ตู้สือเหนียงรีบร้อนกลับบ้านอย่างรอไม่ไหว
“ท่านพี่ ข้ามีข่าวสำคัญจะบอกท่านเจ้าค่ะ” นางจับมือสามี “แต่ท่านต้องรับปากข้าก่อนว่าจะไม่วู่วาม”
“ได้สิ” หลี่อี้เห็นท่าทางของนาง ก็พอจะเดาออกอยู่บ้าง
ตู้สือเหนียงมองสามี “พี่ชายข้าสืบประวัติของท่านได้แล้ว ท่านคือบุตรชายของขุนนางไคฝู่แห่งกองกำลังคุ้มกันซ้ายเจียงจวินหลี่ เจียงจวินหลี่มีนามว่าจือ เป็นคนของตระกูลหลี่แห่งหลงซีสายเทียนสุ่ย ปู่ของเขาคือซ่างจู้กั๋วและขุนนางใหญ่ฝ่ายขวาในราชวงศ์ก่อน นามว่าจิ่ง ผู้ดำรงตำแหน่งกั๋วกงแห่งหัว…”
หลี่อี้แสดงท่าทีสงบนิ่งมาก
ต่อให้สือเหนียงจะระมัดระวังและกระวนกระวายใจตอนที่เล่าว่าปีนั้นหลี่จือทอดทิ้งสตรีแซ่จางแห่งฟ่านหยางเพื่อไปแต่งงานกับบุตรสาวของหยางซู่อย่างไร ภายหลังสตรีแซ่จางอุ้มทารกมาหาถึงประตูบ้าน หลี่จือก็เอาเด็กไปทิ้งไว้หน้าอารามเสวียนตูอย่างไร นักพรตเฒ่าหลี่อุ้มกลับไป และพวกเขาปฏิเสธที่จะยอมรับเรื่องเหล่านี้อย่างไร
หลี่อี้ก็ไม่ได้มีปฏิกิริยาตอบสนองอะไรมากนัก
“ท่านพี่เจ้าคะ?”
หลี่อี้ยิ้ม “ข้ารู้แล้ว”
“เช่นนั้นท่านพี่วางแผนจะกลับไปรับบรรพบุรุษเมื่อใดเจ้าคะ? พี่ชายข้าบอกว่าเขายินดีช่วยจัดการให้พวกท่านได้พบและพูดคุยกันก่อน”
“มีอะไรให้ต้องคุยด้วยหรือ?” หลี่อี้ส่ายหน้า สีหน้าเปลี่ยนเป็นเย็นชา “กลับไปรับบรรพบุรุษ หึ ไม่มีทาง”
“เจ้าไม่ต้องเกลี้ยกล่อมข้าหรอก เรื่องนี้ข้าไม่อยากพูดถึงอีก”
แม้หลี่อี้จะเป็นผู้ทะลุมิติ แต่ก็รู้สึกหนาวเหน็บในใจกับชะตากรรมที่อู๋อี้เคยถูกทอดทิ้ง
หากเป็นเมื่อก่อน อาจจะคิดว่าบางทีคงมีเหตุผลจำเป็นบางอย่าง แต่ตอนนี้เมื่อรู้สาเหตุที่หลี่จือทอดทิ้งอู๋อี้แล้ว เขาก็ไม่อยากมีความเกี่ยวข้องใดๆ กับพวกนั้นอีกเลย
ตู้สือเหนียงนำการตัดสินใจของสามีไปบอกตู้หรูฮุ่ยผู้เป็นพี่ชาย เรื่องนี้จึงยุติลงเพียงเท่านี้
ผลลัพธ์นี้ไม่เหนือความคาดหมายของตู้หรูฮุ่ย
“ค่อยๆ คิดกันไปเถอะ”
หลี่อี้ไม่ได้ตั้งใจจะติดต่อกับหลี่จือ แต่บังเอิญเหลือเกินที่หลี่จือก็อาศัยอยู่ในฟางผิงคัง โดยอยู่ทางมุมทิศตะวันตกเฉียงใต้
อยู่ฟางเดียวกัน ห่างกันไม่ไกล
สิ่งที่หลี่จืออาศัยอยู่คือจวนเก่าของกั๋วกงแห่งหัวผู้เป็นปู่ กินพื้นที่หลายสิบหมู่
ตั้งแต่รู้ฐานะของหลี่จือ หลี่อี้ก็พบว่ารถม้าของตระกูลหลี่จือ มักจะจงใจอ้อมมาทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของฟาง และผ่านหน้าบ้านเขาทุกวัน
นี่ทำให้เขารู้สึกขยะแขยงมาก
“หลี่จือรู้ชาติกำเนิดของข้าแล้วใช่หรือไม่?” หลี่อี้ถามสือเหนียง
ตู้สือเหนียงพยักหน้า “ความจริงตั้งแต่ที่นักพรตหลี่อุ้มท่านกลับไปที่อารามอู๋จี๋ริมลำธารอวี้ซิ่ว ตระกูลหลี่ก็รู้มาตลอดว่าท่านอยู่ที่นั่น และยังส่งคนไปบริจาคเงินทองเสบียงอาหารให้อารามอู๋จี๋ทุกปี จนกระทั่งเมื่อหกปีก่อนที่ศิษย์อาจารย์พวกท่านออกจากอารามอู๋จี๋ไปเจ้าค่ะ”
“ตอนนี้ข้ากลับมา พวกเขาก็รู้แล้วสินะ?”
“เจ้าค่ะ”
หลี่อี้รู้สึกขยะแขยงราวกับกลืนแมลงวันลงไป ไม่อยากพูดถึงตระกูลหลี่อีก
“ซู่จวินล่ะ ตกลงกันแล้วว่าวันนี้จะพานางกลับไปเยี่ยมญาติและเซ่นไหว้บรรพบุรุษที่บ้านเกิด” หลี่อี้เปลี่ยนเรื่อง
“เช่นนั้นท่านพี่ก็ไปเป็นเพื่อนซู่จวินเถิด ข้าจะไม่ไปแล้วเจ้าค่ะ” ตู้สือเหนียงเป็นภรรยาเอก จีซื่อเป็นเพียงอนุ วันนี้จีซื่อกลับไปเยี่ยมบ้านเกิด หลี่อี้ไปเป็นเพื่อน นั่นคือการให้เกียรติจีซื่อ แต่ถ้าสือเหนียงไปด้วยก็กลับจะไม่ค่อยเหมาะสมนัก
จีลิ่งอี๋เตรียมตัวพร้อมไว้นานแล้ว
หลี่อี้ยิ้มพลางยื่นกล่องไม้จันทน์ให้จีซื่อ
“มอบของขวัญให้เจ้า!”
“นี่คือสิ่งใดหรือเจ้าคะ?”
“เปิดดูก็รู้แล้ว” หลี่อี้หัวเราะพลางตอบ
อวี๋โย่วเหนียงก็พูดว่า “รีบเปิดดูเถิดเจ้าค่ะว่าเป็นของดีอันใด”
สาวใช้ซินหลัวพูดด้วยความอิจฉาเล็กน้อย “ข้าเดาว่าต้องเป็นปิ่นทองแน่นอนเจ้าค่ะ”
จีลิ่งอี๋ดันฝากล่องไม้จันทน์เปิดออก ด้านในเป็นม้วนกระดาษ
ผ้าไหมสีเหลืองหนึ่งม้วน
“นี่คือ?”
“ใบประกาศของนายท่านก็ดูเหมือนจะเป็นม้วนผ้าไหมสีเหลืองเช่นนี้นะเจ้าคะ” สาวใช้ซินหลัวกล่าว
จีลิ่งอี๋หยิบม้วนผ้าออกมา แล้วค่อยๆ เปิดมันออก
“ใบแต่งตั้งขุนนาง เป็นใบแต่งตั้งขุนนางจริงๆ เจ้าค่ะ”
สายตาหลายคู่จับจ้องไปที่ผ้าไหมสีเหลืองแทบจะอดใจรอไม่ไหวที่จะดูตัวอักษรบนนั้น
จีลิ่งอี๋กวาดสายตามองแวบเดียว ก็ชะงักไป
นี่คือใบแต่งตั้งขุนนางสำหรับนาง หลี่อี้เลื่อนขั้นให้นางเป็นอนุภรรยาชั้นอิ้ง รายงานต่อราชสำนัก และชดเชยด้วยใบแต่งตั้งขุนนาง เทียบเท่าขุนนางขั้นแปดรอง
ขุนนางขั้นห้าสามารถมีอนุภรรยาชั้นอิ้งได้สามคน
อนุภรรยาชั้นอิ้งได้รับสิทธิพิเศษเทียบเท่าตำแหน่งขุนนาง อนุภรรยาชั้นอิ้งของชินอ๋องเทียบเท่าขั้นหกรอง สามารถมีได้สิบคน อนุภรรยาชั้นอิ้งของขุนนางขั้นห้าเทียบเท่าขั้นแปดรอง สามารถมีได้สามคน
ต่ำกว่าขั้นห้ามีได้เพียงอนุภรรยา
บนใบแต่งตั้งขุนนางผ้าไหมสีเหลือง ประทับตราซ่างซูกรมขุนนาง
สถานะของจีลิ่งอี๋สูงขึ้นมาก ได้รับการปฏิบัติเทียบเท่าขั้นแปดรอง ซึ่งใกล้เคียงกับตำแหน่งขุนนางตำแหน่งลอย
“นายท่านเจ้าคะ” จีลิ่งอี๋มองใบแต่งตั้งขุนนางนี้ พูดไม่ออก
แม้ทั้งอิ้งและอนุจะไม่ได้เป็นภรรยาเอก และราชสำนักก็ไม่อนุญาตให้อิ้งหรืออนุเป็นภรรยา แต่สถานะของอิ้งและอนุนั้นแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว เคยมีขุนนางเรียกอิ้งของตนว่าเป็นอนุ ถูกฮ่องเต้ตำหนิว่าไม่รู้จารีตประเพณี ลดคุณค่าระบบอิ้ง และมีรับสั่งให้ลงโทษด้วยพระองค์เอง
เมื่อนานมาแล้ว อิ้งเกือบทั้งหมดล้วนเป็นน้องสาวหรือหลานสาวของภรรยาที่แต่งตามมาด้วย
แม้จะมาถึงปัจจุบัน การที่อนุจะเลื่อนขึ้นเป็นอิ้ง ก็ยังเป็นเรื่องยากลำบากอย่างยิ่ง
ทว่าหลี่อี้จงใจทูลขอพระราชทานราชโองการพิเศษจากฮ่องเต้ เพื่อขอใบแต่งตั้งขุนนางนี้ให้จีลิ่งอี๋ ยกย่องให้นางเป็นอิ้ง
“เมื่อเทียบกับฐานะของเจ้าในอดีต ตอนนี้ถือว่าลำบากเจ้าแล้ว” หลี่อี้กล่าว
เมื่อมีใบแต่งตั้งขุนนางของอิ้ง ระดับของเครื่องประดับและเสื้อผ้าที่จีลิ่งอี๋สามารถสวมใส่ได้ก็ยกระดับขึ้น
แม้จะเทียบเท่าขั้นแปดรอง ซึ่งห่างไกลจากตำแหน่งท่านหญิงขั้นห้าแท้ของตู้สือเหนียงมาก แต่ก็ถือว่ามีสถานะแล้ว
สาวใช้ซินหลัวจินอวี้ซู่อิจฉาจนตาแดงก่ำ แม้นางจะได้รับการปลดปล่อยให้เป็นไท แล้วจึงรับเข้ามาเป็นอนุ ซึ่งแตกต่างจากสถานะสาวใช้เดิมราวฟ้ากับเหว
แต่อนุกับอิ้งก็ต่างกันมากเหลือเกิน
สือเหนียงยิ้มอยู่ข้างๆ พลางบอกนางว่า “รอภายภาคหน้าเจ้าคลอดบุตรชายให้นายท่านแล้ว ก็ให้นายท่านไปขอใบแต่งตั้งขุนนางของอิ้งให้เจ้าด้วยสิ”
จีลิ่งอี๋เปลี่ยนชุดเสียใหม่ สวมปิ่นทอง
สือเหนียงยังจัดเตรียมหญิงรับใช้สี่คนและสาวใช้สี่คนติดตามนางไปอย่างใส่ใจ พร้อมทั้งเตรียมของขวัญอีกสี่คันรถ มีทั้งข้าวลูกหอมดอกกุ้ยที่พึ่งเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วง แห้วซึ่งเป็นของขึ้นชื่อของลำธารอวี้ซิ่ว ข้าวสาลี ข้าวฟ่าง รวมถึงฟองเต้าหู้ สบู่ สุราลูกพลับ และอื่นๆ ของตระกูลหลี่
จีลิ่งอี๋รู้สึกว่าของเยอะเกินไป
“วันนี้เจ้ากลับไปเยี่ยมบ้านเกิด ของน้อยไปจะใช้ได้หรือ” สือเหนียงกล่าวด้วยรอยยิ้ม “รีบออกเดินทางเถอะ”
หลี่อี้เดินออกจากประตูใหญ่ จ้าวหย่งอันเตรียมม้าไว้ให้เขาเรียบร้อยแล้ว เขาเหยียบหินขึ้นม้า ควบม้าตัวใหญ่ จ้าวหย่งอัน ทหารองครักษ์สี่คน และบ่าวไพร่ธรรมดาอีกสิบสองคน รวมกับบ่าวตระกูลหลี่อีกสี่คน
คนก็ยังถือว่าเยอะอยู่
ขบวนคนกว่าสามสิบคนพอออกจากประตูไป
ก็ปะทะเข้ากับคนกลุ่มหนึ่งพอดี หลี่อี้เงยหน้ามอง ก็พบว่าเป็นไคฝู่แห่งกองกำลังคุ้มกันซ้ายหลี่จือ
หลี่จือขี่ม้าพันธุ์ดีจากเหอซีมาเช่นกัน
สายตาทั้งสองประสานกัน
เมื่อก่อนแม้มักจะเจอกันบ่อยๆ แต่หลี่อี้ไม่รู้ฐานะของหลี่จือ ก็ยังพยักหน้าทักทายตามมารยาท แต่วันนี้พอหลี่อี้เห็นหลี่จือ กลับรู้สึกว่าหมอนี่น่าขยะแขยงมาก
เขาทำหน้าเย็นชาไม่สนใจ
และไม่ได้หลีกทางให้หลี่จือด้วยซ้ำ
“ผู้ตรวจการหลี่อรุณสวัสดิ์ ขอแสดงความยินดีที่ได้เลื่อนขั้นเป็นผู้ตรวจการนะ” หลี่จือขี่ม้าเข้ามาใกล้ ดึงบังเหียนม้าหยุด ห่างกันเพียงไม่กี่ก้าว ยิ้มทักทายเขา
ทว่าหลี่อี้กลับไม่สนใจ สีหน้าเย็นชา
“ผู้ตรวจการหลี่นี่จะไปที่ใดหรือ?” หลี่จือถามอีก
หลี่อี้ตอบเสียงเย็น “ข้าจำได้ว่าไคฝู่หลี่อาศัยอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของฟาง ออกจากฟางทางประตูทิศตะวันตกไม่สะดวกกว่าหรือ หรือออกประตูทิศใต้ก็สะดวก เหตุใดทุกครั้งที่ไปไหนมาไหนต้องอ้อมมาทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ไม่รู้สึกว่ายุ่งยากหรือ?”
“ข้าชินกับการออกทางประตูทิศตะวันออกของฟางแล้ว ไม่ยุ่งยากหรอก”
หลี่อี้มองเขา พบว่าเขาหน้าตาคล้ายตนเองจริงๆ เพียงแต่เมื่อก่อนไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้เลย
หมอนี่ดูอายุไม่ถึงสี่สิบ มีหนวดเครางดงาม หน้าตาหล่อเหลาเอาการ รูปร่างสูงใหญ่ล่ำสัน มิน่าเล่าปีนั้นหยางซู่ถึงรับเป็นบุตรเขย
น่าเสียดายที่เป็นผู้ชายสารเลวที่ทิ้งภรรยาและลูกเพื่อประจบสอพลอผู้มีอำนาจ
หากเป็นเพียงการถอนหมั้น ก็คงไม่สารเลวขนาดนั้น แต่ชัดเจนว่ามีความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยากับคู่หมั้นแล้ว ซ้ำนางยังตั้งครรภ์แล้ว กลับยังจะถอนหมั้น ภายหลังอุ้มเด็กมาส่งให้ ก็ยังไม่ยอมรับ นำไปทิ้งเสีย คนพรรค์นี้ หลี่อี้ไม่มีวันยอมรับเด็ดขาด
“ถนนแคบ ขอให้ไคฝู่หลี่ชิดขวา อย่าขวางทางข้า”
หลี่จือถูกหลี่อี้พูดจาเหน็บแนมมาตลอด ก็รู้สึกว่าหลี่อี้ผิดปกติไป เมื่อก่อนเวลาเจอกัน หลี่อี้มักจะยิ้มแย้มต้อนรับอย่างสุภาพเสมอ
“ไม่ทราบว่าหลี่ผู้นี้ไปล่วงเกินผู้ตรวจการหลี่ที่ใดหรือ?”
“คนทำ ฟ้ามองอยู่ หลีกทางไป”
หลี่จือมองหลี่อี้ เข้าใจได้ในทันที เขาเร่งม้าขึ้นมาข้างหน้าอีกนิด “ข้ารู้ว่าช่วงก่อนหน้านี้ตู้หรูฮุ่ยพี่เขยเจ้าคอยสืบประวัติของเจ้ามาตลอด และสืบมาถึงข้าแล้ว
ข้ารู้ว่าต้องมีวันนี้ไม่ช้าก็เร็ว”
“หลีกไป” หลี่อี้แค่นเสียงเย็น
“อู๋อี้ ปีนั้นข้าผิดต่อเจ้า ความจริงหลายปีมานี้ข้าก็เสียใจมาตลอด เห็นสภาพของเจ้าในวันนี้ ความจริงข้าก็เบาใจมาก
ตอนนี้เจ้าได้รับบรรดาศักดิ์เลื่อนตำแหน่ง ก้าวเข้าสู่ขั้นห้า สมควรตั้งศาลบรรพชนส่วนตัวได้แล้ว
ข้ายินดีให้เจ้ากลับมา รับบรรพบุรุษคืนสู่ตระกูล”
“ถุย!”
หลี่อี้ถ่มน้ำลาย
“หากเจ้ากล้าพูดจาเหลวไหลกับข้าอีก คิดจะเอาเปรียบมาเป็นบิดาข้า ระวังข้าจะฟันฟันเจ้าให้ร่วงหมดปาก ไสหัวไป!”
หลี่จือหน้าแดงก่ำ
กว่าจะสะกดกลั้นอารมณ์ตนเองได้ “อู๋อี้ ข้ารู้ว่าเจ้ามีความแค้นเคือง แต่ปีนั้นข้าก็มีความลำบากใจที่ไม่อาจเลี่ยงได้”
“หุบปาก ไสหัวไป!”
หลี่จือก็โกรธเช่นกัน “ลูกทรพี เจ้ากล้าพูดกับบิดาเช่นนี้หรือ?”
หลี่อี้ชักดาบเหิงเตาที่พกอยู่ออกมาทันที
“ข้าหลี่อี้ไม่มีพ่อไม่มีแม่มาตั้งแต่เด็ก เติบโตมาในอารามอู๋จี๋ เจ้ากล้าเรียกตัวเองว่าบิดาข้า รนหาที่ตายนัก” พูดจบ เขาก็ฟันดาบลงไป
หลี่จือหลบ
แต่คอของม้าที่ขี่กลับถูกฟันไปหนึ่งดาบ ม้าร้องเจ็บปวด หลี่อี้ฟันลงไปอีกดาบ
ม้าล้มตึงลงกับพื้น
หลี่จือถอดโกลนทันเวลา กระโดดลงจากม้า กลิ้งคลุกฝุ่นไปทั้งตัว
ม้าพันธุ์ดีจากชิงไห่ตัวนั้นล้มลงกับพื้น เลือดไหลนอง ใช้การไม่ได้แล้ว
หลี่จือชี้หน้าหลี่อี้ ตัวสั่นเทา
ส่วนหลี่อี้ยกดาบเหิงเตาเปื้อนเลือด ชี้ไปที่หลี่จือเช่นกัน
ทั้งสองจ้องหน้ากันด้วยความโกรธ
ส่วนคนของพวกเขาที่อยู่ด้านหลัง ก็พากันอึ้งไปหมด ไม่มีใครตั้งตัวทัน ผลก็ออกมาเป็นเช่นนี้เสียแล้ว
หลายคนไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
แต่ก็มีบางคนเหมือนจะฟังเข้าใจแล้ว
หลี่จืออ้างว่าเป็นบิดาของหลี่อี้ แต่หลี่อี้ไม่ยอมรับ
“เจ้าลูกเนรคุณ!” หลี่จือด่าทอ
“ขืนกล้าพูดจาเหลวไหลอีก ดาบต่อไปข้าจะฟันปากเจ้า!” หลี่อี้ยกดาบชี้หน้าหลี่จือตวาด
หลี่เต๋อเจี่ยงออกมาจากบ้าน
ก็มาเห็นฉากนี้พอดี
“พี่อู๋อี้ นี่มันเรื่องอะไรกัน?”
หลี่อี้บอกเขาว่า “พี่เต๋อเจี่ยง ท่านว่าหากมีคนอ้างว่าเป็นบิดาท่าน พร่ำบอกว่าจะเอาเปรียบท่าน ท่านจะทำเช่นไร?”
“ใครกล้ารังแกข้าเช่นนี้? ข้าจะฟันมันให้ตาย” หลี่เต๋อเจี่ยงพูดจบ ก็มองหลี่อี้ มองหลี่จือ แล้วมองม้าผู้โชคร้ายตัวนั้น
หลี่จือตวาดด้วยความโกรธ “ข้าเป็นพ่อบังเกิดเกล้าของเจ้า เอาเปรียบอะไรกัน? เจ้ากล้าชักดาบใส่พ่อเจ้ารึ กำเริบเสิบสานนัก”
หลี่อี้กระตุ้นม้าพุ่งเข้าหาหลี่จือ ชููดาบเหิงเตาขึ้นสูง
หลี่จือคลานหนีล้มลุกคลุกคลาน รีบหลบไปด้านข้าง
“ไอ้ลูกชั่ว เจ้าจะฆ่าพ่อตัวเองหรืออย่างไร?”
หลี่เต๋อเจี่ยงรีบเข้ามาดึงหัวม้าของหลี่อี้ไว้ กระซิบถามว่า “นี่มันเรื่องอะไรกันแน่ หรือว่าหลี่จือจะเป็นพ่อบังเกิดเกล้าของเจ้าจริงๆ?”
“ข้าไม่มีพ่อไม่มีแม่ ถูกคนทิ้งมาตั้งแต่เด็ก จะมีพ่อมาจากที่ใด? คนแซ่หลี่ ขืนเจ้ากล้าพูดจาเหลวไหลอีกแม้แต่คำเดียว ข้าจะฟันเจ้าให้ตาย”
หลี่เต๋อเจี่ยงบอกกับหลี่จือที่กำลังโกรธจัดว่า “ไคฝู่หลี่ท่านรีบไปก่อนเถิด ขุนนางขั้นสี่ขั้นห้าสองคน มาต่อสู้กันกลางถนน จะดูเป็นอย่างไร ระวังจะถูกขุนนางตรวจการถวายฎีกาเอาผิด!”
หลี่จือเห็นดังนั้น ก็รู้ว่าวันนี้คงไม่ได้เปรียบอะไร จึงได้แต่สบถด่าพลางทิ้งม้าที่บาดเจ็บไว้ แย่งม้าของลูกน้องคนหนึ่ง แล้วพาคนจากไป
เหลือเพียงม้าบาดเจ็บตัวนั้นนอนส่งเสียงร้องครางอยู่บนถนน
หลี่อี้กวักมือเรียก “ไป ไปที่ฟางเซวียนหยาง”







