หอพักครู
ห้องพักแบบสี่ห้องนอนสองห้องนั่งเล่น กว้างขวางพอสมควร
หลิวเหวินเยี่ยนอาจจะไม่สนใจไป๋เฟิงได้ แต่ผู้อำนวยการทำไม่ได้ และเมืองหนานหยวนก็ทำไม่ได้เช่นกัน ไม่มีใครสามารถเมินเฉยต่อนักวิจัยคนหนึ่งได้ แม้จะพ่วงตำแหน่งผู้ช่วยมาด้วยก็ตาม
ดังนั้นที่พักชั่วคราวของไป๋เฟิงจึงไม่ได้ด้อยไปกว่าครูคนใดเลย ทว่ากลับดีกว่าเสียด้วยซ้ำ
ไป๋เฟิงนั่งอยู่บนโซฟา ซูอวี่และหลิวเยวี่ยยืนอยู่ด้านข้างอย่างว่านอนสอนง่ายราวกับเด็กนักเรียนประถม รอให้ชายคนนี้ดูโทรทัศน์จนจบ
"ฉัวะ!"
คนเป็นแถวๆ ถูกลากตัวออกมาตัดหัว!
เมื่อวานนี้ องครักษ์หลงอู่แห่งเขตปกครองต้าเซี่ยนพากองทัพเขตปกครองออกปฏิบัติการ สังหารสาวกลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์ไปหลายพันคน จับกุมเชลยได้อีกกว่าสามพันคน รวมแล้วเกือบหมื่นคน
นโยบายของเขตปกครองต้าเซี่ยนนั้นเด็ดขาดเลือดเย็นมาก เมื่อจับกุมตัวได้แล้ว ไม่ต้องมีการพิจารณาคดี หากยืนยันตัวตนได้ก็มีเพียงคำเดียวคือ ฆ่า!
วันนี้ โทรทัศน์กำลังถ่ายทอดสดการตัดหัว
คนสามพันกว่าคน ฟังดูเหมือนไม่มาก แต่ในความเป็นจริงแล้วตัดมาสิบกว่านาทีก็ยังตัดไม่หมด
หลิวเยวี่ยไม่ค่อยกล้ามองนัก จึงเบือนหน้าหนีจากโทรทัศน์
ซูอวี่เองก็รู้สึกอึดอัดอยู่ลึกๆ ไม่ใช่เพราะสงสาร แต่การเห็นหัวที่เลือดพุ่งกระฉูดมากเกินไปทำให้เขารู้สึกคลื่นไส้ แม้ว่าเมื่อวานเขาเพิ่งจะฆ่าไปสองคนก็ตาม
ทว่าไป๋เฟิงกลับดูอย่างออกรสออกชาติ เขาดื่มชาไปพลางวิจารณ์ด้วยรอยยิ้มไปพลาง "ลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์มีนิกายย่อยมากมาย แต่นิกายเทพยิงฟ้านับว่าเป็นหนึ่งในนิกายที่แข็งแกร่งกว่าใครเพื่อน เจ้าลัทธิเป็นถึงยอดฝีมือขั้นสูงสุด แต่การมาเยือนเขตปกครองต้าเซี่ยในครั้งนี้กลับพังพินาศอย่างสิ้นเชิง เจ้าลัทธิตกตาย สาวกระดับหัวกะทิแทบจะถูกฆ่าล้างบางจนหมดสิ้น"
"ดูท่าทางแล้ว เขตปกครองต้าเซี่ยคงได้กำไรก้อนโตในครั้งนี้"
ซูอวี่และหลิวเยวี่ยไม่ค่อยเข้าใจความหมายของเขา ได้กำไรอย่างนั้นหรือ?
"ไม่เข้าใจหรือครับ?"
ไป๋เฟิงกล่าวกลั้วหัวเราะ "เรื่องนี้ง่ายนิดเดียว พวกหัวกะทิตายหมด เจ้าลัทธิก็ตาย ใครเป็นคนฆ่าล่ะ? ในเขตปกครองต้าเซี่ยมีกี่คนกันที่สามารถฆ่าเขาได้? การที่เขากล้ามาสร้างเรื่องใหญ่โตในเขตปกครองต้าเซี่ย ย่อมต้องมีความมั่นใจอยู่เต็มเปี่ยม คิดว่าตัวเองจะไม่มีทางตาย ไม่มีใครรนหาที่ตายหรอก"
"ในเมื่อเป็นเช่นนั้น เขาก็ต้องมีความมั่นใจอยู่แล้ว อะไรคือความมั่นใจของเขา? หรือว่าจะเป็นเจ้าลัทธิคนอื่นๆ ของลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์? ไม่หรอก ผู้หนุนหลังของเขาต้องมาด้วยแน่ๆ เขาถึงได้มีขวัญกล้ามาป่วนในเขตปกครองต้าเซี่ย!"
แววตาของซูอวี่ไหววูบ เขาเอ่ยเสียงเบา "อาจารย์ไป๋หมายความว่า มีคนของเผ่าเทพยิงฟ้ามาหรือครับ?"
"ใช่แล้ว ต้องมาแน่ๆ ในเมื่อเจ้าลัทธิตายไปแล้ว แล้วพวกเผ่าเทพยิงฟ้าตายด้วยไหมล่ะ?"
"ถ้าตาย พวกคุณว่ามันคือกำไรหรือเปล่าล่ะ?"
ไป๋เฟิงหัวเราะ "ครั้งนี้ท่านเจ้าเขตปกครองคงจะเจอปัญหาเข้าแล้วล่ะ"
"ปัญหาหรือครับ?"
"ใช่ ปัญหา! รอดูเถอะ สถาบันสงครามแห่งต่างๆ รวมไปถึงสถาบันอารยธรรม คงจะต้องไปรุมล้อมเขา เพื่อขอเนื้อหนังของเผ่าเทพยิงฟ้าและสมบัติอื่นๆ เป็นแน่"
ไป๋เฟิงหัวเราะร่วน "ไม่รู้ว่าผู้อำนวยการสถาบันของเรากลับมาหรือยัง ต้องรีบไปคว้าของดีๆ กลับมาให้ไว รวยเละแน่ๆ! โลหิตแก่นแท้เผ่าเทพ เลือดเนื้อเผ่าเทพ อาวุธเผ่าเทพ เคล็ดวิชาเผ่าเทพ... จุ๊ๆ ถ้าแบบนี้ยังไม่เรียกว่ารวย แล้วใครจะรวย?"
"ท่านเจ้าเขตปกครองคงใกล้จะโดนกวนจนเป็นบ้าแล้ว ตอนนี้ผมเดาว่าในเขตปกครองต้าเซี่ยคงวุ่นวายกันน่าดู"
พอเขาพูดเช่นนี้ ซูอวี่และหลิวเยวี่ยก็เข้าใจขึ้นมาโดยธรรมชาติ
ทั้งสองคนเผยสีหน้าโหยหา ไม่ใช่ว่าพวกเขาอยากจะได้ของพวกนี้มาครอบครองจริงๆ แต่แค่ฟังก็ทำให้เลือดลมสูบฉีดแล้ว โลหิตแก่นแท้เทพมาร ร่างกายเทพมาร ของพวกนี้ล้วนเป็นสุดยอดสมบัติทั้งนั้น!
"อาจารย์ไป๋ คนของเผ่าเทพยิงฟ้าที่มา แข็งแกร่งมากเลยหรือครับ?"
"ย่อมต้องแข็งแกร่งมากอยู่แล้ว!"
ไป๋เฟิงมองซูอวี่กับหลิวเยวี่ย พลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม "ผมเป็นคนพูดตรงๆ พวกคุณอย่าถือสาเลยนะ สำหรับคนหนานหยวนอย่างพวกคุณ ขั้นเถิงคง [ทะยานเวหา] คือแผ่นฟ้า แต่สำหรับเขตปกครองต้าเซี่ย ขั้นเถิงคงเป็นเพียงกองกำลังหลัก เป็นแค่จุดเริ่มต้นของยอดฝีมือเท่านั้น"
"คนในสถานที่เล็กๆ ไปตลอดทั้งชีวิตก็ไม่มีทางจินตนาการได้หรอกว่า ยอดฝีมือที่แท้จริงนั้นแข็งแกร่งเพียงใด อันที่จริงก็ไม่จำเป็นต้องรู้หรอก เพราะในสายตาของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นขั้นเถิงคงหรือเหนือขั้นเถิงคงก็มีค่าเท่ากัน สามารถบดขยี้พวกเขาให้แหลกลาญได้ง่ายๆ เพียงพลิกฝ่ามือ"
"ถ้าพูดถึงวิถีแห่งผู้บำเพ็ญเพียร ขั้นไคหยวน [เบิกปราณ] ขั้นเชียนจวิน [พันชั่ง] และขั้นว่านสือ [หมื่นศิลา] ถือเป็นพื้นฐาน เป็นการเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางร่างกาย เพื่อไม่ให้ร่างกายของคุณถูกพลังปราณอัดจนระเบิด เมื่อก้าวเข้าสู่ขั้นเถิงคงเท่านั้น คุณถึงจะมีสิทธิ์มีเสียงในสถาบันการศึกษาต่างๆ ในกองทัพใหญ่ๆ รวมถึงสำนัก สนามรบพหุภพ โลกแห่งท้องทะเล และดินแดนศักดิ์สิทธิ์บนโลกมนุษย์ ถึงจะเรียกได้ว่าได้ก้าวเข้าสู่วิถีแห่งยอดฝีมืออย่างแท้จริง"
ดวงตาของซูอวี่เป็นประกาย นี่คือสิ่งที่มาจากความด้อยประสบการณ์ หนานหยวนเล็กเกินไป ผืนฟ้าแห่งนี้เล็กเกินไป!
"อาจารย์ไป๋ ผมรู้ว่าเหนือขั้นเถิงคงยังมีระดับขั้นอื่นอีก พ่อผมเคยบอกว่า ตอนที่เขาอยู่ในกองทัพปราบมาร ผู้บัญชาการหมื่นคนคือยอดฝีมือขั้นหลิงอวิ๋น [เหินเมฆา] ขั้นหลิงอวิ๋นเป็นระดับที่สูงกว่าขั้นเถิงคงหนึ่งขั้นใช่ไหมครับ?"
"ใช่"
ไป๋เฟิงดื่มชาและกล่าวอย่างสงบ "ขั้นเถิงคงจะบินไปได้ไกลแค่ไหน? บินได้สูงแค่ไหน? ขั้นเถิงคง ท้ายที่สุดก็เป็นแค่จุดเริ่มต้นของยอดฝีมือ การย่ำไปบนเมฆา เหินเวหาเหนือหมู่เมฆ เมื่อถึงตอนนั้น คุณถึงจะพูดได้เต็มปากว่าคุณคือยอดฝีมือ! ต่อให้มีขั้นว่านสือหรือขั้นเชียนจวินมากแค่ไหน จะทำอะไรคุณได้?"
"ในเมื่อผมเหินไปบนเมฆา ไม่ลงสู่พื้นดิน ห่างจากพื้นเป็นพันจ้าง ต่อให้พลังแขนของคุณจะแข็งแกร่งแค่ไหน ค่ายกลกองทัพจะทรงพลังเพียงใด คุณจะสามารถยิงธนูขึ้นฟ้ามาโดนผมได้หรือ?"
"ในสนามรบพหุภพ ผู้บัญชาการหมื่นคนที่สามารถนำทัพคนนับหมื่นได้ แทบทั้งหมดล้วนเป็นขั้นหลิงอวิ๋น!"
"ขั้นหลิงอวิ๋น หากคุณไปเข้าร่วมกับองครักษ์หลงอู่ การเป็นผู้บัญชาการพันคนก็ยังเหลือเฟือ!"
"ในกลุ่มองครักษ์หลงอู่ หัวหน้าสิบคนที่เก่งกาจก็อยู่ขั้นเถิงคง คนที่อ่อนแอหน่อยก็อยู่ขั้นว่านสือระดับเก้า ผู้บัญชาการร้อยคนแทบทุกคนล้วนอยู่ขั้นเถิงคง และมักจะอยู่ระดับกลางขึ้นไป หรือก็คือระดับสี่ขึ้นไป ส่วนผู้บัญชาการพันคน องครักษ์หลงอู่มีทั้งหมด 5 คน ในจำนวนนั้น 3 คนคือขั้นหลิงอวิ๋น และอีก 2 คนคือขั้นเถิงคงระดับเก้า!"
ลูกกระเดือกของซูอวี่ขยับขึ้นลง แข็งแกร่งขนาดนี้เลยหรือ?
แล้วรองแม่ทัพขององครักษ์หลงอู่ล่ะ?
แม่ทัพใหญ่คือเจ้าเขตปกครองต้าเซี่ย คงไม่ต้องพูดถึง แล้วรองแม่ทัพล่ะจะแข็งแกร่งขนาดไหน?
ไป๋เฟิงปรายตามองเขา พลางหัวเราะเบาๆ "เหนือขั้นหลิงอวิ๋น คือขั้นซานไห่ [ภูผามหาสมุทร]! ผ่าภูเขาตัดมหาสมุทร ทุกท่วงท่าล้วนสั่นสะเทือนไปทั่วสารทิศ! การโจมตีเพียงครั้งเดียวก็สามารถทำให้ภูเขาถล่มทะเลเหือดแห้งได้ เป็นความแข็งแกร่งที่เหลือเชื่อ!"
"แล้วเหนือขั้นซานไห่ขึ้นไปล่ะ..." ซูอวี่รีบถาม "ผมเคยได้ยินมาว่ามียอดฝีมือขั้นสูงสุด กับยอดฝีมือไร้พ่าย พวกเขาคือขั้นซานไห่หรือเปล่าครับ?"
"ไม่ใช่"
ไป๋เฟิงกล่าวด้วยรอยยิ้ม "ขั้นซานไห่ สามารถตั้งคุมกำลังประจำการอยู่ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แม้แต่อยู่ในสนามรบพหุภพ ก็สามารถนำทัพได้เพียงลำพัง แค่เอ่ยคำสั่งเดียว คนนับแสนก็พร้อมรับใช้ข่มขวัญศัตรูที่แข็งแกร่ง! สามารถเป็นแม่ทัพใหญ่ หรืออาจเป็นรองแม่ทัพของกองทัพที่แข็งแกร่งก็ได้ อย่างเช่นรองแม่ทัพขององครักษ์หลงอู่ ก็เป็นยอดฝีมือขั้นซานไห่!"
"เหนือขั้นซานไห่ขึ้นไปต่างหาก ถึงจะเป็นขั้นสูงสุด ถึงจะเป็นขั้นไร้พ่าย!"
"มันยังห่างไกลจากพวกคุณมาก แค่รู้ไว้ก็พอ ไม่จำเป็นต้องซักไซ้ให้มากความ เมื่อไปถึงเขตปกครองต้าเซี่ย พวกคุณก็จะได้รู้เรื่องพวกนี้เอง ส่วนเรื่องขั้นสูงสุดกับขั้นไร้พ่าย นั่นไม่ใช่ขอบเขตของพวกเรา รู้ไปแล้วจะมีประโยชน์อะไร?"
"ใจสูงเทียมฟ้า ทว่าชะตาบางดุจกระดาษ คุณยังไม่ทันก้าวเข้าสู่ขั้นเชียนจวินด้วยซ้ำ รู้ไปแล้วจะทำให้กลายเป็นยอดฝีมือไร้พ่ายได้ภายในวันเดียวหรืออย่างไร?"
"คุณแค่รู้ว่าพวกเขาแข็งแกร่ง แข็งแกร่งจนเหลือเชื่อก็พอแล้ว! เจ้าเขตปกครองใหญ่ๆ ส่วนมากร้อยทั้งเก้าสิบล้วนเป็นยอดฝีมือขั้นสูงสุด ส่วนผู้บุกเบิกเขตปกครองต่างๆ แทบทั้งหมดล้วนเป็นยอดฝีมือขั้นไร้พ่าย แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว"
ลำคอของซูอวี่แห้งผาก นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่า ท้องฟ้าของเมืองหนานหยวนช่าง... ต่ำต้อยเหลือเกิน!
ขั้นว่านสือก็ถือเป็นยอดฝีมือ ขั้นเถิงคงก็ถือว่าไร้เทียมทาน
ทว่าเหนือขึ้นไปกว่านั้นอย่างขั้นหลิงอวิ๋น ขั้นซานไห่ เขาไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่าในหนานหยวนมียอดฝีมือระดับนี้อยู่ด้วย
ขั้นหลิงอวิ๋น สามารถเป็นผู้บัญชาการหมื่นคนในสนามรบพหุภพ
ขั้นซานไห่ สามารถตั้งค่ายบัญชาการประจำอยู่ในสนามรบพหุภพ นำทัพใหญ่ และเป็นเจ้าแห่งดินแดน
แต่เหนือกว่านั้นขึ้นไป กลับยังมีขั้นสูงสุด และยังมีขั้นไร้พ่าย!
ไป๋เฟิงมองสีหน้าของพวกเขา แล้วก็หัวเราะออกมา หัวเราะอย่างเบิกบานใจ
เขาชอบดูสีหน้าตกตะลึงของคนพวกนี้ เป็นรสนิยมที่ค่อนข้างร้ายกาจทีเดียว
อันที่จริงเรื่องพวกนี้ไม่จำเป็นต้องพูดเจาะลึกนัก เมื่อไปถึงเขตปกครองต้าเซี่ยก็จะรู้เองตามธรรมชาติ แต่เขาก็ยังคงพูดออกไป เพราะเขารู้สึกหงุดหงิดที่โดนหลิวเหวินเยี่ยนตอกหน้ามา ซูอวี่... อัจฉริยะตัวน้อยแห่งหนานหยวนคนนี้ รู้จริงๆ หรือว่าฟ้าสูงแค่ไหน?
วินาทีต่อมา ซูอวี่ผ่อนลมหายใจออกยาวๆ สะกดกลั้นความรู้สึกนึกคิดเอาไว้ และพยายามฝืนกลับมาสงบสติอารมณ์ได้อีกครั้ง
ไป๋เฟิงปรายตามองเขาแวบหนึ่ง พลางเอ่ยชมในใจว่า 'สภาพจิตใจไม่เลวเลย'
เป็นแค่เด็กที่ไม่เคยเห็นโลกกว้างเท่านั้น การที่สามารถสงบสติอารมณ์ได้เร็วขนาดนี้ ก็ถือว่าไม่ง่ายแล้ว
ส่วนหลิวเยวี่ย แม้จะตื่นเต้นอยู่บ้าง แต่ก็สงบลงแล้ว ไป๋เฟิงไม่ได้สนใจอะไรมากนัก เขาสัมผัสได้ว่าเด็กสาวคนนี้รู้เรื่องพวกนี้มาตั้งนานแล้ว ที่ตื่นเต้นก็เพียงเพราะรู้สึกปรารถนาอยากได้ในชั่วขณะนี้เท่านั้น
คนที่ขาดความรู้จริงๆ อันที่จริงมีเพียงซูอวี่
เพราะเขาเกิดที่หนานหยวน เกิดที่นี่ โตที่นี่ ตลอด 18 ปีที่ผ่านมาไม่เคยออกไปไหนเลย
ซูหลงปกป้องเขาได้เป็นอย่างดี แต่ซูหลงเองก็อยู่เพียงแค่ขั้นเชียนจวิน ประสบการณ์ความรู้ย่อมไม่ได้สูงส่งอะไรนัก หลิวเหวินเยี่ยนก็ไม่เคยพูดเรื่องพวกนี้กับซูอวี่ และซูอวี่ก็ยากที่จะได้เห็นเรื่องราวเหล่านี้จากในหนังสือ ดังนั้นเขาจึงไม่รู้เรื่องอะไรเลยจริงๆ
"เรื่องพวกนี้ยังห่างไกลจากพวกคุณนัก เวลามีค่า พวกคุณแน่ใจนะว่าจะยอมเสียเวลาไปกับเรื่องเหล่านี้?"
ไป๋เฟิงไม่ได้เรียกให้พวกเขานั่งลง ปล่อยให้ทั้งสองคนยืนอยู่แบบนั้น พลางพูดด้วยรอยยิ้ม "ผมจะอยู่ที่นี่สองวัน นับแต่นี้ไป พวกคุณมีอะไรอยากถาม อยากรู้ ก็ถามมาได้เลย อะไรที่บอกได้ผมก็จะบอก โอกาสแบบนี้ไม่ได้หาได้ง่ายๆ นะ"
ซูอวี่รีบถาม "อาจารย์ไป๋ พลังเจตจำนงแท้จริงแล้วคืออะไรหรือครับ? ฝึกฝนอย่างไร? ตัดสินกันอย่างไร? อะไรคือแข็งแกร่ง อะไรคืออ่อนแอครับ?"
"พลังเจตจำนง..."
ไป๋เฟิงปรายตามองเขา พลางหัวเราะเบาๆ "อันที่จริงของคุณก็ไม่ได้อ่อนแอนะ แน่นอนว่าคุณไม่เคยสัมผัส ไม่เคยฝึกฝน ไม่เคยสนใจมันอย่างจริงจัง คุณเลยไม่สามารถรับรู้ถึงสิ่งเหล่านี้ได้ ที่ศิษย์ลุงให้คุณไปเข้าสถาบันอารยธรรม ก็เพราะเขาสัมผัสได้ เลยไม่อยากให้คุณเดินผิดทาง"
"สำหรับผมแล้ว พลังเจตจำนงก็คล้ายๆ กับพลังกาย นั่นแหละ ล้วนเป็นพลังรูปแบบหนึ่งเหมือนกัน เพียงแต่อย่างหนึ่งแสดงออกภายนอก อีกอย่างหนึ่งแสดงออกภายใน..."
พูดจบ ไป๋เฟิงก็หยิบแก้วสีดำใบหนึ่งขึ้นมา ใช้มือปิดปากแก้วไว้ แล้วอธิบายว่า "พลังกาย อันที่จริงก็คือตัวแก้วนี่แหละ ถ้าผมเอาแก้วฟาดคุณ คุณจะรู้สึกเจ็บไหม?"
ซูอวี่พยักหน้า
"นี่ก็คือพลังกาย ผมฟาดคุณ คุณก็จะเจ็บ คุณสามารถสัมผัสได้โดยตรง และมองเห็นได้ด้วย ผมฟาดคุณเจ็บแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับแก่นแท้ของแก้วใบนี้ ยิ่งแข็ง ยิ่งใหญ่ ยิ่งหนัก คุณก็จะยิ่งเจ็บปวด"
"ส่วนพลังเจตจำนง อันที่จริงก็คือพลังที่อยู่ภายในแก้ว ตอนนี้คุณยังสัมผัสไม่ได้ การที่พวกเราฝึกฝนพลังเจตจำนง ก็คือการรินน้ำเติมลงไปในแก้ว"
เขาคว้าเอาน้ำจากกลางอากาศมารินใส่ในแก้ว
"เมื่อน้ำในแก้วยังไม่เต็ม พลังเจตจำนงก็จะยังไม่แสดงออกมา ต่อให้รินจนถึงปากแก้ว ก็ยังคงไร้ประโยชน์ นี่แหละคือสถานะก่อนหน้านี้ของอาจารย์ของคุณ ศิษย์ลุงหลิว แก้วของเขามีน้ำอยู่เต็มเปี่ยม แต่กลับไม่ล้นทะลักออกมา"
"เมื่อพลังเจตจำนงก่อรูปเป็นความจริง จนล้นทะลักออกจากปากแก้ว นี่แหละคือการก่อรูป!"
ในตอนนั้นเอง น้ำในแก้วก็เต็มและล้นทะลักออกมา
มากขึ้นเรื่อยๆ!
ภายใต้การควบคุมของไป๋เฟิง ปริมาณน้ำก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ พวยพุ่งออกมาไม่ขาดสาย
"ในตอนนี้ พอมีน้ำล้นออกมาเพียงเล็กน้อย คุณอาจจะคิดว่าไม่มีอะไร สู้พลังกายที่แข็งแกร่งไม่ได้ แต่ถ้ามันไม่ใช่แค่เล็กน้อยล่ะ?"
น้ำเพิ่มปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆ!
ครืน!
ซูอวี่เกิดภาพหลอน เขามองเห็นน้ำที่กลายเป็นสายน้ำหลาก พวยพุ่งทะลักออกมา ท่วมท้นห้องพัก ท่วมท้นสถาบันการศึกษา
แม่น้ำ อุทกภัย เกลียวคลื่น คลื่นยักษ์ทะยานเทียมฟ้า!
"ตูม!"
ทำลายล้างสวรรค์และปฐพี เมืองทั้งเมืองถูกกลืนหาย ภูเขาและแม่น้ำพังทลาย
เสียงของไป๋เฟิงดังก้องอยู่ในหู "นี่แหละคือพลังเจตจำนง มันสามารถเปลี่ยนจากน้ำให้กลายเป็นน้ำแข็ง หรือจะรวบรวมน้ำให้กลายเป็นแม่น้ำ กลายเป็นมหาสมุทรก็ได้ โดยแก่นแท้แล้วก็เหมือนกับพลังกาย ทั้งหมดล้วนเป็นการใช้พลังในรูปแบบหนึ่งเท่านั้น"
"แต่มันก็มีความพิเศษในตัวของมันเอง คือมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด!"
"การฝึกฝนร่างกาย อย่างน้อยเท่าที่เห็นในตอนนี้ ก็มีจุดสิ้นสุดของมัน แน่นอนว่าตอนนี้พวกเรายังมองไม่เห็น"
"เมื่อก้าวถึงขั้นเถิงคง อันที่จริงก็ต้องฝึกทั้งสองอย่าง แต่พวกเราคือการทำให้น้ำล้นออกมาก่อน แล้วใช้น้ำนั้นห่อหุ้มแก้วเอาไว้ เพื่อนำไปเสริมสร้างร่างกาย ส่วนวิถีแห่งร่างกาย คือการเปลี่ยนแก้วจากกระเบื้องเคลือบให้กลายเป็นหินเสียก่อน แล้วจึงพยายามรินน้ำเติมลงไปให้เต็มที่"
"ถ้าคุณจะถามผมว่าวิถีไหนดีกว่ากัน อันที่จริงก็เหมือนๆ กันนั่นแหละ ขึ้นอยู่กับการเลือกและพรสวรรค์ของคุณเอง ทางไหนเดินง่ายกว่า ก็เลือกเดินทางนั้น"
ภาพตรงหน้าซูอวี่พร่ามัว ทุกสิ่งที่เห็นเมื่อครู่อันตรธานหายไปจนหมดสิ้น
ไป๋เฟิงยังคงถือแก้วน้ำอยู่ในมือ ซูอวี่สูดลมหายใจเข้าลึกๆ "แล้วถ้าเกิดรินไม่เต็ม หรือว่าเหมือนกับอาจารย์ของผมที่ถึงปากแก้วแล้วแต่ไม่ล้นออกมา นั่นหมายความว่าไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิงเลยใช่ไหมครับ?"
"จะพูดแบบนั้นก็ไม่ได้ อย่างน้อยก็ทำให้ความคิดอ่านแจ่มใสขึ้น มีเรี่ยวแรงกระปรี้กระเปร่ามากขึ้น"
ไป๋เฟิงหัวเราะ "ถ้าคุณไม่มีแม้แต่ความสามารถในการก่อรูป จะฝึกวิถีไหนก็เหมือนกัน ถูกกำหนดไว้แล้วว่าไม่อาจกลายเป็นยอดฝีมือได้ แล้วแบบนี้ขั้นเชียนจวินกับขั้นว่านสือจะมีอะไรแตกต่างกันมากนักหรือ?"
"ตอนที่ยังรินไม่เต็ม สามารถตัดสินความแข็งแกร่งหรืออ่อนแอได้ไหมครับ?"
"ได้สิ"
ไป๋เฟิงอธิบาย "เมื่อถึงระดับหนึ่งแล้ว ตัวคุณเองก็สามารถสัมผัสได้ แน่นอนว่ายอดฝีมือที่สามารถก่อรูปได้ก็สามารถสังเกตเห็นได้เช่นกัน อย่างเช่นคุณ ตอนนี้น้ำในแก้วรินจนเต็มไปแล้วประมาณหนึ่งในสิบ ผมสามารถสัมผัสได้ชัดเจนมาก ส่วนคุณ ตอนนี้ยังไม่สามารถรับรู้ได้"
"แล้วผมจะรับรู้ได้ตอนไหนหรือครับ?"
"ตอนที่รินจนเต็มครึ่งแก้วนั่นแหละ ถึงตอนนั้นคุณก็จะสัมผัสได้อย่างชัดเจน พลังสายนั้นอยู่ในตัวของคุณ แต่คุณกลับไม่มีวิธีที่จะควบคุมมัน ไม่มีวิธีที่จะนำมันออกมาใช้ ในช่วงเวลานี้ พวกเราเรียกมันว่า ขั้นบ่มเพาะจิต!"
ไป๋เฟิงกล่าวด้วยรอยยิ้มตาหยี "ขั้นบ่มเพาะจิต ไม่นับว่าเป็นระดับขั้นหนึ่งหรอก แน่นอน คุณจะเข้าใจว่ามันคือขั้นไคหยวน ขั้นเชียนจวิน ขั้นว่านสือเลยก็ได้! ช่วงเวลานี้มันทรมานมาก! เป็นการบ่มเพาะสภาพจิตใจของพวกคุณ คุณสัมผัสได้ถึงพลัง แต่กลับไม่สามารถใช้งานมันได้ คุณจะร้อนรนไหมล่ะ?"
"คุณรู้สึกชัดเจนว่าตัวเองสามารถท้าดวลตัวต่อตัวกับขั้นว่านสือได้ แต่กลับถูกขั้นเชียนจวินตบปลิวด้วยฝ่ามือเดียว คุณจะร้อนรนไหม?"
"คุณถูกขั้นเชียนจวินทุบตีจนหัวร้างข้างแตก ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วน้ำของคุณมาถึงปากขวดแล้ว วินาทีต่อไปก็คือก้าวเข้าสู่ขั้นเถิงคง คุณจะโมโหไหมล่ะ?"
"แต่ต่อให้คุณจะร้อนรนแค่ไหน จะโมโหเพียงใด มันก็ยังไม่ยอมล้นออกมา คุณจะฉุนขาดไหม?"
"คุณจะฉุนขาดไปก็ไม่มีประโยชน์ ในช่วงเวลานี้ มีหลายคนที่ทนไม่ไหว สติแตก เสียใจ จนหันไปพึ่งพาวิถีแห่งร่างกายก็มีให้เห็นเกลื่อนกลาด เพราะมันน่าโมโหจนเกินไป!"
ไป๋เฟิงหัวเราะฮ่าๆ "ผมตั้งตารอที่จะได้เห็นวันนั้นจริงๆ อยากเห็นท่าทางโมโหแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ของพวกคุณ! พวกคุณต้องรู้ไว้นะ เมื่อถึงช่วงเวลานี้ สถาบันการศึกษาจะทำสิ่งหนึ่ง นั่นคือในช่วงที่พวกคุณอยู่ในขั้นบ่มเพาะจิต จะมีนักศึกษาจากสถาบันสงครามมาแลกเปลี่ยน... อันที่จริงก็คือมากระทืบคุณนั่นแหละ!"
"มาทารุณกรรมคุณ!"
"มาทำให้คุณอับอาย!"
"มายั่วโมโหจนคุณแทบกระอัก!"
ซูอวี่ถึงกับเบิกตาตากว้าง หลิวเยวี่ยเองก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามเสียงเบา "อาจารย์ไป๋ ทำไมสถาบันการศึกษาถึงต้องทำแบบนี้ด้วยคะ?"
"ง่ายๆ ก็เพื่อกระตุ้นพวกคุณไง! ถ้าคุณสามารถตั้งสติได้ คุณสามารถรับรู้ถึงแก่นแท้ของตนเอง คุณถึงจะมีความหวังในการก่อรูป นี่คือดาบสองคม มันอาจจะกดดันนักศึกษาจนเป็นบ้า จนกระอัก หรือจนต้องล้มเลิกวิถีนี้ไป แต่ถ้าผ่านมันมาได้ ผลลัพธ์ก็มักจะออกมาดีไม่เลวเลย"
ไป๋เฟิงหัวเราะอย่างมีความสุข "นี่คือละครโรงใหญ่ของสถาบันอารยธรรมเลยล่ะ หลังจากที่พวกคุณเข้าไปแล้ว ก็สามารถดูได้เลยว่าพวกรุ่นพี่ของคุณถูกกระทำย่ำยีอย่างไร น่าสงสารสุดๆ! สิ่งที่นักศึกษาจากสถาบันสงครามชอบพูดมากที่สุดก็คือ ปีนั้นฉันเคยอัดไอ้นั่นไอ้นี่ ตอนนี้เจ้านั่นกลายเป็นยอดฝีมือขั้นซานไห่ไปแล้ว ส่วนฉันยังอยู่แค่ขั้นว่านสือ..."
"ปีนั้นฉันอัดยอดฝีมือขั้นซานไห่จนเยี่ยวราด ร้องไห้ขี้มูกโป่ง... หลายคนคิดว่าเป็นการคุยโวขี้โม้ แต่มันไม่ใช่ มันคือเรื่องจริง"
ซูอวี่อดรนทนไม่ไหวจึงถามขึ้น "อาจารย์ไป๋ หรือว่าทุกคนจะต้องเจอแบบนี้กันหมด แล้วอาจารย์..."
"ผมเหรอ?"
ไป๋เฟิงตอบด้วยท่าทีนิ่งสงบเป็นธรรมชาติ "ผมไม่โดน เพราะผมเก่งมาก ถึงแม้จะอยู่ในขั้นบ่มเพาะจิต ผมก็ยังแข็งแกร่งมาก"
เพิ่งจะถามออกไป ซูอวี่ก็รู้สึกว่าไม่เข้าที ตอนนี้จึงได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ และไม่ถามอะไรต่อ
ไม่โดนอย่างนั้นหรือ?
รู้สึกว่าไม่ค่อยเป็นไปได้ บางทีอาจจะเคยโดนอัดจนร้องไห้มาแล้วก็ได้
ทว่าสถาบันอารยธรรมกลับยังมีฉากเหตุการณ์เช่นนี้อยู่ด้วย นับว่าเปิดหูเปิดตาซูอวี่ได้ไม่น้อย
"ส่วนเรื่องการฝึกฝนพลังเจตจำนง..." ไป๋เฟิงเปลี่ยนเรื่อง แล้วพูดต่อ "อ่านหนังสือ! เรียนรู้! แน่นอน ไม่ใช่อ่านหนังสือธรรมดาๆ ไม่ใช่การเรียนตัวอักษรธรรมดาทั่วไป ภาษาหมื่นเผ่าพันธุ์พวกคุณก็เคยเรียนมาแล้ว ล้วนรู้จักกันดี"
"ทำไมถึงต้องเรียนภาษาหมื่นเผ่าพันธุ์?"
"ภาษาหมื่นเผ่าพันธุ์อันที่จริงก็ไม่มีอะไรหรอก แต่สิ่งของที่เป็นสื่อกลางบันทึกเคล็ดวิชาหรือทักษะต่อสู้ด้วยภาษาหมื่นเผ่าพันธุ์ ล้วนอัดแน่นไปด้วยพลังเจตจำนง ในตอนนี้ ตอนที่คุณอ่านหนังสือ มันก็คือการต่อสู้ด้วยเจตจำนงรูปแบบหนึ่ง!"
"เคล็ดวิชายิ่งแข็งแกร่ง ผู้บันทึกยิ่งแข็งแกร่ง คุณก็จะยิ่งรับมือได้ยากลำบาก อันที่จริงนี่ก็สามารถถือเป็นการทดสอบรูปแบบหนึ่งได้เช่นกัน"
"ในสถาบันอารยธรรม เมื่อคุณสามารถอ่านต้นฉบับเคล็ดวิชาของขั้นเชียนจวินได้ นั่นหมายความว่าพลังเจตจำนงของคุณสามารถต่อต้านผู้บำเพ็ญเพียรวิถีร่างกายในขั้นเชียนจวินได้แล้ว และเมื่อไหร่ที่คุณสามารถอ่านต้นฉบับเคล็ดวิชาขั้นเถิงคงได้ นั่นก็แสดงว่าคุณสามารถก่อรูปได้แล้ว!"
"ส่วนการอ่านต้นฉบับขั้นว่านสือ ก็ถือได้ว่าอยู่ในขั้นบ่มเพาะจิต และถือเป็นจุดเริ่มต้นของระดับขั้นนี้ด้วย"
คราวนี้ซูอวี่ถือว่าเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้ว และในตอนนั้นเอง ในมือของไป๋เฟิงก็ปรากฏเศษกระดูกสีขาวชิ้นหนึ่งขึ้นมาอย่างกะทันหัน
"นี่คือหนังสือหมื่นเผ่าพันธุ์ที่บันทึกเคล็ดวิชาขั้นเชียนจวินเอาไว้ แน่นอนว่ามันเป็นเพียงหน้ากระดาษที่ฉีกขาด เป็นแค่ชิ้นส่วนเดียวเท่านั้น สนามรบพหุภพไม่เคยขาดแคลนของพรรค์นี้ สถาบันอารยธรรมก็เช่นกัน พวกคุณเพิ่งเข้าเรียน สิ่งสำคัญที่สุดคือการศึกษาเศษซากเหล่านี้"
"ตอนนี้คุณลองดูได้ พลังของเศษซากชิ้นนี้อ่อนแอมาก หากคุณสามารถมองเห็นตัวอักษรได้ นั่นหมายความว่าคุณเข้าใกล้ระดับสองส่วนของแก้วน้ำแล้ว"
ไป๋เฟิงเพิ่งจะพูดไปว่าซูอวี่มีการสะสมเพียงหนึ่งในสิบ ทว่าสิ่งที่เอาให้เขาดูตอนนี้กลับต้องการการสะสมถึงหนึ่งในห้า
ซูอวี่กลับไม่ได้คิดอะไรมาก เขารับเศษกระดูกสีขาวมาถือไว้ในมือแล้วพิจารณาดู
ไป๋เฟิงชี้แนะ "ตั้งใจดู มีสมาธิหน่อยก็พอ"
ซูอวี่พยักหน้า ตั้งใจมองอย่างจริงจัง จดจ่ออย่างเต็มที่
ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป เศษกระดูกในสายตาของเขาเกิดการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย มันทอแสงจางๆ บนนั้นดูเหมือนจะมีตัวอักษรปรากฏขึ้นลางๆ
ซูอวี่รู้สึกสงสัยใคร่รู้ จึงยิ่งตั้งใจมองมากขึ้น หวังจะดูให้รู้เรื่อง
ตูม!
ในวินาทีนั้นเอง ศีรษะราวกับถูกค้อนเหล็กทุบเข้าอย่างจัง เศษกระดูกเปล่งแสงวาบ ซูอวี่ร้องเสียงหลง โยนเศษกระดูกทิ้งในทันที
ไป๋เฟิงคาดเดาไว้แต่แรกแล้ว เขาหัวเราะร่วน "การอ่านหนังสือ ก็ต้องจ่ายค่าตอบแทนเช่นกัน! นี่แหละคือวิธีการฝึกฝน นี่แหละคือสถาบันอารยธรรม อย่าคิดว่าไปถึงสถาบันอารยธรรมแล้วจะเหมือนกับที่หนานหยวน แค่อ่านฉบับแปลก็พอ แบบนั้นมันไม่นับว่าเป็นอะไรเลย"
"การต่อต้านทุกครั้ง ล้วนเป็นการหล่อหลอมพลังเจตจำนงของคุณ แน่นอน วันหนึ่งห้ามทำบ่อยเกินไป แค่ครั้งสองครั้งก็พอแล้ว ไม่อย่างนั้นคุณจะบ้าเอาได้ สถาบันอารยธรรมไม่เคยขาดแคลนคนบ้า มีหลายคนที่ไม่เจียมเนื้อเจียมตัว ไปฝืนอ่านต้นฉบับที่เกินกว่าขีดจำกัดของตัวเอง ดังนั้นคนมากมายจึงกลายเป็นบ้าไป"
...
ซูอวี่รู้สึกปวดหัวแทบระเบิด!
น้ำตาแทบจะไหลร่วงลงมา เจ็บปวดทรมานเหลือเกิน!
แต่ว่า... ผ่านไปประมาณสิบกว่าวินาที ซูอวี่ก็ลืมตาขึ้น หอบหายใจแฮกๆ และกลับมาเป็นปกติ
มันเจ็บปวดราวกับถูกฆ่าตายในความฝันไม่มีผิด!
แต่ทว่าถูกฆ่ามาตั้งหลายปีจนชินแล้ว ก็เลยรู้สึกเจ็บปวดจนแทบทนไม่ไหวแค่ชั่วครู่เมื่อตะกี้นี้เท่านั้น
ไป๋เฟิงเพิ่งจะอ้าปากเตรียมพูดต่อว่า ร้องไห้สักพักก็ไม่เป็นไรหรอก ถึงยังไงนักศึกษาใหม่ที่ร้องไห้ก็ไม่ได้มีแค่คนสองคน...
ผลปรากฏว่า พอมาถึงตอนนี้ คำพูดที่มาจ่ออยู่ตรงปากก็พลันถูกกลืนกลับลงไป
เขามองซูอวี่แวบหนึ่ง เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
เขามั่นใจว่าพลังเจตจำนงของซูอวี่สะสมเต็มแค่หนึ่งในสิบเท่านั้น แต่เจ้านี่... กลับทนรับมันได้ดื้อๆ แบบนี้เลยหรือ?
จะเป็นไปได้ยังไง!
พลังเจตจำนงบนเศษกระดูกชิ้นนี้ แข็งแกร่งกว่าของซูอวี่ถึงสองเท่า ซูอวี่อย่างน้อยต้องทรมานไปอีกครึ่งชั่วโมงถึงจะถูกสิ
ไป๋เฟิงกะพริบตา ไม่เลวนี่!
มิน่าล่ะศิษย์ลุงถึงได้ให้ความสำคัญกับไอ้หนูนี่นัก ถ้าจะพูดแบบนี้ เจ้านี่อาจจะมีพรสวรรค์ไม่มากมายนัก แต่ความอึดถึกทนนั้นแข็งแกร่งจนน่ากลัว บางครั้งการฝึกฝนพลังเจตจำนง พรสวรรค์ก็ไม่ใช่กุญแจสำคัญ แต่ความทรหดอดทนต่างหากที่จะเป็นตัวตัดสินอนาคต
ซูอวี่หายเป็นปกติแล้ว เขาแยกเขี้ยวเล็กน้อย เอ่ยถามว่า "อาจารย์ไป๋ แล้วคนทั่วไปมีพลังเจตจำนงที่แข็งแกร่งไหมครับ?"
"หนึ่งเปอร์เซ็นต์!"
ไป๋เฟิงกดข่มความคิดในใจลงไป พลางหัวเราะร่วน "นี่คือระดับของคนธรรมดา หมายความว่าพวกเขาไม่มีพรสวรรค์ด้านนี้ ส่วนคุณถือว่ามีพรสวรรค์ไม่เลว สำหรับหลิวเยวี่ย... แข็งแกร่งกว่าคุณเล็กน้อย ประมาณสิบห้าเปอร์เซ็นต์"
ซูอวี่รู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อย ที่แท้ผมก็ยังไม่เก่งเท่าหลิวเยวี่ยนี่เอง
ไป๋เฟิงยิ้มบางๆ ไม่ได้พูดอะไรต่อ อันที่จริงเขามองออกว่าหลิวเยวี่ยเคยอ่านต้นฉบับเศษชิ้นส่วนเคล็ดวิชามาบ้างแล้ว!
ดังนั้นนางถึงเก่งกว่าซูอวี่ แต่ในความเป็นจริงแล้ว อีกไม่นานซูอวี่ก็จะสามารถไล่ตามทันได้อย่างรวดเร็ว
ด้านข้าง หลิวเยวี่ยไม่ได้ส่งเสียงพูดอะไร แต่ออกจะมองซูอวี่ด้วยสีหน้าแปลกๆ ไปบ้าง
นางเคยอ่านต้นฉบับมาแล้ว นางจึงรู้ว่าการปะทะกันครั้งแรก ในสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคยและไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน มันจะเจ็บปวดทรมานมากแค่ไหน
ตอนที่ดูครั้งแรก นางร้องไห้อยู่ครึ่งชั่วโมง และต้องนอนไปกว่าค่อนวันถึงจะฟื้นตัวกลับมาได้
ส่วนซูอวี่... เจ้านี่เป็นสัตว์ป่าหรือยังไง?
ไม่สิ เจ้านี่ความรู้สึกช้าหรือเปล่า?
เขาไม่มีความรู้สึกเจ็บปวดเลยใช่ไหม?
หลังจากที่นางดูครั้งแรกไปแล้ว นางก็ไม่อยากจะดูเป็นครั้งที่สองอีก นางทั้งกลัว ทั้งหวาดหวั่น
แต่ซูอวี่... ในตอนนี้กลับรับเศษกระดูกไปถือไว้อีกครั้ง ใบหน้าเต็มไปด้วยความโหยหา คล้ายกับว่าอยากจะดูมันอีกสักครั้ง!
ไป๋เฟิงเองก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ ก่อนหน้านี้อันที่จริงเขาไม่ได้สนใจทั้งสองคนนี้มากนัก แต่ตอนนี้กลับเริ่มสนใจในตัวซูอวี่ขึ้นมาเสียแล้ว เขาพูดปนหัวเราะ "ให้คุณแล้วกัน! วันหนึ่งดูได้มากสุดแค่สองครั้ง อย่าดูมากไปกว่านี้ เดี๋ยวจะทนไม่ไหวเอา เมื่อไหร่ที่คุณสามารถมองเห็นตัวอักษรบนนั้นได้อย่างชัดเจน คุณก็มาถึงระดับยี่สิบเปอร์เซ็นต์แล้ว ถือว่าเข้าใกล้ขั้นบ่มเพาะจิตไปอีกก้าวหนึ่ง"
"นี่เป็นเพียงเศษกระดูกชิ้นหนึ่งเท่านั้น ทั้งเล่มมีทั้งหมดสามหน้า ถ้าอ่านจบ แถมยังเป็นการอ่านรวดเดียวจนจบ คุณก็จะก้าวไปถึงระดับสี่สิบเปอร์เซ็นต์ได้"
"รอจนกว่าคุณจะสามารถอ่านเคล็ดวิชาขั้นว่านสือได้ เมื่อนั้นคุณก็เข้าสู่ขั้นบ่มเพาะจิตแล้ว"
ไป๋เฟิงยกเศษกระดูกให้ซูอวี่ ของชิ้นนี้มีมูลค่าไม่น้อย แต่สำหรับเขากลับไม่นับว่าเป็นอะไรได้เลย
ซูอวี่ไม่รู้ถึงมูลค่าของมัน แต่หลิวเยวี่ยนั้นรู้ดี ในตอนนี้นางจึงรู้สึกอิจฉาขึ้นมาเล็กน้อย
ต่อให้เป็นนาง ที่ทางบ้านนับว่ามีฐานะร่ำรวยในเมืองหนานหยวน แต่หากจะไปซื้อต้นฉบับเศษกระดูกสักชิ้นที่ห้างการค้าสกุลเซี่ย ถ้าไม่มีเงินสักหนึ่งแสนขึ้นไปก็ไม่มีทางหาซื้อมาได้เลย
ทั้งสองคนเดินทางมาด้วยกัน เห็นชัดๆ ว่านางเก่งกว่าเล็กน้อย แต่ไป๋เฟิงก็ยังมอบมันให้กับซูอวี่
จากจุดนี้ก็สามารถมองออกได้เลยว่า ไป๋เฟิงให้ความสนใจในตัวซูอวี่มากกว่า







