซูอวี่ประเมินว่า ตัวเองน่าจะมีฝีมือระดับหมื่นศิลาระดับหนึ่ง แบบครบวงจร
ไม่ใช่ว่าพอระเบิดพลังทำลายล้างเทียบเท่าหมื่นศิลาระดับสามได้ ก็จะเทียบชั้นหมื่นศิลาระดับสามได้แล้วเสียหน่อย
'พ่อของฉันก็ดูเหมือนจะอยู่แค่ขั้นหมื่นศิลาระดับหนึ่ง...'
จู่ๆ ซูอวี่ก็อดหัวเราะไม่ได้ ถ้าพ่อยังอยู่บ้าน เขาประลองกับพ่อ ใครแพ้ใครชนะยังยากจะบอกได้เลย
พอจะจินตนาการสีหน้าตกตะลึงของพ่อได้เลย!
...
ความขัดแย้งสั้นๆ หายไปหลังจากอาจารย์เดินเข้ามา
ข่าวที่ว่าซูอวี่ทำร้ายเจิ้งอวิ๋นฮุยจนบาดเจ็บสาหัสก่อนหน้านี้ ย่อมกลายเป็นข่าวลือไปโดยปริยาย ไม่มีใครใส่ใจอีก
เจิ้งอวิ๋นฮุยยังมีชีวิตชีวากระโดดโลดเต้นได้ เดือนหน้ายังจะทะลวงขึ้นทำเนียบร้อยอันดับอีก ดูเหมือนคนบาดเจ็บสาหัสตรงไหน!
...
อดทนจนถึงเลิกเรียน
ซูอวี่รีบเดินออกไป ลงบันได แล้วหามุมตึกมุมหนึ่ง
ไม่นาน เซี่ยหู่โหยวก็เดินเข้ามา
"ซูอวี่ นายไม่รู้หรอกว่าฉันลำบากแค่ไหนกว่าจะรวบรวมของพวกนี้มาให้นายได้..."
เซี่ยหู่โหยวโอดครวญไม่หยุด "เมื่อคืน ฉันวิ่งรอกตั้งเจ็ดแปดรอบตลอดทั้งคืน วิ่งไปทั่วทั้งตลาดมืดและห้างการค้าสกุลเซี่ย สุดท้ายก็ต้องไปอ้อนวอนกราบกรานแทบแย่กว่าจะรวบรวมของพวกนี้มาให้นายได้ แค่ค่าดำเนินการก็ปาไปหลายร้อยแต้มผลงานแล้ว..."
"พูดจาไร้สาระให้น้อยลงหน่อย!"
ซูอวี่ขี้เกียจฟังคำโอดครวญพวกนี้ของเขา เขารับกล่องใบเล็กมา มองซ้ายมองขวา แล้วเปิดกล่องตรวจสอบดู ในใจรู้สึกตื่นเต้น
ขวดเยอะแยะเลย!
"โลหิตแก่นแท้วัวทะลวงภูเขาห้าร้อยหยด ขั้นหมื่นศิลา ห้าพันแต้มผลงาน!"
"โลหิตแก่นแท้ประเภทอื่นอีกสามร้อยเก้าสิบเก้าชนิด ไม่มีทางรวบรวมให้ครบได้ในครั้งเดียว ทั้งหมดเป็นของขั้นพันชั่ง เพราะบางชนิดมีปริมาณน้อยมาก และบางชนิดก็มีสรรพคุณพิเศษ รวมแล้วใช้ไปเก้าร้อยยี่สิบแต้มผลงาน ฉันปัดเศษทิ้งให้ คิดนายแค่เก้าร้อยแต้ม!"
เซี่ยหู่โหยวไม่แม้แต่จะหอบหายใจ เขาพูดต่อว่า "อักษรเจตจำนง ตอนนี้ยังหาของถูกขนาดนั้นมาได้ไม่เยอะนัก รวบรวมมาให้นายได้ยี่สิบเล่ม แต่บางเล่มก็เกินร้อยแต้ม รวมแล้วใช้แต้มผลงานไปสองพันสามร้อยแต้ม"
"รวมทั้งหมดก็แปดพันสองร้อยแต้ม!"
เซี่ยหู่โหยวพูดจบก็ถามต่อ "ของอย่างอื่นยังจะให้รวบรวมอีกไหม? ถ้าจะให้รวบรวม ก็ขอเวลาฉันอีกสักสองสามวัน!"
"รวบรวมต่อไป ไม่ต้องรีบ อีกสองสามวันก็ได้!"
ซูอวี่ตรวจสอบของนิดหน่อย แต่ไม่เข้มงวดเหมือนครั้งแรก
ร่วมงานกับเซี่ยหู่โหยวมานาน อย่างน้อยก็พอจะมีความเชื่อใจอยู่บ้าง
อีกอย่าง หมอนี่ปกติก็ไม่เก็บมัดจำจากเขา จ่ายเงินเมื่อได้รับของเลย นี่ทำให้ซูอวี่ลดความเสี่ยงไปได้มาก
จ่ายไปแปดพันสองร้อยแต้มผลงาน ซูอวี่ยังเหลืออีกหมื่นหนึ่งพันแปดร้อยแต้ม
แปดพันสองร้อยแต้มผลงาน ราคาในตลาดมืดคือสี่ร้อยกว่าล้าน!
แลกมาได้ของแค่นี้เอง!
ก็มีแต่ผู้ฝึกตนแหละที่ไม่ค่อยสนใจเรื่องเงินทอง มิฉะนั้น ชีวิตของคนธรรมดาคงปั่นป่วนวุ่นวายไปนานแล้ว
ซูอวี่ไม่เคยคิดเลยว่า วันหนึ่งตัวเองจะโยนเงินสี่ร้อยกว่าล้านเพื่อซื้อของกล่องเล็กๆ แค่กล่องเดียวรวดเดียวแบบนี้ ถ้าพ่อรู้ คงช็อกตายแน่ๆ
แค่ขั้นพันชั่งเองนะ!
ไม่ใช่แค่ซูอวี่ที่ปวดใจ แม้แต่เซี่ยหู่โหยวที่มาจากตระกูลใหญ่ ตอนนี้ก็ยังอดไม่ได้ที่จะพูดว่า "ซูอวี่ นายเพลาๆ ลงหน่อยเถอะ หาเงินมันไม่ง่ายขนาดนั้นนะ! ต่อให้ไปสนามรบพหุภพ ฆ่าระดับเหินเวหาขั้นต้นได้วันละคน ก็ได้แค่ร้อยกว่าแต้มผลงานเท่านั้นแหละ"
นี่ยังเป็นของที่สายอักษรเทวะเดี่ยว ระดับภูผาสมุทรหลายคน ระดับทะยานเมฆาหลายคน... ยอดฝีมือตั้งหลายคนช่วยกันรวบรวมมานะ ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง
สายอักษรเทวะเดี่ยวมีเงิน นั่นก็เป็นเพราะมียอดฝีมือเยอะ
แปดพันสองร้อยแต้มผลงาน ในสถาบันตอนนี้ ให้ระดับทะยานเมฆาคนเดียวยังเอาออกมาได้ยากเลย!
อย่างเช่นเฉินหย่ง บรรณารักษ์หอตำรา ระดับทะยานเมฆาระดับเก้า เขาก็เอาออกมาไม่ได้
จ้าวลี่ก็เอาออกมาไม่ได้!
ยอดฝีมือระดับทะยานเมฆาอย่างหูโหย่วฮุยที่ไปรับเด็กใหม่พร้อมกับจ้าวลี่ในวันนั้นก็เอาออกมาไม่ได้!
ไม่ใช่แค่พวกเขา รวมถึงพวกลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์ระดับทะยานเมฆาที่โจมตีนักเรียนในวันนั้น ก็ไม่มีใครเอาออกมาได้แม้แต่คนเดียว ไม่งั้นก็คงไม่ต้องเสี่ยงไปโจมตีขบวนนักเรียนหรอก
ยอดฝีมือ ก็ใช้ทรัพยากรหล่อเลี้ยงขึ้นมาทั้งนั้น!
มีทุนรอนนิดหน่อยก็ใช้ไปหมดแล้ว!
เฉินหย่งไม่มีเงินงั้นเหรอ?
จ้าวลี่ไม่มีเงินงั้นเหรอ?
มีเงินกันทั้งนั้นแหละ!
พวกเขายินดีที่จะขายอาวุธเทวะ เคล็ดวิชาที่ติดตัว หรือเขียนอักษรเจตจำนงให้คนอื่นทุกวัน พวกเขาก็สามารถหาแต้มผลงานได้ไม่น้อย แต่ถ้าทำแบบนั้น ก็จะทำให้การฝึกตนของพวกล่าช้าไป
ทว่า แบบซูอวี่ที่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยขนาดนี้ในขั้นพันชั่งนั้น มีไม่กี่คนหรอก
ต่อให้เป็นเซี่ยหู่โหยว ความจริงก็ไม่ได้ใช้เงินน่ากลัวขนาดเขาเลย
ซูอวี่ถอนหายใจเบาๆ พยักหน้า แล้วหัวเราะ "ฉันรู้ขอบเขตดี! แต่ว่า... ฉันต้องการเวลา เพื่อจะแข็งแกร่งขึ้นให้เร็วกว่านี้! ฉันก็อยากจะค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปเหมือนกัน แต่บางคนก็ไม่อยากจะให้เวลาฉันขนาดนั้น"
"เรื่องนี้ก็ขึ้นอยู่กับนายเอง ฉันก็แค่เตือนสติเท่านั้น"
เซี่ยหู่โหยวหัวเราะ "ฉันล่ะอยากจะให้นายจ่ายทีละหลายหมื่นด้วยซ้ำ แต่พวกเราทำธุรกิจ ต้องให้สายน้ำไหลเอื่อย รีดเลือดกับปูนั้นมันเป็นการทำธุรกิจระยะสั้น ถ้าจะทำระยะยาว พวกเราก็ต้องคำนวณอย่างรอบคอบให้ลูกค้าด้วย"
ซูอวี่หัวเราะ "นายนี่ช่างทำธุรกิจจริงๆ ว่าแต่ เจิ้งอวิ๋นฮุยไปหานายหรือยัง?"
"ยังเลย"
เซี่ยหู่โหยวเองก็ไม่รีบร้อน เขาหัวเราะ "ตระกูลเจิ้งของเขาเป็นตระกูลยอดฝีมือ ของทั่วๆ ไปพวกเขาก็ไม่ขาดแคลนหรอก มีช่องทางหามาได้ด้วย! แต่ว่า... ไม่ช้าก็เร็วเขาก็ต้องมาขอร้องฉันอยู่ดี เพราะยังไงก็ไม่ใช่ตระกูลอาจารย์อารยธรรมนี่นา!"
ซูอวี่พยักหน้าเล็กน้อย "ว่าแต่ ตอนสอบประจำเดือนวันที่สามสิบ จะมีการแข่งขันอักษรเทวะเหรอ?"
"ทำไมล่ะ?"
เซี่ยหู่โหยวลดเสียงต่ำ "ใช่เพราะสมุดคัดลายมือของปรมาจารย์หงถานหรือเปล่า?"
ซูอวี่เองก็ไม่ได้ปิดบัง เขาพยักหน้าเล็กน้อย แล้วพูดอย่างจนใจว่า "อาจารย์ฉันบอกว่าต้องเอาชนะกลับมาให้ได้! ของสิ่งนี้... แม้จะมูลค่าไม่สูงนัก แต่มีความหมายไม่น้อย จะปล่อยให้ตกไปอยู่ในมือคนนอกไม่ได้!"
พูดจบ เขาก็สงสัยขึ้นมา "คนพวกนี้ช่างกล้าดีเดือดจริงๆ ขนาดของอาจารย์ปู่ฉันก็ยังกล้าขโมย..."
"ขโมยเหรอ?"
เซี่ยหู่โหยวอึ้งไปเล็กน้อย "ผู้ช่วยสอนไป๋ว่ายังไงนะ?"
ซูอวี่ยิ้มอย่างมีความหมายแฝง "อาจารย์ฉันบอกว่า ก่อนหน้านี้เขาเอาไปให้คนอื่นชื่นชม ผลคือพอกลับมาก็พบว่าหายไปแล้ว อาจจะโดนคนขโมยไปก็ได้!"
"นายเชื่อเหรอ?"
เซี่ยหู่โหยวหัวเราะจนเห็นฟัน ซูอวี่ก็หัวเราะเช่นกัน "เชื่อสิ! ต้องเชื่อสิ! ถ้าไม่เชื่อ อาจารย์คงไม่เกรงใจฉันหรอก เพราะอาจารย์ของเขาก็คงไม่เกรงใจเขาเหมือนกัน ฉันจะไปรับเคราะห์แทนไม่ได้ เพราะงั้นฉันเลยต้องเชื่อไง!"
"ฮ่าฮ่าฮ่า!"
เซี่ยหู่โหยวอดหัวเราะออกมาดังๆ ไม่ได้!
จากนั้นก็พูดขำๆ อีกว่า "ฉันว่าวันหน้านายคงเจอปัญหาไม่น้อยเลยล่ะ ไม่ได้มีแค่ชิ้นนี้ชิ้นเดียวนะ มีตั้งหลายชิ้น! แน่นอนว่าของธรรมดาๆ ก็ไม่เป็นไรหรอก แต่ของที่มีคุณค่าทางจิตใจ พอเอาออกมา ใครๆ ก็รู้ว่าเป็นของปรมาจารย์หงถาน ฉันว่าวันหน้านายคงต้องเจอเรื่องแบบนี้อีกแน่!"
ซูอวี่ก็จนใจเหมือนกัน
เจออาจารย์ตัวเองแบบนี้ เขาจะมีวิธีอะไรได้ล่ะ?
ชัดเจนเลยว่าไม่ได้ถูกขโมย แต่เป็นไป๋เฟิงเองต่างหากที่เอาไปขาย!
ซูอวี่ค่อนข้างเข้าใจ คราวก่อนไป๋เฟิงก็บอกแล้วว่าต้องเอาของออกไปขายบ้าง ศูนย์วิจัยแทบจะว่างเปล่าอยู่แล้ว
ซูอวี่แค่ไม่รู้ว่า เขาถึงกับขายสมบัติของอาจารย์ปู่ไปเลย!
รู้สึกหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก นี่มันช่างเหมือนกับเขาจริงๆ ตอนอยู่หนานหยวน ตอนที่ช็อตเงินเขาก็เคยคิดจะขายบ้านเหมือนกัน แต่แค่เขาขายไม่ได้ ส่วนไป๋เฟิงนี่สิขายได้จริงๆ!
คุยกันสองสามประโยค ซูอวี่ก็ถามขึ้นลอยๆ "การแข่งขันอักษรเทวะนี่ มีขั้นตอนยังไงบ้าง ถ้าอยากจะชนะจะยากไหม?"
"ยากไม่น้อยเลยล่ะ!"
เซี่ยหู่โหยวกล่าวอย่างจริงจัง "นี่ไม่ใช่เรื่องของคณะอักษรเทวะเราคณะเดียว แต่เป็นการประลองของเด็กใหม่ทั้งสถาบัน! อย่าเห็นว่าคณะอักษรเทวะเก่งแล้วจะไร้เทียมทานขนาดนั้น คณะเจตจำนง คณะโอสถเทวะ คณะยันต์เทวะ ล้วนแต่มียอดฝีมือทั้งนั้นแหละ"
"การแข่งขันอักษรเทวะ แน่นอนว่าต้องแข่งกันที่อักษรเทวะ รวมถึงเจตจำนงด้วย สองอย่างนี้มันเชื่อมโยงกัน"
"สถาบันมีดินแดนลับเล็กๆ ที่มหัศจรรย์มาก ความจริงก็เหมือนกับบันทึกอารยธรรมนั่นแหละ แต่ได้ผลดีกว่าบันทึกอารยธรรมมาก!"
เซี่ยหู่โหยวอธิบาย "ในบันทึกอารยธรรม นายก็เห็นแล้วว่าสามารถจำแลงอักษรเทวะออกมาได้ ในดินแดนลับเล็กๆ นั่นก็เหมือนกัน! ไม่เพียงเท่านั้น นายยังสามารถมองเห็นอักษรเทวะที่คนอื่นจำแลงออกมาได้ด้วย เข้าไปประลองอักษรเทวะกันในดินแดนลับ เข่นฆ่า ต่อสู้กัน โดยไม่ต้องใช้ร่างกาย อาศัยแค่เจตจำนงกับอักษรเทวะ เพื่อตัดสินแพ้ชนะ"
"เพราะงั้นถึงได้เรียกว่าการแข่งขันอักษรเทวะ ไม่ใช่การแข่งขันร้อยอันดับไงล่ะ!"
ซูอวี่ประหลาดใจ "จัดในดินแดนลับเหรอ? แล้วอักษรเทวะที่เราจำแลงออกมา อาจารย์ก็จะเห็นด้วยใช่ไหม?"
"ไม่เห็นหรอก!"
เซี่ยหู่โหยวอธิบาย "มีแค่สองคนเท่านั้นแหละที่เห็น ดินแดนลับนั่นเล็กมาก... ความจริงก็คือบันทึกอารยธรรมนั่นแหละ นายอยู่ฝั่งหนึ่ง คู่ต่อสู้อยู่ฝั่งหนึ่ง ต่างฝ่ายต่างส่งเจตจำนงเข้าไป พวกนายสองคนสามารถเห็นสถานการณ์ของกันและกันได้ แต่คนอื่นจะมองไม่เห็น"
"คนเยอะขนาดนั้น จะแข่งทีละคู่เหรอ?"
ซูอวี่คำนวณดูคร่าวๆ เด็กใหม่มีเกือบสองพันคนเลยนะ!
"คิดมากไปแล้ว!"
เซี่ยหู่โหยวหัวเราะ "แค่เด็กชั้นเรียนระดับสูงเท่านั้นแหละ มีไม่เยอะหรอก! ชั้นเรียนระดับกลางยังไม่ถึงขั้นบ่มเพาะจิตเลย จะเอาอะไรมาแข่งล่ะ? นักเรียนห้องเราก็ปาไปครึ่งหนึ่งแล้ว รวมทั้งหมดก็แค่สองร้อยกว่าคนเองแหละ!"
"ความจริงก็ไม่เสียเวลาหรอก การประลองแต่ละรอบ เร็วหน่อยก็สิบกว่าวินาที ช้าหน่อยก็หนึ่งถึงสองนาที สองร้อยคนแบ่งเป็นหนึ่งร้อยกลุ่ม ก็เสร็จภายในเวลาประมาณสองชั่วโมง"
"จากนั้นก็ให้ผู้ชนะมาเจอกัน อย่างมากที่สุดก็ไม่เกินสามสี่ชั่วโมงก็รู้ผลแพ้ชนะแล้ว"
ซูอวี่พยักหน้าเล็กน้อย ถ้าเป็นอย่างนั้น ก็ใช้เวลาไม่นานเท่าไหร่
เซี่ยหู่โหยวพูดอีกว่า "อย่ามัวแต่มองแค่ห้องเรา ห้องอื่นก็มียอดฝีมือเหมือนกัน ถึงเวลาสู้กันจริงๆ พวกเขาอาจจะเอาชนะพวกเราไม่ได้หรอก แต่ถ้าแข่งกันแค่อักษรเทวะล่ะก็ บางคนก็ไม่ธรรมดาเลยนะ!"
ซูอวี่ถอนหายใจเบาๆ พยักหน้ารับ
เขาจะแพ้ไม่ได้!
ต้องชนะเท่านั้น!
อักษรเทวะของเขาไม่ถือว่าอ่อนแอ แต่เจตจำนงไม่ได้แข็งแกร่งจริงๆ ต่อให้เจตจำนงของเขาจะอึดทน แต่ความเข้มข้นก็ยังอยู่แค่นี้ เพิ่งจะบ่มเพาะจิตเท่านั้นเอง
คงต้องยกระดับขึ้นอีกหน่อยแล้ว!
ถ้าไม่ให้ใช้ร่างกายเข้าสู้ ต่อให้ครั้งนี้เขาจะเปิดจุดทวารได้มากแค่ไหน ความจริงก็ไม่มีประโยชน์
"หู่โหยว มีวิธีเพิ่มเจตจำนงให้เร็วขึ้นบ้างไหม?"
"..."
เซี่ยหู่โหยวพูดไม่ออก ของนายยังเรียกว่าช้าอีกเหรอ?
ถึงขั้นบ่มเพาะจิตเร็วขนาดนี้แล้ว ยังจะรังเกียจว่าช้าอีกเหรอ?
"มีสิ ไม่ต้องหล่อเลี้ยงอักษรเทวะสิ เร็วแน่นอน!"
"..."
เอาเถอะ ซูอวี่ไม่พูดอะไรแล้ว
ไร้สาระ ไม่หล่อเลี้ยงอักษรเทวะ แล้วจะเป็นอาจารย์อารยธรรมไปทำไม?
แน่นอนว่านักเรียนของคณะเจตจำนง มีหลายคนที่ไม่หล่อเลี้ยงจริงๆ รอจนถึงระดับเหินเวหาแล้วค่อยว่ากัน
แต่สายอักษรเทวะพหุคูณทำแบบนั้นไม่ได้จริงๆ!
พอถึงระดับเหินเวหา ทักษะการต่อสู้อักษรเทวะก็ไม่สามารถวางรากฐานได้อีก ทักษะการต่อสู้อักษรเทวะนั้นก็จะกลายเป็นสิ่งไร้ประโยชน์
ถึงเวลานั้น จะเรียกว่าสายอักษรเทวะพหุคูณได้ยังไงล่ะ?
ซูอวี่คิดทบทวนแล้วก็ถามอีกว่า "งั้นมีของวิเศษจากฟ้าดินอะไร ที่พอจะเพิ่มเจตจำนงได้บ้างไหม?"
"มี!"
เซี่ยหู่โหยวกล่าวพร้อมรอยยิ้ม "แต่ฉันขอแนะนำว่านายอย่าใช้เลย มันกลวงเกินไป! พวกเราตอนนี้พูดตรงๆ ว่าต้องเน้นวางรากฐานให้มั่นคง ต่อให้ตอนนี้นายมีเจตจำนงถึงเก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์ แต่โดนเป่าทีเดียวก็ดับ แบบนั้นจะมีประโยชน์อะไร?"
"เอาเถอะ!"
ซูอวี่จนใจ ช่างมันเถอะ ตั้งใจฝึกฝนต่อไปก็แล้วกัน!
สองสามวันนี้ ก็มีความคืบหน้าอยู่บ้างเหมือนกัน
จากเดิมที่ลดลงไปเหลือห้าสิบเปอร์เซ็นต์ ตอนนี้ก็เพิ่มกลับมาที่ห้าสิบสองเปอร์เซ็นต์แล้ว พูดตามตรงก็ถือว่าไม่ช้านัก แค่ซูอวี่ยังไม่พอใจเท่านั้น
...
ซูอวี่ไม่พูดอะไรอีก เขาถือของจากไป
พอกลับมาที่ศูนย์วิจัย ก็ยังไม่เห็นใคร ไป๋เฟิงไม่รู้ว่าอยู่ในห้องทดลองหรือเปล่า
ซูอวี่จัดการข้าวของให้เรียบร้อย แล้วฝึกฝนต่อไปอีกพักหนึ่ง จนกระทั่งฟ้ามืด เขาจึงเดินออกไป
ไปดินแดนลับ!
โลหิตแก่นแท้วัวทะลวงภูเขาห้าร้อยหยด โลหิตแก่นแท้ประเภทอื่นๆ อีกสามร้อยเก้าสิบเก้าหยด ครั้งนี้เขาต้องลุยสักตั้งแล้ว!
'ก็แค่ในดินแดนลับมีคนเข้าออกอยู่เรื่อยๆ คงจะลำบากหน่อย!'
ซูอวี่รู้สึกปวดหัว เขาเตรียมตัวจะลุยเต็มที่ แต่ดันมีคนเข้ามาเรื่อยๆ แบบนี้คงไม่ดีแน่
ทันทีที่เปิดสมุดภาพ ถ้ามีคนเข้ามาตอนที่เขากำลังดูดซับ แล้วพบความผิดปกติของเขา จะอธิบายยังไง?
'เว้นเสียแต่... จะออกจากเขตเล็กๆ นั่น!'
ซูอวี่พึมพำในใจ แล้วเดินออกไปรอบนอก
เขตอื่น อาจจะมีขั้นหมื่นศิลา หรือระดับเหินเวหา แต่ว่า... ก็ไม่แน่ว่าจะเจอเสมอไปหรอก ประเด็นหลักคือเขตที่แรงกดดันมากเกินไป ซูอวี่ก็ไปไม่ได้เหมือนกัน
'ไปฝึกฝนตรงกลางระหว่างเขตหมื่นศิลากับเขตขั้นพันชั่งก็ได้นี่ สำหรับหมื่นศิลา พลังปราณยังไม่หนาแน่นพอ แต่สำหรับขั้นพันชั่ง พลังปราณก็ถือว่ามากเกินไป!'
เมื่อตัดสินใจได้แล้ว ซูอวี่ก็ไม่คิดอะไรมากอีก
ดินแดนลับต้องไปอยู่แล้ว!
ถ้าไม่ได้ไปฝึกฝนที่ดินแดนลับ เขาก็รู้สึกว่าฝึกฝนไม่ได้ราบรื่นขนาดนั้น
...
เขตดินแดนลับ
แดนเร้นลับอักษรหยวน
คนยังคงน้อยมากเหมือนอย่างเคย น้อยมากๆ
ตอนนี้เป็นช่วงดึกสงัด เหลือเพียงชายชราสองคนที่เฝ้ายามอยู่
วินาทีที่ซูอวี่เดินเข้าไปใกล้ ผู้เฒ่าหวงก็สะดุ้งตื่นทันที เขาลืมตาขึ้น "เจ้าเด็กนี่มาอีกแล้ว! เพิ่งจะไปได้กี่วันเอง! คราวนี้จะพนันว่าอยู่นานแค่ไหนล่ะ?"
ผู้อาวุโสเนี่ยพูดเรียบๆ "ยี่สิบสี่ชั่วโมงไง นายพูดเองไม่ใช่เหรอ? ถ้าอยู่ไม่ถึง หมอนี่ก็คือขยะ!"
ผู้เฒ่าหวงหลุดขำ ก็แค่คำพูดที่หลุดปากออกมาด้วยความหมั่นไส้ก่อนหน้านี้เท่านั้นเอง
จะอยู่ได้ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมงจริงๆ เหรอ!
"เจ้าเด็กนี่ ยังถือกล่องมาด้วยแฮะ..."
ผู้เฒ่าหวงพูดพลางเลิกคิ้ว "นายเดาซิว่าคืออะไร?"
"ไร้สาระ โลหิตแก่นแท้น่ะสิ จะเป็นอะไรไปได้อีก!"
ผู้อาวุโสเนี่ยเองก็มีสายตาแปลกประหลาด "หมอนี่ ไม่ใช่บอกว่าครอบครัวฐานะธรรมดาเหรอ? แล้วไปเอาโลหิตแก่นแท้มาจากไหนเยอะแยะ?"
คราวก่อนก็ได้กลิ่นโลหิตแก่นแท้เข้มข้นจากตัวเขา!
คราวนี้ถึงกับหิ้วกล่องมาเลย!
จะต้องมีโลหิตแก่นแท้เยอะขนาดไหนเนี่ย ถึงต้องใช้กล่องหิ้วมาด้วย?
ระหว่างที่คุยกัน ซูอวี่ก็เดินเข้ามา
ใบหน้าของเขามีรอยยิ้มเหมือนเช่นเคย เขาทักทายด้วยท่าทางซื่อๆ "สวัสดีครับอาจารย์ทั้งสอง อาจารย์ครับ ข้างในมีคนไหมครับ?"
ผู้เฒ่าหวงไม่อยากจะมองหน้ายิ้มๆ ของเขา ขี้เกียจจะมอง เขาจ้องกล่องของซูอวี่อยู่สองสามที แล้วก็มองซูอวี่ ก่อนจะเอ่ยเรียบๆ "มีเงินอีกแล้วเหรอ? กฎเดิม หนึ่งร้อยแต้มผลงาน อีกอย่าง พอถึงขั้นหมื่นศิลา ก็ต้องจ่ายเพิ่ม แต้มผลงานสะสมก็ต้องถึงสองร้อยแต้มด้วยนะ!"
ซูอวี่พยักหน้า ยิ้มซื่อๆ เหมือนเดิม
ผมไม่รีบหรอก!
ผมยังอีกไกล!
ต่อให้ฝึกฝนจนถึงขั้นพันชั่งระดับเก้า เขาก็ไม่รีบเลื่อนขั้น จุดทวารมีตั้งเยอะแยะ เมื่อไหร่จะเปิดหมด จะรีบไปทำไม
ถึงตอนนั้นเวลาจะเข้าดินแดนลับก็ยิ่งลำบาก!
เมื่อเห็นซูอวี่สงบนิ่ง ผู้เฒ่าหวงก็ขี้เกียจพูดอะไรมาก เขาเปิดประตูพลางกำชับว่า "อย่าเอาแต่พุ่งทะยานไปข้างหน้าหน้ามืดตามัว การเปิดจุดทวารได้เร็วเป็นเรื่องดี แต่ด้านอื่นก็ต้องตามให้ทันด้วย! ถ้ามีแค่จุดทวารเยอะ แต่ฝีมือตามไม่ทัน ทักษะยุทธ์ตามไม่ทัน ทำเนียบร้อยอันดับก็เข้าไม่ได้หรอกนะ"
"แล้วก็ เธอคืออาจารย์อารยธรรม..."
ผู้เฒ่าหวงเตือนอีกว่า "จำเอาไว้ อาจารย์อารยธรรม ร่างกายไม่ใช่สิ่งสำคัญ! ถ้าอยากจะฝึกร่างกาย ก็ไปสถาบันสงครามให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย จะมาสถาบันอารยธรรมทำไม! ดินแดนลับพลังปราณ คือดินแดนลับที่เกิดจากอักษรเทวะนิรันดร์!"
ผู้เฒ่าหวงกล่าวอย่างเคร่งขรึม "อักษรเทวะนิรันดร์ มีไว้ให้เธอฝึกแค่ร่างกายงั้นเหรอ? จงทำความเข้าใจให้มากเข้าไว้ อักษรเทวะนิรันดร์ ต่อให้เป็นในสถาบันก็ยังมีไม่มาก นั่นล้วนเป็นสิ่งที่ระดับเหนือภูผาสมุทรทิ้งไว้ เธอคงไม่ได้คิดว่าระดับเหินเวหาที่เข้ามาในดินแดนลับ ล้วนแต่มาเพื่อเปิดจุดทวารหรอกนะ?"
ซูอวี่ตกตะลึงไปเล็กน้อย!
ดูเหมือนจะจริงแฮะ!
ผู้เฒ่าหวงกลับมามีสีหน้าเรียบเฉยดังเดิม เขาเอ่ยเรียบๆ ว่า "อักษรเทวะต่างหากที่เป็นรากฐาน อักษรเทวะนิรันดร์ มีประโยชน์ต่ออักษรเทวะมากกว่า ไม่ใช่ร่างกาย การดูดซับพลังปราณ ก็เป็นเพียงแค่ผลพลอยได้เท่านั้น เข้ามาในดินแดนลับครั้งแล้วครั้งเล่า อย่าได้เสียแต้มผลงานพวกนี้ไปเปล่าๆ เลย!"
ซูอวี่พยักหน้า รีบกล่าวขอบคุณ "ขอบคุณอาจารย์ที่ช่วยเตือนสติครับ!"
"ไม่ต้องมาขอบคุณฉัน ไปทำความเข้าใจด้วยตัวเองเถอะ!"
ผู้เฒ่าหวงเปิดประตู มองส่งซูอวี่เดินจากไป
รอจนเขาเข้าไปแล้ว ผู้เฒ่าหวงก็ยิ้ม ตาเฒ่าเนี่ยที่อยู่ข้างๆ หัวเราะ "นายนี่... ปล่อยให้พวกเขาไปทำความเข้าใจกันเองไม่ดีกว่าหรือไง? จะไปเตือนเขาทำไม!"
ผู้เฒ่าหวงหัวเราะหึๆ "ก็เตือนสักหน่อย ให้เขาสนใจอักษรเทวะให้มากขึ้น เขาจะได้ไม่มีเวลาไปเปิดจุดทวาร จะได้รีบออกมา ประหยัดพลังปราณไปได้หน่อย!"
"..."
ผู้อาวุโสเนี่ยหลุดขำ!
ปากก็พูดไปอย่างนั้นแหละ เขารู้ว่าเหล่าหวงกลัวซูอวี่จะละเลย แต่เพิ่งจะอยู่ขั้นบ่มเพาะจิตเท่านั้น ไม่ต้องรีบร้อนหรอก ต่อให้ทำความเข้าใจ ก็ใช่ว่าจะเข้าใจอะไรขึ้นมาได้
"คราวนี้ เขาคงขึ้นถึงขั้นพันชั่งระดับหกได้สบายๆ นายคิดว่าเขาจะไปถึงขั้นพันชั่งระดับเจ็ดได้ไหม?"
"คงไม่เร็วขนาดนั้นมั้ง?"
ชายชราทั้งสองเริ่มถกเถียงกันอีกครั้ง ซูอวี่ตอนนี้เปิดจุดทวารไปแล้วหกสิบหกจุด สองวันนี้เขากำลังรักษาอาการบาดเจ็บ จึงไม่มีเวลาไปเปิดจุดทวารต่อ
เปิดจุดทวารแปดสิบสี่จุด นั่นถึงจะเป็นขั้นพันชั่งระดับเจ็ด
ยิ่งไปด้านหลัง ก็ยิ่งยาก ยิ่งช้า
ครั้งนี้ซูอวี่จะสามารถเปิดจุดทวารได้อีกสิบแปดจุดงั้นเหรอ?
แม้ทั้งสองคนจะค่อนข้างไม่เชื่อ แต่เมื่อลองคิดดูแล้ว ก็พูดยากจริงๆ
เจ้าเด็กคนนี้ เข้าไปสองครั้ง
ครั้งหนึ่งทะลวงไปถึงขั้นพันชั่งระดับสาม อีกครั้งทะลวงไปถึงขั้นพันชั่งระดับห้า ใครจะไปรู้ว่าครั้งนี้เขาจะทะลวงถึงระดับเจ็ดได้หรือเปล่า







