ข่งฉางอวี๋ใบหน้าซีดขาวเล็กน้อย ละสายตาจากกองเลือด แสร้งทำเป็นใจเย็น แล้วกล่าวต่อว่า "ในภูเขายังไม่มีข่าวสารขอรับ ทหารม้าออกเดินทางแล้ว ค้นหาไปตามแม่น้ำจวี่ คาดว่าพรุ่งนี้ค่ำจะถึงปากทางอันลู่ ทั้งอำเภอหลินจวี่และตังหยางล้วนส่งหนังสือราชการไปแล้ว หากโชคดี อาจจะสกัดกั้นไว้ได้..."
"สกัดกั้น?"
อ๋องปาตงแค่นเสียง ข่งฉางอวี๋ก็ไม่กล้าส่งเสียงอีกทันที
"สกัดกั้นบ้าอะไร!!! บัดซบ เปล่าประโยชน์ทั้งนั้น!!!"
อ๋องปาตงโยนผ้าเช็ดหน้าเปื้อนเลือดทิ้ง ตะโกนว่า "เปลี่ยนชุด!"
ไม่นานก็มีคนแปดคนเข้ามาในห้อง ในนั้นมีสาวใช้สี่คนประคองชุดใหม่ อ่างน้ำ ผ้าเช็ดหน้า เครื่องหอม และสิ่งของอื่นๆ บ่าวชายสี่คน สองคนยกศพ สองคนทำความสะอาด ท่าทางคล่องแคล่วชำนาญ ไม่นานก็จัดการจนสะอาดสะอ้าน
อ๋องปาตงถอดเสื้อผ้าออก ล้างหน้าอีกครั้ง เปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าโปร่งสีขาว เอ่ยถามขึ้นว่า "ตกลงแล้วเป็นชาวหมานกลุ่มไหน ตรวจสอบพบหรือยัง?"
ข่งฉางอวี๋รีบตอบ "เห็นว่าจะไปช่องเขาเวิ่นหยาง เช่นนั้นก็น่าจะเป็นชนเผ่าหมานเวิ่นหยาง ได้ส่งม้าเร็วไปแจ้งจวิ้นเวิ่นหยางแล้ว ให้พวกเขาพอตรวจสอบแน่ชัดก็รีบรายงานกลับมาทันที ท่านอ๋อง เรื่องนี้เกรงว่าจะปิดไม่มิดแล้ว ไม่ต้องพูดถึงคนอื่น ขุนนางเตี่ยนเชียนต้องรายงานขึ้นไปแน่นอน แทนที่จะรอให้พวกเขาพูด ท่านอ๋องสู้เป็นฝ่ายถวายฎีกาไปก่อน เพื่อชิงความได้เปรียบ..."
"ชาวหมานสุนัข! หมานสุนัข!! ไม่ช้าก็เร็วเปิ่นหวังจะสังหารพวกมันให้สิ้น!!!"
อ๋องปาตงกระชากสาวใช้คนหนึ่ง ดึงนางไปหลังฉากกั้น
สาวใช้อีกสามคนไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง ถอยออกจากห้องไปโดยไม่มองเหลียวแล
ข่งฉางอวี๋เห็นดังนั้นก็จะถอยออกไปเช่นกัน อ๋องปาตงกลับกล่าวว่า "เจ้า... พูด... ต่อไป..."
ข่งฉางอวี๋รู้สึกอึดอัดไปทั้งตัว ค้อมกายกล่าว "ท่านอ๋องพัก... พักผ่อนก่อนเถิด ข้าน้อยค่อยเข้ามาใหม่ประเดี๋ยว"
อ๋องปาตงด่าปนหัวเราะ "พูดพล่ามอันใด เจ้ามีอะไรที่ไม่เคยได้ยินบ้าง? รีบพูดมา"
ข่งฉางอวี๋มีสีหน้าลำบากใจ "ข้าน้อยอยากรายงานท่านอ๋องตามลำพัง"
อ๋องปาตงตบศีรษะสาวใช้เบาๆ "อุดหูไว้ อย่าฟัง ฟังแล้วก็คือตาย"
สาวใช้ตกใจจนรีบยกสองมือขึ้นอุดหู
อ๋องปาตงเงยหน้าหลับตา "...พูดมาเถิด"
หากเป็นเวลาปกติ ข่งฉางอวี๋คงทูลทัดทานให้ท่านอ๋องไล่คนออกไปก่อนค่อยพูด แต่ตอนนี้ท่านอ๋องอารมณ์ไม่ดีอย่างมาก เขาไม่กล้าขัดใจ จึงได้แต่ทำตามคำสั่ง
"เรื่องนี้อย่างมากท่านอ๋องก็แค่นับว่าป้องกันรักษาหละหลวม มีความผิดฐานบกพร่องต่อหน้าที่ ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอันใด กลัวก็แต่ป้อมเฉิงอันและป้อมหลิงจู่... จวนจ่างสื่อเมื่อเช้านี้เบิกสมุดบัญชีรายชื่อทหารไป ไม่รู้ว่าเริ่มสงสัยแล้วหรือไม่ สีกงมู่ก็เรียกตัวขุนพลรักษาป้อมทั้งสองไปสอบถามเช่นกัน"
"กลัวอันใด? ต่อให้หลิวอิ๋นพลิกสมุดทหารจนเปื่อย ก็มองไม่ออกหรอก สีกงมู่มันพวกไร้ความสามารถ ดีแต่เบ่งบารมี..."
ข่งฉางอวี๋กำลังฟังถึงจุดสำคัญ จู่ๆ ก็ได้ยินว่าอ๋องปาตงเงียบเสียงไปแล้ว อดไม่ได้ที่จะรู้สึกปวดขมับ
เวลานั้นองครักษ์เข้ามารายงาน บอกว่าหวังหยางขอเข้าเฝ้า อ๋องปาตงจึงให้พาคนเข้ามา จากนั้นก็ถามข่งฉางอวี๋ว่า
"เรื่องที่ให้เจ้าไปจัดการ จัดการเรียบร้อยแล้วหรือยัง?"
"เรียบร้อยแล้วขอรับ หัวหน้ากองสังกัดกองกำลังของจางเหิงแห่งป้อมเฉิงอัน ดื่มสุราจนเมามายขณะเข้าเวรกลางคืน ละทิ้งหน้าที่ เป็นเหตุให้ชนเผ่าหนานหมานบุกรุกเข้ามาได้ ยินยอมรับสารภาพผิดแล้ว"
ข่งฉางอวี๋กล่าวจบ ก็รอให้อ๋องปาตงตอบกลับ แต่อ๋องปาตงกลับไม่พูดอะไรเลยตลอดเวลา
ข่งฉางอวี๋จะไปก็ไม่ได้ จะอยู่ก็ไม่ดี อีกทั้งไม่กล้ารบกวน ระหว่างที่กำลังกระอักกระอ่วน อ๋องปาตงก็กล่าวว่า "ถอยไปเถอะ"
น้ำเสียงดูเบาสบายขึ้นหลายส่วน
"ขอรับ!"
ข่งฉางอวี๋รีบทำความเคารพ กำลังจะถอยออกจากห้อง เสียงของอ๋องปาตงก็ดังขึ้น "พ่อบ้านตระกูลเล่อทนการไต่สวนไม่ไหว ตายในคุกแล้ว ไปบอกหลิวถานสักคำ"
ข่งฉางอวี๋ชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นดวงตาก็เป็นประกาย คุกเข่าลงกราบกล่าว "ท่านอ๋องปราดเปรื่อง! ข้าน้อยเลื่อมใส!"
หลังจากข่งฉางอวี๋จากไป อ๋องปาตงก็ยืดคอไปมา สาวใช้สั่นงันงก ยังคงเอามืออุดหูไว้ ไม่กล้าลุกขึ้นยืน
อ๋องปาตงกวาดตามองสาวใช้ "ได้ยินหมดแล้วใช่หรือไม่?"
สาวใช้ใช้สองมือปิดหูแน่น ส่ายหน้าอย่างบ้าคลั่ง
อ๋องปาตงกล่าวกลั้วหัวเราะ "ตกลงกันไว้ล่วงหน้าแล้วนะ ได้ยินก็ต้องตายล่ะ!"
สาวใช้รีบโขกศีรษะลงกับพื้น ร้องไห้อ้อนวอนว่า "หม่อมฉันไม่ได้ยินอะไรเลย! ท่านอ๋องโปรดไว้ชีวิตด้วย! ท่านอ๋องโปรดไว้ชีวิต! ที่บ้านหม่อมฉันยังมีบิดามารดา ล้วนพึ่งพาเบี้ยหวัดรายเดือนเพียงน้อยนิดของหม่อมฉันประทังชีวิต หากหม่อมฉันตาย พวกเขาจะอยู่กันอย่างไรเล่าเจ้าคะ!"
อ๋องปาตงไม่สนใจสาวใช้ เดินออกจากฉากกั้น สาวใช้รีบคลานตามออกมา โขกศีรษะอ้อนวอนอ๋องปาตงครั้งแล้วครั้งเล่า บนใบหน้าที่เดิมที "เมฆครึ้มเปลี่ยนเป็นสดใส" ของอ๋องปาตงก็ปรากฏแววรำคาญขึ้นมาอีกส่วนหนึ่ง กำลังจะเรียกคนให้ลากสาวใช้ไปจัดการ พอดีกับที่หวังหยางมาถึง เห็นภาพตรงหน้าก็ชะงักไปเล็กน้อย
"จือเหยียนเอ๋ย เจ้ามาได้พอดี เปิ่นหวังบอกไว้ล่วงหน้าแล้วว่า ละเมิดข้อห้ามก็ต้องฆ่า หญิงผู้นี้ละเมิดข้อห้าม เปิ่นหวังจะฆ่า หรือว่าไม่สมควร?"
สาวใช้รู้ว่านี่อาจเป็นโอกาสสุดท้ายของนางแล้ว จึงล้มลุกคลุกคลานกระถดเข้าไปหาหวังหยาง โขกศีรษะอย่างเอาเป็นเอาตาย "ขอคุณชายโปรดช่วยชีวิตหม่อมฉันด้วย! ขอคุณชายโปรดช่วยชีวิตหม่อมฉันด้วย!"
หวังหยางมองไปยังอ๋องปาตง อ๋องปาตงขมวดคิ้วอย่างไม่สบอารมณ์ สายตาแฝงแววเตือน "จือเหยียน เจ้าคงไม่ได้จะทำตัวซ้ำซากสามัญมาขอร้องแทนหรอกนะ? เปิ่นหวังไม่เคยเห็นเจ้าเป็นคนธรรมดาสามัญ เจ้าอย่าได้ทำให้เปิ่นหวังต้องผิดหวังเชียวล่ะ!"
หวังหยางถามอย่างไม่เข้าใจว่า "ขอร้องเรื่องอันใดกัน? เมื่อได้รับร่างมาเกิดเป็นคน ก็ต้องรอวันตายทั้งสิ้น คนเราย่อมต้องตาย จะตายช้าตายเร็วก็คือตาย แล้วช้าเร็วจะมีอันใดต่างกันเล่า? คนที่มัวแต่ยึดติดว่าช้าหน่อยหรือเร็วหน่อย ก็คือยังไม่กระจ่างแจ้งนะขอรับ!"
สาวใช้ได้ยินดังนั้นร่างก็อ่อนระทวย ราวกับถูกสูบเรี่ยวแรงออกไปจนหมด ทั้งร่างทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นทันที
อ๋องปาตงเผยรอยยิ้ม ปรบมือกล่าวว่า "พูดได้ดี! เปิ่นหวังรู้ว่าเจ้าหมอนี่ไม่ใช่คนธรรมดาสามัญ!"
หวังหยางยิ้ม "เวลาตายช้าเร็วล้วนเหมือนกัน แต่ว่าวิธีตายยังคงมีความแตกต่างอยู่บ้าง บางวิธีตายก็เจ็บปวดหน่อย บางวิธีตายก็สบายหน่อย ในเมื่อข้าได้รับกราบจากนางแล้ว เช่นนั้นขอท่านอ๋องโปรดอนุญาตให้ข้าเลือกวิธีตายให้นางเถิดขอรับ"
"เลือกวิธีตาย? น่าสนใจ งั้นเจ้าเลือกมาเถิด!" อ๋องปาตงสนใจกระตือรือร้น
"คำพูดท่านอ๋องเชื่อถือได้หรือไม่ขอรับ?"
"ย่อมได้ เจ้าอยากให้นางตายอย่างไร?"
"ถ้าเช่นนั้นก็... แก่ตายแล้วกันขอรับ!"
สาวใช้เงยหน้าขึ้นอย่างตกตะลึง น้ำตาเปรอะเปื้อนเต็มใบหน้า
รอยยิ้มของอ๋องปาตงเลือนหาย บรรยากาศเย็นเยียบลงในพริบตา
เขามองหวังหยาง ริมฝีปากเม้มสนิท แววตาเย็นชาดุจใบมีด ราวกับลางบอกเหตุก่อนที่โทสะจะปะทุ
หวังหยางทำราวกับไม่สังเกตเห็น เอ่ยถามยิ้มๆ "ท่านอ๋องคิดว่าวิธีตายที่ข้าเลือกเป็นอย่างไรบ้างขอรับ?"
น้ำเสียงของอ๋องปาตงทุ้มต่ำราวกับเสียงฟ้าร้องอู้ก่อนพายุฝนจะมาเยือน "เจ้าคิดว่าอย่างไรเล่า?"
"ย่อมต้องดีสิขอรับ! คนที่กระจ่างแจ้งเช่นท่านอ๋อง จะไม่เข้าใจเหตุผลที่ว่า 'ตายช้าตายเร็วก็เหมือนกัน' ได้อย่างไร? เช่นนั้นจะต่างอะไรกับคนธรรมดาสามัญทั่วไปเล่า? อีกทั้งใต้หล้านี้ไม่มีสิ่งใดใหญ่ไปกว่าปลายขนร่วงในฤดูใบไม้ร่วง และภูเขาไท่ซานนับว่าเล็ก ไม่มีผู้ใดอายุยืนไปกว่าเด็กที่ตายแต่แรกเกิด และเผิงจู่ถือว่าอายุสั้น ท่าน ข้า จวงจื่อ ล้วนไม่ใช่คนธรรมดาสามัญ แล้วพวกเราจะไปคิดเล็กคิดน้อยกับคนธรรมดาสามัญทำไมกันขอรับ?"
หวังหยางชี้ไปที่สาวใช้บนพื้น กล่าวอย่างดูแคลน "คนที่ไม่กระจ่างแจ้งผู้นี้ก็คือคนธรรมดาสามัญ ปล่อยไปเถิดขอรับ!"
อ๋องปาตงจ้องมองหวังหยางครู่หนึ่ง จู่ๆ ก็ระเบิดเสียงหัวเราะลั่น!
จากนั้นก็หุบรอยยิ้ม ถามหวังหยางว่า "ตอนที่เจ้าเผชิญหน้ากับชาวหมาน เจ้ากลัวหรือไม่?"
"กลัวสิขอรับ! จะไม่กลัวได้อย่างไร?"
อ๋องปาตงกล่าวทันควัน "ในเมื่อตายช้าตายเร็วก็เหมือนกัน เจ้ากลัวอันใด?"
หวังหยางตอบโดยไม่เสียเวลาคิด "ช้าเร็วเหมือนกัน แต่วิธีตายมีความแตกต่างนี่ขอรับ! หากชาวหมานยอมให้ข้าแก่ตาย เช่นนั้นข้าก็ไม่กลัวแล้ว"
อ๋องปาตงจับจุดอ่อนในคำพูดได้ "เจ้าหมอนี่ไม่ได้บอกว่าตัวเองไม่ใช่คนธรรมดาสามัญหรอกหรือ?"
"แม้ไม่ใช่คนธรรมดาสามัญ แต่ก็มีเวลาที่ 'ไม่อาจหลีกหนีความสามัญ' อยู่บ้าง เหมือนดั่งสาวใช้ผู้นี้แม้ไม่ใช่โฉมงาม แต่ก็มีช่วงเวลาที่ 'งดงามจนเหลือจะพรรณนา' อยู่มิใช่หรือขอรับ?"
อ๋องปาตงนึกถึงความอ่อนโยนก่อนหน้านี้ นัยน์ตาก็ไหววูบ
หวังหยางมองนัยน์ตาของอ๋องปาตง กล่าวอย่างเนิบช้าว่า
"กระต่ายขาวโดดเดี่ยว เดินไปตะวันออกเหลียวมองตะวันตก เสื้อผ้าไม่สู้ของใหม่ ผู้คนไม่สู้คนเก่า อย่างไรเสียก็เป็นคนเก่าคนแก่ที่คอยปรนนิบัติอยู่ในจวนอ๋องมาตลอด ท่านอ๋องใจกว้างดั่งมหาสมุทร เหตุใดต้องต้อนให้จนตรอกเข่นฆ่าให้สิ้นซากด้วยเล่าขอรับ?"
ส่วนใดส่วนหนึ่งในใจของอ๋องปาตงถูกสะกิดเข้าอย่างจัง ไม่อาจปลุกเร้าจิตสังหารขึ้นมาได้อีก
"ไปเถอะๆ ไม่คิดเล็กคิดน้อยกับเจ้าแล้ว ไปหาเผิงสี่เบิกเงินหนึ่งหมื่นอีแปะ ถือเสียว่าเป็นรางวัลให้เจ้าก็แล้วกัน" อ๋องปาตงกล่าวกับสาวใช้
ในมุมมองของอ๋องปาตง การฆ่าปิดปากครั้งนี้เดิมทีก็ไม่ได้มีความจำเป็นอันใดนัก แค่สาวใช้โง่เขลาที่ถูกขังอยู่ในจวนอ๋องคนหนึ่งเท่านั้น ต่อให้ได้ยินอะไรมา จะกล้าไปพูดกับใคร? แล้วมีคุณสมบัติอะไรมารับประกันคำพูดของนาง? ยิ่งไปกว่านั้นเขาก็ไม่ได้พูดข้อมูลสำคัญอะไร ที่อยากจะฆ่าปิดปากเป็นเพราะอารมณ์ไม่ดี ประจวบเหมาะกับที่ต้องการที่ระบาย พอตอนนี้ถูกหวังหยางขัดจังหวะเข้า จิตสังหารก็ย่อมเจือจางลง
หวังหยางเองก็จับนิสัยของอ๋องปาตงได้ทะลุปรุโปร่ง
ในเมื่ออารมณ์แปรปรวน ย่อมสามารถเปลี่ยนจากโกรธเป็นดีใจได้ ในเมื่อทำอะไรไม่เกรงกลัว ย่อมมีจุดที่ปล่อยปละละเลย และการปล่อยปละละเลยในบางสถานการณ์ ก็มีโอกาสกลายเป็นความผ่อนปรนได้ อย่างเช่นในเวลาที่ฆ่าก็ได้ไม่ฆ่าก็ได้ คนที่ทำอะไรตามใจตัวเองย่อมสามารถเลือกที่จะไม่ฆ่าได้
ดังนั้นหวังหยางจึงใช้วิธีล้อเล่นเพื่อคลายอารมณ์ของอ๋องปาตงก่อน จากนั้นก็หาจังหวะที่เหมาะสม ใช้ความรู้สึกเข้าขับเคลื่อน แม้จะเป็นเพียงวาทศิลป์ในการโต้เถียง ทว่าสอดคล้องกันทั้งหน้าหลัง เชื่อมโยงกันตั้งแต่ต้นจนจบ ความแยบคายหนักเบาในนั้น ไม่ต่างอะไรกับบทความชั้นเลิศบทหนึ่ง นี่จึงทำให้สามารถช่วยคนจากเงื้อมมือของท่านอ๋องผู้พลิกหน้าได้ไวดุจพลิกฝ่ามือได้
แน่นอนว่า ตอนนี้หวังหยางยังไม่เคยพบคนที่ชื่อเซียวจื่อชิง หากบังเอิญไปเจอท่านอ๋องผู้นั้นเข้า ต่อให้หวังหยางจะพูดจาหว่านล้อมจนฟ้าถล่มดินทลาย ถูกเขายกให้เป็นสหายรู้ใจในชีวิต อย่างมากที่สุดก็คงแค่ปล่อยคนไปต่อหน้าหวังหยางก่อน พอหวังหยางคล้อยหลังก็ค่อยฆ่าปิดปาก
สำหรับสาวใช้แล้ว ความโชคดีก็คือ อ๋องปาตงไม่ใช่เซียวจื่อชิง
สาวใช้รอดพ้นความตายมาได้ อีกทั้งยังได้เงินก้อนโต ตื่นเต้นจนพูดไม่ออก มองไปยังหวังหยางด้วยใบหน้าซาบซึ้งใจ นางโขกศีรษะให้อ๋องปาตงและหวังหยางดังตึงๆ สองสามครั้ง จากนั้นก็ลนลานถอยออกจากห้องไป
พอสาวใช้จากไป อ๋องปาตงก็หัวเราะถามหวังหยางว่า "หากเมื่อครู่เปิ่นหวังบอกเจ้าว่า นางคือคนใหม่ที่เพิ่งเข้ามาในจวนอ๋อง เจ้าจะว่าอย่างไร?"
หวังหยางยิ้ม กล่าวอย่างใจเย็นว่า "คนเก่าแม้เก่าแต่ก่อนเคยใหม่ คนใหม่แม้ใหม่ไม่นานย่อมเก่าขอรับ"
ความหมายคือคนเก่าก็เปลี่ยนมาจากคนใหม่ และคนใหม่วันหนึ่งก็จะกลายเป็นคนเก่าเช่นกัน
อ๋องปาตงสูดลมหายใจ มองไปทางหวังหยาง คิดในใจ 'จู่ๆ ก็รู้สึกเสียดายไม่อยากฆ่าปิดปากขึ้นมาแล้ว มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ย...'







