ผู้ทรงเกียรติชางหยางถูกสืออวี่ฉิงสะกดไว้ในกงล้อจันทร์กระจ่าง กงล้อจันทร์กระจ่างนี้ก็เป็นของวิเศษที่หาได้ยากยิ่ง เป็นของวิเศษประจำตัวเจ้าสำนักกระบี่ที่สืบทอดกันมาหลายยุคสมัย ทว่าของวิเศษชิ้นนี้กลับไม่ค่อยมีจิตวิญญาณนัก สู้ระฆังใหญ่ไม่ได้
คิดดูแล้ว กระบี่เซียนซืออู๋เสียมักจะฟาดฟันความคิดชั่วร้ายของคนและของวิเศษอยู่เสมอ จึงส่งผลให้ของวิเศษของสำนักกระบี่ถือกำเนิดจิตวิญญาณขึ้นมาได้ไม่ง่ายนักเช่นกัน
ทุกคนมาถึงเบื้องล่างของกระบี่เซียนซืออู๋เสีย สวี่อิงไร้ซึ่งความคิดฟุ้งซ่านในใจ เมื่อมองขึ้นไปก็เห็นเพียงแสงกระบี่เจิดจรัสราวกับแสงเซียน เปล่งประกายสีสันที่ยากจะพรรณนาออกมาเป็นคำพูดได้
เขามองเห็นท่ามกลางแสงกระบี่นับหมื่นพันสาย มีปลายกระบี่ขนาดยักษ์ราวกับยอดเขา กำลังร่วงหล่นลงมาจากอีกโลกหนึ่ง
แสงกระบี่ ก็คือแสงที่เปล่งออกมาในระหว่างที่กระบี่เซียนเล่มนี้กำลังร่วงหล่นลงมา!
กระทั่งยังสามารถมองเห็นแดนเซียนที่อยู่เบื้องหลังกระบี่ ซึ่งงดงามตระการตาหลากสีสัน
สวี่อิงประหลาดใจอย่างยิ่ง เขาถอยหลังไปสองสามก้าวแล้วเงยหน้าขึ้นมองอีกครั้ง ก็เห็นว่ากระบี่เซียนซืออู๋เสียหันปลายกระบี่ลง ลอยค้างอยู่เหนือยอดเขา แม้ตัวกระบี่จะบางและยาว แต่ปลายกระบี่กลับดูชุ่มชื้นราวกับหยดน้ำ
เขาก้าวไปข้างหน้าอีกสองสามก้าว มาถึงใต้ปลายกระบี่ ก็เห็นภาพกระบี่เซียนซืออู๋เสียร่วงหล่นลงมาจากแดนเซียนอีกครั้ง
"กระบี่เซียนเล่มนี้อยู่กึ่งกลางระหว่างแดนเซียนกับแดนมนุษย์ ไม่ได้จากแดนเซียนมาอย่างสมบูรณ์!"
สวี่อิงพลันตระหนักได้ นี่ก็เหมือนกับภูเขาเซียนฟางจ้างของสวีฝู และภูเขาเซียนห้าสีของบู๊เทียนจุน เมื่อยืนอยู่บนภูเขาเซียน ก็จะสามารถมองเห็นแดนเซียนได้!
กระบี่เซียนซืออู๋เสียเป็นส่วนหนึ่งของแดนเซียนไปแล้ว หลังจากที่มันลงมาจุติบนโลกมนุษย์ แม้ดูเหมือนว่ามันจะอยู่ในแดนมนุษย์ แต่แท้จริงแล้วสำหรับมัน มันยังคงอยู่ในแดนเซียน!
"ช่างประหลาดล้ำเหลือเกิน"
สวี่อิงนึกถึงตำหนักเซียนสัมฤทธิ์ในหอเหม่อมองบ้านเกิดขึ้นมาอีกครั้ง ตอนที่เดินผ่านข้างตำหนักเซียน เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง ก็สามารถมองเห็นแดนเซียนได้เช่นกัน
ฉากนี้ช่างคล้ายคลึงกับสถานการณ์ของภูเขาเซียนฟางจ้าง ภูเขาเซียนห้าสี และกระบี่เซียนซืออู๋เสียยิ่งนัก
"วิถีเซียน ช่างน่าอัศจรรย์เกินไปแล้ว"
สืออวี่ฉิงเชิญผู้ทรงเกียรติชางหยางออกมา ชายชราผู้นี้มีร่างกายครึ่งคางคกครึ่งคน เขายังคงดิ้นรนไม่หยุดหย่อน พยายามจะหลบหนี
สืออวี่ฉิงค้อมกายกล่าว "ปรมาจารย์กระบี่ เมื่อสามพันปีก่อนผู้ทรงเกียรติชางหยางนำพาผู้ทรงเกียรติหลายท่านบุกเข้าไปในหอเหม่อมองบ้านเกิด ด้วยหวังว่าจะรักษากำลังคนเอาไว้ให้สำนักกระบี่ของพวกเราได้บ้าง ผลคือต้องติดกับอยู่ในหอเหม่อมองบ้านเกิด ถูกมลทินแห่งวิถีเซียน จนกลายสภาพเป็นเช่นนี้ เพื่อตามหาผู้ทรงเกียรติท่านอื่นๆ กลับคืนมา ขอปรมาจารย์กระบี่โปรดยื่นมือเข้าช่วย ถอนพิษเซียนให้ผู้ทรงเกียรติชางหยางด้วยเถิด"
กระบี่เซียนซืออู๋เสียหมุนวนอย่างไม่ช้าไม่เร็ว เสียงใสกระจ่างดังแว่วมา เป็นเสียงของเด็กที่แยกไม่ออกว่าเป็นชายหรือหญิง กล่าวว่า "ให้เขารั้งอยู่เถอะ ข้าจะสกัดพิษเซียนให้เขาเอง เขาหลอมรวมตัวเองเข้ากับคางคกเพื่อต่ออายุขัย จุดนี้ข้ามิอาจเปลี่ยนแปลงได้"
สืออวี่ฉิงรู้สึกลำบากใจเล็กน้อย หากไม่สามารถเปลี่ยนรูปลักษณ์ทางกายภาพของผู้ทรงเกียรติชางหยางได้ เช่นนั้นมิใช่หมายความว่าต่อไปชางหยางจะต้องเป็นครึ่งคางคกครึ่งคนไปตลอดงั้นหรือ?
"อีกทั้ง พฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่างของเขา ก็มิอาจเปลี่ยนแปลงได้เช่นกัน" เสียงของกระบี่เซียนดังมา
สืออวี่ฉิงชะงัก พฤติกรรมการใช้ชีวิตมิอาจเปลี่ยนแปลงได้ หมายความว่าอย่างไร?
"ปรมาจารย์กระบี่ ท่านนี้คือผู้อาวุโสสูงสุดคนใหม่ของสำนักกระบี่เรา สวี่อิง ขอปรมาจารย์กระบี่โปรดอย่าทำร้ายผิดตัว" นางแนะนำสวี่อิงกับกระบี่เซียน
"ผู้อาวุโสสูงสุด?"
กระบี่เซียนซืออู๋เสียประหลาดใจ ทันใดนั้นปราณกระบี่สายหนึ่งก็ร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้า เมื่อตกถึงพื้นก็กลายเป็นเด็กน้อยตัวสูงสองฉื่อ มองไม่ออกว่าเป็นชายหรือหญิง กวาดสายตาที่คมกริบดุจกระบี่มองมาทางสวี่อิง
เขาไม่ใช่ร่างต้นของกระบี่เซียนซืออู๋เสีย แต่เป็นภาพฉายของปราณกระบี่ที่จำแลงกายเป็นรูปลักษณ์ที่ผู้คนมองเห็นได้ ร่างต้นที่แท้จริงของซืออู๋เสียยังคงลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้า
เด็กน้อยผู้นั้นกล่าว "เจ้าดูหน้าคุ้นๆ นะ"
สวี่อิงรู้สึกหวั่นใจ เอ่ยถาม "ผู้อาวุโสเคยเห็นข้าหรือ?"
ศิษย์กระบี่ผู้นั้นตอบ "เหมือนเคยเห็นภาพวาดของเจ้าที่ไหนสักแห่ง เป็นภาพวาดประเภทที่แปะไว้ตามที่พลุกพล่าน ด้านบนเขียนคำว่าประกาศจับเอาไว้... จำไม่ค่อยได้แล้ว"
สืออวี่ฉิงถึงกับเบิกตาโพลงอ้าปากค้าง รำพึงในใจ 'ซืออู๋เสียลงมาจากแดนเซียน หลังจากมาถึงโลกมนุษย์ก็ลอยเด่นอยู่เหนือสำนักกระบี่มาตลอด มันไปเห็นประกาศจับของผู้อาวุโสสูงสุดที่ไหนกัน? หรือว่าจะเป็นแดนเซียน? เดี๋ยวก่อนสิ!'
ใบหน้าของนางดำคล้ำลงเล็กน้อย 'ทำไมผู้อาวุโสสูงสุดถึงไปอยู่บนประกาศจับได้ล่ะ?'
ศิษย์กระบี่หมดความสนใจในตัวสวี่อิงทันที มันเดินเข้าไปตรวจสอบอาการของผู้ทรงเกียรติชางหยาง มันเหาะเข้าไปในร่างของผู้ทรงเกียรติชางหยาง แล้วแหวกว่ายไปรอบหนึ่ง
สวี่อิง สืออวี่ฉิง และคนอื่นๆ รีบถอยกรูไปด้านหลัง เห็นเพียงแสงกระบี่รูปทรงปริซึมหักเหออกมาจากร่างของผู้ทรงเกียรติชางหยาง มันไม่เพียงแต่ลอยวนเวียนไปมา แต่ยังกวาดล้างมลทินแห่งวิถีเซียนในร่างกายของเขาด้วย
ผ่านไปครู่หนึ่ง ร่างกายของผู้ทรงเกียรติชางหยางก็สั่นสะท้านอย่างรุนแรง ดินแดนซีอี๋ปรากฏขึ้น เห็นเพียงแสงกระบี่หลากสีสันสั่นไหวอยู่ในดินแดนซีอี๋ ชำระล้างมลทินแห่งวิถีเซียน ไม่นานนักก็มาถึงหอคอยสิบสองชั้น
สวี่อิงมองดูพลางพูดกับสืออวี่ฉิงว่า "ข้าเพิ่งจะอายุสิบสี่ คนที่แขวนอยู่บนป้ายประกาศจับที่ซืออู๋เสียเห็น ต้องไม่ใช่ข้าแน่ๆ"
สืออวี่ฉิงตอบ "ตอนที่เราเจอกันครั้งแรก เจ้าไม่ได้บอกว่าเจ้าอายุสองหมื่นกว่าปีแล้วหรอกหรือ?"
แสงกระบี่บุกรุกเข้าไปในหอคอยสิบสองชั้น กระบี่สองเล่มที่ปักคาอยู่ในดวงตาทั้งสองข้างของหยวนเสินผู้ทรงเกียรติชางหยางสั่นไหวอย่างรุนแรงและถอยร่นไปด้านหลัง ไม่นานกระบี่ทั้งสองเล่มก็พุ่งกระเด็นออกไปทางด้านหลังดังฉึกๆ
จากนั้นกระบี่เหล็กที่ปักอยู่ในหูทั้งสองข้างของเขาก็สั่นสะเทือนและถอยออกไป กระบี่วิเศษที่แขวนอยู่เหนือศีรษะก็ถอยออกไปเช่นกัน
ผ่านไปไม่นาน หยวนเสินของผู้ทรงเกียรติชางหยางก็กลับมาเป็นปกติ
ปราณกระบี่ในหอคอยสว่างไสว สลักเสลาปากและจมูกของชางหยางออกมา
ทว่าในตอนนั้นเอง หยวนเสินของผู้ทรงเกียรติชางหยางก็อ้าปากขึ้นกะทันหัน เสียงที่ดังออกมาจากลำคอกลับยังคงเป็นสุรเสียงแห่งวิถีเซียน ท่วงทำนองอันพิลึกพิลั่นนั้นแว่วมาและรบกวนโลกภายนอกทันที!
สืออวี่ฉิงและหยวนชีต่างก็ส่งเสียงครางอู้อี้ในลำคอ มีเลือดไหลซึมออกมาจากตา หู ปาก และจมูก รูปลักษณ์เต๋าบนผนังระฆังใหญ่ปั่นป่วนวุ่นวาย ส่งเสียงดังก้องกังวาน!
จินปู้อี๋ครางในลำคอ ถอยกรูดไปด้านหลังติดๆ กัน มีเพียงหญ้าเซียนสีม่วงกับสวี่อิงที่ชั่วคราวยังไม่เป็นไร
สุรเสียงแห่งวิถีเซียนที่อ่อนระทวยซึ่งดังออกมาจากปากของชางหยาง ดังกระหึ่มจากยอดเขา ลุกลามไปตามยอดเขารอบๆ สำนักกระบี่ทันที ต้นไม้ใบหญ้านับไม่ถ้วนเติบโตอย่างบ้าคลั่งราวกับมังกรพิษหรืองูหลามยักษ์ สัตว์ประหลาดในภูเขาส่งเสียงร้องคำราม สัตว์ยักษ์หลายตัวถึงกับเริ่มหลอมรวมเข้ากับพืชพรรณชนิดต่างๆ!
เจ็ดสิบสองยอดเขาแห่งสำนักกระบี่ ยอดเขาที่อยู่ใกล้เคียงถูกปกคลุมไปด้วยเมือกสีเขียวอย่างรวดเร็ว
บนยอดเขาเหล่านี้มีป่ากระบี่ ซึ่งเป็นกระบี่เหินที่ศิษย์ของสำนักกระบี่ทิ้งเอาไว้ ทั้งหมดล้วนปักอยู่บนตัวภูเขา
ในยามนี้ กระบี่เหินเหล่านั้นพลันสั่นสะเทือนส่งเสียงหึ่งๆ พุ่งทะยานออกมาจากตัวภูเขา ก่อตัวเป็นค่ายกลกระบี่อันกว้างใหญ่ไพศาลโดยอัตโนมัติ หมุนวนรอบยอดเขาแต่ละลูก ปราณกระบี่ตวัดฟันไปมา สกัดเอาเมือกสีเขียวบนภูเขาทิ้งไป!
สำนักกระบี่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน กระบี่เหินที่สะสมไว้มีจำนวนนับไม่ถ้วน พวกมันก่อเกิดความสัมพันธ์แบบพึ่งพาอาศัยกันกับสำนักกระบี่ ยามนี้สำนักกระบี่ตกอยู่ในอันตราย พวกมันจึงพุ่งออกมารปกป้องสำนักกระบี่ด้วยตัวเอง!
นี่แหละคือรากฐานของสำนักใหญ่ที่สืบทอดมาอย่างยาวนานนับหมื่นปี!
ทว่าวินาทีต่อมา กระบี่เหินแต่ละเล่มก็เกิดความสับสนวุ่นวายท่ามกลางสุรเสียงแห่งวิถีเซียนที่อ่อนระทวย รอยประทับรูปลักษณ์เต๋าในกระบี่พากันปั่นป่วนและบิดเบี้ยว กระบี่เหินโจมตีกันเอง ชั่วขณะนั้นมีกระบี่หักสะบั้นนับไม่ถ้วน
เพียงชั่วพริบตา สำนักกระบี่ก็ถูกกัดกร่อนจนราวกับเป็นหอเหม่อมองบ้านเกิดอีกแห่ง ทำให้สวี่อิงอดไม่ได้ที่จะอกสั่นขวัญแขวน!
ในช่วงเวลาคับขัน กระบี่เซียนซืออู๋เสียก็เปล่งแสงเจิดจ้า แสงเซียนร่วงหล่นลงมา สะกดหยวนเสินของผู้ทรงเกียรติชางหยางเอาไว้ ทำให้เขาไม่สามารถอ้าปากได้อีก
กระบี่เหินนับไม่ถ้วนที่หมุนวนรอบเจ็ดสิบสองยอดเขาแห่งสำนักกระบี่จึงได้หยุดต่อสู้กัน พวกมันบินร่อนอยู่กลางอากาศทีละเล่ม ทยอยกลับไปยังยอดเขาของตน และปักกลับเข้าไปในตัวภูเขาตามเดิม
แต่เป็นเพราะผู้ทรงเกียรติชางหยางอ้าปาก จึงส่งผลให้มีกระบี่เหินถูกทำลายไปมากถึงหลายหมื่นเล่ม
ศิษย์กระบี่ผู้นั้นกระโดดออกมาจากหอคอยสิบสองชั้น กล่าวว่า "มลทินแห่งวิถีเซียนที่เขาได้รับนั้นร้ายกาจหาใดเปรียบ ไม่ใช่มลทินที่เกิดจากของวิเศษเซียนร่วงหล่นลงมาในโลกมนุษย์ แต่เป็นมลทินที่เกิดจากเซียนร่วงหล่น! พวกเจ้าออกไปก่อน อีกสองสามวันค่อยมาใหม่!"
สืออวี่ฉิง หยวนชี และคนอื่นๆ ก็ฟื้นคืนสติขึ้นมา ต่างคนต่างยังคงหวาดผวา รีบพากันลงจากยอดเขา
"สำนักกระบี่ของเรายังไม่ได้เริ่มรับศิษย์อย่างเป็นทางการ เดิมทีข้าตั้งใจว่ารอให้ผู้ทรงเกียรติชางหยางกับพวกเขากลับมาที่สำนักกระบี่เสียก่อน ถึงจะเปิดสำนักรับศิษย์อย่างเป็นทางการ"
สืออวี่ฉิงพาสวี่อิงและคนอื่นๆ มาที่สระล้างกระบี่ของสำนักกระบี่ ด้านหลังสระล้างกระบี่คือสวนสมุนไพรหมื่นหมู่ ด้านในเต็มไปด้วยสมุนไพรวิเศษนานาชนิด แสงวิเศษพุ่งทะลุทะลวงขึ้นไปบนท้องฟ้า งดงามตระการตายิ่งนัก
สมุนไพรวิเศษในสวนสมุนไพรเหล่านั้น แต่ละต้นล้วนราวกับผู้บำเพ็ญปราณยิ่งใหญ่ที่บำเพ็ญหยวนเสินสำเร็จและกำลังรอคอยการทะยานขึ้นเป็นเซียน แต่ละต้นมีกลิ่นอายยาวนาน ส่งกลิ่นหอมเตะจมูก
ที่สำคัญกว่านั้นคือ จำนวนของสมุนไพรวิเศษช่างมีมากมายมหาศาลจริงๆ!
"สมุนไพรวิเศษเหล่านี้ปลูกไว้เมื่อสามพันปีก่อน ไม่มีใครมาเก็บเกี่ยว แต่ละต้นมีสรรพคุณทางยาอย่างน้อยสามพันปี"
สืออวี่ฉิงถอนหายใจ ถอนโสมวิเศษอายุสามพันปีขึ้นมาต้นหนึ่ง ยัดใส่มือสวี่อิงอย่างไม่ใส่ใจนัก พลางกล่าว "สมุนไพรวิเศษเหล่านี้ หากนำออกไปสักต้น ก็สามารถทำให้ผู้คนแย่งชิงกันจนหัวร้างข้างแตกได้ ทว่านั่นมันเมื่อสามพันปีก่อน ปัจจุบันนี้นอกจากสมุนไพรวิเศษที่ช่วยยกระดับพรสวรรค์และความเข้าใจแล้ว เกรงว่าคงไม่มีใครสนใจของพรรค์นี้อีกแล้ว"
สวี่อิงเอาน้ำมาล้างๆ แล้วกัดไปหนึ่งคำ ทันใดนั้นก็รู้สึกถึงสรรพคุณทางยาอันบ้าคลั่งระเบิดออกมา พุ่งชนอวัยวะภายในทั้งห้าและหกของเขา กระแทกด่านเสวียนกวน ทำให้ภูเขาสวรรค์แต่ละลูกสั่นคลอน สายน้ำในแม่น้ำสวรรค์ก็แปรปรวนอย่างหนัก มีท่าทีราวกับน้ำท่วมล้นทะลัก!
เขารีบสะกดสรรพคุณทางยาเอาไว้ เอ่ยอย่างสงสัยว่า "สมุนไพรวิเศษชนิดนี้ ไม่เหมือนกับโอสถเซียนในความลับทั้งหกของร่างกายมนุษย์"
สืออวี่ฉิงพยักหน้าเบาๆ ตอบ "สมุนไพรวิเศษชนิดนี้ สรรพคุณทางยารุนแรงเกินไป นำมาซึ่งอันตรายอย่างใหญ่หลวงยามทะลวงด่าน ดังนั้นทุกครั้งที่หลอมโอสถขนานใหญ่เพื่อทะลวงด่าน จึงเป็นด่านเคราะห์แห่งความเป็นความตาย ในแต่ละปีจะมีศิษย์พี่ศิษย์น้องจำนวนไม่น้อยต้องจบชีวิตลงเพราะทะลวงด่านด้วยโอสถขนานใหญ่ ทุกคนต่างก็วุ่นวายอยู่กับการค้นหาสมุนไพรวิเศษเพื่อนำมาหลอมโอสถขนานใหญ่"
นางขมวดคิ้วด้วยความกลัดกลุ้ม ถอนหายใจพลางกล่าว "ทว่าโอสถเซียนที่ตกได้จากความลับทั้งหก กลับไม่มีอันตรายเช่นนี้ ราบรื่นเกินไปแล้ว"
สวี่อิงแทะโสมวิเศษอายุสามพันปีจนหมดเกลี้ยงราวกับกำลังแทะหัวไชเท้า หัวเราะพลางถาม "แบบนั้นไม่ดีหรือ?"
สืออวี่ฉิงตอบ "ข้ามักจะรู้สึกว่ามันราบรื่นเกินไป ขาดการขัดเกลาจากความเป็นความตายไปบ้าง"
สวี่อิงส่ายหน้า "พวกเจ้าเอาแต่คิดว่าการขัดเกลาจากความเป็นความตายนั้นเป็นเรื่องดี แต่กลับลืมผู้คนที่ต้องตายเพราะการขัดเกลานั้นไปเสียสนิท"
สืออวี่ฉิงใจหาย พยักหน้ารับคำ
นางเก็บผลเบอร์รี่ของสมุนไพรวิเศษที่สุกงอมมาจำนวนหนึ่งเพื่อต้อนรับสวี่อิงและคนอื่นๆ ของเหล่านี้ในอดีตล้วนเป็นสมุนไพรวิเศษที่หาได้ยากยิ่ง แต่ตอนนี้กลับถูกมองว่าเป็นเพียงผลไม้ธรรมดาๆ
สวี่อิง หยวนชี และจินปู้อี๋กินดื่มจนอิ่มหนำ หญ้าเซียนสีม่วงก็ฝังรากของตัวเองลงในหญ้าวิเศษเหล่านั้น ดูดซับหญ้าวิเศษจนกลายเป็นกาก กินอิ่มจนพุงกาง
หญ้าเซียนสีม่วงมองไปยังสวนสมุนไพรหมื่นหมู่ อดไม่ได้ที่จะบังเกิดความคิดชั่วร้ายขึ้นมา จึงโดนกระบี่แทงเข้าให้อีกหลายแผล เจ็บปวดจนล้มกลิ้งลงไปกองกับพื้น แค่คิดก็ยังไม่กล้า นับประสาอะไรกับการลงมือทำ
สวี่อิงเห็นดังนั้นก็ใจหายวาบ 'ไม่รู้ว่าเจ้านี่มันคิดแผนชั่วอะไรขึ้นมาอีก ซืออู๋เสียแข็งแกร่งปานนี้ จะขุดสุสานได้อย่างไร?'
เขาเพิ่งจะคิดมาถึงตรงนี้ กลางอกก็โดนกระบี่แทงเข้าให้อีกแผล รีบเพ่งมองภายในเพื่อทำสมาธิ หรือไม่ก็กระตุ้นเคล็ดวิชาชักนำไท่อี เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ตัวเองมีความคิดฟุ้งซ่านอะไรอีก
สืออวี่ฉิงนำทางเขามาถึงผาเซียนกระบี่ เอ่ยว่า "สำนักกระบี่เขาสู่ซานของเรา ยกย่องกระบี่เป็นใหญ่ ใต้หล้านี้ไม่มีวิชากระบี่ของใครจะเหนือไปกว่าสู่ซานได้อีกแล้ว เพียงแต่สู่ซานของเราก็เผชิญกับเหตุการณ์โลกหน้าเช่นกัน ทำให้คัมภีร์ของสำนักกระบี่จำนวนไม่น้อยไม่มีใครตีความได้อีก"
สวี่อิงเดินตามนางไป บนผาเซียนกระบี่ประทับด้วยเพลงกระบี่อันล้ำเลิศนานาชนิด แผ่ซ่านเจตนากระบี่ที่น่าตื่นตะลึงออกมา
ผาเซียนกระบี่แผ่กลิ่นอายอันแข็งแกร่งดุดันซึ่งมีเพียงของวิเศษล้ำเลิศเท่านั้นถึงจะมี เจตนากระบี่พุ่งเข้าปะทะหน้า ระฆังใหญ่บินนำอยู่ด้านหน้า กระทั่งผนังระฆังยังส่งเสียงดังเคร้งคร้าง ราวกับถูกปราณกระบี่นับไม่ถ้วนทิ่มแทงเข้าใส่ผนังระฆัง
"ข้าอาจจะไม่ใช่ของวิเศษอันดับหนึ่งที่อยู่รองจากของวิเศษเซียนแล้วกระมัง"
ระฆังใหญ่เกิดความยำเกรง รำพึงในใจ 'หน้าผาแห่งนี้ แข็งแกร่งกว่าข้ามากนัก! เอ๊ะ เหมือนมันจะยังไม่มีจิตวิญญาณ ยังไม่ตื่นรู้จิตสำนึกแห่งตนของของวิเศษ ถ้าอย่างนั้นข้าก็ยังคงเป็นของวิเศษอันดับหนึ่งอยู่ดี!'
สวี่อิงยืนอยู่เบื้องหน้าหน้าผา มองไปยังหนึ่งในเคล็ดวิชากระบี่เหล่านั้น ทันใดนั้นประกายกระบี่นับไม่ถ้วนก็ปรากฏขึ้นในดวงตา ราวกับยอดนักดาบแต่ละคนกำลังพุ่งเข้ามาโจมตีตน!
นั่นคือเจตนากระบี่ของยอดฝีมือแห่งสำนักกระบี่ เมื่อสัมผัสกับจิตสำนึกของเขา จึงก่อให้เกิดภาพนิมิตขึ้น!
สวี่อิงขยับความคิด ตัวเขาในห้วงความคิดกระตุ้นเคล็ดวิชากระบี่ ใช้ออกด้วยเพลงกระบี่ ต่อต้านกับเจตนากระบี่ของยอดฝีมือแห่งสำนักกระบี่ ประหนึ่งปรมาจารย์เพลงกระบี่สองท่านกำลังประลองฝีมือกัน
ทว่าการประลองเช่นนี้ ดำรงอยู่ในห้วงความคิดเท่านั้น!
แม้เจตนากระบี่ของเขาจะแข็งแกร่ง แต่เมื่อเทียบกับเจตนากระบี่ที่ยอดฝีมือแห่งสำนักกระบี่ทิ้งเอาไว้ ก็ยังด้อยกว่ามาก ทว่าที่แปลกก็คือเจตนากระบี่ของยอดฝีมือแห่งสำนักกระบี่กลับอยู่ในระดับเดียวกับเขาเสมอ ไม่ได้อาศัยเจตนากระบี่มากดข่มเขาแต่อย่างใด
สิ่งที่สร้างภัยคุกคามให้สวี่อิงอย่างแท้จริง คือกระบวนท่าที่แฝงอยู่ในเจตนากระบี่!
"ผาเซียนกระบี่แห่งนี้ สลักเคล็ดวิชาล้ำเลิศของปรมาจารย์แห่งสำนักกระบี่ของเราในแต่ละยุคสมัยเอาไว้ คนธรรมดาเมื่อมาถึงที่นี่ แค่อยู่หน้าผาหินแห่งแรกก็ทนไม่ไหวแล้ว ย่อมต้องหวาดกลัวสุดขีดจนวิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงไปแน่"
สืออวี่ฉิงกล่าว "ยิ่งเข้าไปลึก เจตนากระบี่ก็จะยิ่งแข็งแกร่ง การสืบทอดก็ยิ่งล้ำลึก ผาเซียนกระบี่ยาวหมื่นลี้ ตั้งแต่โบราณกาลมา มีคนจำนวนมากมาที่ผาเซียนกระบี่แห่งนี้เพื่อแสวงหาเคล็ดวิชากระบี่สูงสุด ทว่ากลับไม่มีใครสามารถเดินไปจนสุดหน้าผา แล้วเดินออกมาจากอีกฝั่งได้เลย"
สวี่อิงขัดเกลาเจตนากระบี่ ใช้สิบสามกระบวนท่ากระบี่สวรรค์ต้านทานกระบวนท่าสังหารต่างๆ ในห้วงความคิด สิบสามกระบวนท่ากระบี่สวรรค์คือวิถีบู๊ และเป็นวิถีสวรรค์ด้วย ความล้ำลึกของมัน แม้แต่หลี่เซียวเค่อก็ยังต้องยอมก้มหัวยอมแพ้ และขอศึกษาอย่างถ่อมตน
สวี่อิงคลี่สิบสามกระบวนท่ากระบี่สวรรค์ออก ก็สามารถทำลายกระบวนท่ากระบี่ของยอดฝีมือแห่งสำนักกระบี่บนหน้าผาหินแห่งแรกไปได้ เขาเดินไปยังหน้าผาหินแห่งที่สอง พลางเอ่ยถาม "อวี่ฉิง เจ้าเดินไปได้ไกลแค่ไหน?"
สืออวี่ฉิงตอบ "ข้าเดินไปถึงหน้าผาหินกระบี่เซียน ห่างจากสุดปลายหน้าผา ยังเหลือหน้าผาหินอีกสองแห่ง ท่านอาจารย์บอกข้าว่า นี่เป็นผลงานที่ดีที่สุดในรอบหมื่นปีแล้ว ท่านอาจารย์บอกว่าข้ายังอายุน้อย หากผ่านไปอีกหลายปีแล้วค่อยเข้ามาในผาหมื่นลี้อีกครั้ง ย่อมต้องเดินไปได้ไกลกว่านี้แน่ น่าเสียดาย..."
สีหน้าของนางหม่นหมองลง หลังจากที่ท่านอาจารย์เจ้าสำนักของนางพูดประโยคนี้ได้ไม่นาน ฟ้าดินก็เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ นับแต่นั้นมาท่านอาจารย์เจ้าสำนักรวมถึงคนอื่นๆ ในสำนักกระบี่ก็หายสาบสูญไปจากโลกนี้จนหมดสิ้น ราวกับไม่เคยมีตัวตนอยู่เลย
สืออวี่ฉิงรักษาสภาพจิตใจแห่งเต๋าให้มั่นคง เอ่ยว่า "เมื่อสามพันปีก่อน หลี่เซียวเค่อผู้เลื่องชื่อลือนามไปทั่วหล้าด้วยวิชาคู่ระฆังกระบี่อันเป็นเลิศ ก็เคยมาฝ่าด่านผาเซียนกระบี่เช่นกัน ทว่ากลับต้องหยุดฝีเท้าลงที่หน้าผาหินกระบี่เซียน"
เมื่อระฆังใหญ่ได้ยินชื่อของหลี่เซียวเค่อ ก็อดไม่ได้ที่จะตั้งใจฟัง มันเป็นผู้ที่ให้ความสำคัญกับความรู้สึกและคุณธรรม แม้ปากจะเอาแต่เรียกเจ้านายเศษเหล็ก ทว่าในใจก็ยังคงห่วงใยหลี่เซียวเค่ออยู่ไม่น้อย
สวี่อิงดำดิ่งอยู่ในการประลองกระบี่ทางความคิดของหน้าผาหินแห่งที่สอง โดยไม่พูดอะไรออกมา
หยวนชีเดินตามหลังสวี่อิงต้อยๆ มันเองก็เฝ้าสังเกตวิชากระบี่บนหน้าผาหิน ใช้ความคิดประลองกระบี่ ขัดเกลาและยกระดับวิชากระบี่ของตัวเองเช่นกัน
ส่วนระฆังใหญ่ หญ้าเซียนสีม่วง และจินปู้อี๋ ไม่ได้เข้าไปในผาเซียนกระบี่หมื่นลี้
จินปู้อี๋สัปหงกอยู่บนภูเขา หญ้าเซียนสีม่วงลอยละล่องไปทางสวนสมุนไพรหมื่นหมู่ด้วยท่าทางลับๆ ล่อๆ โบกสะบัดรากของมัน เตรียมจะฝังลงไปในร่างของสมุนไพรวิเศษอายุหลายพันปีเหล่านั้น
กระบี่เซียนซืออู๋เสียมีจิตกระบี่สว่างไสว ไม่อาจทนต่อความคิดชั่วร้ายแม้แต่น้อย ปราณกระบี่ไร้รูปร่างหลายสายทิ่มแทงเข้าไปในร่างของหญ้าเซียนสีม่วง ทันใดนั้นหญ้าเซียนก็ร่วงหล่นลงพื้น ชักกระตุกไปทั้งตัว ทว่ารากของมันยังคงสั่นเทาขณะคลานไปยังสวนสมุนไพร
ปราณกระบี่มีมากขึ้นเรื่อยๆ แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ หญ้าเซียนสีม่วงยังคงคลานไปอย่างยากลำบาก ทุ่มสุดชีวิตยื่นรากแต่ละเส้นออกไป ฝังลงในร่างของสมุนไพรวิเศษเหล่านั้น
เบื้องหน้าผาเซียนกระบี่ สืออวี่ฉิงก็เดินเข้าไปในผาหมื่นลี้ เพื่อพิสูจน์สิ่งที่ตัวเองได้เรียนรู้และตระหนักรู้ในช่วงที่ผ่านมาเช่นกัน
อย่างไรเสียนางก็คือเจ้าสำนักรุ่นใหม่ที่สำนักกระบี่คัดเลือกมา แบกรับภาระหน้าที่อันหนักอึ้งในการสืบทอดอดีตและเบิกทางสู่อนาคต นางรู้แจ้งแทงตลอดในวิชากระบี่ต่างๆ บนหน้าผาหินเป็นอย่างดี ไม่นานก็ทิ้งห่างสวี่อิง และค่อยๆ ดำดิ่งลึกเข้าไปในหน้าผา
ทว่า ยิ่งไปด้านหลัง เจตนากระบี่ที่แฝงอยู่ในหน้าผาหินก็ยิ่งแข็งแกร่ง วิชากระบี่ก็ยิ่งล้ำเลิศ วิถีกระบี่ก็ยิ่งล้ำลึกมากขึ้นเท่านั้น
เมื่อเดินไปได้ครึ่งทาง สืออวี่ฉิงก็ชะลอฝีเท้าลงโดยไม่รู้ตัว รอจนกระทั่งนางเอาชนะเจตนากระบี่ในหน้าผาหินได้ และลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง กลับพบว่าสวี่อิงมาอยู่ไม่ไกลจากตัวเองตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่รู้
สืออวี่ฉิงตกใจในใจ 'เขาเรียนรู้ได้เร็วขนาดนี้เลยหรือ?'
"ข้าไม่ได้กำลังเรียนรู้ แต่กำลังเติมเต็มวิชากระบี่ เจตนากระบี่ และวิถีกระบี่ของข้าต่างหาก"
สวี่อิงเดินมาอยู่ข้างกายนาง สีหน้าผ่อนคลาย เอ่ยว่า "ทะเลวิชาไร้ขอบเขต ชีวิตข้ามีขีดจำกัด แต่ความรู้ไร้ขีดจำกัด เอาสิ่งที่มีขีดจำกัดไปตามล่าสิ่งที่ไร้ขีดจำกัด ช่างโง่เขลานัก! ดังนั้นข้าจึงไม่ไปเรียนรู้วิชากระบี่ของผู้อาวุโสเหล่านี้ แต่ใช้วิชากระบี่ของพวกเขามาขัดเกลาและเติมเต็มวิชากระบี่ของข้าเอง นี่ต่างหากคือวิถีแห่งการแสวงหาความรู้ที่ถูกต้อง"







