152. บทที่ 150 ทะลวงซานไห่ สยบรื่อเยวี่ย ประจัญอู๋ตี๋
ศูนย์วิจัย
ซูอวี่คลี่ «ม้วนอักษรซานไห่สวินโยว» ออกมา มันเป็นม้วนอักษรที่ยาวมาก
ซูอวี่มองดูอยู่ครู่หนึ่ง ชื่นชมมันอยู่พักหนึ่ง ต้องยอมรับเลยว่า ลายมือของอาจารย์ปู่นั้นค่อนข้างสวยงาม อย่างน้อยก็สวยกว่าของไป๋เฟิงมาก
เมื่อเจตจำนงแทรกซึมเข้าไป ก็ไม่พบความผิดปกติใด ๆ
สัมผัสได้เพียงความหนักแน่นของตัวอักษร ที่แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายความเก่าแก่โบราณ
นี่คือตัวอักษรที่ผู้ฝึกตนระดับซานไห่ทิ้งไว้
ส่วนอย่างอื่นนั้น ไม่มีอะไรเลย
"มีทักษะการต่อสู้ซ่อนอยู่จริง ๆ หรือ?"
ซูอวี่รู้สึกตกใจเล็กน้อย ขนาดหงถานยังไม่พบความผิดปกติใด ๆ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา นี่แสดงว่าหากมีอยู่จริง มันต้องถูกเขียนขึ้นโดยผู้ฝึกตนระดับรื่อเยวี่ยหรือแม้แต่ระดับยงเหิงอย่างแน่นอน
อย่างน้อยก็ต้องแข็งแกร่งกว่าอาจารย์ปู่มาก!
ในมือปรากฏโลหิตแก่นแท้ไหมมังกรหยดหนึ่ง
ซูอวี่สูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วหยดมันลงบนม้วนภาพหนึ่งหยด
ทันทีที่โลหิตแก่นแท้ซึมซาบเข้าสู่ม้วนภาพ ภาพตรงหน้าก็พลันเปลี่ยนไป!
……
ภาพตรงหน้าซูอวี่พร่ามัวไปชั่วขณะ เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง เขาก็ไม่ได้อยู่ที่เดิมแล้ว
รอบด้านมีเพียงความว่างเปล่า!
วินาทีต่อมา เบื้องหน้าเขาก็ปรากฏร่างของคนผู้หนึ่ง เป็นชายร่างสูงใหญ่
ชายผู้นั้นดูอายุราวสี่สิบหรือห้าสิบปี แววตาค่อนข้างเหม่อลอย ทว่าพอได้เห็นซูอวี่ ดวงตาก็ทอประกายขึ้นมาทันที!
"เผ่ามนุษย์?"
ซูอวี่ชะงักไปครู่หนึ่ง นี่มัน... ตัวอะไรกัน?
"ไม่ต้องตกใจไป นี่เป็นเพียงเศษเสี้ยวเจตจำนงที่หลงเหลืออยู่เท่านั้น!"
ชายวัยกลางคนกล่าวอย่างเรียบเฉย "การที่เจ้าได้ครอบครองเคล็ดวิชานี้ นับเป็นวาสนาของเจ้า! ก่อนหน้านี้ ผู้ที่ได้เคล็ดวิชานี้ไปคือเผ่าต่างดาวคนหนึ่ง มันตายหรือยัง?"
"ยังครับ..."
"ช่างมันเถอะ!"
ชายผู้นั้นไม่พูดพร่ำทำเพลง เขามองไปที่ซูอวี่และกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "เคล็ดวิชานี้ มีนามว่า 'กาลเวลา'"
กาลเวลา?
ซูอวี่ยังคงงุนงง จนถึงตอนนี้เขาก็ยังสับสนอยู่ นี่คือมิติที่ตั้งของอักษรเจตจำนงอย่างนั้นหรือ?
ดันมีคนอยู่ด้วย!
แน่นอนว่าอักษรเจตจำนงย่อมมีร่างจำแลงอยู่แล้ว แต่ร่างก่อน ๆ มันพูดไม่ได้นี่นา!
แต่คนนี้พูดได้ด้วย!
"'กาลเวลา' คือเคล็ดวิชาแห่งการไล่ล่ากาลเวลา เหยียบย่ำทะลวงสังสารวัฏ ไล่ดาราตามจันทรา ก้าวหนึ่งสู่อดีต ก้าวหนึ่งสู่อนาคต..."
ขี้โม้เกินไปแล้ว!
ซูอวี่ถึงกับพูดไม่ออก ใครเป็นคนสร้างเคล็ดวิชานี้ขึ้นมากันเนี่ย ถึงได้โม้ขนาดนี้!
"ทักษะการต่อสู้ระดับฟ้าขั้นกลางระดับสูงสุด! เปิดจุดชีพจร 132 จุด!"
"สามารถทะลวงซานไห่ สยบรื่อเยวี่ยได้!"
"……"
ซูอวี่รับฟังอย่างเงียบ ๆ ลุงโม้ต่อไปเถอะ ลุงอาจจะเป็นระดับอู๋ตี๋ ลุงก็ย่อมทะลวงซานไห่ สยบรื่อเยวี่ยได้สิ แต่ผมทำไม่ได้นี่
ทักษะการต่อสู้ระดับฟ้าขั้นกลาง!
แข็งแกร่งมากจริง ๆ แต่มันก็ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นคนฝึกฝน และคนคนนั้นอยู่ระดับไหนด้วย
"เคล็ดวิชานี้มีเพียงสามขั้น!"
"44 จุดชีพจรนับเป็นหนึ่งขั้น!"
"ขั้นที่หนึ่ง ทะลวงซานไห่!"
"ขั้นที่สอง สยบรื่อเยวี่ย!"
"ขั้นที่สาม ประจัญอู๋ตี๋!"
"……"
ซูอวี่ยังคงนิ่งอึ้ง นี่คือชื่อของทั้งสามขั้นสินะ ช่างดูน่าเกรงขามเหลือเกิน แต่... แต่เขาเกรงว่าถ้าตะโกนชื่อนี้ออกไป เขาคงโดนคนรุมตีตายแน่ ๆ
เขาอยากจะบ่นออกมาจริง ๆ
เขาอดนึกถึงตอนที่หลิวเหวินเยี่ยนเคยบอกไม่ได้ ว่ายอดฝีมือระดับอู๋ตี๋บางคน สมัยวัยรุ่นมักจะเบียว ๆ ชอบตั้งชื่อส่งเดชไปเรื่อย
อย่างเช่น 'ดาบเบิกนภาไร้จำนวน' ที่โด่งดัง
การตั้งชื่อของคนผู้นี้ ก็ดูจะไม่ด้อยไปกว่ากันเลย
ขืนตะโกนกระบวนท่านี้ออกไป ซูอวี่กลัวตายจริง ๆ พวกระดับซานไห่ รื่อเยวี่ย คงทุบเขาตายแน่
"เปิดจุดชีพจร 44 จุด ก็จะสำเร็จการฝึกฝนขั้นที่หนึ่ง สามารถสู้ข้ามระดับได้โดยไม่มีความยากลำบากเลยแม้แต่น้อย!"
"ระดับเชียนจวินสู้กับระดับว่านสือ ระดับว่านสือสู้กับระดับเถิงคง!"
"……"
ชายวัยกลางคนยังคงบรรยายต่อไป ส่วนซูอวี่ก็ตั้งใจฟังอย่างเงียบ ๆ
วินาทีต่อมา ภาพตรงหน้าก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง
บนขาของชายวัยกลางคนปรากฏจุดแสงขึ้นทีละจุด ซึ่งล้วนเป็นจุดชีพจร
"ขั้นที่หนึ่งทะลวงซานไห่ สองขาเปิด 44 จุดชีพจร ต่างเป็นระบบของตนเอง 44 จุด ข้าศึกษามาหลายปี เชื่อมโยงจนกลายเป็นระบบ..."
ชายวัยกลางคนยกหางตัวเองอวยตัวเองอีกพักใหญ่
สรุปก็คือมันแข็งแกร่งมาก หากฝึกฝนขั้นที่หนึ่งสำเร็จ การต่อสู้ข้ามระดับก็ไม่ใช่ปัญหา
แค่เปิด 44 จุดชีพจรก็พอแล้ว!
ซูอวี่รีบเปรียบเทียบดูอย่างรวดเร็ว ก่อนจะรู้สึกดีใจเล็กน้อย "มี 20 จุดชีพจรที่ทับซ้อนกับเคล็ดเทพสงคราม!"
นั่นหมายความว่า ในการฝึกฝนขั้นที่หนึ่ง เขาจำเป็นต้องเปิดจุดชีพจรเพิ่มอีกแค่ 24 จุดเท่านั้น
ขณะที่ชายวัยกลางคนกำลังอธิบาย ซูอวี่ก็รู้สึกหน้ามืดวิงเวียนขึ้นมากะทันหัน!
เจตจำนง... ถูกเผาผลาญจนหมดเกลี้ยงแล้ว!
วินาทีต่อมา ภาพตรงหน้าซูอวี่ก็พร่ามัว
เขาพบว่าตัวเองยังคงอยู่ที่เดิม
ส่วน «ม้วนอักษรซานไห่สวินโยว» ก็กลับคืนสู่สภาพเดิม ไม่มีสิ่งใดผิดปกติ โลหิตแก่นแท้ถูกใช้ไปจนหมดสิ้นแล้ว
"นี่มัน..."
ซูอวี่เพิ่งจะแสดงความประหลาดใจออกมา วินาทีต่อมา เขาก็พลันรู้สึกปวดหัวราวกับหัวจะระเบิด!
สิ้นเปลืองเจตจำนงมากเกินไป!
และในตอนนั้นเอง เจตจำนงของซูอวี่ก็กำลังฟื้นฟูอย่างรวดเร็วเช่นกัน อีกทั้งยังมีแนวโน้มว่าจะแข็งแกร่งขึ้นเล็กน้อย
ซูอวี่อึ้งไป!
อู๋ตี๋!
อักษรเจตจำนงที่เขียนโดยระดับอู๋ตี๋!
มิน่าล่ะ เขาเพิ่งจะดูไปได้ไม่นาน เจตจำนงถึงได้หมดเกลี้ยง แถมยังรู้สึกว่าหลังจากที่เจตจำนงต่อต้านกัน มันจะเผาผลาญไปมาก ทว่าความเร็วในการฟื้นฟูก็รวดเร็วมากเช่นกัน
"นี่มัน... แข็งแกร่งมาก!"
ซูอวี่รู้สึกยินดีปรีดา รู้สึกว่าของสิ่งนี้เจ๋งกว่าห้องเศษชิ้นส่วนเสียอีก
แถมยัง... เป็นอักษรเทวะ!
ภายในใจของซูอวี่สั่นสะท้าน อักษรเทวะ อักษรเจตจำนงที่ถูกเขียนโดยระดับอู๋ตี๋ จะสามารถวาดเป็นอักษรเทวะออกมาได้ไหม?
"เกรงว่าตอนนี้คงยังไม่ได้ ผมกลัวว่าจะโดนอักษรเทวะตัวนี้เล่นงานจนร่างระเบิดซะก่อน!"
ซูอวี่บ่นพึมพำขึ้นมาทันที วันที่เขากำราบอักษรเทวะคำว่า "สังหาร" ของระดับซานไห่ อักษรเทวะทั้งสองตัวของเขายังแทบจะสู้ไม่ได้เลย
นับประสาอะไรกับระดับอู๋ตี๋!
ซูอวี่สงสัยอย่างหนักว่า หากวาดออกมา มันจะกลายเป็นอักษรเทวะขั้นสองเลยหรือเปล่า
"กาลเวลา ขั้นที่หนึ่ง ทะลวงซานไห่!"
ซูอวี่พ่นลมหายใจ ช่างเป็นชื่อที่เจ๋งอะไรขนาดนี้ แต่ประเด็นคือเขาไม่สามารถทะลวงซานไห่ได้นี่สิ
"แถมยังสิ้นเปลืองพลังงานมากอีกต่างหาก!"
ซูอวี่พูดไม่ออก โลหิตแก่นแท้หนึ่งหยด แม้จะเป็นแค่ระดับเชียนจวิน แต่เขาก็เพิ่งจะดูไปได้ไม่นานเองนะ
โลหิตแก่นแท้ไหมมังกรไม่ได้ราคาถูก ๆ เลยนะ!
ของสิ่งนี้มันแพงมาก!
"เคล็ดวิชาที่เผ่ามนุษย์สร้างขึ้น กลับต้องใช้โลหิตแก่นแท้ไหมมังกรในการเปิดใช้งาน นี่ต้องมีความแค้นเคืองกันขนาดไหนเนี่ย ถึงต้องไปฆ่าไหมมังกรให้ได้ หรือว่าท่านอู๋ตี๋ที่สร้างเคล็ดวิชานี้ จะเคยโดนไหมมังกรอัดมาก่อน?"
ซูอวี่อดไม่ได้ที่จะสงสัยอยู่ลึก ๆ!
……
ในขณะเดียวกับที่ซูอวี่กำลังบ่นพึมพำอยู่นั้น
แดนมนุษย์
ภายในหอคอยสูงเสียดฟ้าแห่งหนึ่ง บนยอดหอคอย
คนสองคนกำลังเล่นหมากรุกและจิบชา
จู่ ๆ ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งก็ทอดสายตาไปทางทิศใต้ ขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า "ใครเป็นคนเปิดใช้งาน 'กาลเวลา' ของข้า?"
"หืม?"
ชายร่างกำยำที่นั่งอยู่ตรงข้ามเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ "เห็นบอกว่าเมื่อหลายปีก่อน โดนเผ่าต่างดาวแย่งชิงไปแล้วไม่ใช่หรือไง?"
ในเมื่อโดนเผ่าต่างดาวแย่งชิงไป แล้วเจ้าจะมองไปทางแดนมนุษย์ทำไม?
"มันอยู่ในแดนมนุษย์!"
ชายวัยกลางคนกล่าวเรียบ ๆ "หรือว่าเผ่าต่างดาวผู้นั้นจะถูกใครฆ่าตายไปแล้ว? 'กาลเวลา' จึงถูกช่วงชิงกลับมาได้? น่าสงสารลูกศิษย์ของข้า... ในที่สุดก็มีคนแก้แค้นให้เขาแล้ว!"
ชายร่างกำยำหัวเราะ "ว่าไง อยากจะได้คืนงั้นหรือ?"
"ช่างเถอะ ถือซะว่าข้ามอบให้เป็นของขวัญตอบแทนก็แล้วกัน!"
พูดจบ ชายวัยกลางคนก็แย้มยิ้มบาง ๆ "ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าใครเป็นคนเอามันไป หวังว่าจะไม่ใช่พวกไร้ความสามารถ จนทำให้ชื่อเสียงของข้าต้องมัวหมองหรอกนะ! แต่คนที่สามารถสังหารเผ่าต่างดาวผู้นั้นได้ เกรงว่าคงไม่ธรรมดา คงไม่ถึงขั้นไร้ความสามารถหรอก"
ระหว่างที่พูด ชายวัยกลางคนก็กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา "คฤหาสน์ดารานิรันดร์ใกล้จะเปิดอีกครั้งแล้ว ครั้งนี้ ข้าจะต้องส่งคนเข้าไปเปิดฉากสังหารหมู่ เพื่อเป็นการส่งวิญญาณลูกศิษย์ของข้า!"
ชายร่างกำยำหัวเราะร่วน "เอาเถอะ อายุอานามก็ปูนนี้แล้ว ลูกศิษย์ของเจ้าคนนั้น... ฝีมือสู้เขาไม่ได้ ถูกฆ่าตายมันก็ช่วยไม่ได้ ของแบบนี้ เจ้าเองก็ห้ามไม่ได้หรอก"
พูดพลาง ชายร่างกำยำก็กล่าวเสริมอีกว่า "'กาลเวลา' ของเจ้านั้นก็ถือว่าธรรมดา อาศัยแค่ตั้งชื่อซะใหญ่โตเท่านั้นแหละ"
"ธรรมดางั้นหรือ?"
ชายวัยกลางคนแค่นเสียงเย็นชา "ข้าเตะเจ้าทีเดียว กระเด็นกลับไปเมื่อร้อยปีก่อนได้เลย เจ้าเชื่อหรือไม่?"
"เหอะ ๆ เจ้าก็ลองดูสิ!" ชายร่างกำยำกล่าวอย่างดูแคลน "ถ้าเจ้าสามารถเตะข้ากลับไปเมื่อร้อยปีก่อนได้ล่ะก็ ข้าจะจุดธูปบูชาเจ้าเลย!"
"……"
ชายวัยกลางคนขี้เกียจจะสนใจเขา จึงเล่นหมากรุกต่อไป ครู่ใหญ่ถึงได้เอ่ยขึ้นว่า "ช่วงนี้ราชันไหมมังกรหดหัวเงียบหายไปเลย หาโอกาสไปดักซุ่มโจมตีมันกับข้าสักรอบดีไหม..."
"นี่มันก็ผ่านมาตั้งหลายร้อยปีแล้วนะ..."
ชายร่างกำยำพูดไม่ออก "เจ้ายังเจ็บแค้นเรื่องนี้อยู่อีกหรือ? ก็แค่โดนมันกลืนลงท้องไปไม่ใช่หรือไง? เจ้าเองก็ไม่ได้เสียเปรียบอะไรนี่..."
"ฮึ!"
ชายวัยกลางคนไม่พอใจ กล่าวอย่างหัวเสียเล็กน้อย "มันกล้ากลืนข้าลงท้อง ไม่ช้าก็เร็ว มันจะต้องชดใช้!"
ชายร่างกำยำคร้านที่จะพูดอะไรอีก
ช่างอาฆาตแค้นเสียจริง!
ผ่านมาตั้งหลายปีแล้ว ราชันไหมมังกรมันรำคาญเจ้าจะตายอยู่แล้ว พอเจอหน้าเจ้าก็ชิงถอยหนีวิ่งแจ้นไปเลย เจ้ายังจะตามรังควานมันอยู่อีก
……
ฉากนี้ ซูอวี่ไม่ได้รับรู้ด้วยเลย
ในเวลานี้ เขากำลังฟื้นฟูเจตจำนงอย่างรวดเร็ว ครู่ต่อมา ซูอวี่ลืมตาขึ้น ใบหน้าเต็มไปด้วยความปีติยินดี!
เจตจำนงดูเหมือนจะแข็งแกร่งขึ้นเล็กน้อย!
คล้ายกับความรู้สึกตอนที่เข้าไปในห้องเศษชิ้นส่วนครั้งแรกเลย!
"อู๋ตี๋..."
เขาไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคือระดับอู๋ตี๋หรือรื่อเยวี่ย แต่ในเมื่อกล้าตั้งชื่อว่า สยบรื่อเยวี่ย ประจัญอู๋ตี๋ โอกาสที่อีกฝ่ายจะเป็นยอดฝีมือระดับอู๋ตี๋ก็มีสูงมาก
"แค่เปิดจุดชีพจร 24 จุดก็พอ ลองดูสักตั้งก็ไม่เสียหาย!"
"ผมยังมีโลหิตแก่นแท้วัวทะลวงภูเขาอยู่อีกตั้งเยอะ"
ซูอวี่เริ่มคิดที่จะเข้าไปในดินแดนเร้นลับอีกครั้ง เพื่อเปิดจุดชีพจรทั้ง 24 จุดนี้ และฝึกฝนขั้นที่หนึ่ง ทะลวงซานไห่ ให้สำเร็จ
คงจะไม่กระจอกอย่างแน่นอน!
"ซื้อโลหิตแก่นแท้ไหมมังกร โลหิตแก่นแท้เผ่าพันธุ์เบญจธาตุ..."
ซูอวี่บ่นพึมพำอยู่ครู่หนึ่ง ภายในใจรู้สึกอยากจะไปฝึกฝนเดี๋ยวนี้เลย
เคล็ดวิชาระดับฟ้า เขาอยากจะลองดูเหลือเกิน ว่ามันจะแข็งแกร่งขนาดไหน
ตอนนี้เขาขาดท่าไม้ตายอยู่ บางทีสิ่งนี้อาจจะกลายมาเป็นท่าไม้ตายของเขาก็ได้
"ต้องขอบคุณซวนหนี..."
ซูอวี่พลันชะงักไป เขาคำนวณดู ให้อาหารไปเมื่อวันที่ 22 ตอนนี้ดูเหมือนจะเลยเที่ยงคืนไปแล้ว ถ้าอย่างนั้น วันนี้ก็คือวันที่ 1 ตุลาคมแล้วงั้นสิ?
"ยังดี นับรวมหัวท้ายก็เพิ่งจะ 10 วันเอง!"
ซูอวี่ถอนหายใจด้วยความโล่งอก โชคดีที่นึกขึ้นมาได้ ไม่เช่นนั้นถ้าเข้าไปในดินแดนเร้นลับ อาจจะต้องอยู่ที่นั่นอีกหลายวัน
ออกมาแล้วดันลืมอีก ทีนี้ก็คงปาเข้าไปครึ่งเดือนหรือหนึ่งเดือนพอดี
ถ้าพวกมันหิวตายก็แย่สิ!
"แต่มนุษย์น้ำอยู่ระดับหลิงอวิ๋น โลหิตแก่นแท้ของเจ้านี่ผมต้องเอาไว้ใช้เปิดสมุดภาพมนุษย์น้ำระดับหลิงอวิ๋น..."
แม้ตอนนี้จะยังทำไม่ได้ แต่วันข้างหน้าก็ต้องได้อยู่แล้ว
ถ้าเขาบรรลุระดับเถิงคง ก็น่าจะสามารถเปิดสมุดภาพระดับหลิงอวิ๋นได้แล้ว
……
ครู่ต่อมา ซูอวี่ก็ลงมาถึงชั้นใต้ดินที่สอง
ประตูเปิดออก
สัตว์ประหลาดทั้งหลายที่ถูกปล่อยให้หิวโหยมาหลายวัน ดูเหมือนจะเริ่มชินชาเสียแล้ว ความเคยชินนี่มันช่างเป็นพลังที่น่ากลัวจริง ๆ
ซวนหนีมีใบหน้าที่เต็มไปด้วยความพึงพอใจ!
คราวก่อนที่บอกข่าวให้ซูอวี่รู้ มันได้น้ำยาวิถีปราณเพิ่มมาหลายหยด ตอนนี้ชีวิตความเป็นอยู่ก็ถือว่าไม่เลวเลย แม้จะได้มาเพิ่ม 3 หยด ตามหลักแล้ว 3 วันกิน 1 หยด มันก็เพิ่งจะพอกับปริมาณอาหารที่มันเคยกินก่อนหน้านี้เท่านั้น
แต่ว่าไอ้หมอนี่... มันเป็นโรคขี้ลืมไม่ใช่หรือ?
ไม่เห็นหรือไงว่าเจ้าพวกนั้นถูกปล่อยให้หิวจนเรี่ยวแรงแทบไม่มีกันหมดแล้ว?
"เจ้าหนูซูอวี่ เจ้ามาแล้ว!"
ซวนหนีร่าเริงและกระปรี้กระเปร่ามาก
มาก็ดีแล้ว!
น้ำยาวิถีปราณเพิ่งจะหมดพอดี ถ้าขืนยังไม่มา มันก็คงต้องทนหิวเหมือนกัน
เงา มนุษย์น้ำ อีกาเพลิง ทานุกิขาว และวัวทะลวงขุนเขา ต่างก็ตาสว่างขึ้นมาในบัดดล!
อีกาเพลิงส่งเสียงแหลมปรี๊ด "ซูอวี่ ตั้งแต่เจ้ารับช่วงต่อดูแลสถานที่แห่งนี้ ข้าก็ได้น้ำยาวิถีปราณแค่หยดเดียวเองนะ เจ้ากะจะให้ข้าหิวตายเลยใช่ไหม?"
น่ารันทดเกินไปแล้ว!
เจ้าพวกตัวอื่น อย่างน้อยก็ได้มาสองหยด แต่มันกลับได้แค่หยดเดียว น่าสังเวชเกินไปแล้วจริง ๆ!
ซูอวี่ขี้เกียจจะสนใจมัน พูดได้ก็ดีแล้ว ไม่เป็นไรหรอก
เขามองไปที่ซวนหนีพลางยิ้ม "ไม่เลวเลย! ผมได้ม้วนภาพนั่นมาแล้ว มีเคล็ดวิชาอยู่จริง ๆ ดีมาก! ซวนหนี แกทำความดีความชอบ ครั้งนี้แกจะได้น้ำยาวิถีปราณเพิ่มอีกหนึ่งหยด ไว้คราวหน้ามา ผมจะเอาเลือดเนื้อมาฝาก ส่วนตัวอื่น ๆ... ก็ลองคิดหาวิธีกันเอาเองก็แล้วกัน!"
ซูอวี่พูดจบก็กล่าวด้วยความยินดีว่า "ผมได้ทักษะการต่อสู้มาแล้ว ตอนนี้ก็แค่รอเปิดจุดชีพจรเท่านั้น พอเรียนรู้ทักษะการต่อสู้สำเร็จละก็ ฮี่ฮี่... ศัตรูของผมคนนั้น ก็แค่ระดับเชียนจวินขั้นที่แปด ไม่ช้าก็เร็วผมจะฆ่ามันให้ตาย!"
ทานุกิขาวในครั้งนี้ ไม่มีความยั่วยวนหลงเหลืออยู่อีกเลย!
น้ำเสียงก็ไม่บริสุทธิ์ผุดผ่องอีกต่อไปแล้ว!
มันกล่าวด้วยน้ำเสียงอิดโรย "น้องซูอวี่ ให้น้ำยาวิถีปราณข้าเพิ่มอีกสักหยดเถอะนะ ข้า... ข้าจะเอาเคล็ดวิชาของเผ่าทานุกิขาวมาแลก ข้าไม่รู้เคล็ดวิชาของเผ่ามนุษย์จริง ๆ ข้าสามารถเขียนเคล็ดลับของเผ่าทานุกิขาวให้เจ้าได้นะ!"
ซูอวี่กรอกตามองบน "เลิกเล่นมุกนี้กับผมได้แล้ว คิดว่าผมโง่หรือไง? ถ้าในเจตจำนงแฝงท่าสังหารเอาไว้ แล้วผมโดนฆ่าตายจะทำยังไง? พวกแกออกจะแข็งแกร่ง ส่วนผมอ่อนแอซะขนาดนี้ ผมไม่หลงกลหรอก!"
ทานุกิขาวอยากจะร้องไห้!
ไม่ได้ทำสักหน่อย!
ขอของกินให้ข้าทีเถอะ สิบกว่าวันมาให้น้ำยาวิถีปราณทีละหยดมันจะมีประโยชน์อะไร ข้าจะหิวตายอยู่แล้วนะ
ก่อนหน้านี้เจ้าพวกนั้นยังคิดหนีกันอยู่เลย แต่ตอนนี้... อย่าให้พูดเลย แค่ไม่ปล่อยให้พวกเราหิวตายก็พอแล้ว
ขาดความรับผิดชอบเกินไปแล้ว!
ทางฝั่งเขตคุมขัง ก่อนหน้านี้ไป๋เฟิงก็ไม่ค่อยรับผิดชอบ ลืมอยู่บ่อยครั้ง แต่มันก็ไม่ได้ลืมแบบนี้นี่นา
เดือนหนึ่ง ไป๋เฟิงยังอุตส่าห์มาตั้งเจ็ดแปดครั้ง เฉลี่ยสี่ห้าวันมาที
ส่วนซูอวี่... เดือนหนึ่งมาไม่ถึงสามครั้งด้วยซ้ำ!
ไม่สิ เดือนนี้มาสามครั้งแล้ว
ไป๋เฟิงมอบหมายงานให้เขาวันที่ 4 ตอนนี้วันที่ 1 ตุลาคม เพิ่งจะมาได้ 3 ครั้งพอดี
กลัวว่าจะเป็นแบบนี้ทุกครั้งน่ะสิ!
ไหนตกลงกันไว้ว่า 3 วันมาทีไงล่ะ สุดท้ายกลายเป็น 10 วันมาที ใครมันจะไปทนไหว?
เงาและมนุษย์น้ำต่างก็เผยร่างออกมา จับจ้องไปที่ซูอวี่ตาละห้อย
แม่งเอ๊ย ไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว
ระดับหลิงอวิ๋นก็ยังแทบจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว!
วัวทะลวงขุนเขายิ่งกัดฟันกรอด กล่าวด้วยน้ำเสียงอู้อี้ "ให้น้ำยาวิถีปราณข้า 20 หยด แล้วข้าจะควบแน่นโลหิตแก่นแท้ให้เจ้า 1 หยด เอาไหมล่ะ?"
แน่นอนว่ามันไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย!
หากสูญเสียโลหิตแก่นแท้ไป พละกำลังก็จะถดถอยลง
ประเด็นสำคัญคือ ต่อให้ไม่ถดถอย มันก็ต้องหิวตายอยู่ดี หากไม่มีน้ำยาวิถีปราณมาคอยเติมเต็ม ไม่ช้าก็เร็ว มันก็ต้องกลายเป็นโครงกระดูกแห้ง ๆ พละกำลังมหาศาลไปจะมีประโยชน์อะไร?
ซูอวี่เหลือบมองมันแวบหนึ่ง แล้วตอบส่ง ๆ "ค่อยว่ากันเถอะ! โลหิตแก่นแท้ระดับเถิงคง ผมเอามาก็ใช้ไม่ได้ พวกแกแต่ละตัว พลังก็แข็งแกร่งกันทั้งนั้น ไม่มีระดับว่านสือบ้างเลย ระดับเถิงคง แกกะจะทำให้ผมตัวระเบิดสินะ หวังร้ายจริง ๆ ด้วย!"
"……"
วัวทะลวงขุนเขารู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจเหลือเกิน!
บัดซบ ข้าพลังแข็งแกร่งแล้วมันผิดที่ข้าหรือไง?
เจ้าอ่อนแอเอง ข้าจะไปช่วยอะไรได้
"เจ้า... เจ้าก็เอาไปขาย แล้วค่อยไปซื้อโลหิตแก่นแท้สิ!"
วัวทะลวงขุนเขากล่าวอย่างน้อยใจเล็กน้อย "ข้าอยู่ระดับเถิงคงนะ เอาไปขาย เจ้าจะแลกโลหิตแก่นแท้ระดับว่านสือมาได้ตั้ง 10 หยดอย่างสบาย ๆ..."
พอซูอวี่ได้ยินแบบนี้ ก็ตาสว่างขึ้นมาทันที!
เขาอดไม่ได้ที่จะมองไปที่วัวตัวนี้ พร้อมกับถามด้วยความประหลาดใจ "แกมีสมองคิดเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอเนี่ย?"
"……"
วัวทะลวงขุนเขาอยากจะร้องไห้!
นี่มันเรื่องพื้นฐานเลยไม่ใช่หรือไง?
ถ้าข้าโง่จริง ๆ แล้วข้าจะบำเพ็ญเพียรจนมาถึงระดับเถิงคงได้อย่างไร?
เจ้าโง่เอง แล้วยังจะมาโทษว่าข้าฉลาดเกินไปอีก?
ซูอวี่ไม่พูดอะไรต่อ เขาป้อนน้ำยาวิถีปราณให้ซวนหนีไปสองหยด ซวนหนีซาบซึ้งใจจนอยากจะร้องไห้
ช่างมีความสุขเสียนี่กระไร!
เมื่อเทียบกับพวกตัวอื่น ๆ แล้ว ข้ามีความสุขมากจริง ๆ
ตั้งสองหยดเชียวนะ!
เคล็ดวิชาที่ให้ไปนี่ ถือว่าคุ้มค่าจริง ๆ
รวมแล้วได้น้ำยาวิถีปราณมาเพิ่มตั้ง 4 หยดแน่ะ!
เคล็ดวิชาระดับฟ้าขั้นกลาง แลกมาด้วยน้ำยาวิถีปราณ 4 หยด... คิดไปคิดมา ซวนหนีก็อยากจะร้องไห้เหมือนกัน
ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ที่ทักษะการต่อสู้ระดับฟ้าถึงได้มีราคาถูกขนาดนี้?
ซูอวี่ไม่สนใจเรื่องพวกนี้ หลังจากป้อนน้ำยาวิถีปราณเสร็จ เขาก็พูดปนหัวเราะ "ช่วงนี้ผมต้องเก็บตัวฝึกฝน..."
พอพูดประโยคนี้ออกมา ก็ทำเอาตื่นตะลึงกันไปหมด!
สัตว์ประหลาดหลายตัวตกใจจนหน้าถอดสี!
เก็บตัว!
นี่ต้องเก็บตัวนานแค่ไหนเนี่ย?
ทานุกิขาวรีบร้อนละล่ำละลัก "น้องซูอวี่ ไม่สิ พี่ซูอวี่ ข้า... ข้า... ข้าเอาโลหิตแก่นแท้แลกกับน้ำยาวิถีปราณ ไม่สิ เคล็ดวิชา หรือทักษะการต่อสู้ก็ได้ทั้งนั้น ถ้าไม่ได้จริง ๆ ข้า... ข้าเอาเคล็ดวิชาประจำเผ่าของพวกเรามาแลกเลย เจ้าเอาไปส่งให้สถาบันของเจ้า อย่างน้อยก็ได้แต้มผลงานเป็นรางวัลตั้งหลายพัน..."
"แบบที่ไม่เจือปนพลังเจตจำนง เป็นแค่เคล็ดวิชาล้วน ๆ..."
ซูอวี่ลูบคาง รู้สึกสนใจขึ้นมาเล็กน้อย "เคล็ดวิชาที่ไม่แฝงพลังเจตจำนง..."
แบบนี้ก็ดูเหมือนจะเข้าท่าดีนะ!
ถึงเขาจะไม่ได้ใช้ แต่ถ้าเอาไปมอบให้สถาบัน ก็น่าจะได้รับรางวัลบ้างใช่ไหม?
สถาบันมีเคล็ดวิชาของเผ่าพันธุ์พวกนี้หรือเปล่านะ?
อาจจะมี หรืออาจจะไม่มีก็ได้
หลังจากขบคิด ซูอวี่ก็เอ่ยปากขึ้น "งั้นพวกแกก็ช่วยจดเคล็ดวิชาของเผ่าพันธุ์ใหญ่ ๆ มาให้ผมหน่อย เดี๋ยวผมจะลองเอาไปมอบให้สถาบันดู ถ้ามีรางวัลละก็..."
ซูอวี่ชะงักไปครู่หนึ่งแล้วกล่าวต่อ "เอาอย่างนี้ ถ้าสถาบันให้รางวัลผม 100 แต้มผลงาน ผมจะเพิ่มน้ำยาวิถีปราณให้พวกแกตัวละ 1 หยด แต่ถ้าไม่ได้รางวัล... ก็ขอโทษด้วยนะ น้ำยาวิถีปราณของผมก็ไม่ได้ลอยมาตามลมเหมือนกัน!"
สัตว์ประหลาดยักษ์หลายตัวต่างเต็มไปด้วยความจนใจและสิ้นหวัง!
ไอ้สารเลวเอ๊ย น้ำยาวิถีปราณนั่นมันของเจ้าหรือไง?
ต้องยอมรับเลยว่า มุกนี้ของซูอวี่โหดร้ายจริง ๆ
เอาไปมอบให้สถาบัน!
ไม่เอาอักษรเจตจำนง แบบนี้ต่อให้มีการวางแผนร้าย ซูอวี่ไม่ได้เอาไปฝึกฝนเอง แล้วจะไปเล่นงานเขาได้อย่างไร?
เงามีน้ำเสียงเย็นชา "เผ่ามนุษย์กับพวกเราทำสงครามกันมาหลายปี เคล็ดวิชาส่วนใหญ่พวกเจ้าก็มีกันหมดแล้ว ต่อให้เอาไปมอบให้ ก็ใช่ว่าจะได้รางวัลอะไร 100 แต้มผลงาน หมายถึงอะไรพวกเราก็รู้ดี สถาบันอารยธรรมไม่มีทางให้เจ้าเยอะขนาดนั้นหรอก"
ซูอวี่ยิ้ม "อย่างนั้นเหรอ? ถ้างั้นก็เขียนมาเยอะ ๆ หน่อยสิ! ต่อให้พวกเขามีแล้ว พวกแกก็ใส่ความเข้าใจของตัวเองลงไป แบบนี้ไม่ดีกว่าหรือไง? ความเข้าใจของคนในเผ่าพันธุ์ ย่อมลึกซึ้งกว่าพวกเราทำความเข้าใจเองใช่ไหมล่ะ? ถ้าพวกแกอยากจะหลอกใคร ก็อย่ามาหลอกผมก็พอ สถาบันมีระดับซานไห่ตั้งเยอะแยะ ถ้าพวกแกมั่นใจ ก็ไปหลอกให้พวกนั้นฝึกเอาเองสิ!"
สัตว์ประหลาดยักษ์หลายตัวสิ้นหวังอีกครั้ง!
ไร้สาระ ระดับซานไห่มันหลอกง่ายขนาดนั้นเลยหรือไง?
ซูอวี่ยิ้ม "ตกลงไหม? ถ้าตกลง ก็ลงมือเขียนมา พอเขียนเสร็จ ผมจะเอาไปแลกรางวัลที่สถาบัน พอดีว่ากำลังช็อตอยู่ ถ้าได้เงินมา จะได้เอามาซื้อของกินให้พวกแกไง!"
สัตว์ประหลาดยักษ์หลายตัวมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ครู่ใหญ่ ทานุกิขาวก็คร่ำครวญว่า "เขียน ข้าจะเขียน! พี่ซูอวี่ ถ้าข้าเขียนให้ แล้วเจ้าเอาไปแลกรางวัลมาได้ เจ้าต้องให้น้ำยาวิถีปราณข้าสักหลายหยดหน่อยนะ ข้าทนไม่ไหวแล้วจริง ๆ พลังของข้าก็สู้พวกมันไม่ได้อยู่แล้ว..."
ซูอวี่ยิ้ม "ได้สิ! วางใจเถอะ ผมเป็นคนไม่โกหก! แค่เป็นคนขี้ลืมไปหน่อย ส่วนข้อเสียอย่างอื่นน่ะไม่มีเลย"
พอพูดประโยคนี้จบ สัตว์ประหลาดหลายตัวก็พยักหน้าพร้อมกัน
ใช่ เจ้าเป็นคนขี้ลืม!
ลืมเก่งจนชอบลืมมาให้อาหารพวกเรา ไม่ช้าก็เร็วคงได้มีตัวไหนหิวตายบ้างแหละ
ซูอวี่กำลังพูดอยู่ ก็นึกอะไรขึ้นมาได้ จึงหันไปมองมนุษย์น้ำแล้วถามว่า "หมายเลข 1 เผ่าพันธุ์เบญจธาตุของพวกแก สามารถฝึกฝนเจตจำนงได้ตั้งแต่เด็กเลยหรือเปล่า?"
พอได้ยินคำถามนี้ มนุษย์น้ำก็เงียบไป
"ทำไม เป็นความลับหรือไง?"
มนุษย์น้ำตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา "จะว่าอย่างนั้นก็ได้ แต่... พวกเรากับเผ่ามนุษย์มีความแตกต่างกันอยู่บ้าง ความจริงแล้วร่างกายพวกเราไม่มีจุดชีพจร เคล็ดวิชาที่ใช้ฝึกฝนก็แตกต่างจากพวกเจ้าโดยสิ้นเชิง ต่อให้เจ้าได้เคล็ดวิชาไป เจ้าก็ฝึกฝนไม่ได้หรอก"
"ไม่มีจุดชีพจร?"
ซูอวี่อึ้งไปครู่หนึ่ง มนุษย์น้ำกล่าวเรียบ ๆ "ใช่ พวกเราเกิดจากเบญจธาตุจุติเป็นจิตวิญญาณ หรือจะพูดอีกอย่างก็คือ ทั่วทั้งร่างของเราล้วนเป็นจุดชีพจร เคล็ดวิชาฝึกฝนของพวกเรา แม้แต่พวกเราเองก็ยังไม่รู้เลยแน่ชัดว่าเปิดจุดชีพจรจุดไหน เผ่ามนุษย์ของพวกเจ้าต่อให้ได้ไป ศึกษาไปนานแค่ไหน ก็ไม่สามารถแปลงเป็นเคล็ดวิชาฝึกฝนของพวกเจ้าได้อยู่ดี"
ซูอวี่ใจกระตุก
คนอื่นทำไม่ได้ แต่สมุดภาพทำได้นี่นา!
เขารู้สึกว่าสมุดภาพจัดการได้ไม่มีปัญหา!
ก่อนที่เผ่ามนุษย์จะไปถึงระดับเถิงคง เจตจำนงจะฝึกฝนได้แบบติดตัวเท่านั้น ก็เหมือนกับตอนเปิดต้นกำเนิดร่างกาย ระดับไคหยวนก็เป็นการฝึกฝนแบบติดตัว ไม่ใช่การฝึกฝนแบบจงใจกระทำ
แต่ทว่า ซูอวี่ในตอนนั้น กลับสามารถฝึกฝนแบบจงใจกระทำได้สำเร็จ ภายใต้ความช่วยเหลือของสมุดภาพ
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ แล้วเจตจำนงล่ะ ทำไมถึงจะทำไม่ได้?
เมื่อคิดได้ดังนี้ ซูอวี่จึงเอ่ยปาก "หมายเลข 1 แกช่วยเขียนเคล็ดวิชาที่พวกแกฝึกฝนให้ผมดูหน่อยได้ไหม? ผมจะขอดูสักหน่อย ต่อให้มันใช้ไม่ได้ แต่มันก็มีคุณค่าไม่น้อย ผมจะให้น้ำยาวิถีปราณแก 1 หยด!"
มนุษย์น้ำพูดไม่ออก!
เคล็ดวิชาของเผ่าพันธุ์เบญจธาตุข้า มีค่าแค่น้ำยาวิถีปราณหยดเดียวเองงั้นหรือ?
นี่เจ้าดูถูกเผ่าพันธุ์เบญจธาตุมากไปแล้วนะ!
ซูอวี่รู้ว่ามันคิดอะไรอยู่ จึงพูดอย่างไม่ใส่ใจ "ก็มันเอาไปฝึกไม่ได้นี่นา ดูอย่างซวนหนีสิ เคล็ดวิชาระดับฟ้าที่ให้ผมมา ผมเอาไปฝึกได้นะ ของสองสิ่งนี้คุณค่าย่อมต่างกันอยู่แล้ว!"
มนุษย์น้ำจนปัญญา จึงตอบว่า "ข้าขอคิดดูก่อน!"
พอพูดจบ ร่างของมันก็กลายเป็นกองน้ำ และไม่ยอมปริปากพูดอะไรอีก
ซูอวี่ไม่คาดคั้น รอจนกว่าจะได้โลหิตแก่นแท้เผ่าพันธุ์เบญจธาตุมา เขาก็สามารถเปิดฝึกฝนได้เหมือนกัน แต่การได้เคล็ดวิชาต้นตำรับมาจากมนุษย์น้ำ วันข้างหน้าเขาอาจจะนำมาปรับเปลี่ยนเองได้
'เคล็ดชำระพลัง' ที่เขาให้กับหูจงฉีไปในครั้งนี้ ความจริงแล้วไม่นับว่าเป็นเคล็ดวิชาด้วยซ้ำ มันหยาบมาก ไม่เป็นระบบ แค่บอกเขาว่าต้องเปิดจุดชีพจรอย่างไร เปิดตรงไหน และจะเชื่อมต่อกันอย่างไร...
แต่แน่นอน เคล็ดวิชาก็เป็นแบบนี้แหละ!
แค่ขาดเรื่องความลึกลับซับซ้อนไปบ้าง แต่พอคนอื่นเห็นเคล็ดวิชาที่ซูอวี่ให้ไป ก็รู้ได้ทันทีว่ามันถูกสร้างขึ้นโดยไอ้พวกไม่เอาถ่าน ได้ไป... ก็ใช่ว่าจะกล้าฝึกฝน
ที่หูจงฉีไม่สงสัย ก็เพราะซูอวี่ล้างจุดชีพจรของตัวเองให้เห็นจริง ๆ มีหลักฐานยืนยันชัดเจน อีกทั้งซูอวี่ก็ไม่มีความจำเป็นอะไรต้องไปหลอกลวงเขาด้วย
วันหลังจะให้สุ่มสี่สุ่มห้าแบบนี้ไม่ได้แล้ว!
เล่มสองเล่มยังพอว่า แต่ถ้ามีหลายเล่มแล้วคำอธิบายเป็นแบบนี้หมด มองแวบเดียวก็รู้แล้วว่าไม่ได้ดัดแปลงมาจากเคล็ดวิชา แต่เป็นเพราะเคยเดินพลังผ่านจุดชีพจรมาจริง ๆ ถึงได้มีประสบการณ์แบบนี้
นี่แสดงว่า เคล็ดวิชาเหล่านี้ต้องมีคนเคยลองฝึกมาแล้ว ใครล่ะที่เคยลอง?
หงถาน?
ไป๋เฟิง?
หรือว่าจะเป็นซูอวี่?
แบบนี้มันง่ายมากที่จะถูกคนอื่นจับผิดเอาได้!
ซูอวี่คิดอะไรมากมาย ก่อนจะเลิกพูดพล่าม เขาออกไปหยิบกระดาษและปากกา แล้วโยนเข้าไปในกรงทันที
"พวกแกรีบเขียนซะ อยากเขียนก็เขียน ไม่ได้อยากเขียนก็ช่างเถอะ พอจะเขียนภาษาเผ่ามนุษย์เป็นไหม? ทางที่ดีเขียนมาสองชุด ชุดนึงภาษาเผ่ามนุษย์ อีกชุดก็ภาษาของเผ่าพวกแก..."
เขาเพิ่งจะพูดจบ ทานุกิขาวก็ตัดพ้อ "พี่ซูอวี่ เคล็ดวิชาบางอย่าง ถ้าไม่ใช้อักษรเจตจำนงเขียน มันก็ไม่สามารถถ่ายทอดกลิ่นอายแบบนั้นออกมาได้หรอกนะ วิธีการฝึกฝนบางอย่าง มันอธิบายออกมาเป็นคำพูดไม่ได้หรอก!"
คำพูดนี้ซูอวี่เชื่อ!
เคล็ดวิชาแบบนี้มีอยู่จริง แถมยังมีเยอะเสียด้วย
ถ้าไม่มีเวอร์ชันอักษรเจตจำนง ได้ไปก็เรียนไม่รู้เรื่องหรอก
"งั้นก็เขียนอันที่พอจะใช้คำพูดบรรยายได้มาสิ!"
ซูอวี่ไม่สนใจ เขาโยนน้ำยาวิถีปราณหยดหนึ่งไปให้พลางยิ้ม "แมวขาว แกเชื่อฟังที่สุด นี่คือรางวัลของแก!"
ทานุกิขาวดีใจเกินคาด มันงับน้ำยาวิถีปราณเข้าปาก ตื่นเต้นจนน้ำตาแทบไหล
น่ารันทดเกินไปแล้ว!
ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ ที่น้ำยาวิถีปราณเพียงหยดเดียว ทำให้ผู้ฝึกตนระดับเถิงคงขั้นที่แปดถึงกับซาบซึ้งใจได้ขนาดนี้!
"ข้าจะเขียน..."
ทานุกิขาวตื่นเต้นไม่ไหว มันไม่ใช้ปากกาด้วยซ้ำ กรงเล็บพลิ้วไหวอย่างคล่องแคล่ว ตวัดเขียนเคล็ดวิชาออกมารวดเดียวหลายบท
"พี่ชาย ของพวกนี้ต้องเปิดยันต์เทวะป้องกันข้างนอกก่อน ถึงจะเอาออกไปได้นะ..."
ซูอวี่พอได้ยินคำพูดนี้ ก็เบิกตากว้าง!
จะหลอกใครเนี่ย!
"ลองโยนออกมาสิ!"
"ไม่ได้จริง ๆ ถ้าโยนออกไป มันจะถูกสายฟ้าฟาดจนแหลกละเอียด ตาข่ายป้องกันยันต์เทวะแบบนี้ ทำได้แค่โยนของจากข้างนอกเข้ามาเท่านั้น..."
ซูอวี่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพยักหน้า โดยไม่ได้พูดอะไรอีก
ไม่นาน ซูอวี่ก็วิ่งขึ้นไปข้างบน
ครู่ต่อมา เขาก็ลงมาอีกครั้ง
ในมือถือป้ายหยกบันทึกภาพ เขาหัวเราะ "ชูกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมา แล้วเขยิบมายืนใกล้ ๆ กรงหน่อย ผมจะถ่ายรูปไว้..."
ทานุกิขาวแทบคลั่ง!
ไอ้หมอนี่ มันร้ายกาจจริง ๆ!
มันชูกระดาษขึ้นมาด้วยกรงเล็บอย่างว่าง่าย ซูอวี่ถ่ายรูปไปหลายแชะ ก่อนจะพยักหน้าอย่างพึงพอใจ!
"ดีมาก เดี๋ยวผมลองเอาไปมอบให้ทางสถาบันดูนะ ถ้ามีรางวัล คราวหน้าจะซื้อของอร่อย ๆ มาฝากแก!"
ซวนหนีจำใจต้องเอ่ยขึ้น "ซูอวี่... คือว่า... เจ้าบอกว่าจะเอาเลือดเนื้อมาฝากข้านี่นา!"
"ไม่มีปัญหา!"
ซูอวี่รับคำอย่างกระตือรือร้น แล้วรีบออกจากเขตคุมขังไปอย่างรวดเร็ว
พอเขาคล้อยหลังไป ทานุกิขาวที่เมื่อครู่ยังมีท่าทางน่าสงสาร ก็ถอนหายใจออกมา "ไม่ได้การแน่! เจ้าซูอวี่คนนี้ ระแวดระวังตัวแจเลย! แถมยังไม่โง่อีกด้วย ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป พวกเราก็ไม่มีโอกาสเลย ถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไป พวกเราทนไม่ไหวจริง ๆ นะ!"
ซวนหนีก็สบถเสียงต่ำ "ข้าให้ทักษะการต่อสู้ระดับฟ้าแก่มันไปเล่มนึง มันให้น้ำยาวิถีปราณข้ามาไม่กี่หยด... การค้าแบบนี้ มันช่างกล้าทำนักนะ!"
พูดจบก็มีท่าทางหงุดหงิดพลุ่งพล่าน "ขืนเป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้การแน่! เงา เจ้ามีวิธีอะไรไหม?"
เงามีน้ำเสียงเย็นเยียบ "มีสิ เอาโลหิตแก่นแท้ให้มันไปเลย! แอบผสมเจตจำนงของตัวเองเข้าไปด้วย ข้ารู้ว่าพวกเจ้าบางตัว ถึงขนาดมีพลังฟื้นคืนชีพจากหยดเลือดได้ตราบใดที่มันหวั่นไหว พวกเราก็ยังมีโอกาส!"
พูดแล้วก็เสริมอีกว่า "ทานุกิขาว เขียนเคล็ดวิชาให้มันไปเยอะ ๆ ทำให้มันลิ้มรสความหอมหวานเสียหน่อย! แลกเปลี่ยนเอาแต้มผลงานมา แล้วค่อย ๆ ล่อลวงมันทีละก้าว!"
"ความปรารถนาของคนนั้นไม่มีที่สิ้นสุด เมื่อมันได้ลิ้มรสความหอมหวาน มันก็จะยิ่งโลภมาก โลภอยากได้เลือดเนื้อของพวกเรา เคล็ดวิชาใช้การบันทึกภาพได้ เลือดเนื้อมันจะบันทึกภาพได้หรือไง?"
เงามีน้ำเสียงเย็นเยือก "ไม่ช้าก็เร็วมันก็ต้องติดกับ! ค่อยเป็นค่อยไป ตราบใดที่มันเปิดตาข่ายป้องกันยันต์เทวะด้านนอก พวกเราก็มีความหวังที่จะออกไปได้!"
สัตว์ประหลาดยักษ์หลายตัวไม่ได้ส่งเสียงใด ๆ อีก และตกอยู่ในความเงียบงัน
……
โซนที่พักอาศัย
ซูอวี่ถือป้ายหยกบันทึกภาพขึ้นมาดู ทานุกิขาวเขียนเคล็ดวิชาไว้สามบท ซูอวี่ดูคร่าว ๆ แล้วก็หัวเราะเยาะออกมา!
มีแต่เคล็ดวิชาขยะที่ไร้ประโยชน์ทั้งนั้น!
เผ่ามนุษย์คงจะยึดมาได้ตั้งนานแล้วแหละ!
"บางทีอาจจะลองดูก็ได้..."
ลองเอาไปมอบให้ทางสถาบันดู ว่าเขาจะให้แต้มผลงานไหม ถ้าให้ นี่ก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางหาเงิน
แถม... วันหน้าถ้าขาดแคลนแต้มผลงานขึ้นมาจริง ๆ ก็ใช้สมุดภาพปลอมแปลงเคล็ดวิชาสำคัญ ๆ ขึ้นมาสักบทแล้วเอาไปมอบให้ ก็ได้รางวัลแล้ว แถมยังมีข้ออ้างอีกด้วย
อาจารย์ปู่ขังสัตว์ประหลาดยักษ์ไว้ตั้งหลายตัว เกรงว่าคงมีคนรู้เรื่องนี้ไม่น้อย
"ก็ดีเหมือนกัน มีคนรับแพะแทนเยอะ ๆ เคล็ดวิชาไหนที่อธิบายที่มาที่ไปลำบาก ก็อ้างว่าพวกมันเป็นคนให้ก็แล้วกัน!"
ซูอวี่ไม่ได้สนใจอะไรอีก เรื่องจะเปิดตาข่ายป้องกันยันต์เทวะ... ฝันไปเถอะ!
เขาเพิ่งจะอยู่แค่ระดับเชียนจวิน พวกระดับเถิงคง หลิงอวิ๋น แค่ขยับนิ้วก็ฆ่าเขาได้ง่าย ๆ แล้ว ซูอวี่ไม่ได้โง่ขนาดนั้น
เขาเก็บข้าวของและเตรียมตัวเล็กน้อย เพื่อเตรียมพร้อมจะเข้าไปในดินแดนเร้นลับอีกครั้ง
"หลังจากฝึกฝน 'กาลเวลา' สำเร็จ บางทีผมอาจจะลองไปท้าประลองในทำเนียบร้อยอันดับดูก็ได้!"
ทำเนียบร้อยอันดับ!
ซูอวี่สูดหายใจเข้าลึก ๆ เป้าหมายของเขาไม่ใช่ไอ้พวกที่อยู่ท้าย ๆ ในทำเนียบร้อยอันดับ แต่เป็นหวงฉี่เฟิงต่างหาก
เขารู้ดีว่า หากเขาเข้าไปอยู่ในทำเนียบร้อยอันดับเมื่อไหร่ พวกของหวงฉี่เฟิงต้องเพ่งเล็งเขาแน่
ในเมื่อเป็นแบบนี้ ก็อัดพวกมันให้พิการไปเลยก็สิ้นเรื่อง!
สถาบันไม่อนุญาตให้ทำให้นักเรียนพิการ อาการบาดเจ็บสาหัส... ตราบใดที่ยังสามารถฝึกฝนต่อได้ ก็ไม่ถือว่าพิการ!
เขารีบกดโทรศัพท์โทรออกทันที ซูอวี่ไม่พูดพล่ามทำเพลง รีบพูดว่า "โลหิตแก่นแท้ไหมมังกร ไม่เกี่ยงว่าระดับไหน เอามาให้ผมสัก 100 หยดด่วนเลย แต่ถ้าเป็นระดับเหนือกว่าเถิงคงล่ะก็ น้อยกว่านี้หน่อยก็ได้! แล้วโลหิตแก่นแท้เผ่าพันธุ์เบญจธาตุรวบรวมมาได้หรือยัง? ผมต้องใช้ด่วนเลย!"
เซี่ยหู่โหยวถามด้วยความประหลาดใจ "ระดับเหนือกว่าเถิงคงก็จะเอาเหรอ?"
"ใช่!"
ซูอวี่กล่าว "ผมหมายถึงโลหิตแก่นแท้ไหมมังกร ส่วนอย่างอื่น ก็เน้นที่ระดับว่านสือเป็นหลักเหมือนเดิม!"
"ตกลง!"
ถ้าระดับเหนือกว่าเถิงคงล่ะก็ แบบนี้ก็จัดการง่ายหน่อย แต่แน่นอนว่า ราคาก็ย่อมแพงตามไปด้วย
เผ่าพันธุ์ร้อยอันดับ ที่ออกรบในสนามรบ พวกระดับเหนือกว่าเถิงคงมีไม่น้อยเลย
"ไหมมังกรก็อยู่ในเผ่าพันธุ์ร้อยอันดับ ระดับเถิงคง ข้าพอจะหามาให้เจ้าได้บ้าง แต่ราคาไม่เบาเลยนะ ระดับเถิงคง โลหิตแก่นแท้เทพมารก็พันกว่าแต้มผลงานต่อหนึ่งหยด ไหมมังกรอาจจะถูกลงมาหน่อย แต่มันก็ต้อง 100 แต้มผลงานต่อหนึ่งหยด..."
"แพงขนาดนั้นเลยหรอ?"
"นี่ถือว่าถูกแล้วนะ! อ้อ จะเอาโลหิตแก่นแท้หมูเพลิงไหมล่ะ โลหิตแก่นแท้หมูเพลิงระดับเถิงคง 20 แต้มผลงานขายให้เจ้าเลย!"
"……"
ซูอวี่พูดไม่ออก ผมจะเอาโลหิตแก่นแท้เผ่าพันธุ์ขยะพวกนั้นมาทำไม!
เขาเคยกินเข้าไปแล้ว ขนาดจะเปิดสมุดภาพยังทำไม่ได้เลย ขยะชะมัด!
"งั้น... เอามาให้ผมสัก 10 หยด..." ซูอวี่อดไม่ได้ที่จะบ่น "แพงเกินไปหรือเปล่า ฆ่าระดับเถิงคงคนนึงก็ได้รางวัลแค่ 100 แต้มผลงาน โลหิตแก่นแท้หยดเดียว นายจะเก็บผม 100 แต้มผลงาน..."
เซี่ยหู่โหยวส่ายหน้าอย่างจนใจ "ลูกพี่ ฆ่าระดับเถิงคงได้ 100 แต้มผลงาน นั่นน่ะเขาให้เจ้าฟรี ๆ! พวกของอย่างโลหิตแก่นแท้คือของที่ยึดมาได้ ไม่มีใครบอกสักหน่อยว่าฆ่าระดับเถิงคงแล้วจะได้แค่ 100 แต้มผลงาน! ของที่ยึดมาได้นั่นมันก็คือแต้มผลงานเหมือนกัน! ดังนั้น ฆ่าระดับเถิงคงคนนึง ของที่เจ้าจะได้กลับมามันเกิน 100 แต้มผลงานแน่นอน เข้าใจหรือยัง?"
ซูอวี่ไม่มีข้อโต้แย้ง
"งั้นก็เอามา 10 หยด โลหิตแก่นแท้ของเผ่าพันธุ์เบญจธาตุก็หามาได้หมดใช่ไหม?"
"ได้ เดี๋ยวข้าจะเอาไปส่งให้ เจอกันแล้ว โลหิตแก่นแท้เผ่าพันธุ์เบญจธาตุ ทอง ไม้ น้ำ ไฟ ดิน ระดับว่านสืออย่างละสองหยด หยดละ 50 แต้มผลงาน 10 หยดก็ 500 แต้มผลงาน รวมทั้งหมด 1500 แต้มผลงาน!"
ซูอวี่รู้สึกกลัดกลุ้ม คิดอยู่ครู่หนึ่งจึงถามว่า "ขอถามหน่อย โลหิตแก่นแท้วัวทะลวงขุนเขาระดับเถิงคงราคาเท่าไหร่?"
"ก็ไม่เลวเลยนะ วัวทะลวงขุนเขากับวัวทลายภูเขาเป็นเผ่าพันธุ์เดียวกัน ผลลัพธ์ในการสร้างรากฐานร่างกายของระดับเถิงคงก็ถือว่าใช้ได้เลย พวกที่ซื้อโลหิตแก่นแท้เผ่าพันธุ์ราคาแพงไม่ไหว ก็มักจะซื้อของวัวทะลวงขุนเขาแทน เพราะถือว่าอันดับค่อนข้างอยู่แนวหน้า ช่วงต้นหยดละประมาณ 60 แต้มผลงาน"
"แล้วของช่วงปลายล่ะ?"
"ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ถูกแล้วล่ะ ประมาณ 150 แต้มผลงาน!"
"ผมขายให้นาย นายเอาไหม?"
"……"
เซี่ยหู่โหยวอึ้งไป เจ้าขายให้ข้าเหรอ?
เจ้าไปเอาของพวกนี้มาจากไหน?
วินาทีต่อมา เขาก็ดูเหมือนจะเข้าใจอะไรบางอย่าง จึงถามด้วยความตกใจ "เจ้าคงไม่ได้หมายถึงไอ้ตัวที่อยู่ศูนย์วิจัยของเจ้าหรอกนะ?"
"ใช่!"
"อย่าล้อเล่นน่า ฝั่งเจ้าน่ะอย่าไปยุ่งกับของพวกนั้นจะดีกว่า เผ่าวัวทะลวงขุนเขามีความสามารถฟื้นคืนชีพจากหยดเลือดได้ แน่นอนว่าไม่ใช่ว่าวัวทุกตัวจะมี มีแค่พวกระดับราชวงศ์เท่านั้น เจ้าก็ระวังตัวหน่อย อย่าทำอะไรสุ่มสี่สุ่มห้าล่ะ!"
แววตาของซูอวี่เปลี่ยนไปเล็กน้อย!
ก่อนหน้านี้เขาก็เคยกังวลเรื่องนี้อยู่ ตอนนี้ดูเหมือนว่าวัวตัวนี้... เหอะ ๆ ชักจะไม่ค่อยซื่อสัตย์จริง ๆ ซะแล้วสิ!
ถึงขั้นจะยอมมอบโลหิตแก่นแท้ของตัวเองให้ ก็เพื่อแลกกับน้ำยาวิถีปราณเนี่ยนะ
ซูอวี่ก็แค่ลองถามดูเท่านั้น เขาไม่ได้คิดจะเปิดตาข่ายป้องกันยันต์เทวะเพื่อรับโลหิตแก่นแท้ของมันจริง ๆ หรอก
ต่อให้จะเอา... ก็ต้องลากไป๋เฟิงมาด้วย
ไป๋เฟิงมีประสบการณ์ด้านนี้อยู่แล้ว เขามักจะไปถลกหนังดึงเส้นเอ็นเพื่อรีดเอาโลหิตแก่นแท้มาบ่อย ๆ
"ตกลง เข้าใจแล้ว!"
ซูอวี่ไม่ได้พูดอะไรต่อ "รีบเตรียมของให้พร้อมเร็วที่สุดล่ะ 1500 แต้มผลงานใช่ไหม... ได้!"
ซูอวี่กัดฟันกรอด!
จ่าย!
ก็แค่เงินไม่ใช่หรือไง?
ผมไม่มีหรือไง?
ทุ่มลงไป!
รอให้ฝึกฝนทักษะการต่อสู้ระดับฟ้าสำเร็จเมื่อไหร่ พ่อจะไปแย่งกลับมาทีละคน... อะแฮ่ม ช่วงชิงกลับมา!
"หักไป 1500 แต้ม ตอนนี้ผมก็เหลือแค่ 1200 กว่าแต้มแล้ว... สงสัยต้องประหยัดหน่อยแล้วสิ!"
สองหมื่นแต้มผลงาน กำลังจะถูกใช้หมดเกลี้ยงแล้วจริง ๆ
แต่ทว่าตอนนี้เขายังมีโลหิตแก่นแท้วัวทะลวงภูเขาอีกตั้งมากมาย แถมยังมีอักษรเจตจำนงอีกนับไม่ถ้วนอยู่ในมือ ก็ถือว่าเป็นเศรษฐีตัวจริงเสียงจริงแล้ว ของพวกนี้ถ้าเอาไปขาย ก็คงได้เงินมาไม่น้อยเลยทีเดียว







