บนยอดเขาอวี้ซวี เสียงหนึ่งดังระเบิดขึ้น "ปรมาจารย์นั่วบอกว่ามีเทพมารล่อลวงจิตใจคน ซ่อนตัวอยู่ในหมู่พวกเรา พวกเจ้าที่แย่งชิงโอสถเซียนล้วนเป็นเทพมาร ทุกคนจงร่วมใจกันสังหาร!"
คำพูดนี้ราวกับคาถาคร่าชีวิต ยอดฝีมือแต่ละคนลงมือสังหารคนรอบข้างอย่างโหดเหี้ยม โดยไร้ซึ่งความลังเลแม้แต่น้อย
เพื่อแย่งชิงโอสถเซียนทั้งเก้าเม็ดนั้น เพียงชั่วพริบตาเดียวก็มีผู้คนนับร้อยต้องจบชีวิตลง!
สวี่อิงกับโจวเทียนจื่อไม่ยอมห่างจากโอสถเซียนเม็ดนั้น ตลอดทางมียอดฝีมือบุกเข้ามาสังหารพวกเขาทีละคน
โอสถเซียนที่ลอยออกมาจากวังอวี้ซวีมีเพียงเก้าเม็ด คนมากของน้อย ไม่มีใครอยากละทิ้งวาสนาเซียนนี้ ย่อมต้องทุ่มสุดตัวเพื่อแย่งชิงมันมา
สวี่อิงกับโจวเทียนจื่อต่างใช้กระบวนท่าสังหารอย่างเอาเป็นเอาตาย แทบอยากจะปลิดชีพอีกฝ่ายให้จงได้ ทว่าเมื่อใดที่มีศัตรูภายนอกบุกเข้ามาเพื่อแย่งชิงโอสถเซียน ทั้งสองกลับลงมือพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย ร่วมมือกันจัดการศัตรูภายนอกจนบาดเจ็บสาหัส!
"สองคนนี้ ตกลงว่าตั้งใจจะแย่งชิงโอสถเซียน หรือว่าคุ้มกันโอสถเซียนให้หนีไปกันแน่?"
ไม่นานก็มีคนมองเห็นความผิดปกติ ร้องตะโกนว่า "สองคนนี้เป็นพวกเดียวกัน ร่วมมือกันฆ่าพวกมันซะ!"
ทันใดนั้นก็มีคนนับสิบพุ่งเข้ามา หวังจะกวาดล้างสวี่อิงและโจวเทียนจื่อให้สิ้นซากในคราวเดียว ทว่าวินาทีต่อมา สวี่อิงก็เรียกไข่ไข่มุกแสงจันทร์ภูผานทีทั้งยี่สิบสี่ดวงออกมา ใช้วิชาร่างจำแลงวิถีสวรรค์ สะกดข่มคนทั้งลาน!
ด้านหลังโจวเทียนจื่อมีเพลิงเซียนแผ่ซ่าน เพลิงเซียนมีมากถึงหกชนิด ต่อให้เป็นผู้บำเพ็ญปราณขั้นเฟยเซิงก็ไม่อาจต้านทานการโจมตีของเพลิงเซียนได้!
ทั้งสองขับไล่ทุกคนจนล่าถอย คนหนึ่งเก็บไข่ไข่มุกแสงจันทร์ อีกคนสลายเพลิงเซียน แล้วกลับมาต่อสู้กันเองเช่นเดิม
คนอื่นๆ เห็นว่าทั้งสองดุดันเกินไป จึงได้แต่หยุดเท้า แล้วหันไปไล่ตามโอสถเซียนเม็ดอื่นแทน
สวี่อิงกับโจวเทียนจื่อต่อสู้กันจนเข้าไปในส่วนลึกของภูเขา เบื้องหน้ามีหิมะขาวโพลน มองเห็นเพียงบริเวณที่โอสถเซียนผ่านไป มีดอกบัวหิมะผุดขึ้นกลางหิมะ ส่งกลิ่นหอมกรุ่นท่ามกลางดินแดนน้ำแข็ง
โอสถเซียนเม็ดนั้นถูกทั้งสองต้อนไปจนถึงหน้าผาสูงชัน ไร้ทางหนี ในที่สุดก็หยุดนิ่งลง
สวี่อิงกับโจวเทียนจื่อบุกมาถึงหน้าผา ทั้งสองยืนประจันหน้ากัน โอสถเซียนลอยอยู่ระหว่างพวกเขา ระยะห่างไม่ถือว่าไกลนัก เพียงแต่ไม่มีใครยื่นมือไปหยิบโอสถเซียน
"หกพันปีก่อนท่านเสี่ยงชีวิตนั่งเรือไปยังโลกหน้า เพื่อที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกหกพันปี อยู่มาจนถึงวันนี้ กลับมาที่คุนหลุนเพื่อแย่งชิงโอสถเซียน"
สวี่อิงกล่าวเสียงขรึม "บัดนี้โอสถเซียนอยู่ตรงหน้าแล้ว เหตุใดท่านจึงไม่หยิบไปเล่า?"
โจวเทียนจื่อกล่าวอย่างเนิบนาบ "เจ้าก็มีโอกาสแย่งชิงมันไป ท่านเซียนเฒ่าแม้อายุยืนยาวไม่แก่เฒ่า ทว่านับหมื่นพันปีต้องระหกระเหินเร่ร่อน ใช้ชีวิตอย่างน่าเวทนา ถูกผู้อื่นบงการชะตากรรม เหตุใดเจ้าจึงไม่หยิบโอสถเซียนไปเล่า? เจ้าแย่งชิงโอสถเซียน กินมันเข้าไปก็สามารถผ่านทัณฑ์สวรรค์ทะยานขึ้นเป็นเซียน กลายเป็นเซียนผู้สูงส่ง ถึงตอนนั้น ใครจะยังบงการชะตากรรมของเจ้าได้อีก?"
สวี่อิงหัวเราะ "ท่านพาราชสำนักทะยานขึ้นเซียน ดูเหมือนยิ่งใหญ่ตระการตา แต่แท้จริงแล้วมันแสดงให้เห็นว่าท่านไม่มีความมั่นใจมากพอที่จะผ่านทัณฑ์สวรรค์ จึงต้องมัดขุนนางทั้งบุ๋นบู๊ไว้ด้วยกัน หวังจะรวบรวมพลังของทุกคนเพื่อก้าวผ่านทัณฑ์สวรรค์ทะยานขึ้นเป็นเซียน ในเมื่อท่านกลัวทัณฑ์สวรรค์ถึงเพียงนี้ ทำไมไม่หยิบโอสถเซียนเม็ดนี้ไปกินล่ะ?"
โจวเทียนจื่อหัวเราะฮ่าๆ "กินโอสถเซียนแล้วทะยานขึ้นเซียน นับเป็นเรื่องน่ายินดี วิญญูชนส่งเสริมเรื่องดีงามของผู้อื่น ข้าจะสละโอกาสนี้ให้พี่สวี่ก็แล้วกัน"
ทั้งสองจ้องตากันเขม็ง ต่างก็จ้องมองโอสถเซียนตรงหน้า แต่ไม่มีใครเป็นฝ่ายลงมือแย่งชิงก่อน
"ท่านกลัวตายใช่ไหม?"
สวี่อิงเย้ยหยัน "ที่แท้ท่านก็กังวลว่าโอสถเซียนทะยานสวรรค์นี้จะมีลับลมคมใน ท่านสงสัยว่าหกปรมาจารย์นั่วแอบเล่นตุกติกในโอสถเซียน ท่านจึงไม่กล้ากินเป็นคนแรก ท่านกำลังรอให้คนอื่นกินโอสถเซียนก่อนต่างหาก"
โจวเทียนจื่อยิ้มบางๆ "เจ้าไม่ได้คิดเช่นนั้นหรือ?"
สวี่อิงส่ายหน้า "ข้าไม่ได้คิดเช่นนั้น ข้าแค่ขัดขวางไม่ให้ท่านได้โอสถเซียนไปก็เท่านั้น ข้าไม่สนใจเรื่องทะยานขึ้นเซียนหรอก"
โจวเทียนจื่อแค่นเสียงฮึดฮัด
ทันใดนั้น ก็ได้ยินเสียงคนผู้หนึ่งหัวเราะร่า เสียงกึกก้องไปทั่วขุนเขา เขากล่าวเสียงดังว่า "ในที่สุดข้าก็ได้โอสถเซียนมาแล้ว!"
สิ้นเสียง กลิ่นอายสะเทือนเลื่อนลั่นก็ทะลักออกจากร่างของคนผู้นั้น ราวกับคลื่นคลั่ง ราวกับภูเขาไฟระเบิด สั่นสะเทือนฟ้าดิน กวาดล้างเมฆาลมพายุ!
เมฆขาวเป็นหย่อมๆ เหนือเขาคุนหลุนถูกกลิ่นอายอันบ้าคลั่งที่แผ่ออกมาจากคนผู้นั้นกวาดล้างไปจนสิ้น ท้องฟ้าโปร่งใสไร้เมฆหมอก ไร้ซึ่งสีสันอื่นเจือปนแม้แต่น้อย!
เหล่ายอดฝีมือที่บุกเข้าไปใกล้คนผู้นั้น จู่ๆ ก็ถูกคลื่นพลังที่มองไม่เห็นซัดกระเด็น แต่ละคนทรงตัวไม่อยู่ กระอักเลือดไม่หยุดตั้งแต่ยังลอยอยู่กลางอากาศ!
สวี่อิงกับโจวเทียนจื่อมองตามกลิ่นอายนั้นไป ในใจต่างก็ตกตะลึง เห็นเพียงว่าผู้ที่แผ่กลิ่นอายน่าสะพรึงกลัวออกมานั้นกลับเป็นเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ดูจากรูปลักษณ์แล้ว อายุเพียงสิบห้าสิบหกปีเท่านั้น
เขาเป็นปรมาจารย์นั่ว มาจากตระกูลหลี่ที่เป็นราชวงศ์ในปัจจุบัน แม้จะฝึกฝนทั้งวิชานั่วและปราณควบคู่กันไป แต่ตบะฝีมือก็ไม่ถือว่าล้ำเลิศนัก
ยามนี้ภายใต้ความช่วยเหลือของเหล่ายอดฝีมือตระกูลหลี่ เขาคว้าโอสถเซียนมาได้ท่ามกลางความชุลมุน และกลืนมันลงไปโดยไม่ลังเล
พลังอันน่าสะพรึงกลัวที่ซ่อนอยู่ในโอสถเซียนกำลังปรับเปลี่ยนร่างกายของเขา ทะลวงด่านลี้ลับทั้งสามของเขาโดยตรง ทำให้แก่นทองคำของเขาแปรสภาพ กลายเป็นจิตหยวนเซิน บินข้ามหอคอยสิบสองชั้น ข้ามสระเหยาฉือ ไม่จำเป็นต้องผลัดกระดูกเปลี่ยนเส้นเอ็น ก็ข้ามสะพานเทวะ ตรงเข้าสู่อวี้จิง!
เขาถึงกับเปลี่ยนจากปรมาจารย์นั่วขั้นเจียวเลี่ยน กลายเป็นยอดฝีมือขั้นเฟยเซิงในพริบตา!
เบื้องหลังเขา ถ้ำสวรรค์ของขุมทรัพย์ลับคลังต่างๆ ถูกเปิดออกพร้อมกัน ถ้ำสวรรค์มากถึงหกสิบสามแห่งส่องแสงประกายสะท้อนกันกลางอากาศ!
สิ่งที่น่าตื่นตระหนกยิ่งกว่าคือ ภายในร่างของเขากลับมีปราณเซียนเอ่อล้นออกมา ผิวกายแผ่แสงเซียน แสงสว่างเจิดจ้าบาดตาจนยากจะมองตรงๆ ได้!
ภายในร่างของเขา เสียงแห่งวิถีเซียนดังกึกก้อง เสียงเซียนปรับเปลี่ยนโครงสร้างร่างกายและจิตหยวนเซินของเขา ทำให้เขาแปรสภาพไปสู่สิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์!
เวลานี้ทุกคนต่างสัมผัสได้ว่าเคราะห์กรรมของเขากำลังจะมาเยือน นั่นคือกลิ่นอายของทัณฑ์สวรรค์!
ตบะของเด็กหนุ่มตระกูลหลี่ผู้นั้นถึงกำหนดแล้ว ทัณฑ์สวรรค์กำลังจะจุติ!
บนท้องฟ้าที่แจ่มใส จู่ๆ ก็มีพลังงานน่าสะพรึงกลัวทะลักมาจากไหนไม่ทราบ ปกคลุมเขาคุนหลุน เมฆทัณฑ์สวรรค์หนาทึบขึ้นเรื่อยๆ หนักอึ้ง กดทับจนผู้คนเกิดความยำเกรง เกิดความหวาดกลัวในใจ
กลิ่นอายวิถีสวรรค์ปกคลุมคุนหลุนซวี กดดันจนทำให้คนแทบหายใจไม่ออก
สวี่อิงชะงักไปเล็กน้อย "กลิ่นอายวิถีสวรรค์ที่ส่งมาจากทัณฑ์สวรรค์ ดูเหมือนจะมีบางอย่างผิดปกติ..."
โจวเทียนจื่อเองก็ชะงักงันเช่นกัน รีบมองไปรอบด้าน กล่าวด้วยความหวาดระแวงว่า "ประหลาดนัก ข้าสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายเทพมาร หรือว่ามีเทพมารเข้ามาแล้ว?"
เวลานี้ แสงเซียนในร่างของเด็กหนุ่มผู้นั้นพุ่งทะยานขึ้นสู่ชั้นเมฆ แสงที่สาดส่องกลับปัดเป่าเมฆทัณฑ์สวรรค์บนท้องฟ้าให้กระจายออกไป ทัณฑ์สวรรค์อันน่าสะพรึงกลัวที่ทำให้คนขวัญผวา กลับสลายไปเช่นนี้!
สายตานับหมื่นพันคู่หันขวับไปมองบนท้องฟ้า เผยสีหน้าเหลือเชื่อ เมฆทัณฑ์สวรรค์ที่ขัดขวางผู้บำเพ็ญปราณนับไม่ถ้วนจากการทะยานขึ้นเซียน กลับมลายหายไปเป็นอากาศธาตุ!
พร้อมกับเมฆทัณฑ์สวรรค์ที่สลายไป ท้องฟ้าก็แยกออก แสงรุ้งแห่งการทะยานขึ้นเซียนอันบริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์สายหนึ่งสาดส่องลงมาจากฟากฟ้า อาบไล้ลงบนร่างของเด็กหนุ่มผู้นั้น
สายตาแต่ละคู่มองเขาด้วยความอิจฉา เด็กหนุ่มตระกูลหลี่ผู้โชคดีคนนี้ กำลังจะทะยานขึ้นเซียนแล้ว!
สวี่อิงอ้าปากค้าง พึมพำว่า "หรือว่ากินโอสถเซียนแล้วจะทะยานขึ้นเซียนได้จริงๆ? หรือว่า ข้าจะปรักปรำปรมาจารย์นั่วผิดไป? ไม่สิ ทำไมข้าถึงสัมผัสได้ว่าทัณฑ์สวรรค์รอบนั้นมีบางอย่างทะแม่งๆ..."
สายตาของเขาตกลงบนโอสถเซียนตรงหน้า
ในเวลาเดียวกัน สายตาของโจวเทียนจื่อก็ตกลงบนโอสถเซียนเช่นกัน
เด็กหนุ่มตระกูลหลี่ผู้นั้นถูกแสงรุ้งแห่งการทะยานขึ้นเซียนดึงดูด ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า ในขณะเดียวกันท้องฟ้าก็แยกออก เผยให้เห็นอีกโลกหนึ่ง โลกใบนั้นยิ่งใหญ่ ลี้ลับ ตระการตา เต็มไปด้วยพลังและมรรควิถีที่เหลือเชื่อ
เขากำลังจะทะยานขึ้นเซียนแล้ว!
สวี่อิงกับโจวเทียนจื่อก็เตรียมจะลงมือเช่นกัน เมื่อเผชิญหน้ากับสิ่งยั่วใจอย่างโอสถเซียนที่สามารถทำให้ทะยานขึ้นเซียนได้ พวกเขาก็แอบตัดสินใจอย่างเด็ดขาดว่า ต่อให้ต้องงัดไม้ตายก้นหีบออกมาจัดการอีกฝ่าย ก็ต้องชิงโอสถเซียนมาให้จงได้!
ทว่าในขณะที่ทั้งสองแทบจะอดรนทนไม่ไหว จู่ๆ บนท้องฟ้าก็มีเตาหลอมเทพใบหนึ่งคว่ำลงมา บดขยี้ท้องฟ้าจนพังทลาย สูบเด็กหนุ่มตระกูลหลี่ที่กำลังจะทะยานขึ้นเซียนเข้าไปในเตาหลอมเทพโดยตรง!
เงาร่างสายหนึ่งบินเข้ามา ใช้มือข้างเดียวประคองเตาหลอมเทพไว้ หัวเราะฮ่าๆ กล่าวว่า "ยังไม่ถือว่าสายไป แค่นำตัวเด็กนี่มาหลอมกลับเป็นโอสถเซียน แล้วกินเข้าไปให้ทันเวลา ก็ยังทันการ!"
ในเตาหลอมเทพนั้นมีแสงไฟลุกโชน แผดเผาเด็กหนุ่มตระกูลหลี่ ถึงกับเอาเด็กหนุ่มตระกูลหลี่มาหลอมราวกับเป็นโอสถเซียน!
เงาร่างนั้นประคองเตาหลอมเทพ หมุนตัวเดินจากไป หายลับเข้าไปในส่วนลึกของยอดเขาอวี้ซวี
สวี่อิงและโจวเทียนจื่อสะท้านวาบในใจ พลันรู้สึกถึงสายลมแรงปะทะเข้ามา สวี่อิงกระตุ้นมณฑลพิธีวิถีสวรรค์โดยไม่ลังเล ไข่ไข่มุกแสงจันทร์ทั้งยี่สิบสี่ดวงลอยขึ้นฟ้า ร่างจำแลงวิถีสวรรค์ยกฝ่ามือขึ้น ปะทะกับผู้มาเยือนอย่างจัง!
พลังอันน่าสะพรึงกลัวหาใดเปรียบพุ่งเข้ามา ซัดเอาร่างจำแลงวิถีสวรรค์และสวี่อิงถอยร่นไปนับร้อยก้าว
อีกด้านหนึ่ง โจวเทียนจื่อก็ถูกคนลอบโจมตี ผู้มาเยือนฝ่าเพลิงเซียนทั้งหกเข้ามา บีบให้เขาจำต้องถอยร่น
สวี่อิงทรงตัวได้มั่น ก็เห็นเรือลำเล็กปรากฏขึ้นตรงหน้าโอสถเซียนราวกับภูตผี หัวเรือมีชายสวมหมวกฟางยืนอยู่ เขายกสองนิ้วขึ้น คีบโอสถเซียนเม็ดนั้นไว้อย่างแผ่วเบา!
"วางลงซะ!"
สวี่อิงและโจวเทียนจื่อตวาดขึ้นพร้อมกัน รีบพุ่งตามไป ชายสวมหมวกฟางหยิบโอสถเซียนไป จากนั้นเรือลำเล็กก็เร่งความเร็วขึ้นอย่างมาก สลัดพวกเขาทั้งสองทิ้งไปอย่างรวดเร็ว และหายวับไปอย่างไร้ร่องรอย!
สวี่อิงกับโจวเทียนจื่อคว้าน้ำ หันไปมองโอสถเซียนเม็ดอื่น กลับพบว่าในชั่วพริบตาสั้นๆ นี้ โอสถเซียนอีกเจ็ดเม็ดก็ถูกยอดฝีมือลึกลับที่มาจากไหนไม่ทราบ ปล้นชิงไปจนหมดสิ้น!
ทั้งสองทั้งตกใจทั้งโกรธแค้น ในใจยังเกิดความรู้สึกพ่ายแพ้อย่างใหญ่หลวง
สวี่อิงกำหมัดแน่น สีหน้าเย็นเยียบลง กล่าวว่า "คนที่ลงมือแย่งชิงโอสถเซียน คือพวกนักตกปลา พวกเกี่ยวต้นหอมเหล่านั้น! คนพวกนี้ถ่ายทอดวิชานั่วจอมปลอมเพื่อทำร้ายผู้คน ใช้เซียนนั่วมาหลอมยาอายุวัฒนะ ตอนนี้ยังอาศัยฝีมือมาแย่งชิงโอสถเซียน ช่างไร้ยางอายจริงๆ!"
โจวเทียนจื่อแววตาเป็นประกาย กล่าวว่า "ในคุนหลุนนอกจากปรมาจารย์นั่วนั่วหลี่แล้ว ยังมีปรมาจารย์นั่วคนอื่นๆ อีก เสียโอสถเซียนไปหนึ่งส่วน เรายังมีโอกาสอื่น! ทว่า เมื่อครู่กวารเหรินสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่ผิดปกติบางอย่าง"
สวี่อิงใจกระตุก กล่าวว่า "ท่านสัมผัสได้ว่าทัณฑ์สวรรค์ผิดปกติหรือ?"
โจวเทียนจื่อมองเขาด้วยความประหลาดใจ ส่ายหน้าพลางกล่าว "ข้าสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของเทพมาร อะไรกัน ทัณฑ์สวรรค์เมื่อครู่ก็ผิดปกติด้วยหรือ?"
สวี่อิงตกใจในใจ "กลิ่นอายเทพมาร?"
ทันใดนั้น ทิศทางยอดเขาก็มีกลิ่นอายน่าทึ่งส่งมา ทะเลปรโลกผืนหนึ่งปรากฏขึ้น ราวกับล่องลอยอยู่ในอีกห้วงมิติเวลาหนึ่ง เพียงแต่ในวินาทีนี้ อีกห้วงมิติเวลานั้นกับห้วงมิติเวลาที่คุนหลุนตั้งอยู่ได้เข้าใกล้กันอย่างถึงที่สุด ทำให้การไปมาหาสู่ระหว่างสองสถานที่กลายเป็นไปได้!
"โอสถเซียนที่ถือกำเนิดในทะเลปรโลก!"
มีคนส่งเสียงร้องด้วยความตกใจ "หรือว่าโอสถเซียนวิญญาณก็กำลังจะสุกงอมแล้ว?"
ทะเลปรโลกเกิดคลื่นลม คลื่นคลั่งซัดสาด น่าสะพรึงกลัวหาใดเปรียบ ฟองคลื่นแต่ละระลอกกลับก่อตัวเป็นรูปลักษณ์ของดอกบัว ราวกับเป็นถ้ำสวรรค์ดอกบัวแห่งหนึ่ง
เมื่อคลื่นน้ำลดระดับลง ก็เห็นหอคอยสิบสองชั้นหลังหนึ่งค่อยๆ ลอยขึ้นมาจากทะเลปรโลก
ภายนอกหอคอยสิบสองชั้น มีกลุ่มเพลิงปรโลกลุกไหม้
โอสถเซียนวิญญาณก็มาจากหอคอยสิบสองชั้นกลางทะเลหลังนั้นนั่นเอง!
เบื้องหน้าหอคอยสิบสองชั้นหลังนั้น ชายชราร่างผอมสูงอีกคนหนึ่งมือยันไม้เท้า มืออีกข้างจับดอกบัวสีขาวอมชมพูไว้ ยืนหัวเราะหึๆ อยู่ตรงนั้น ท่าทางราวกับนักพรตผู้บรรลุธรรม
ไม้เท้านั่น คืองูยักษ์ลายพาดกลอนตัวหนึ่ง ซึ่งเกิดจากปราณเซียนของเขาจำแลงมา
ชายชราร่างผอมสูงผู้นี้ ก็คือ นั่วเซี่ยง หนึ่งในหกปรมาจารย์!
ขณะที่ผู้คนกำลังพุ่งตัวไปยังทะเลปรโลก สวี่อิงกับโจวเทียนจื่อก็สบตากัน โจวเทียนจื่อกล่าวว่า "พี่สวี่ จะข้ามไปไหม?"
สวี่อิงกำลังจะเอ่ยปาก จู่ๆ อีกด้านหนึ่งของยอดเขาอวี้ซวีก็มีแสงประหลาดระเบิดออก ปราณเสวียนหวงเป็นกลุ่มก้อนพลุ่งพล่านไม่หยุด ราวกับแทรกซึมมาจากอีกห้วงมิติเวลาหนึ่ง ย้อมสีสันบนท้องฟ้าของคุนหลุน
ท่ามกลางปราณเสวียนหวงอันไร้ขอบเขต ตำหนักใหญ่สีทองหลังหนึ่งค่อยๆ แหวกม่านหมอกออก ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ นั่นก็คือจวนหวงถิง
ภายนอกจวนหวงถิง มีกลุ่มเพลิงเสวียนหวงลุกไหม้ ขวางกั้นเส้นทางระหว่างหวงถิงกับโลกภายนอก
ภายนอกตำหนักใหญ่นี้ ก็มีชายชรารูปลักษณ์โบราณกึ่งคนกึ่งอมนุษย์ยืนอยู่ตรงนั้น รูปร่างค่อนข้างเตี้ยเล็ก เหยียบงูยักษ์สีเขียวยืนอยู่
เขาผู้นั้นคือ นั่วหยาง หนึ่งในหกปรมาจารย์
ทันใดนั้นก็มีคนไม่น้อยเปลี่ยนทิศทาง พุ่งตรงไปยังจวนหวงถิง
สวี่อิงหรี่ตาลง กล่าวว่า "พวกเราควรรอสักหน่อยจะดีกว่า แม้ข้าจะไม่ได้มีความเข้าใจในวิถีสวรรค์ลึกซึ้งนัก แต่ความเข้าใจต่อวิถีสวรรค์ของทวยเทพทั้งหมดในโลกแห่งวิถีสวรรค์ ก็สู้ข้าไม่ได้ สัมผัสของข้าไม่มีทางผิดพลาดแน่"
โจวเทียนจื่อยื่นอยู่ข้างกายเขา ชายเสื้อปลิวไสว กล่าวว่า "ข้ากับขุนนางสามพันคนนั่งเรือเทวะโลกหน้า ไปมาหาสู่ระหว่างโลกหน้าทั้งหก เป็นเพราะในร่างกายพวกเราอุดมไปด้วยโอสถเซียน จึงถูกเทพมารตามล่า สัมผัสของกวารเหรินที่มีต่อเทพมาร ก็ไม่มีทางผิดพลาดเช่นกัน"
ทันใดนั้น ยอดเขาอวี้ซวีก็มีแสงสว่างระเบิดขึ้นอีกจุด ทะเลโกลาหลสั่นสะเทือน ผุดขึ้นมาจากความว่างเปล่า ตำหนักหยกขาวโบราณหลังหนึ่งกลางทะเล นั่นคือวังหนีหวาน
ภายนอกทะเลโกลาหล มีหญิงชราคนหนึ่งยืนอยู่ เท้าเหยียบงูคู่ ตัวหนึ่งดำตัวหนึ่งขาว
นางก็คือ นั่วเผิง หนึ่งในหกปรมาจารย์
สวี่อิงกับโจวเทียนจื่อชะเง้อมองดู ไม่ได้ขยับเขยื้อน
"ในเมื่อสัมผัสของพวกเราไม่ผิดพลาด งั้นสิ่งที่ผิดก็คือทัณฑ์สวรรค์ ก็คือโอสถเซียน" สวี่อิงกล่าว "ท่านเห็นด้วยหรือไม่?"
โจวเทียนจื่อพยักหน้าเบาๆ "คำกล่าวของพี่สวี่ กวารเหรินเห็นพ้องด้วยใจจริง"
จู่ๆ ทั้งสองก็รู้สึกถึงแสงเซียนแทงตาจากอีกด้านหนึ่ง แสงประกายดั่งหยกพวยพุ่ง วังอวี้จิงหลังหนึ่งปรากฏขึ้นมา ทั้งยังมีชายชรารูปลักษณ์โบราณสง่างามยืนอยู่ตรงนั้น เบื้องหลังมีงูหยกขดตัวราวกับมังกร
ชายชราผู้นี้ ก็คือ นั่วตี่ หนึ่งในหกปรมาจารย์
และในทิศทางที่เผชิญหน้ากับวังอวี้จิง อีกด้านหนึ่งของภูเขา ก็มีเพลิงเซียนพลุ่งพล่าน ตำหนักเจี้ยงปรากฏขึ้น ปรมาจารย์นั่วนั่วฝานยืนอยู่เบื้องหน้าตำหนักเจี้ยง
โลกหน้าใหญ่อีกห้าแห่ง อวี้จิง หนีหวาน ตำหนักเจี้ยง หวงถิง ยงเฉวียน กลับปรากฏขึ้นทีละแห่ง โอสถเซียนของโลกหน้าแต่ละแห่ง กลับสุกงอมในเวลาเดียวกัน!
"พี่จี๋ ข้าคิดว่าพวกเราคงต้องคุยกันดีๆ สักหน่อยแล้ว"
สวี่อิงหันขวับไปหาโจวเทียนจื่อทันที กล่าวว่า "ข้าสนใจเทพมารในโลกหน้าอย่างที่ท่านบอกมากทีเดียว"
โจวเทียนจื่อพยักหน้า "ข้าเองก็สนใจวิถีสวรรค์ที่พี่สวี่พูดถึงมากเช่นกัน อีกอย่าง หากพี่สวี่ไม่รังเกียจ เรียกข้าว่าฝ่าบาทก็ได้"
ทั้งสองสบตากัน พยายามข่มความรู้สึกอยากต่อยอีกฝ่ายให้ตายคามือ แล้วขยับเข้าไปใกล้เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกัน
ส่วนบนยอดเขาอวี้จูอันเป็นยอดเขาคู่แฝดของยอดเขาอวี้ซวี สวีฝูยืนอยู่บนภูเขาเซียนฟางจ้าง มองทอดสายตาไปยังโลกหน้าที่ปรากฏขึ้นทีละแห่ง จู่ๆ ก็หัวเราะพลางกล่าวว่า "เสี่ยวเฟิ่งเซียน สัมผัสได้หรือยัง?"
"สัมผัสได้แล้ว!"
หงส์เพลิงตัวหนึ่งกระพือปีกบินมา ลากหางขนนกยาวสลวย ร่อนลงพื้นเบื้องหน้าภูเขาเซียนฟางจ้าง กลายร่างเป็นเด็กสาวหน้าตาน่าเอ็นดู บนศีรษะสวมขนนกพลิ้วไหว กล่าวว่า "สัมผัสของข้าชัดเจนมาก ไม่มีทางผิดพลาดเด็ดขาด! วินาทีที่เด็กหนุ่มคนนั้นผ่านทัณฑ์สวรรค์ทะยานขึ้นเซียน ตอนที่ท้องฟ้าแยกออก ข้าสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายเทพมารส่งมาจากแดนเซียน!"
สวีฝูยิ้มบางๆ รอยแผลเป็นที่หางตากลายเป็นสีแดงสด เห็นได้ชัดว่าภายในใจของเขาไม่ได้สงบนิ่งเลย
"ในที่สุดก็รอจนถึงวันนี้! โอกาสอันดีงามเช่นนี้! ท่านสวี่ ท่านจะได้เห็นความพินาศของนั่ว และการฟื้นฟูของผู้บำเพ็ญปราณ! เสี่ยวเฟิ่งเซียน พวกเราไปกันเถอะ!"







