วันหยุดสิบวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว
หลี่อี้ยังอยากจะอยู่บ้านนอกต่ออีกสองสามวัน แต่ผลปรากฏว่าฝานฝางผู้ดูแลอุทยานหลวง กลับส่งอวี่เหวินอิ่งผู้ดูแลสวนเกษตรมารับด้วยตัวเอง
"ฮว่าเจิ้งกงมาเยือน ทำให้กระท่อมน้อยของข้าน้อยสว่างไสวขึ้นมาเลยขอรับ"
อวี่เหวินอิ่งพิจารณาป้อมอู๋จี๋ของหลี่อี้ อดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจชื่นชม "ความโปรดปรานที่ฝ่าบาทมีต่อท่านป๋อเฉี่ยนสุ่ย ช่างไม่มีใครเทียบได้จริงๆ ครึ่งปีแต่งตั้งตำแหน่งขุนนางถึงสามครั้ง แม้ท่านป๋อเฉี่ยนสุ่ยจะบอกปัดไม่รับทั้งหมด แต่ก็ยังประทานบรรดาศักดิ์ถึงสามครั้ง เลื่อนขั้นติดต่อกัน
ยิ่งไปกว่านั้นยังมีราชโองการให้สร้างป้อมอู๋จี๋แห่งนี้แก่ท่านป๋อเฉี่ยนสุ่ย ช่างน่าอิจฉานัก"
เพียงแค่คำว่ามีราชโองการให้สร้าง ก็มีมูลค่าแฝงที่มิอาจเทียบได้แล้ว ป้อมที่สร้างขึ้นเพื่อหลี่อี้ตามราชโองการของจักรพรรดิ ซ้ำยังใช้เงินและคนจากท้องพระคลัง
อวี่เหวินอิ่งมาในวันนี้ จุดประสงค์หลักก็คือเรื่องเรือนกระจก
"คราวก่อนที่ผู้ตรวจการถวายฎีกาเอาผิดกรมอุทยานหลวงเรื่องสร้างเรือนกระจก ว่าจะปลูกดอกไม้ปลูกผักขายให้จวนขุนนางชนชั้นสูง เรื่องนี้เบื้องบนมีข้อสรุปแล้วขอรับ
ฝ่าบาทตรัสว่า กรมอุทยานหลวงทำเช่นนี้ไม่นับว่าเป็นการแย่งชิงผลประโยชน์กับราษฎร ซ้ำยังไม่ใช่เรื่องผิดฤดูกาลฝืนลิขิตฟ้าอันใด"
จักรพรรดิตรัวเพียงประโยคเดียว เรื่องนี้ก็เป็นอันยุติ
หลี่อี้ในฐานะผู้ช่วยผู้ดูแลอุทยานหลวง ใช้ประโยชน์จากความสะดวกของกรมตนเอง ทำอาชีพเสริมสักหน่อย ไม่มีอะไรที่ไม่ควร จักรพรรดิยังตำหนิโต้วจื้อหยวน ให้เขาไปตรวจสอบในที่ที่ควรตรวจสอบเสียบ้าง
ด้วยเหตุนี้
แผนอาชีพเสริมเรือนกระจกจึงเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง
ฝานฝางจึงจงใจให้อวี่เหวินอิ่งมาเชิญหลี่อี้กลับไปจัดการเรื่องนี้ อย่างไรเสียเขาก็ขี้เกียจจัดการเรื่องจุกจิกอยู่แล้ว
อวี่เหวินอิ่งสนับสนุนหลี่อี้ในเรื่องอาชีพเสริมเรือนกระจกอย่างมาก เขาแทบจะอดใจรอไม่ไหวที่จะเริ่มการค้านี้แต่เนิ่นๆ แล้วแบ่งเงินกันถ้วนหน้า
เป็นถึงทายาทของสวี่กั๋วกงผู้ผ่าเผย แต่กลับละโมบอย่างมาก ไม่เพียงแต่ละโมบยังค่อนข้างจะหน้ามืดตามัวอีกด้วย
ฝานฝางเคยเตือนหลี่อี้แล้วว่า อย่าสนิทสนมกับเจ้านี่มากเกินไป
นึกถึงปีนั้นหยางเจียนชิงอำนาจเป่ยโจวสถาปนาราชวงศ์สุย ได้สังหารล้างตระกูลอวี่เหวินแห่งเป่ยโจวอย่างขนานใหญ่ เพื่อกวาดล้างขั้วอำนาจเก่าของเป่ยโจวให้สิ้นซาก ทว่ากลับมีตระกูลอวี่เหวินสองสายที่รอดพ้นมาได้
นั่นก็คือสายตระกูลอวี่เหวินข่าย และสายตระกูลอวี่เหวินซู่
ทั้งสองตระกูลล้วนสืบเชื้อสายมาจากชนเผ่าเซียนเป่ยสกุลพั่วเหยี่ยโถว ทั้งสองตระกูลต่างก็ไม่ใช่เชื้อพระวงศ์เป่ยโจว ซ้ำอวี่เหวินซินยังเป็นผู้สนับสนุนหยางเจียน ด้วยเหตุนี้ทั้งอวี่เหวินข่ายและอวี่เหวินซินจึงล้วนเป็นที่โปรดปรานของหยางเจียน อวี่เหวินซ่านพี่ชายของพวกเขาก็ได้สืบทอดบรรดาศักดิ์สวี่กั๋วกงต่อจากบิดา อวี่เหวินซินก็ได้รับแต่งตั้งเป็นฉีกั๋วกง ส่วนอวี่เหวินข่ายได้รับแต่งตั้งเป็นอันผิงจวิ้นกง
จนกระทั่งต่อมา อวี่เหวินซินถูกประหารเพราะก่อกบฏ อวี่เหวินซ่านพลอยติดร่างแหถูกถอดบรรดาศักดิ์และปลดเป็นสามัญชน อวี่เหวินข่ายก็พลอยถูกถอดบรรดาศักดิ์ไปด้วย
จนกระทั่งภายหลังได้รับบัญชาให้สร้างสุสานหลวง หลังจากฝังพระศพตู๋กูฮองเฮาแล้ว จึงได้รับการคืนบรรดาศักดิ์เนื่องจากมีความดีความชอบ
ส่วนบรรดาศักดิ์สวี่กั๋วกงนี้ ภายหลังหยางก่วงกลับพระราชทานแก่อวี่เหวินซู่ผู้เป็นคนสนิทซึ่งมีความชอบในการสนับสนุนให้ขึ้นครองราชย์
นี่เป็นสาเหตุที่ว่าเหตุใดอวี่เหวินฮั่วจี๋บุตรชายของอวี่เหวินซู่ หลังจากปลงพระชนม์จักรพรรดิที่เจียงตูแล้วมุ่งหน้าขึ้นเหนือ พ่ายแพ้ศึกที่เขาถงซานจนต้องหนีเตลิดไปเว่ยโจว เห็นอยู่ว่ากำลังจะพินาศย่อยยับ แต่กลับยังร้องตะโกนว่าคนเราเกิดมาล้วนต้องตาย ไฉนจึงไม่ลองเป็นจักรพรรดิสักวันเล่า และตั้งชื่อประเทศว่าสวี่หลังจากตั้งตนเป็นจักรพรรดิ
ทั้งสองตระกูลนี้
มาบัดนี้กลับตกต่ำลงเสียแล้ว
อวี่เหวินอิ่งเป็นเพียงขุนนางเล็กๆ ขั้นแปด
ส่วนอวี่เหวินฮั่วจี๋แม้จะตั้งประเทศสถาปนาตนเป็นจักรพรรดิสวี่ แต่ก็เหลือเวลาอีกไม่กี่วันแล้ว
กลับเป็นอวี่เหวินซื่อจี๋น้องชายของเขาที่ฉลาดหลักแหลม ตอนที่พี่ชายและน้องชายของเขาก่อกบฏปลงพระชนม์จักรพรรดิ เขาก็ป่าวประกาศต่อภายนอกมาตลอดว่าตนเองไม่รู้เรื่องและไม่มีส่วนร่วม
หลังจากอวี่เหวินฮั่วจี๋ตั้งตนเป็นจักรพรรดิ ก็ได้แต่งตั้งอวี่เหวินซื่อจี๋เป็นสู่หวังและเน่ยสื่อลิ่ง แต่เขากลับรับคำแนะนำของเฟิงเต๋ออี๋ อาสาขอไปเกณฑ์เสบียงที่อำเภอจี้เป่ย เพื่อซ่องสุมกำลังพลและซื้อม้าที่นั่น
เว่ยเจิงรับราชโองการไปเกลี้ยกล่อมที่ส่านตง ร่วมมือกับอวี่เหวินซื่อจี๋ อวี่เหวินซื่อจี๋ก็แอบส่งบ่าวรับใช้ไปพบเว่ยเจิง ซ้ำยังตามเซียวสือซานหลางกลับฉางอันเพื่อเข้าเฝ้าหลี่ยวน และยังถวายจอกทองคำแก่หลี่ยวนด้วย
แสดงออกถึงเจตนาที่ตั้งใจจะสวามิภักดิ์
อันที่จริงการกระทำต่างๆ ของอวี่เหวินซื่อจี๋ ไม่ใช่ว่าเขาต้องการจะขัดแย้งกับพี่น้องของตนจริงๆ เพียงแต่เป็นกลยุทธ์เอาตัวรอดรูปแบบหนึ่งของตระกูลใหญ่ผู้มีชื่อเสียงเมื่อต้องเผชิญกับวิกฤตเท่านั้น
อวี่เหวินฮั่วจี๋ถูกกำหนดมาให้ต้องพ่ายแพ้ย่อยยับ ตระกูลอวี่เหวินย่อมต้องรักษาสายเลือดไว้ส่วนหนึ่ง ดังนั้นในเวลานี้พวกเขาจึงปล่อยให้อวี่เหวินซื่อจี๋แสดงท่าทีขัดแย้งกับพี่น้องอย่างเปิดเผย
ถึงขั้นแยกตัวจากอวี่เหวินฮั่วจี๋หนีไปจี้เป่ย และยังลอบไปมาหาสู่กับหลี่ยวน ล้วนทำไปเพื่อรักษาตระกูลอวี่เหวินเอาไว้ ในความเป็นจริง อวี่เหวินจื้อจี๋เองก็ลอบติดต่อกับทางฝั่งลั่วหยางเช่นกัน
ไม่ว่าในอนาคตหลี่ยวนหรือหวังซื่อชงจะได้แผ่นดินไปครอง
อย่างน้อยตระกูลอวี่เหวินก็สามารถรักษาสายเลือดไว้ได้สายหนึ่ง
อวี่เหวินอิ่งเองก็เช่นกัน เดิมทีเขาเป็นซือหนงเส้าชิงอยู่ที่ลั่วหยาง ตอนที่หลี่มี่ยกทัพบีบประชิดลั่วหยาง อำนาจกำลังเฟื่องฟู เขาก็รีบวิ่งไปสวามิภักดิ์ต่อหลี่มี่ทันที
แต่ต่อมาพบว่าหลี่ยวนมีโอกาสได้แผ่นดินมากกว่า จึงทิ้งหลี่มี่วิ่งไปกวนจงเพื่อสวามิภักดิ์ต่อหลี่ยวนอีก
เป็นไม้หลักปักเลน ลมพัดไปทางไหนก็เอนไปทางนั้น แต่สำหรับอวี่เหวินอิ่งแล้ว เพื่อตระกูลอวี่เหวิน เขาก็ทำได้เพียงพลิกแพลงไปมาเช่นนี้
เขาไม่มีทางยอมพาตระกูลไปตายเป็นเพื่อนผู้แพ้หรอก
แม้กลับมาถึงฉางอัน หลี่ยวนจะให้เป็นเพียงขุนนางระดับแปด แต่เขาก็ยังต้องทน ลูกผู้ชายต้องรู้จักยืดหยุ่น แม้จะต้องเผชิญหน้ากับผู้บังคับบัญชาวัยเพียงสิบหกปีอย่างหลี่อี้ ก็ต้องยิ้มแย้มอยู่เสมอเช่นกัน
หลี่อี้ไม่ได้ต้อนรับขับสู้อวี่เหวินอิ่งเท่าใดนัก ก็ตรงกลับฉางอันไปพร้อมกับเขาทันที
ส่วนตู้สือเหนียงและคนอื่นๆ จะพักอยู่ที่ป้อมอู๋จี๋ต่ออีกหลายวัน
ร่วมทางกลับฉางอันไปกับอวี่เหวินอิ่ง มีทหารม้าองครักษ์คอยคุ้มกัน และยังมีบ่าวไพร่คอยติดตาม อวี่เหวินอิ่งอิจฉาในความโปรดปรานที่หลี่อี้ได้รับอย่างมาก โต้วจื้อหยวนแห่งตระกูลโต้วถวายฎีกาเอาผิดหลี่อี้ กลับถูกจักรพรรดิตำหนิ นั่นคือพระประยูรญาตินะ ผู้บัญชาการอี้โจว บุตรชายของเติ้งกั๋วกงเชียวนะ
ตลอดการเดินทาง
อวี่เหวินอิ่งตั้งใจจะตีสนิทกับหลี่อี้ แต่หลี่อี้จำคำพูดของฝานฝางได้ดี จึงไม่เย็นชาและไม่สนิทสนมกับเขา เพียงแต่ทำตัวตามมารยาทเท่านั้น
กลับถึงฉางอัน
เรือนกระจกก็เริ่มก่อสร้างอีกครั้งแล้ว
อีกทั้งหลี่อี้ยังพบว่าเรือนกระจกเพิ่มขึ้นจากแผนเดิมอีกสิบกว่าแห่ง ผักและดอกไม้ที่จะปลูกก็มีจำนวนเพิ่มขึ้นด้วย
"นี่ข้าน้อยเป็นคนจัดการเองขอรับ ในเมื่อฝ่าบาททรงสนับสนุนท่านผู้ช่วย งั้นครั้งนี้พวกเราก็ต้องทำกันให้เต็มที่ ฤดูหนาวยาวนานเช่นนี้ ผักสดขาดแคลนหนัก ดอกไม้สดก็ขาดแคลน
แต่ฉางอันมีขุนนางชนชั้นสูงมากมาย มีคนยินดีซื้อผักและดอกไม้สดจากเรือนกระจกเยอะแยะไปหมด ขอเพียงพวกเราปลูกออกมาได้ ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะขายไม่ออก
ครั้งนี้พวกเราจะทำกันให้เต็มที่ไปเลยขอรับ"
มองดูท่าทางตื่นเต้นของอวี่เหวินอิ่ง ฟังแผนการหาเงินอันทะเยอทะยานของเขา เจ้านี่ช่างละโมบจริงๆ
หลี่อี้ทำเรือนกระจก จุดประสงค์เดิมคือเพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่ขุนนางและช่างดอกไม้คนสวนของกรมอุทยานหลวง จัดสวัสดิการให้ทุกคนสักหน่อย หรือแม้แต่เพิ่มเงินกองทุนหลวงเป็นทุนรอน
แต่อวี่เหวินอิ่งกลับคิดจะใช้โอกาสนี้สร้างความร่ำรวยให้ตนเอง ถึงขั้นคิดไว้แล้วว่าหลังจากได้เงินมา จะนำเงินเหล่านี้ไปเป็นทุนกองกลาง นำไปปล่อยกู้เป็นเงินกองทุนหลวง เพื่อกินดอกเบี้ยสูงๆ
เขาถึงขั้นคิดไว้แล้วว่าจะแบ่งเงินที่หามาได้เหล่านี้อย่างไร
ผู้ดูแลอุทยานหลวงได้เท่าไหร่ ผู้ช่วยผู้ดูแลอุทยานหลวงได้เท่าไหร่ ตัวเขาที่เป็นผู้ดูแลสวนเกษตรได้เท่าไหร่ เงินที่เหลือไว้ให้เงินกองทุนหลวงมีไม่มาก ซ้ำยังไม่คิดจะแบ่งให้ช่างดอกไม้และคนสวนเท่าไหร่นัก
เมื่อหลี่อี้ได้ดูใบแจ้งหนี้ค่าก่อสร้างที่เจ้านี่ให้มา ก็ยิ่งพบว่าเขาหน้ามืดตามัวเพราะเงินทองไปแล้ว
ค่าวัสดุและค่าแรงในการสร้างเรือนกระจก ล้วนเป็นตัวเลขที่แจ้งเกินจริงและมั่วซั่วไปหมด
หลี่อี้เพียงแค่กวาดตามองคร่าวๆ ก็พบว่าเจ้านี่แจ้งตัวเลขเท็จไปหลายจุด
เพียงแค่สร้างเรือนกระจก อย่างน้อยก็แจ้งเกินไปหลายเท่าตัว ช่างใจกล้าเสียจริง
อวี่เหวินอิ่งเห็นเขาจ้องตัวเลขเหล่านั้นไม่วางตา จึงอธิบายเสียงเบา "นี่เป็นตัวเลขที่ลงบันทึกไว้ชั่วคราวขอรับ เดี๋ยวจะทำให้เรียบร้อยกว่านี้ ปกติดูไม่ออกหรอกขอรับ"
หลี่อี้หันขวับไปมองเขา
เขากลับหัวเราะแหะๆ สองเสียง "ท่านป๋อเฉี่ยนสุ่ย ท่านคงทราบว่าท่านอาของข้าคืออวี่เหวินข่าย ทั้งฉางอันและลั่วหยางสองเมืองหลวง ล้วนเป็นเขาที่เป็นผู้ดำเนินการออกแบบและก่อสร้าง สร้างเรือนกระจกแค่นี้ สำหรับข้าแล้วถือว่าหมูมากขอรับ"
เมื่อเห็นสีหน้าของหลี่อี้ไม่สู้ดีนัก เขาก็รีบเสริมว่า "ขอท่านผู้ช่วยวางใจขอรับ กฎเกณฑ์ข้าล้วนเข้าใจดี ส่วนของท่านผู้ดูแลและท่านผู้ช่วย ข้าจะไม่มีทางให้ขาดตกบกพร่องเด็ดขาด"
"เจ้ากับท่านผู้ดูแลรับไปก่อนครึ่งหนึ่งสินะ"
หลี่อี้มองดูเจ้านี่ รูปร่างสูงใหญ่บึกบึน ดูราวกับนักบู๊หยาบกระด้าง หนวดเคราเฟิ้มเต็มหน้า ดูเหมือนจะซื่อสัตย์จริงใจ
ใครจะรู้ว่าเจ้านี่จะละโมบเช่นนี้ มีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวถึงเพียงนี้
ชนเผ่าเซียนเป่ยสกุลพั่วเหยี่ยโถว
แต่เจ้านี่นอกจากหน้าตาจะออกไปทางชนเผ่าหูนิดหน่อยแล้ว ก็ดูไม่ออกเลยจริงๆ ว่าเขาต่างจากชาวฮั่นตรงไหน
ในความเป็นจริง ปัจจุบันชนเผ่าเซียนเป่ยส่วนใหญ่ได้กลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับชาวฮั่นไปแล้ว
ชนเผ่าเซียนเป่ยแท้ๆ อาจจะตกค้างอยู่ทางตอนเหนือของกำแพงเมืองจีน หรือไม่ก็เป็นชนเผ่าเซียนเปยมู่หรงทู่อวี้หุนที่อพยพไปชิงไห่ในตอนนั้น ซึ่งก็คือชนชั้นสูงของแคว้นทู่อวี้หุนในปัจจุบัน
หลี่อี้อยากจะถ่มน้ำลายใส่หน้าเจ้านี่จริงๆ
เขาใจกล้ารับเอาไว้เช่นนี้ ซ้ำยังจะแบ่งให้หลี่อี้และฝานฝางอีกครึ่งหนึ่ง หลี่อี้ไม่ได้รู้สึกซาบซึ้งใจเขาสักนิด
หลี่อี้อย่างเขาขาดแคลนเงินแค่นี้หรือ
จำเป็นต้องมาโกงกินจากตรงนี้หรือ
หากโกงเงินแค่นี้ไป ก็จะทิ้งรอยด่างพร้อยที่ล้างไม่ออกเอาไว้ เขาเพิ่งจะสิบหก ช้าเร็วก็ต้องถูกคนขุดคุ้ยขึ้นมาอยู่ดี
"ฮว่าเจิ้งกง ใบแจ้งหนี้นี้ของเจ้าเป็นลิ่งสื่อคนไหนใต้บังคับบัญชาเป็นคนทำหรือ ตอนนั้นคงจะเมาเหล้ากระมัง มีตัวเลขที่ถูกต้องดูได้สักตัวหรือไม่ หรือจะบอกว่าเขาแจ้งบิลเท็จ จะคอร์รัปชันยักยอกเข้ากระเป๋าตัวเอง
เจ้าทราบบ้างหรือไม่ ว่าคราวก่อนผู้ตรวจการโต้วจื้อหยวนเพิ่งจะถวายฎีกาเอาผิดพวกเราเรื่องทำเรือนกระจก ตอนนี้ยังจะโง่ทำเรื่องพวกนี้อีก
นั่นไม่เท่ากับส่งด้ามมีดใส่มือผู้อื่น เชื้อเชิญให้เขามาแทงพวกเราหรือ
ลูกน้องสวะเช่นนี้ ฮว่าเจิ้งกงไฉนจึงไม่ดูให้ดี นี่อยากจะถูกเขาดึงไปตายด้วยหรือ"
อวี่เหวินอิ่งคิดไม่ถึงว่าหลี่อี้จะมีปฏิกิริยาเช่นนี้ ในใจเขาหลี่อี้เป็นนักพรตพเนจร ซ้ำยังอายุน้อย ว่ากันว่าเพื่อเกาะตระกูลตู้ จึงได้แต่งงานกับตู้สือเหนียง ซ้ำยังเสียค่าสินสอดอีกหนึ่งล้าน และค่าของหมั้นอีกหนึ่งล้าน
คนเช่นนี้ ย่อมต้องชอบเงินทองเป็นอย่างมาก มีโอกาสให้โกงกิน ไฉนจะไม่ยินดี
ใครจะรู้ว่ากลับถูกหลี่อี้ด่ากราดเช่นนี้ แม้เขาจะพูดถึงลิ่งสื่อใต้บังคับบัญชาก็ตาม แต่อวี่เหวินอิ่งก็ไม่ได้โง่ ย่อมรู้ว่านี่คือการชี้ต้นหม่อนด่าต้นไหวย อันที่จริงก็คือชี้หน้าด่าเขานั่นเอง
อวี่เหวินอิ่งโกรธมาก
แต่สุดท้ายก็ไม่กล้าแข็งขืนโต้ตอบ
"เรื่องเรือนกระจก นับแต่นี้ไป ข้าจะรับช่วงต่อเอง ท่านอวี่เหวินท่านคือผู้ดูแลสวนเกษตร ท่านก็ดูแลสวนเกษตรของท่านให้ดี ทำหน้าที่ในส่วนของท่านให้ดีก็พอ"
หลี่อี้เรียกเจี้ยนเฉิงและจู่ปู้สองคนของกรมอุทยานหลวงมาทันที เพื่อประกาศการจัดการให้พวกเขาทราบ
ต่อไปเรื่องอาชีพเสริมเรือนกระจกส่วนนี้ ไม่ต้องให้อวี่เหวินอิ่งเป็นคนจัดการ ทุกอย่างให้เขาเป็นคนดูแลโดยตรง
เขาถึงขั้นไม่อนุญาตให้อวี่เหวินอิ่งเข้าไปในเรือนกระจกอีกต่อไป
ไล่อวี่เหวินอิ่งกลับไปที่สวนเกษตรอย่างเด็ดขาด หลี่อี้ไม่ไว้หน้าเขาสักนิด ม้าเน่าตัวเดียวเหม็นไปทั้งฝอยเช่นนี้ หากอยู่ใกล้เขามากเกินไป ช้าเร็วต้องถูกเขาทำให้เดือดร้อนไปด้วยแน่
"ท่านอวี่เหวิน วันนี้ท่านช่วยส่งมอบเรื่องเรือนกระจกกับข้าให้ชัดเจนด้วย"
หลี่อี้ให้อวี่เหวินอิ่งรีบนำส่วนที่ขาดตกบกพร่องมาเติมให้เต็มด้วยตัวเอง รอจนส่งมอบเสร็จสิ้น หากยังมีบัญชีที่ไม่ลงตัวอีก หลี่อี้ก็จะจัดการไปตามระเบียบแล้ว
อวี่เหวินอิ่งถูกหลี่อี้ตอกกลับจนพูดไม่ออก เดิมทีคิดจะอาศัยเรื่องนี้กอบโกยเงินทองสักก้อน ถึงขั้นกัดฟันยอมแบ่งให้หลี่อี้กับฝานฝางคนละครึ่งแล้ว
แต่ใครจะรู้ว่าหลี่อี้กลับมีท่าทีเช่นนี้
เขายืนอย่างกระอักกระอ่วนใจ ทำได้เพียงพยักหน้าทั้งเหงื่อตก
หลี่อี้ให้เขาไปจัดการให้เรียบร้อยก่อน แล้วค่อยมาส่งมอบ
เขาหันไปหาขุนนางกรมอุทยานหลวงทั้งหลายในโถง แล้วประกาศย้ำอีกครั้ง ว่าการทำเรือนกระจกเป็นอาชีพเสริมในครั้งนี้ ก็เพื่อจัดหาสวัสดิการให้แก่ทุกคน
ดังนั้นเรื่องนี้ยิ่งต้องจัดการให้รัดกุมไร้ช่องโหว่ จะปล่อยให้คนจับผิดไม่ได้ ซ้ำยิ่งมอบจุดอ่อนให้ผู้อื่นไม่ได้
ทำตัวให้ถูกต้อง ยืนให้ตรง
"สิ่งใดที่ควรเรียกร้องให้พวกเจ้า ข้าจะไม่ทิ้งความพยายามแน่นอน แต่สิ่งที่ไม่ควรคิดคดทรยศหรือมีเจตนาร้าย พวกเจ้าก็อย่าได้คิดเพ้อเจ้อ และยิ่งอย่าได้ยื่นมือเข้ามายุ่งซี้ซั้ว
ยื่นมือมาเมื่อไหร่ต้องถูกจับได้ เมื่อถูกจับได้ก็ต้องถูกสับมือทิ้ง"
"วิญญูชนรักทรัพย์ แต่ก็มีหนทางในการได้มา ข้าเองก็รู้ว่าขุนนางระดับล่างเบี้ยหวัดน้อยนิด การใช้ชีวิตในฉางอันนั้นไม่ง่าย ดังนั้นข้าจะพยายามคิดหาวิธีจัดหาสวัสดิการให้แก่ทุกคน แต่ไม่อนุญาตให้ใช้วิธีการที่บิดเบี้ยวผิดทำนองคลองธรรมเด็ดขาด"
เมื่อคำพูดนี้หลุดออกไป
ทุกคนก็มีสีหน้าแตกต่างกันไป
มีบางคนที่ค่อนข้างฮึกเหิม ท้ายที่สุดแล้วท่านผู้ช่วยผู้นี้ก็ไม่ได้มีดีแค่ลมปากพ่นคำพูดดูดีไปวันๆ เขากำลังวางแผนและลงมือทำจริงๆ
ยิ่งเมื่อหลี่อี้ประกาศสัดส่วนการแบ่งรายได้จากเรือนกระจกในอนาคต แม้ว่าขุนนาง เสมียน ช่างดอกไม้ คนสวน ฯลฯ จะได้รับแตกต่างกันไปตามระดับขั้น แต่ความแตกต่างก็ไม่ได้มากจนเกินงาม ในรายได้ที่คาดหวัง ช่างดอกไม้และคนสวนที่อยู่ชั้นล่างสุด ก็จะได้รับเงินอุดหนุนที่ไม่เลวเลยทีเดียว
สุดท้ายหลี่อี้ก็ประกาศอีกว่า
"อากาศเริ่มหนาวขึ้นเรื่อยๆ อีกไม่กี่วันก็จะถึงเทศกาลตงจื้อแล้ว ช่วงสองสามวันนี้ข้าจะเตรียมสวัสดิการสำหรับเทศกาลตงจื้อให้ทุกคน จะมีข้าวสาร แป้ง น้ำมัน เกลือ และฟืนถ่าน ซ้ำยังมีปลาและเนื้อสัตว์ด้วย ปริมาณอาจจะไม่มากนัก แต่ขอเพียงพวกเราตั้งใจทำงาน วันข้างหน้าจะต้องดีขึ้นเรื่อยๆ และมีมากขึ้นเรื่อยๆ แน่นอน"
คำพูดนี้เป็นรูปธรรมยิ่งกว่าการวาดวิมานในอากาศใดๆ ทุกคนโห่ร้องยินดี และร้องเชียร์ท่านผู้ช่วยหนุ่มผู้นี้
บางคนถึงกับอดใจรอไม่ไหวที่จะให้แจกของขวัญสวัสดิการเทศกาลตงจื้อแล้ว







