ทุกคนเห็นอ๋องปาตงกล่าววาจาล่วงละเมิดข้อห้าม ปะทะคารมกับขุนนางเตี่ยนเชียนกลางงานเลี้ยง สีหน้าล้วนเปลี่ยนไป
ข่งฉางอวี๋รีบวิ่งออกไปไกล่เกลี่ย "ท่านอ๋องเมาแล้ว! ใต้เท้าอู๋โปรดอย่าเก็บมาใส่ใจ! การที่ไม่ได้ส่งเทียบเชิญให้ใต้เท้าล้วนเป็นความสะเพร่าของข้าน้อยเอง! เร็วเข้า รีบจัดที่นั่งให้ใต้เท้าเร็ว!"
คิ้วของอู๋ซิวจือกระตุกเล็กน้อย กล้ามเนื้อบนใบหน้าขยับไหว ทว่าไม่นานก็กลับคืนสู่สภาพเดิม
อ๋องปาตงชี้นิ้วไปที่อู๋ซิวจือ "เจ้ากลับไปแล้วก็ฟ้องเสด็จพ่อเรื่องของเปิ่นหวังได้เลย! เขียนพฤติกรรมเลวทรามของเปิ่นหวังให้มากหน่อย จะได้แก้แค้นที่เปิ่นหวังหยามหน้าเจ้ากลางที่สาธารณะพอดี!"
แววตาของอู๋ซิวจือไร้ซึ่งความรู้สึกใดเปลี่ยนแปลง หยุดไปครู่หนึ่งจึงประสานมือกล่าว "ข้าน้อยเพียงแค่ทำงานตามกฎระเบียบของราชสำนัก ไม่ได้มีความแค้นส่วนตัวอันใดกับท่านอ๋องเลย หากมีสิ่งใดล่วงเกิน หวังว่าท่านอ๋องจะโปรดอภัยกว้างขวางดุจมหาสมุทร!"
อ๋องปาตงแค่นเสียงหัวเราะเยาะสองสามที ท่าทางเหยียดหยามถึงขีดสุด
ข่งฉางอวี๋กลัวว่าอ๋องปาตงจะพูดจารุนแรงเกินไปอีก จึงรีบเชิญอู๋ซิวจือนั่งลง
อ๋องปาตงดื่มสุราในจอกจนหมดรวดเดียว ปรายตาเมามายมอง "จือเหยียน เจ้าคิดว่าสุราอวี๋เฉิงชุนนี้เป็นอย่างไรบ้าง?"
"สุราชั้นดีขอรับ" หวังหยางไม่คิดว่าอ๋องปาตงเพิ่งอาละวาดเสร็จก็หันมาคุยกับตน จึงเพียงแค่ตอบกลับไปตามน้ำ
"เปิ่นหวังก็ชอบ น่าเสียดายที่เมืองฮว๋าซานขึ้นตรงต่อยงโจว ขนส่งมาค่อนข้างลำบาก หากเป็นเมื่อก่อน ไหนเลยจะมียงโจวหรืออิ่งโจว มีเพียงจิงโจวเท่านั้น! เช่นนั้นจะดื่มสุรานี้ก็สะดวกกว่ามาก! เจ้าว่าจริงหรือไม่?"
คำพูดประโยคนี้ใช่ว่าจะรับมั่วซั่วได้
นับตั้งแต่ราชวงศ์จิ้นตะวันออกก่อตั้งประเทศ จิงโจวและหยางโจวสองมณฑลก็ยิ่งใหญ่เป็นเอกเทศ ผู้ที่ยึดครองจิงโจวมักจะมีการก่อกบฏอยู่บ่อยครั้ง ในหน้าประวัติศาสตร์เรียกว่า 'การต่อสู้ระหว่างจิงและหยาง' ดังนั้นเริ่มตั้งแต่ราชวงศ์หลิวซ่งเป็นต้นมา จึงได้ค่อย ๆ แบ่งแยกจิงโจวออกไป
ปัจจุบันอาณาเขตส่วนใหญ่ของยงโจว อิ่งโจว รวมถึงเซียงโจว ล้วนแต่เป็นพื้นที่ของจิงโจวในอดีตทั้งสิ้น
คำพูดนี้ของอ๋องปาตงสามารถเข้าใจได้ว่าเป็นการรำพึงรำพันโดยไม่ได้ตั้งใจ แต่ก็สามารถตีความไปถึงความนึกคิดแอบแฝงที่ 'หวังจะขยายอาณาเขตจิงโจว' ได้เช่นกัน ผู้คนที่อยู่ ณ ที่นี้ส่วนใหญ่ล้วนเป็นตระกูลขุนนางสืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน ใครบ้างจะไม่ได้กลิ่นอายความเสี่ยงทางการเมืองที่ซ่อนอยู่? ดังนั้นส่วนใหญ่จึงปิดปากเงียบสนิท เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้หัวข้อนี้มาพัวพันถึงตนเอง
เซี่ยซิงหานอยากจะใช้สายตาเตือนหวังหยางให้ตอบอย่างระมัดระวัง แต่กลับหาโอกาสไม่ได้
แม้หวังหยางจะไม่ได้มีตระกูลเป็นขุนนางสืบทอดกันมาหลายรุ่น แต่ประการแรก ท่านตาของเขาเป็นบัณฑิตที่เข้ารับราชการ เคยผ่านทั้งจุดตกต่ำและจุดรุ่งโรจน์ หวังหยางซึมซับเรื่องราวเหล่านี้มาตั้งแต่เด็ก ย่อมได้รับการหล่อหลอมมาบ้าง ประการที่สอง เขาเป็นคนที่อ่านหนังสืออย่างกว้างขวางมาโดยตลอด ที่ว่า 'อ่านหนังสือทะลุปรุโปร่งเรื่องราวในโลก' หรืออ่านหนังสือแล้วเกิดปัญญานั้น มิใช่คำพูดเลื่อนลอย โดยทั่วไปแล้วหากอ่านหนังสือจนเข้าใจแจ่มแจ้ง ก็ไม่มีคำว่ายิ่งอ่านยิ่งโง่ ส่วนคนที่อ่านแล้วโง่เขลาโดนหลอก หรืออ่านจนกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า 'หนอนหนังสือ' นั้น อันที่จริงไม่ใช่ความผิดของหนังสือ แต่เป็นเพราะอ่านไม่เป็นต่างหาก
ในอดีตหวนเวินเคยเอ่ยขึ้นมาลอย ๆ ประโยคหนึ่งว่า 'สุราจิงโข่วพอดื่มได้ ทหารพอใช้ได้' ซีเชาก็รู้ได้ทันทีว่าหวนเวินมีเจตนาหมายตากำลังทหารกองทัพเป่ยฝู่ จึงเขียนจดหมายแทนบิดา ขอลาออกจากตำแหน่งเพื่อหลบเลี่ยงภัยคุกคาม มาบัดนี้อ๋องปาตงก็ใช้สุรามาเป็นจุดเริ่มต้นเช่นเดียวกัน หวังหยางเองก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่ไม่ชอบมาพากลในประโยคนี้อย่างเฉียบไว
ไม่ว่าอ๋องปาตงจะมีความหมายลึกซึ้งกว่านี้ซ่อนอยู่หรือไม่ หากถูกผู้มีเจตนาแอบแฝงนำไปใช้ ก็อาจจะแต่งเรื่อง 'อ๋องปาตงความทะเยอทะยานพองโต' ขึ้นมาได้ ยิ่งไปกว่านั้นตอนนี้ขุนนางเตี่ยนเชียนที่ราชสำนักส่งมาก็อยู่ข้าง ๆ หากหวังหยางรับคำมั่วซั่ว ก็ไม่แน่ว่าอาจจะมีภัยที่ไม่คาดคิดตามมา
ทว่าคำพูดของท่านอ๋องก็มิอาจไม่ตอบรับ หวังหยางยิ้มกล่าว "ความงดงามของทิวทัศน์มักอยู่ห่างไกลและอันตราย รสชาติของอาหารเลิศรสมักมีค่าตรงที่หาได้ยากยิ่ง หากสุราอวี๋เฉิงชุนสามารถหามาได้บ่อยครั้ง ก็คงจะไม่มีความหมายอันใดแล้ว ท่านอ๋องเห็นว่าอย่างไรขอรับ?"
ทุกคนคิดในใจ 'ตอบได้ยอดเยี่ยม!'
อ๋องปาตงหัวเราะร่วน "พูดได้มีเหตุผล!" จากนั้นก็ยิ้มพลางกวาดสายตามองบรรดาบัณฑิตชนชั้นสูงที่นั่งอยู่ "มีเหตุผลมากทีเดียว!"
คนรอบข้างต่างพากันหัวเราะตาม
อ๋องปาตงมองไปทางอู๋ซิวจือ รอยยิ้มจางหายไปพลางเอ่ยถามอย่างยั่วยุ "ได้ยินหรือยัง? จำไว้ให้ดีล่ะ? นี่เป็นช่องทางที่ดีเลยทีเดียว เจ้าลองคิดดูดี ๆ ว่าควรจะใช้ประโยคนี้ไปทูลฟ้องเท็จเรื่องเปิ่นหวังต่อเสด็จพ่ออย่างไร?"
รอยยิ้มของแขกเหรื่อในงานพลันแข็งค้าง
อู๋ซิวจือหุบปากสนิท ทำราวกับว่าไม่ได้ยินอะไรทั้งสิ้น สีหน้าเรียบเฉยชา
หวังหยางมองฉากนี้ พลันนึกไปถึง 'สื่อจี้ บทประวัติหยวนอั้งและเฉาชั่ว' กับ 'จิ้นซู บทประวัติเวินเจี้ยว' เมื่อหันกลับไปมองอ๋องปาตง และขบคิดถึงคำพูดของเขาเมื่อครู่นี้ ก็รู้สึกว่าสามารถตีความหมายที่แตกต่างออกไปได้บ้าง จึงอดไม่ได้ที่จะคิดในใจ 'อ๋องปาตงไม่ธรรมดาเลย อู๋ซิวจือก็มีความอดทนอดกลั้น วันข้างหน้าหากต้องติดต่อกับอ๋องปาตง คงต้องระวังตัวให้มากกว่านี้...'
'แน่นอน บางทีฉันอาจจะคิดมากไปเอง? ทว่าเรื่องการเมืองใช่ว่าคนทั่วไปจะเล่นได้ น้ำค่อนข้างลึก ยอมคิดให้มาก ดีกว่าคิดน้อยไป ระมัดระวังตัวไว้หน่อยจะดีกว่า...'
......
เมื่อจบงานเลี้ยง อ๋องปาตงถูกประคองตัวเข้าไปยังห้องด้านใน เขาทิ้งตัวพิงลงบนตั่ง มีกลุ่มผู้ติดตามคอยปรนนิบัติถอดเสื้อผ้าและสร่างเมาให้
ข่งฉางอวี๋ยืนอยู่หน้าประตู โค้งตัวกล่าว "ท่านอ๋อง"
อ๋องปาตงหรี่ตาเมามายขึ้นครึ่งหนึ่ง "รู้อยู่แล้ว...เข้ามาสิ"
เมื่อข่งฉางอวี๋เดินเข้าไป พวกผู้ติดตามเหล่านั้นก็พากันถอยออกไปอย่างเงียบเชียบโดยธรรมชาติ
ข่งฉางอวี๋ตระเตรียมคำพูด "ท่านอ๋อง "
อ๋องปาตงถามสวนขึ้นมาทันที "จดหมายตอบกลับจากซูลิ่งสื่อแห่งกรมจั่วหมินนั่นยังมาไม่ถึงอีกหรือ?"
กรมซ่างซูแบ่งออกเป็นหกแผนกยี่สิบกอง กรมจั่วหมินก็คือหนึ่งในยี่สิบกองนั้น รับผิดชอบดูแลบัญชีสำมะโนประชากรทั่วแผ่นดินและเอกสารทะเบียนราษฎร์ของราชวงศ์ต่าง ๆ โดยมีจั่วหมินซ่างซูเป็นผู้บัญชาการ
ใต้บังคับบัญชาของจั่วหมินซ่างซูมีตำแหน่งจั่วหมินหลาง ใต้ตำแหน่งหลางมีตำแหน่งตูลิ่งสื่อ ใต้ตูลิ่งสื่อคือลิ่งสื่อ ใต้ลิ่งสื่อคือซูลิ่งสื่อ และใต้ซูลิ่งสื่อคือลี่ก้าน สามารถทำความเข้าใจได้ว่าเป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ ส่วนซูลิ่งสื่อนั้นก็คล้ายคลึงกับหัวหน้าแผนก
ซูลิ่งสื่อที่อ๋องปาตงพูดถึง แซ่กัว นามว่าเจี่ยน
เมื่อสองปีก่อนตอนที่อ๋องปาตงเป็นจงฮู่จวินอยู่ที่เมืองหลวง กัวเจี่ยนเป็นเพียงซูจั่วคนหนึ่งในที่ทำการกองทัพพิทักษ์ เนื่องจากเขาทำเชิงเทียนล้มจนสมุดบัญชีกองทัพเสียหาย เกือบจะต้องถูกปลดจากตำแหน่งและรับโทษ ภายหลังได้ใช้เงินทองก้อนใหญ่ติดสินบนข่งฉางอวี๋ให้ช่วยขอความเมตตาจากอ๋องปาตง จึงได้รับการละเว้นโทษ หลังจากนั้นเป็นต้นมาเขาก็เชื่อฟังเพียงคำสั่งของข่งฉางอวี๋ ถือได้ว่าเกาะติดเส้นสายของอ๋องปาตงได้ตั้งแต่ตอนนั้น
ในเวลานั้นตรงกับช่วงที่อ๋องปาตงมีอำนาจและบารมีเฟื่องฟูที่สุดในราชสำนัก กัวเจี่ยนจึงได้อานิสงส์ไปด้วย ไม่เพียงแต่ถูกโยกย้ายให้เข้าไปทำงานในกรมซ่างซู แต่ยังได้รับการเลื่อนขั้น ถือได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงโชคชะตาเลยทีเดียว
ข่งฉางอวี๋ชะงักไปเล็กน้อย เดิมทีสิ่งที่เขาอยากจะพูดคืออีกเรื่องหนึ่ง แต่ในเมื่อตอนนี้ท่านอ๋องถามขึ้นมา ก็ทำได้เพียงตอบกลับไปก่อนว่า "ยังขอรับ หากคำนวณจากเวลาก็น่าจะมาถึงภายในหนึ่งหรือสองวันนี้ ทว่าดูจากเรื่องราวในวันนี้ ฐานะคนตระกูลหวังแห่งหลางหยาของเขาก็ไม่น่าจะใช่ของปลอม เอกสารจากทั้งระดับมณฑลและระดับเมืองล้วนครบถ้วน เว้นเสียแต่ว่าจะมีคนคอยช่วยเขาปลอมแปลงเอกสารทั้งในส่วนของเมืองและมณฑลพร้อมกัน มิเช่นนั้นแล้ว..."
อ๋องปาตงพูดแทรกขึ้นมา "สิ่งที่ข้าต้องการคือความแน่นอน ไม่ใช่คำว่าน่าจะ"
ข่งฉางอวี๋มีสีหน้าเคร่งขรึมลง "ขอรับ หากมีจดหมายตอบกลับมาเมื่อใด ข้าน้อยจะรีบรายงานให้ท่านอ๋องทราบทันที"
อ๋องปาตงโบกมือ "ถอยไปได้แล้ว"
"ท่านอ๋อง..." ข่งฉางอวี๋อึกอักคล้ายอยากจะพูดอะไรแต่ก็หยุดไป
"จะพูดเรื่องอู๋หนูเอ๋อร์หรือ?"
"ท่านอ๋องทำเช่นนั้นดูเหมือนจะ...เกินไปสักหน่อยนะขอรับ" ข่งฉางอวี๋ยังคงตัดสินใจพูดอย่างตรงไปตรงมา
"เจ้าจะไปรู้อะไร?" อ๋องปาตงเหยียดหยาม "ใครบ้างที่ไม่รู้ว่าเปิ่นหวังเป็นคนบ้าระห่ำ? ยิ่งเปิ่นหวังทำเกินไปมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดูปกติมากเท่านั้น! อู๋หนูเอ๋อร์กับเปิ่นหวังยิ่งมีความบาดหมางกันมากเท่าใด คำพูดของเขาก็ยิ่งมีความน่าเชื่อถือลดลงเมื่ออยู่ต่อหน้าเสด็จพ่อมากเท่านั้น"
ข่งฉางอวี๋ยังคงมีท่าทีเป็นกังวล "แต่ว่าทางฝั่งกวานเจีย..."
"จะกลัวอะไร! อย่างมากก็แค่ถูกมีราชโองการตำหนิ หรือไม่ก็โดนลงโทษอะไรสักอย่าง...ให้เปิ่นหวังได้สอนหลักการให้เจ้าสักข้อหนึ่งเถอะ อ๋องผู้ปราดเปรื่องอย่างพี่รองของข้า ขอเพียงแค่ทำผิดพลาดสักครั้ง นั่นก็จะดึงดูดสายตาของผู้คนนับหมื่นให้จับจ้อง แต่สำหรับอ๋องที่เหลวไหลอย่างข้า แม้ว่าจะทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก็ไม่ได้มีคนมาใส่ใจอะไรมากมายนัก และเมื่อพวกเขาคุ้นชินกับการที่ข้าทำได้เพียงความผิดเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้วล่ะก็..."
อ๋องปาตงพูดมาถึงตรงนี้ ก็พลันโน้มตัวไปข้างหน้าประดุจเสือดาว ทำให้ข่งฉางอวี๋ตกใจจนต้องถอยหลังไปสองก้าวติด
อ๋องปาตงเผยรอยยิ้มที่ดูพิลึกพิลั่นออกมา "เปิ่นหวังก็จะทำให้ทุกคนตกใจจนสะดุ้ง เหมือนกับที่เป็นอยู่นี่แหละ"
ข่งฉางอวี๋ตั้งสติได้เล็กน้อย จึงเอ่ยโน้มน้าวต่อไป "แต่ท่านอ๋องจะทำเช่นนี้อยู่เสมอไม่ได้นะขอรับ "
อ๋องปาตงเริ่มมีท่าทีรำคาญใจ "พอได้แล้ว! เรื่องแบบนี้เปิ่นหวังยังต้องให้เจ้ามาสอนอีกหรือ? เจ้าแค่จัดการเรื่องที่ข้าสั่งให้ดีก็พอ ตอนนี้เปิ่นหวังจะพักผ่อนแล้ว"
ข่งฉางอวี๋ทำได้เพียงกดคำตักเตือนมากมายกลับลงไปในท้อง ประสานมือขอตัวลากลับ ก่อนจะไปเขาพลันนึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ จึงกล่าวว่า "ท่านอ๋อง หากหวังหยางคนนั้นเป็นคนขององค์รัชทายาทหรือองค์ชายรองล่ะก็..."
"ไม่มีทาง เปิ่นหวังไม่ชอบเรื่องวรรณกรรม หากจะเลือกคนที่สามารถเข้าใกล้เปิ่นหวังได้ ก็คงจะไม่ส่งเขามา อีกอย่างการที่เปิ่นหวังเลือกเขา ก็ล้วนอยู่นอกเหนือความคาดหมายของตัวเปิ่นหวังเองทั้งสิ้น คนอื่นใครจะไปเดาออก? ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ หากเขาเป็นคนที่ทางเมืองหลวงส่งมาจริง จะต้องไม่ไปสร้างความบาดหมางกับตระกูลหลิวแห่งเหอตง และก็จะไม่ไปหาเรื่องโรงเตี๊ยมกว่างหยวนด้วย ตระกูลหลิวและพี่สามของข้าต่างก็ไม่ใช่คนที่จะรับมือได้ง่าย ๆ การที่เขาทำเช่นนี้ มิใช่ว่าเป็นการสร้างปัญหาแทรกซ้อนขึ้นมาหรือ? แกว่งเท้าหาเสี้ยนเองชัด ๆ?"
ข่งฉางอวี๋รู้สึกว่าสิ่งที่ท่านอ๋องพูดนั้นมีเหตุผล ไม่ว่าจะเป็นองค์รัชทายาทหรืออ๋องจิ้งหลิง ต่างก็คงจะไม่มาล่วงเกินตระกูลหลิวแห่งเหอตงและอ๋องหลูลิงในเวลาเช่นนี้ เขารู้ดีว่าท่านอ๋องของตนชอบฟังเรื่องอะไร ในขณะที่กำลังคิดจะเอ่ยประจบสอพลอประโยคหนึ่ง กลับเห็นอ๋องปาตงยกมุมปากขึ้น เผยรอยยิ้มที่ยากจะคาดเดาออกมาสายหนึ่ง "แต่ถึงอย่างนั้น เปิ่นหวังก็ยังอยากจะเล่นเกมกับเขาสักหน่อย ลองทดสอบเขาดู..."







