ยอดคหบดีต้าถัง เริ่มจากผู้ใหญ่บ้าน · khram
ตอนที่ 145
บทที่ 145 ท่านจื่ออำเภอเฉี่ยนสุ่ยมีของล้ำค่าระดับประเทศมาถวาย
หลี่อี้รับคนมาสามร้อยกว่าคนรวดเดียว
ภายในวันนั้น หลิวเฮยจื่อ หลี่ฉุนหลี่ หลัวเอ้อร์ หลัวซาน ต้าฟู่ ต้ากุ้ย กระทั่งหลัวอู่ สือโก่ว และคนอื่นๆ ก็รับภารกิจ นำทีมที่เพิ่งรับเข้ามาใหม่แยกย้ายไปยังที่นาแต่ละแห่งของหลี่อี้
โชคดีที่ตอนนี้หลี่อี้ก็เป็นถึงท่านจื่อผู้ร่วมสถาปนาประเทศอย่างสง่าผ่าเผย ซ้ำยังชื่อเสียงโด่งดังไปถึงหูเบื้องบน มีความสัมพันธ์อันดีกับนายอำเภอว่านเหนียนซินชู่เจี่ยน อีกทั้งยังมีศิษย์พี่ซุนฝูเจียคอยช่วยฝากฝัง
หนังสือผ่านด่านของทีมต่างๆ จึงทำเสร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี
หลี่อี้กับสือเหนียงรับผิดชอบที่หมู่บ้านเจียงจวินด้วยตัวเอง ที่นาหนึ่งพันหมู่แห่งนี้ให้ครอบครัวที่รับมาใหม่ยี่สิบครัวเรือนมาตั้งถิ่นฐาน ในนามคนเหล่านี้คือลูกจ้างประจำ แต่ความจริงก็คือกองกำลังส่วนตัวแล้ว
หมู่บ้านเจียงจวินแต่โบราณมาคือเส้นทางสายสำคัญที่เชื่อมปาสู่ทางใต้และฉางอันทางเหนือ ทิศตะวันออกติดฝานชวน ทิศเหนือมีแม่น้ำเจวี๋ย ตั้งอยู่บนที่ราบสูงเสินเหอ
เคยเป็นหมู่บ้านที่เจริญรุ่งเรืองมีผู้คนกว่าสองร้อยครัวเรือน
ทว่าผลจากไฟสงคราม ทำให้ชาวบ้านเหลือไม่ถึงหนึ่งในสิบ
หลี่อี้และสวี่ซิ่วจือกลายเป็นเจ้าของที่ดินคนใหม่ของที่นี่ อีกทั้งทาสชาวเชียงทั้งสี่คนอย่างหลี่ชุนเสี้ยว ก็ได้พลิกฟื้นกลับมาเป็นนายคน
หลี่อี้นำลูกจ้างประจำยี่สิบครัวเรือนของตนมาตั้งถิ่นฐานบริเวณริมที่ราบสูง ให้ขุดถ้ำดินที่หน้าผาดินโดยตรง เป็นถ้ำดินที่เรียบง่ายที่สุด ด้านหน้าใช้ฟางข้าวสร้างเพิงพัก ที่พักอาศัยอันแสนเรียบง่ายที่ไม่ต้องลงแรงมากนักก็เป็นอันเสร็จสิ้น
ปูทับด้วยฟางข้าว ก็กลายเป็นรังเล็กๆ ที่ใช้บังลมหลบฝนได้
หลังจากส่งจดหมายไปถามซิ่วจือ หลี่อี้ก็รับชาวนาเช่ายี่สิบครัวเรือนให้กับที่นาหนึ่งพันหมู่ของครอบครัวสองพี่น้องสือโถวเช่นกัน
ดังนั้น บริเวณไม่ไกลจากซากหมู่บ้านเจียงจวิน ถ้ำดินหลายชั้นที่ตั้งสลับซับซ้อนก็มีคนเข้ามาอยู่อาศัยถึงสี่สิบครัวเรือน
ล้วนเป็นผู้ลี้ภัยจากนอกด่านหรือหลงโย่วทั้งสิ้น
หลี่อี้ใช้เงินที่ซิ่วจือทิ้งไว้ซื้อวัวและเครื่องมือทำนา
วัวไถนา คันไถ คราด จอบ พลั่ว อีเต้อ
ที่นาสองพันหมู่ของสองตระกูลในหมู่บ้านเจียงจวินถูกแบ่งออกเป็นสองหมู่บ้าน ทุกๆ ห้าครัวเรือนจัดเป็นหนึ่งกลุ่มย่อย สี่กลุ่มย่อยจัดเป็นหนึ่งกองร้อย
แต่ละกลุ่มย่อยร่วมแรงร่วมใจกันเพาะปลูกบนที่นาสองร้อยห้าสิบหมู่
หลี่อี้ซื้อวัวไถนามาแจกจ่ายตามมาตรฐานของการทำนาของกองทัพ มาตรฐานการทำนาของกองทัพคือ ดินร่วนทุกร้อยห้าสิบหมู่จัดวัวหนึ่งตัว ดินแข็งทุกร้อยยี่สิบหมู่จัดวัวหนึ่งตัว นาข้าวทุกแปดสิบหมู่จัดวัวหนึ่งตัว
ที่ดินของหมู่บ้านเจียงจวินค่อนข้างดี จำเป็นต้องประณีตบรรจง หลี่อี้จึงจัดให้แปดสิบหมู่ต่อหนึ่งตัวเช่นกัน หนึ่งกลุ่มย่อยจึงได้วัวไถนาสามตัว
กองร้อยตระกูลหลี่ได้วัวไถนาสิบสองตัว กองร้อยตระกูลจางก็ได้วัวไถนาสิบสองตัวเช่นกัน
โชคดีที่ราคาวัวไถนาตอนนี้ยังไม่ถือว่าแพงนัก ผ้าไหมสิบพับต่อวัวหนึ่งตัว ยี่สิบสี่ตัวก็แค่ผ้าไหมสองร้อยสี่สิบพับ
แต่พวกเครื่องมือทำนาอย่างคันไถและจอบกลับค่อนข้างแพง
วัวไถนาแต่ละตัวต้องมีคันไถและคราดหนึ่งชุด แต่ละครัวเรือนต้องมีจอบ พลั่ว อีเต้อ และเคียวอย่างละสองเล่ม
หลี่อี้ไปซื้อของที่ร้านตีเหล็กของผู้ช่วยกำนันเฝิง ถึงจะเป็นคนคุ้นเคยกันมานานแถมยังเป็นลูกค้ารายใหญ่ หลังลดราคาแล้วจอบก็ยังตกเล่มละร้อยอีแปะ คันไถกับคราดหนึ่งชุดกลับต้องใช้ผ้าไหมถึงห้าพับ เทียบเท่ากับวัวครึ่งตัว
ที่นาสองพันหมู่ของสองครอบครัวในหมู่บ้านเจียงจวินตกลงกันแล้วว่าจะปลูกข้าวสาลีทั้งหมด
ที่ดินที่นี่อุดมสมบูรณ์ ผลผลิตต่อหนึ่งหมู่สามารถถึงราวๆ สองต้าน แต่ก็ใช้เมล็ดพันธุ์เยอะหน่อย หนึ่งหมู่ใช้สามเซิง
ที่นาสองพันหมู่ เฉพาะเมล็ดพันธุ์ก็ปาเข้าไปหกสิบต้านแล้ว
หลี่อี้รู้สึกว่าตนเองเหมือนนักล่าอาณานิคมในยุคแห่งการเดินเรือ
พาชาวนาที่ล้มละลายจากบ้านเกิด วิ่งมายังสถานที่ที่เพิ่งค้นพบใหม่ แล้วก็มาเบิกพรมแดนทำนาที่นี่
หลายวันติดต่อกัน
หลี่อี้ก็ปักหลักอยู่ที่หมู่บ้านเจียงจวิน
เขาสั่งการและจัดแจงคนกว่าร้อยคนจากสี่สิบครัวเรือนนี้ ให้ขุดถ้ำดินและสร้างเพิงฟาง ทั้งให้พวกเขาอยู่ อีกทั้งยังต้องขุดให้วัวไถนาอยู่ และต้องขุดห้องเก็บเครื่องมือออกมาด้วย
เริ่มใช้ชีวิตเพาะปลูกแบบรวมหมู่
ห้าครัวเรือนเป็นหนึ่งกลุ่ม หุงหาอาหารร่วมกัน แต่ละกลุ่มเลือกคนที่อายุมากหน่อย ดูซื่อสัตย์จริงใจ และค่อนข้างมีประสบการณ์ในการทำนาเป็นหัวหน้ากลุ่ม
ส่วนหัวหน้ากองร้อยของทั้งสี่กลุ่ม หลี่อี้ก็จัดคนของตัวเองมาดูแลและบริหารจัดการ และยังเลือกหัวหน้ารองอีกคนหนึ่งด้วย
ไถนาหว่านเมล็ด
ยุ่งกันจนหัวหมุน
แม้งานจะเหนื่อย แต่ผู้ลี้ภัยเหล่านี้เพิ่งจะได้กินข้าวอิ่มท้อง จึงทะนุถนอมโอกาสนี้มาก ชายหญิง กระทั่งคนแก่และเด็กต่างก็ลงไปทำงานในนา ออกไปตั้งแต่เช้าตรู่และกลับมาตอนมืดค่ำ
ข้าวที่หุงเสร็จแล้วล้วนถูกส่งไปให้ที่นา
โชคดีที่หนึ่งกลุ่มจัดวัวไถนาให้สามตัว มีวัวช่วยไถนาก็เบาแรงไปได้มาก หลังจากไถพรวนดินแล้ว ยังต้องไถให้ร่วนและปรับหน้าดินให้เรียบอีกสองสามรอบ
จากนั้นก็มีรถหว่านเมล็ดมาทำการหว่าน เดินไปโยกไป ขุดร่องและหว่านเมล็ดไปพร้อมกัน ประสิทธิภาพสูงมาก
ทางนี้หว่านเมล็ดเสร็จ ทางนั้นก็ใช้ลูกกลิ้งหินกดทับคันนาข้าวสาลีที่ถูกรถหว่านเมล็ดพรวนจนร่วนให้แน่น เพื่อป้องกันไม่ให้ลมพัดจนความชื้นในดินแห้ง
ไม่มีเครื่องจักรพึ่งพาแต่แรงคนล้วนๆ
โดยเฉพาะปีนี้ที่ค่อนข้างฉุกละหุก ยังไม่ได้เตรียมปุ๋ยคอกให้พร้อม ทำได้เพียงรอใส่เพิ่มทีหลังเท่านั้น
หลี่อี้เองก็ขลุกอยู่ในนาทุกวัน
ทุกคนทำงานอย่างขยันขันแข็ง ทว่าผู้ลี้ภัยหลายคนก็อดอยากและขาดสารอาหารมาเป็นเวลานาน พอจู่ๆ ต้องมาทำงานหนักช่วงฤดูเพาะปลูก ชั่วขณะหนึ่งก็แทบรับไม่ไหว
แม้แต่วัวที่เพิ่งซื้อมาใหม่ ก็ยังทำงานร่วมกันได้ไม่เข้าขานัก
อีกทั้งหลี่อี้ยังพบว่า คันไถที่ใช้อยู่ตอนนี้ค่อนข้างเทอะทะเกินไป ก้านคันไถทั้งยาวและตรง เขาจำได้ลางๆ ว่าตอนเด็กๆ เห็นชาวบ้านที่บ้านเกิดไถนา คันไถล้วนเล็กกะทัดรัด เป็นเหล็ก ก้านคันไถเป็นแบบงอนและสั้นมาก กระทั่งตรงหัวคันไถยังติดตั้งจานไถที่หมุนได้อย่างอิสระอีกด้วย
เห็นได้ชัดว่าคันไถงอนแบบนั้น โครงคันไถจะเล็กและเบากว่า ทั้งยังสะดวกต่อการเลี้ยวและกลับตัว ไม่เพียงใช้งานได้คล่องแคล่ว แต่ยังช่วยประหยัดแรงคนแรงวัวได้อย่างมาก
คันไถที่ใช้ตอนนี้เทอะทะเกินไป คนคนเดียวยกก็กินแรงมากแล้ว ไม่ต้องพูดถึงว่าวัวยังต้องลากคันไถนี้ไถลงไปลึกๆ อีก ทุกครั้งที่หันเลี้ยว การจะยกคันไถขึ้นก็เปลืองแรงมากเช่นกัน
พอถึงเวลาพักกินข้าวเที่ยง
หลี่อี้ก็รวบรวมชาวนาเช่ามาปรึกษาหารือเรื่องคันไถนี้
มีชายชราคนหนึ่งบอกว่า คันไถก้านตรงแบบนี้ ว่ากันว่าก็เป็นแบบนี้มาตั้งแต่ยุคราชวงศ์ฮั่นแล้ว สืบทอดกันมาแบบนี้รุ่นต่อรุ่น
ผู้ลี้ภัยจากหวยหนานคนหนึ่งก็บอกว่า ความจริงก็ไม่ใช่คันไถทั้งหมดจะเป็นแบบนี้ ที่บ้านเกิดพวกเขามีคันไถก้านงอนยาว
"คันไถที่บ้านเกิดพวกข้าเป็นก้านงอนยาว สามารถไถดินได้ลึกกว่าขอรับ"
หลี่อี้คิดไม่ถึงว่าจะมีคันไถงอนอยู่แล้ว
"ไม่มีคันไถงอนสั้นเหรอ"
"ไม่มีขอรับ"
ผู้ลี้ภัยที่มาจากเหอหนานอีกคนกลับบอกว่าที่บ้านเกิดเขามีคันไถชนิดหนึ่งเรียกว่า คันไถเว่ย เป็นคันไถก้านสั้น แต่ก็เป็นก้านตรงเช่นกัน ทว่าการหมุนกลับคล่องตัวกว่าคันไถก้านตรงยาว เอื้อต่อการเลี้ยวกลับตัว เหมาะสำหรับเพาะปลูกในที่นาแปลงเล็กๆ เป็นอย่างมาก
หลี่อี้ให้ทุกคนบอกเล่าเรื่องคันไถที่บ้านเกิดตัวเองหรือที่เคยเห็นมา
คันไถก้านตรงยาว คันไถก้านงอนยาว คันไถก้านตรงสั้น
แต่กลับไม่มีคันไถงอนสั้น
ส่วนประกอบของคันไถแต่ละแบบก็ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว บางอันอาจเพิ่มหรือลดส่วนประกอบสักหนึ่งหรือสองชิ้น ต่างก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
หลี่อี้เปรียบเทียบกับคันไถงอนสั้นในความทรงจำของตน รู้สึกว่าสามารถปรับปรุงใหม่ได้ทั้งหมด
จากนั้น หลี่อี้ก็ทั้งสังเกตกองกำลังส่วนตัวไถนาไปพลาง วาดแบบแปลนไปพลาง ยังไปหาช่างไม้และช่างตีเหล็กที่ทำคันไถเพื่อสอบถามทำความเข้าใจ
เขาเริ่มสร้างคันไถ
เก็บตัวสร้างคันไถ
คันไถแบบใหม่หลังผ่านการดัดแปลงและปรับปรุงมาหลายครั้ง ในที่สุดก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา
ประกอบด้วยส่วนประกอบสิบเอ็ดชิ้น เช่น หัวคันไถ ผนังคันไถ ฐานคันไถ
ก้านตรงยาว เปลี่ยนเป็นก้านงอนสั้น เพิ่มที่ปรับคันไถและสลักคันไถ ดันที่ปรับคันไถไปข้างหน้า ทำให้สลักคันไถกดลง หัวคันไถก็จะเจาะลงดินลึก ยกที่ปรับคันไถขึ้น หัวคันไถก็จะเจาะลงดินตื้น
นำที่ปรับคันไถ สลักคันไถ และลิ่มคันไถของคันไถงอนมาผสมผสานใช้งานเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ก็สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการในการไถลึกหรือไถตื้น สะดวกต่อการเพาะปลูกอย่างประณีตมากยิ่งขึ้น
ผนังคันไถไม่เพียงย่อยดินได้ แต่ยังสามารถดันดินที่ไถพลิกไปไว้ด้านข้างได้ ช่วยลดแรงต้านเวลาที่คันไถเคลื่อนที่ไปข้างหน้า
มองดูคันไถงอนสั้นที่เพิ่งเสร็จสมบูรณ์ หลี่อี้ก็รู้สึกฮึกเหิม หลายวันที่ผ่านมาเอาแต่ขลุกอยู่ในนา เขาเองก็ทอดถอนใจกับประสิทธิภาพการทำนาที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ทั้งวัวทั้งคนต่างก็เหน็ดเหนื่อยแสนสาหัส ประสิทธิภาพยังไม่ค่อยดีอีก
หลี่อี้ตื่นเต้นนำคันไถอันใหม่ไปทดลองใช้
ผลปรากฏว่าหลังจากหัวหน้ากลุ่มย่อยหลี่เถียวซุ่นใช้แล้ว ก็ร้องตะโกนว่าใช้ดีมาก "คันไถเบาสบาย แต่ไถได้ลึก การเลี้ยวก็คล่องตัวมาก วัวก็ทุ่นแรงไปได้เยอะ เดินเร็วขึ้นตั้งเยอะ"
"เจิ้งโฉวท่า เจ้าเอาคันไถอันเดิม มาเทียบกับหลี่เถียวซุ่นหน่อย"
หลี่อี้เรียกหัวหน้ากลุ่มย่อยอีกคนมา
ดังนั้น หัวหน้ากลุ่มย่อยทั้งสองคนต่างก็ต้อนวัวคนละตัว คนหนึ่งใช้คันไถก้านตรงยาวอันเดิม อีกคนใช้คันไถงอนสั้นอันใหม่
ทั้งสองคนสะบัดแส้วัวพร้อมกัน ร้องสั่งให้วัวแบกคันไถไถดิน
ผู้คนต่างมุงดู
ไม่นาน หลี่เถียวซุ่นก็ทิ้งห่างเจิ้งโฉวท่าไปอยู่ด้านหลัง
ทีแรกเจิ้งโฉวท่ายังรู้สึกไม่ค่อยยอมรับ ผลคือทั้งสองคนสลับคันไถแต่ไม่สลับวัว แล้วแข่งกันอีกรอบ คราวนี้คนก็ยังเป็นคนเดิม วัวก็ยังเป็นวัวตัวเดิม แต่หลังจากเปลี่ยนเป็นคันไถอันใหม่ กลับเอาชนะหลี่เถียวซุ่นและวัวของเขาได้อย่างง่ายดายในทันที
"คันไถนี้ใช้ดีเกินไปแล้ว เดิมทีเวลาเลี้ยวกลับตัว ข้าต้องใช้สองมือยกคันไถ กินแรงสุดๆ ตอนนี้ยกเบาๆ ก็หันได้แล้ว ถ้าจะไถลึก ก็ไม่ต้องออกแรงขนาดนั้น ไถดินจบรอบนี้ ข้ารู้สึกสบายมาก เหมือนเดินเล่นเลย วัวก็ดูเบาสบายขึ้นตั้งเยอะ"
ประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
หัวหน้ารองจางกู่จื่อก็พูดตรงๆ ว่า "ที่ดินแปลงนี้ของพวกเราใหญ่ คันนายาวมาก ยังไม่ค่อยเห็นผลชัดเจนเท่าไหร่ ถ้าเอาไปไถที่ดินแปลงเล็กๆ โดยเฉพาะพวกที่ดินรกร้างบนเนินเขา นาขั้นบันไดอะไรพวกนี้ละก็ ถึงจะยิ่งใช้ดี"
จีซื่อดึงตัวหลี่อี้ไว้ "อาหลาง คันไถนี้ท่านเอาไปถวายฮ่องเต้ได้ ต้องได้รับรางวัลแน่ๆ"
เมื่อได้รับการเตือนจากเขา
หลี่อี้จึงเพิ่งจะนึกขึ้นได้ ก่อนหน้านี้มัวแต่คิดจะปรับปรุงคันไถ เพื่อความสะดวกของครอบครัวตัวเอง เพิ่มประสิทธิภาพในการทำนา ทว่ากลับนึกไม่ถึง ในยุคเกษตรกรรม
เครื่องมือทำนาดีๆ ที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการทำนาได้อย่างมาก และช่วยประหยัดแรงคนแรงสัตว์เช่นนี้ จะน่าตื่นตะลึงมากเพียงใด
หลี่อี้แบกคันไถกลับเมืองฉางอันด้วยความตื่นเต้นทันที
ถือคันไถพุ่งตรงไปที่บ้านศิษย์พี่ซุนในฟางต้าหนิงทันที
ซุนฝูเจียที่เพิ่งเลิกงานกลับมาเห็นหลี่อี้เนื้อตัวเต็มไปด้วยดินโคลน แบกคันไถอันหนึ่งเดินพรวดพราดเข้ามาด้วยความตื่นเต้น ก็ยังงงเป็นไก่ตาแตก
จึงพูดติดตลกว่า "อู๋อี้ เจ้าจะมาปลูกข้าวสาลีฤดูหนาวที่บ้านข้าหรือไง"
"ศิษย์พี่ ท่านดูคันไถนี่สิ"
"คันไถนี่ทำไมรึ อืม ดูเหมือนจะเล็กกะทัดรัดดีนะ ก้านงอน แถมยังสั้นขนาดนี้ จะใช้ดีเหรอ"
"ใช้ดี ขอรับ ใช้ดีมาก เมื่อเทียบกับคันไถก้านตรงยาวทั่วไป ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นเยอะมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วยประหยัดแรงคนแรงสัตว์"
หลี่อี้เอ่ยปากชื่นชมสารพัด และอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับคันไถอันนี้อีกรอบ หลังจากได้ยินสรรพคุณ ซุนฝูเจียก็ตกตะลึงไปเช่นกัน
"ศิษย์พี่ ข้าอยากขอร้องให้ท่านช่วยถวายฎีกาต่อฝ่าบาทแทนข้าที ข้ายินดีจะช่วยราชสำนักเผยแพร่คันไถนี้ออกไป"
"ดี ดี ดีมาก" ซุนฝูเจียก็ตื่นเต้นขึ้นมาเช่นกัน ในยุคเกษตรกรรม ของสิ่งนี้มีค่าเกินไปแล้ว ดูจากการที่ราชสำนักปกป้องวัวไถนาก็รู้
ยังมีชาวบ้านอีกมากมายที่แม้แต่วัวไถนาก็ไม่มีปัญญาซื้อ ทำได้เพียงใช้แรงคนลากคันไถ นั่นก็ยิ่งเหนื่อยยิ่งยากลำบาก ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการผลิต
และเมื่อมีคันไถดีๆ ที่เบาสบายเช่นนี้ปรากฏขึ้น ต่อให้ใช้คนแบกคันไถก็ไม่เหนื่อยขนาดนั้นแล้ว ของที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตทางการเกษตรได้ ล้วนเป็นของล้ำค่าทั้งสิ้น
"ไม่ต้องถวายฎีกาแล้ว เอาคันไถไป ข้าจะพาเจ้าไปเคาะประตูวัง เข้าเฝ้าฮ่องเต้ถวายของล้ำค่าด้วยตัวเองเลย!"
ซุนฝูเจียไม่สนแล้วว่าเพิ่งจะกลับถึงบ้าน ลากตัวหลี่อี้แล้วพุ่งตรงไปที่วังหลวงทันที
อาศัยฐานะจื้อซูซื่ออวี้สื่อ เคาะประตูวังโดยตรง บอกว่าท่านจื่อผู้ร่วมสถาปนาประเทศแห่งอำเภอเฉี่ยนสุ่ยมีของล้ำค่าระดับประเทศต้องการนำมาถวายฮ่องเต้
ภายในวังไท่จี๋
หลี่ยวนที่กำลังฝึกซ้อมเทคนิคการดีดผีผากับสองพี่น้องตระกูลชุยถูกขัดจังหวะ
"ท่านจื่ออำเภอเฉี่ยนสุ่ยมีของล้ำค่าระดับประเทศมาถวายรึ"
"ท่านจื่ออำเภอเฉี่ยนสุ่ยคือหลี่อู๋อี้แห่งลำธารอวี้ซิ่วใช่หรือไม่"
จู่ๆ หลี่ยวนก็เกิดความสนใจขึ้นมา "รีบเรียกซุนฝูเจียกับหลี่อี้ให้เข้าเฝ้าโดยด่วน เจิ้นก็อยากจะเห็นเหมือนกันว่าของล้ำค่าระดับประเทศคืออะไรกันแน่!"
(จบตอน)







