ปลายเดือนพฤษภาคม อากาศไม่หนาวเย็นอีกต่อไป
ช่วงสาย ในบ้านพักแห่งหนึ่งของตรอกใดตรอกหนึ่งในย่านตงซื่อ ลานบ้านลึกสงัด ระเบียงทางเดินแกะสลักเคลือบเงา หินขรุขระเล็กน้อยก่อตัวเป็นภูเขาจำลองขนาดย่อม ด้านล่างยังมีบ่อปลาคาร์ปที่แห้งขอด ก้นบ่อเผยให้เห็นรอยด่างสีขาวอมฟ้า ต้นท้ออ่อนหลายกอรายล้อมอยู่ตรงกลาง แม้จะพ้นช่วงออกดอกไปแล้วแต่ก็ยังคงเติบโตอย่างอุดมสมบูรณ์
เห็นได้ชัดว่าเพิ่งปลูกในภายหลัง เพราะในสมัยโบราณจะไม่มีใครเอาต้นท้อที่ดูธรรมดาสามัญเช่นนี้มาปลูกไว้ในลานบ้านของตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้างบ่อปลาคาร์ป
ถัดจากภูเขาจำลองไปทางซ้ายไม่กี่เมตรมีประตูทรงกลม เมื่อเข้าไปข้างในจะมีเพียงห้องโถงใหญ่ห้องเดียว ประตูไม้สองบานแง้มเปิดออกเล็กน้อย ดูเงียบสงบเป็นอย่างยิ่ง
ตรงกลางห้องมีโต๊ะประชุมตั้งอยู่ กินพื้นที่ไปครึ่งหนึ่ง เก้าอี้เจ็ดแปดตัวล้อมเป็นวงกลมและมีคนนั่งจนเต็มแล้ว มีเพียงเก้าอี้ตำแหน่งประธานเท่านั้นที่ยังว่างอยู่
คนเหล่านี้หน้าตาใจดี สีหน้าดูสุขุมรอบคอบ บ้างก็กำลังอ่านหนังสือพิมพ์ บ้างก็จิบชา หรือไม่ก็หลับตาพักผ่อน ส่วนคนที่อายุน้อยที่สุดยังหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาเล่น
ดูท่าทางเหมือนกำลังรอใครบางคนอยู่
นาฬิกาเก่าบนผนังเดินเสียงดังติ๊กตอก คนที่นั่งอยู่ด้านหน้าเงยหน้าขึ้นมองแวบหนึ่ง แล้วเหลือบมองนาฬิกาข้อมือของตัวเอง จากนั้นก็หยิบพัดกระดาษบนโต๊ะขึ้นมาเคาะเบาๆ
"อะแฮ่ม!" คนที่กำลังอ่านหนังสือพิมพ์กระแอมไอสองครั้ง พับหนังสือพิมพ์เก็บเข้าลิ้นชักอย่างลวกๆ คนอื่นๆ ก็หยุดสิ่งที่ทำอยู่ในมือ จัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย และนั่งตัวตรง ความเงียบในลานเล็กๆ นอกประตูก็ถูกทำลายลงอย่างกะทันหัน เสียงฝีเท้าดังแว่วจากไกลมาใกล้ พื้นรองเท้าหนังเสียดสีกับพื้นอิฐสี่เหลี่ยม ทำให้เกิดเสียง "ตึกตึก" อันเป็นเอกลักษณ์
ไม่กี่วินาทีต่อมา ประตูที่แง้มอยู่ก็ถูกผลักออก ชายสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวและกางเกงสแล็กสีดำเดินเข้ามา
"ผอ.เจี่ย!"
"ผอ.เจี่ย!"
คนในห้องต่างพากันลุกขึ้นทักทาย
"นั่งลงๆ!" ชายคนนั้นโบกมือพลางพูดกลั้วหัวเราะ "ผมไม่ได้มาสายใช่ไหม"
พัดกระดาษขาวหัวเราะประจบ "ไม่ครับ พวกเราก็เพิ่งมาถึงได้สักพักเหมือนกัน"
ชายคนนั้นนั่งลงที่ตำแหน่งประธาน แล้วหันไปพูดกับคนที่อยู่เยื้องไปทางด้านหน้า "อ้าว เหล่าจ้าว ได้ยินมาว่าลูกคุณเพิ่งแต่งงานไปเมื่อเร็วๆ นี้ จึ๊ ใจจืดใจดำไปหน่อยนะ ไม่ยอมส่งข่าวบอกผมสักคำ"
"กลับไปจัดที่บ้านเกิดน่ะครับ ญาติทางโน้นเยอะ ขืนให้มาที่นี่คงลำบากเกินไป เด็กสองคนก็เลยอยากจะประหยัดเรื่องยุ่งยาก จะได้ไม่ต้องเหนื่อยกัน" เหล่าจ้าวตอบพร้อมรอยยิ้ม
"เอาเถอะ เด็กๆ โตแล้วก็รู้จักความดี" ชายคนนั้นพยักหน้า กวาดสายตามองไปรอบๆ แล้วพูดขึ้นว่า "เดี๋ยวผมมีประชุมต่อ คงอยู่ได้ไม่นาน พวกเรามาเริ่มกันเลยดีกว่า พวกคุณลองเสนอความคิดเห็นกันมาก่อนสิ"
ทุกคนที่นั่งอยู่ต่างหันไปมองพัดกระดาษขาว เขาเบี่ยงตัวเล็กน้อย หันหน้าไปทางชายคนนั้นและพูดขึ้นว่า "เมื่อวานพวกเราเปิดประชุมภายในเล็กๆ แล้วก็ปรึกษาหารือกัน ความคิดเห็นค่อนข้างตรงกัน ผมจะพูดคร่าวๆ ก็แล้วกัน" เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่อว่า "ภาพยนตร์เรื่องนั้นสร้างผลกระทบในแง่ลบอย่างมากในต่างประเทศ แถมยังละเมิดกฎระเบียบในการเข้าร่วมประกวด การลงโทษอย่างหนักเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ความคิดเห็นของพวกเราก็คือ ห้ามกำกับเจ็ดปี ห้ามแสดงห้าปี"
ชายคนนั้นเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ หรี่ตาลงเล็กน้อย ส่ายหน้าแล้วพูดว่า "ทำเกินไปหน่อย ในเมื่อได้รางวัลมาก็แสดงว่ายังมีส่วนที่ดีอยู่บ้าง ถ้าพวกคุณจัดการแบบนี้ ก็เท่ากับโยนความกดดันมาใส่ตัว อย่าให้มีจุดจบเหมือน 'ป้าหวังเปี๋ยจี' อีกเลย"
"ถ้าอย่างนั้นรบกวนท่านช่วยชี้แนะด้วยครับ" พัดกระดาษขาวหัวเราะ
"เรื่องการแสดงของเขาถือว่าไม่เลวเลย อันนี้ต้องยอมรับ ไม่อย่างนั้นจะดูเหมือนพวกเราใจแคบเกินไป แต่เรื่องการเป็นผู้กำกับ ประสบการณ์ยังขาดอยู่อีกหน่อย ความเข้าใจต่อค่านิยมที่ถูกต้องยังไม่ชัดเจนพอ" ชายคนนั้นพูดช้าๆ แล้วหันไปมองอีกฝ่าย ซึ่งอีกฝ่ายก็รีบพยักหน้ารับทันที
เขาประคองถ้วยชาขึ้นมา เพิ่งจะจิบไปได้อึกเดียวก็วางลง แล้วพูดเสริมว่า "อ้อ อย่ากระโตกกระตากไปล่ะ ค่อยเป็นค่อยไป ปิดเอาไว้เงียบๆ"
"เข้าใจครับ เข้าใจ" พัดกระดาษขาวตอบรับพร้อมกับจดบันทึกลงในสมุดเล่มเล็กสองสามบรรทัด
"เอาล่ะ มีเรื่องอื่นอีกไหม" ชายคนนั้นดื่มชาหมดแล้วก็ถามต่อ
"เอ่อ ยังมีเรื่องเล็กๆ อีกเรื่องครับ" เหล่าจ้าวหยิบเอกสารแผ่นหนึ่งตรงหน้าส่งไปให้ พลางพูดว่า "ท่านลองดูนี่สิครับ"
เขารับมา กวาดสายตามองดูสองสามรอบ ขมวดคิ้วแล้วถามว่า "คุณคิดยังไง"
"เพราะว่าก่อนหน้านี้ไม่เคยมีกรณีแบบนี้มาก่อน ช่วงหลายวันนี้ผมก็เลยกลุ้มใจอยู่ นี่ไงครับ ถึงต้องมาขอคำชี้แนะจากท่าน" เหล่าจ้าวตอบ
ชายคนนั้นดูเอกสารอย่างละเอียดอีกครั้ง ถอนหายใจแล้วพูดว่า "ช่วงนี้คนพวกนี้ชักจะวุ่นวายกันใหญ่แล้ว พวกเราก็ลำบากเหมือนกัน! ถ้าดูแลหละหลวมไป ก็หาว่าพวกเราทำงานไม่รับผิดชอบ ถ้าคุมเข้มไป ก็โดนด่าว่าหัวโบราณล้าหลังอีก"
เขาใช้นิ้วเคาะโต๊ะเป็นจังหวะพลางพูด "อายุยังน้อยแต่คว้าเหรียญรางวัลในต่างประเทศมาได้ ถือว่าไม่ง่ายเลย ใครบ้างที่ไม่เคยทำผิดพลาด เราต้องให้โอกาสคนอื่นได้แก้ไข..."
ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ตัดสินใจ "เอาแบบนี้ก็แล้วกัน ให้เขาออกมาแสดงจุดยืนต่อหน้าสาธารณชน แล้วพวกคุณก็ไปอบรมสั่งสอนเขาให้ดีๆ หน่อย"
…………
นักล็อบบี้ ในความหมายภาษาจีนหมายถึงนักพูดชักจูงใจ ผู้ที่เก่งกาจในการใช้คำพูดเกลี้ยกล่อมอีกฝ่าย ซึ่งมักจะมีความหมายแฝงไปในทางลบ
แต่ในความเป็นจริง ผู้คนมักจะเน้นย้ำถึงบทบาทของวาทศิลป์ จนละเลยเงื่อนไขพื้นฐานที่สำคัญที่สุดไป นั่นก็คือ คนสองคนนี้ต้องรู้จักกันสิ!
ขืนคุณไปเจอไอ้งั่งที่ไหนไม่รู้โผล่พรวดเข้ามา ชี้หน้าแล้วตะคอกใส่ว่า "ท่านแม่ทัพ ความตายมาเยือนแล้วท่านยังไม่รู้ตัวอีก!"
เวรเอ๊ย แบบนี้ก็ต้องโดนฟันคอขาดกระเด็นทันทีสิ ไอ้อาการทางประสาทที่ไหนหลุดมาเนี่ย!
พวกระดับผู้นำล้วนเชี่ยวชาญเรื่องแบบนี้เป็นอย่างดี ในเวลาอันสั้นก็จัดการทุกอย่างจนเสร็จสรรพ เลือกคนได้เรียบร้อย ทั้งเรื่องความสัมพันธ์และเหตุผล ครบถ้วนบริบูรณ์ทั้งสองอย่าง ไม่มีใครเหมาะสมไปกว่านี้อีกแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น สถานะของนักล็อบบี้คนนี้ ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนเลย
สายลมยามค่ำคืนพัดเย็นสบาย ภายในลานซื่อเหอย่วนขนาดเล็ก
ตาเฒ่าเฉิงนั่งอยู่บนม้านั่งหิน ตะโกนเข้าไปในบ้าน "ลูกสาว ชงชามาป้านนึง วันนี้พ่อจะจุดเทียนเล่นหมากรุกหน่อย"
"คนอื่นเขามีแต่จุดเทียนเดินชมกลางคืน ระดับของพ่อนี่มันห่วยไปหน่อยนะ!" เสียงเหน็บแนมของเฉิงอิ่งดังมาจากห้องด้านใน
"เล่นบ้าอะไรล่ะ! ผมเพิ่งถ่ายละครมาทั้งวัน เหนื่อยจนร่างจะพังอยู่แล้ว เล่นสักสองกระดานผมก็ต้องกลับบ้านไปนอนแล้วเนี่ย" ฉู่ชิงที่อยู่ฝั่งตรงข้ามพูดเสริม
ชายชราไม่สนใจเขา ค่อยๆ จัดหมากอย่างใจเย็น จู่ๆ ก็เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงรีบตะโกนสั่งอีกประโยค "นี่ อย่าเอาใบชาในตู้มาชงนะ อันนั้นมันของดี"
ฉู่ชิงกลอกตาบน ยกมือเดินเบี้ยไปหนึ่งตาก่อน
"เฮอะ! ท่านี้อีกแล้วนะ" ชายชราเล่นหมากรุกกับเขามาหลายร้อยกระดานแล้ว มีประสบการณ์รับมือกับรูปแบบการเปิดหมากที่แปลกประหลาดของเขามากพอสมควร
ที่ที่ทั้งสองคนนั่งอยู่คือใต้ซุ้มน้ำเต้า เถาวัลย์สีเขียวขจีห้อยย้อยลงมา แกว่งไกวอยู่เหนือหัว บางครั้งก็มีลูกน้ำเต้าที่เพิ่งก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างห้อยต่องแต่งอยู่ด้วย
ห่างออกไปไม่ไกลนักคือพื้นที่ที่เพิ่งถางไว้ตอนช่วงตรุษจีน ต้นกระเทียมเถาประมาณสิบกว่าต้นเลื้อยพันขึ้นไปบนโครงไม้แล้ว แถมยังมีแนวโน้มว่าจะเลื้อยยาวออกไปเรื่อยๆ ตอนนี้ยังไม่ถึงช่วงออกดอก จึงมีเพียงกิ่งก้านใบสีเขียวๆ ที่ดูไม่สวยงามนัก
เฉิงอิ่งยกกาน้ำชาใบใหญ่มาวางไว้ข้างโต๊ะ เหลือบมองดูสองสามที ดูไม่ออกจริงๆ ว่าเล่นอะไรกันอยู่ พอหมุนตัวเตรียมจะเดินออกไป ก็ได้ยินเสียงฉู่ชิงพูดล้อเล่นว่า "นี่น้องสาว เธอไม่ได้บอกว่าจะมาเป็นพนักงานเสิร์ฟที่ร้านฉันเหรอ ฉันรอมาตั้งหลายเดือนแล้วนะ"
"นายคิดว่าฉันโง่เหมือนเสี่ยวอิ่งหรือไง ที่ยอมเป็นนักบัญชีให้นายอย่างตายใจน่ะ!"
"เอ่อ..."
แค่ประโยคเดียวก็ทำเอาเขาจุกจนปวดกระเพาะ ได้แต่ก้มหน้าก้มตาเล่นหมากรุกต่อไปอย่างว่าง่าย
ผลคือเพิ่งเดินไปได้ไม่กี่ตา เขาก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ ฝีมือหมากรุกของตาเฒ่าถึงจะห่วยแตก แต่ก็ไม่ถึงกับเดินมั่วซั่วขนาดนี้ ดูเหมือนจิตใจจะไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
ฉู่ชิงมองเขาแล้วถามกลั้วหัวเราะ "นี่ผมถามจริง วันนี้คุณเป็นบ้าอะไรขึ้นมา ดึกดื่นป่านนี้ถึงได้ลากผมมาเล่นหมากรุกด้วยให้ได้"
ตาเฒ่าเฉิงรินชาให้ตัวเอง จิบไปหนึ่งอึก เดาะลิ้นเบาๆ แล้วไม่พูดอะไร
พอเห็นท่าทีของเขา ฉู่ชิงก็ยิ่งมั่นใจมากขึ้น จึงซักไซ้ต่อ "คุณมีเรื่องอะไรก็พูดมาเถอะ กับผมคุณยังอ้าปากพูดไม่ได้อีกเหรอ"
"เมื่อตอนบ่ายมีลูกศิษย์คนหนึ่งของฉันมาหา บอกว่ามีเรื่องอยากจะขอให้ฉันช่วย" มือของตาเฒ่ายังคงขยับเลื่อนหมากรุกไปมาไม่หยุด
"อ้าว แล้วยังไงต่อ"
"เขาทำงานที่สำนักงานวิทยุและโทรทัศน์..."
"เดี๋ยวๆ!" ฉู่ชิงพูดแทรกขึ้นมา ถามด้วยความประหลาดใจ "คุณไม่ได้สอนนิติศาสตร์หรอกเหรอ"
"ใครบอกแกว่าเรียนกฎหมายแล้วจะทำงานที่สำนักงานวิทยุและโทรทัศน์ไม่ได้" ชายชราค้อนใส่เขาหนึ่งวง
เอาเถอะ...
"เขาก็รับการไหว้วานจากคนอื่นมาอีกทีนั่นแหละ บอกว่าที่สำนักงานมีการประชุมกันเรื่องวิธีการจัดการกับภาพยนตร์เรื่องนั้น"
มือของฉู่ชิงชะงักไปเล็กน้อย เขาเงยหน้าขึ้นแล้วถามว่า "ว่ายังไงบ้าง"
"เรื่องนั้นเขาเองก็ไม่แน่ใจ ไม่ใช่แค่เขานะ ตอนนี้ใครๆ ก็ยังไม่แน่ใจทั้งนั้นแหละ"…
ตาเฒ่าเฉิงหยิบไปป์ขึ้นมา ขีดก้านไม้ขีดไฟจุดสูบ แล้วพูดต่อ "แต่ผลการจัดการในส่วนของแกออกมาแล้ว คนพวกนั้นไม่รู้ไปสืบรู้มาได้ยังไงว่าฉันรู้จักกับแก ก็เลยฝากให้ฉันมาบอกต่อ ฉันลองคิดดูแล้ว ก็เอาเถอะ ฉันเป็นคนบอกแกเอง ก็ยังดีกว่าให้คนอื่นมาบอก"
ฉู่ชิงอึ้งไปจริงๆ เขาถามขึ้นว่า "ทำไมถึงมีเรื่องของผมด้วยล่ะ ผมก็แค่ตัวประกอบเล็กๆ คนเดียวเองนะ"
"เป็นตัวประกอบแล้วจะโดนไม่ได้หรือไง"
"ไม่ใช่สิ เหล่าเจี่ยบอกว่ามีนักแสดงตั้งเยอะแยะที่เคยถ่ายหนังแบบนี้ คนอื่นเขาก็ไม่เห็นเป็นอะไรเลย! แล้วทำไมพอมาเป็นผมถึงมีปัญหาได้ล่ะ แถมยังมีผลการจัดการอะไรนั่นอีก... ผ-ผมทำผิดอะไร" เขาร้องถามด้วยความร้อนรน
"อย่าพูดถึงเรื่องนั้นเลย คนอื่นเขาอย่างมากก็ถ่ายแค่เรื่องเดียว แกดูตัวแกสิ! เมื่อปีที่แล้วก็โดนตักเตือนไปแล้วไม่ใช่เหรอ แล้วเป็นไง ก็ยังถ่ายติดๆ กันอีกสี่เรื่อง! ให้ตายเถอะ นี่มันเหมือนแกฟาดหน้าพวกเขาสี่ฉาดติดๆ กันเลยนะ ถ้าแกไม่ได้ทำผิดแล้วใครล่ะทำผิด"
ตาเฒ่าช่วยเขาวิเคราะห์อย่างเป็นเหตุเป็นผล แล้วพูดต่อว่า "ยิ่งไปกว่านั้น ได้ยินมาว่าหนังเรื่องนี้สร้างผลกระทบในต่างประเทศแย่มากๆ ยังไงก็ต้องโดนลงโทษอย่างหนัก แกก็แค่ดวงซวยโดนหางเลขไปด้วยก็เท่านั้น"
ฉู่ชิงนั่งอยู่บนม้านั่งหิน รู้สึกเย็นวาบไปถึงก้น หลอดไฟดวงใหญ่ที่ห้อยต่องแต่งลงมาจากเพิงหลังคาส่องแสงสีเหลืองนวลตา กะพริบวิบวับจนภาพตรงหน้าพร่ามัวไปหมด
ไม่ใช่ความโกรธ หรือความหวาดกลัว แต่เป็นความแปลกประหลาด! ไร้สาระสิ้นดี! เขาถามด้วยน้ำเสียงแหบพร่า "ผ-ผมเนี่ยนะ คนตัวเล็กๆ แค่นี้ ยังมีค่าพอให้พวกเขาต้องมาสนใจอีกเหรอ"
"แกเคยได้ยินประโยคนี้ไหม ที่ว่า 'สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ' ความจริงแล้ว มันไม่มีวีรบุรุษอะไรหรอก มีแต่พวกที่ถูกบีบให้เป็นทั้งนั้นแหละ ถูกใครบีบล่ะ ก็ถูกพวกคนขี้ขลาดบีบไง พวกเขาเองก็อยากจะทำเรื่องพวกนี้ แต่ต้องหาคนมารับหน้าเป็นหัวหอกให้สักสองสามคน ถึงจะวางใจได้"
ตาเฒ่าเฉิงคาบไปป์ ค่อยๆ พูดว่า "สถานการณ์ของแกในตอนนี้ก็คล้ายๆ กันนั่นแหละ แกเป็นแค่คนเล็กๆ แต่นี่ใครใช้ให้แกไปอยู่ตรงปลายยอดคลื่นล่ะ ในเมื่อเขาอยากให้แกกระโดดออกมา แกก็ต้องกระโดดออกมา"
เขาไม่ได้อยู่ในวงการ แต่กลับมองเห็นเรื่องราวได้อย่างทะลุปรุโปร่ง และสรุปให้ฟังว่า "ได้ยินมาว่าช่วงนี้พวกที่ทำหนังค่อนข้างจะคึกคักกันน่าดู ฉันเดาว่าเบื้องบนคงจะรู้สึกขัดหูขัดตาก็เลยอยากจะกดเอาไว้บ้าง ส่วนแกน่ะ ก็ดันไปถ่ายหนังพวกนั้นเข้าพอดี... เพราะฉะนั้น ก็ไม่มีทางเลือกอื่นหรอก"
"แล้วพวกเขาอยากให้ผมทำอะไร"
"ก็แค่ให้แกออกมาแสดงจุดยืนต่อหน้าสาธารณชน พูดอะไรประมาณว่า การถ่ายหนังแบบนั้นมันไม่ถูกต้องนะ ต่อไปจะกลับตัวกลับใจ... อะไรทำนองนี้แหละ ยังไงซะก็ต้องขีดเส้นแบ่งให้ชัดเจน แน่นอนว่าพูดตรงๆ แบบนี้ไม่ได้ ต้องใช้วิธีที่อ้อมค้อมหน่อย ถ้าแกตกลง ทางนั้นก็จะช่วยจัดการเรื่องการให้สัมภาษณ์ ทุกขั้นตอนเขาเตรียมไว้ให้หมดแล้ว แกก็แค่อ่านตามไปก็พอ"
"แล้วถ้าผมไม่ตกลงล่ะ จะโดนแบนเหรอ" ฉู่ชิงถาม
"แบนงั้นรึ"
ตาเฒ่าเฉิงแค่นหัวเราะ เคาะไปป์ลงบนโต๊ะแล้วพูดว่า "แกจะถ่ายหนังอะไร มันก็เป็นสิทธิเสรีภาพของแก ใครให้สิทธิ์พวกเขามาตัดสินล่ะ"
จากนั้นเขาก็ถอนหายใจอีกครั้ง พูดด้วยความจนใจ "พวกเขาบังคับแกไม่ได้หรอก แต่สามารถตัดช่องทางทำมาหากินของแกได้ มันก็แค่เกมพลิกแพลงคำพูดนั่นแหละ แต่จุดประสงค์ก็เหมือนกัน"
คำพูดประโยคนี้เรียกได้ว่าชัดเจนแจ่มแจ้ง อธิบายถึงที่มาที่ไปและผลลัพธ์ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
ฉู่ชิงฟังจบก็นิ่งเงียบไป เท้าข้อศอกลงบนต้นขา สอดประสานมือเข้าด้วยกัน สมองไม่ได้สับสนวุ่นวายอย่างที่คิด กลับปลอดโปร่งอย่างน่าประหลาด
แล้วถ้าตอบตกลงล่ะ จะเป็นยังไงต่อ
ใช้เข่าคิดก็ยังรู้เลยว่า หลังจากนี้ความสัมพันธ์ของเขากับเหล่าเจี่ย กับโหลวเย่ กับเจียงเหวิน รวมถึงพี่น้องคนอื่นๆ ที่เคยร่วมต่อสู้ฟันฝ่ามาด้วยกัน จะต้องแตกหักกันอย่างสิ้นเชิง
ตาเฒ่าเฉิงก็ไม่พูดอะไรอีก เอาแต่จับไปป์เล่นไปมา ยาสูบที่อยู่ด้านในยังมีไฟลุกเป็นหย่อมๆ ส่องแสงกะพริบวิบวับอยู่ใต้โครงเถาน้ำเต้าในยามค่ำคืน
ผ่านไปเนิ่นนาน ทั้งสองคนยังคงนั่งจ้องหน้ากันโดยไม่ปริปากพูดอะไร
ฉู่ชิงยกมือขึ้นลูบหน้า ถูไปมาอย่างแรงครั้งแล้วครั้งเล่า จากนั้นก็มีเสียงแหบแห้งเล็ดลอดออกมาจากง่ามนิ้ว
"แค่จะถ่ายหนังทำไมมันถึงได้ยากเย็นขนาดนี้นะ"







