“เป็นการประชุมประกวดราคาอุปกรณ์ปุ๋ยเคมีขนาดใหญ่ที่คณะกรรมการเศรษฐกิจจัดขึ้นน่ะครับ” ต่งเหยียนพูด “ประเทศเรานำเข้าอุปกรณ์ปุ๋ยเคมีขนาดใหญ่จากญี่ปุ่นมาห้าชุด ตกลงกับญี่ปุ่นไว้แล้วว่าจะแบ่งอุปกรณ์ 30% ให้วิสาหกิจในประเทศเป็นผู้รับเหมาช่วง คณะกรรมการเศรษฐกิจก็เลยเรียกพวกเรามาเพื่อแบ่งงานกัน”
“จุ๊ๆๆ ยังไงวิสาหกิจของรัฐอย่างพวกคุณก็ดีกว่าจริงๆ มีธุรกิจมาประเคนให้ถึงที่เลย” หร่วนฝูเกินพูดอย่างอดอิจฉาไม่ได้ “อุปกรณ์ปุ๋ยเคมีขนาดใหญ่เนี่ยผมก็พอรู้อยู่ ชุดหนึ่งตกประมาณหนึ่งถึงสองร้อยล้านใช่ไหม ทั้งหมดห้าชุด แบ่ง 30% มาให้พวกคุณทำ พวกคุณก็คงได้ส่วนแบ่งสักสองสามร้อยล้านเลยสิ”
ต่งเหยียนยิ้มขื่นพลางพูดว่า “ตอนนี้ทุกคนไม่อยากรับงานนี้กันทั้งนั้นแหละครับ เมื่อกี้ตอนประชุมที่คณะกรรมการเศรษฐกิจก็ยังเถียงกันหน้าดำหน้าแดงอยู่เลย”
“ไม่อยากรับเหรอ” หร่วนฝูเกินเบิกตากว้าง “มีธุรกิจแต่ไม่อยากรับเนี่ยนะ มันเหตุผลอะไรกัน”
ต่งเหยียนเล่าเรื่องราวคร่าวๆ ให้หร่วนฝูเกินฟัง หร่วนฝูเกินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “คุณหมายความว่าข้อเรียกร้องของญี่ปุ่นสูงเกินไป พวกคุณกลัวว่าจะทำไม่ได้ ก็เลยไม่มีใครกล้ารับปากข้อเรียกร้องของผู้อำนวยการหลัวอะไรนั่นใช่ไหม”
ต่งเหยียนตอบ “จริงๆ ก็ไม่ได้เป็นแบบนั้นซะทีเดียวครับ อุปกรณ์ที่ญี่ปุ่นให้รับเหมาช่วงพวกนี้ บางอย่างความยากก็ไม่ได้สูงมากนัก หากพวกเราพยายามสักหน่อยก็พอทำได้ ยิ่งไปกว่านั้นทางญี่ปุ่นยังมีภาระผูกพันที่จะต้องถ่ายทอดเทคโนโลยีให้เรา และช่วยฝึกอบรมบุคลากรให้พวกเราด้วย ความหมายของพวกผู้อำนวยการโรงงานคือ พอเซ็นสัญญาแบบนี้กับสำนักงานอุปกรณ์สำคัญแล้ว ต่อไปก็จะถูกผูกมัด เผื่อตรงไหนเกิดความผิดพลาดขึ้นมา แล้วถูกสำนักงานอุปกรณ์สำคัญจับผิดได้ มันจะยุ่งยากเอาน่ะครับ”
“แล้วจะทำยังไงล่ะ” หร่วนฝูเกินถาม
ต่งเหยียนตอบ “จะทำยังไงได้ล่ะครับ ก็ยื้อไปสิ ยื้อจนกว่าสำนักงานอุปกรณ์สำคัญจะทนไม่ไหว แล้วก็ยอมผ่อนปรนไปเอง แต่ถ้าถามความเห็นผม จริงๆ แล้วข้อเรียกร้องของสำนักงานอุปกรณ์สำคัญก็สมเหตุสมผลดีนะ ถ้าพวกเรามีท่าทีจริงจังขึ้นอีกนิด ก็คงไม่ถึงกับทำพลาดอะไรหรอก”
ในฐานะเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิค สิ่งที่ต่งเหยียนคิดมากกว่าก็คือเรื่องนั้นสามารถทำได้หรือไม่ ไม่ใช่วิธีการจัดการความสัมพันธ์กับเบื้องบน การที่เฉิงหยวนติ้งตั้งตนเป็นปรปักษ์กับหลัวเสียงเฟย ส่วนหม่าเหว่ยเสียงก็ใช้ความเงียบเพื่อสนับสนุนเฉิงหยวนติ้งนั้น ในใจของต่งเหยียนไม่ค่อยเห็นด้วยนัก เขารู้สึกว่าข้อเรียกร้องของหลัวเสียงเฟยไม่ได้ทำเกินไปเลย ตรงกันข้าม เป็นเพราะหลายปีมานี้พวกของเฉิงหยวนติ้งเคยตัวกับความสบาย พอโดนผูกมัดนิดหน่อยก็รับไม่ได้เสียแล้ว นี่ไม่ใช่ท่าทีของการทำธุรกิจเลย แต่ยังไงเสียเขาก็ไม่ใช่ผู้อำนวยการโรงงาน เรื่องนโยบายหลักแบบนี้เขาไม่มีสิทธิ์พูดอะไร จึงทำได้เพียงแค่บ่นกระปอดกระแปดอยู่ในใจเท่านั้น ตอนนี้พอเจอหร่วนฝูเกินถามขึ้นมา เขาจึงได้โอกาสบ่นระบายออกมาสองสามประโยค
“โรงงานพวกคุณก็ไม่รับเหรอ” หร่วนฝูเกินถามอีก
ต่งเหยียนตอบ “แน่นอนสิครับ ทุกคนตกลงกันไว้แล้วว่าจะก้าวไปพร้อมกัน โรงงานของพวกเราก็คงไม่ยอมอ่อนข้อให้ก่อนแน่”
“พวกคุณจะรับเหมาช่วงอุปกรณ์อะไรบ้างล่ะ คุณพอจะเล่าให้ผมฟังหน่อยได้ไหม” หร่วนฝูเกินถาม
ต่งเหยียนมองหร่วนฝูเกิน พลางถามด้วยความประหลาดใจว่า “อาฝูเกิน อาคงไม่ได้อยากจะรับออร์เดอร์นี้หรอกนะ”
“จะเป็นไปได้ยังไงล่ะ” หร่วนฝูเกินพูด พอพูดจบเขาก็แสดงสีหน้าเก้อเขินออกมา แล้วพูดต่อว่า “แต่ว่า ฟังดูก็ไม่เห็นเป็นไรเลยนี่ เผื่อว่าพวกเราจะทำอะไรได้บ้างล่ะ”
“ไม่หรอกมั้งอาฝูเกิน อายังมีความคิดแบบนี้อีกเหรอ” ต่งเหยียนถึงกับไม่รู้จะพูดอะไรดี ในสายตาของเขา มีเพียงโรงงานขนาดใหญ่ของรัฐแบบพวกเขานี้เท่านั้นที่มีสิทธิ์เข้าไปมีส่วนร่วมกับอุปกรณ์ปุ๋ยเคมีขนาดใหญ่ หร่วนฝูเกินก็เป็นแค่ชาวนาที่เปิดโรงงานเครื่องจักรกลเล็กๆ แห่งหนึ่ง กลับกล้าหมายปองผลิตภัณฑ์ระดับสูงแบบนี้ นี่มันเข้าทำนองคางคกอยากกินเนื้อหงส์หรือเปล่านะ
หร่วนฝูเกินเห็นสีหน้าไม่เชื่อของต่งเหยียน จึงอธิบายอย่างตะกุกตะกักว่า “ต่งเหยียนเอ๊ย คุณไม่รู้หรอกว่าวิสาหกิจส่วนตัวอย่างพวกเราน่ะลำบากแค่ไหน ทำไมผมเจอใครก็ต้องคอยพยักหน้าโค้งคำนับ ไม่ใช่เพราะคิดอยากจะหางานจากพวกเขามาทำบ้างเหรอ ตอนนี้โรงงานเรากำลังกลุ้มใจที่หางานไม่ได้ ขอแค่มีงาน ไม่ว่าจะเป็นอะไรพวกเราก็กล้ารับทั้งนั้นแหละ ภาชนะรับแรงดันที่คุณเพิ่งพูดถึง พวกเราก็เคยทำมาแล้ว ทำเสร็จก็ส่งไปให้ศูนย์ตรวจสอบอุปกรณ์เคมีของมณฑลตรวจดู เขายังบอกเลยว่าคุณภาพของเราดีมากนะ”
“ที่พวกคุณทำคือภาชนะรับแรงดันประเภทไหนเหรอครับ” ต่งเหยียนถาม
หร่วนฝูเกินดูเสียงอ่อนลงไปหลายส่วน เขาพูดว่า “ก็ต้องเป็นภาชนะรับแรงดันประเภทที่ 1 อยู่แล้วล่ะ ประเภทที่ 2 ใครเขาจะกล้าให้พวกเราผลิตล่ะ”
ภาชนะรับแรงดันเป็นชิ้นส่วนที่มีจำนวนมากที่สุดในบรรดาอุปกรณ์เคมี ซึ่งรวมถึงถังทรงกลมและหอกลั่นแลกเปลี่ยนความร้อนประเภทต่างๆ หากแบ่งตามความดันที่ภาชนะรับได้ จะสามารถแบ่งออกเป็นสี่ระดับ ได้แก่ ความดันต่ำ ความดันปานกลาง ความดันสูง และความดันสูงยิ่งยวด แต่หากมองในมุมมองของการตรวจสอบความปลอดภัย จะแบ่งออกเป็นภาชนะรับแรงดันประเภทที่ 1 ประเภทที่ 2 และประเภทที่ 3 ภาชนะรับแรงดันประเภทที่ 1 จะมีข้อกำหนดต่ำที่สุด จำกัดเฉพาะภาชนะรับความดันต่ำที่ใช้บรรจุสารที่ไม่ติดไฟง่ายและมีความเป็นพิษต่ำเท่านั้น
ทว่าถึงแม้จะเป็นภาชนะรับแรงดันประเภทที่ 1 ก็ยังมีมาตรฐานทางเทคนิคในการผลิตที่เป็นระบบ ไม่ใช่วิสาหกิจไหนก็สามารถผลิตออกมาได้ตามใจชอบ การที่โรงงานเครื่องจักรกลเฉวียนฝูของหร่วนฝูเกินสามารถผลิตภาชนะรับแรงดันประเภทที่ 1 ได้ และยังผ่านการตรวจสอบจากศูนย์ตรวจสอบของมณฑล ก็นับว่าไม่เลวเลยทีเดียว
ในใจของต่งเหยียนก็คิดเช่นนั้น เขาพูดว่า “อาฝูเกิน โรงงานเล็กๆ อย่างพวกอาที่สามารถผลิตภาชนะรับแรงดันประเภทที่ 1 ออกมาได้ ก็นับว่าเก่งมากแล้วครับ แต่ว่าอุปกรณ์ปุ๋ยเคมีขนาดใหญ่ล็อตนี้ ส่วนใหญ่ล้วนเป็นภาชนะรับแรงดันประเภทที่ 2 และประเภทที่ 3 เกรงว่าโรงงานของอาคงรับไม่ไหวหรอกครับ”
หร่วนฝูเกินพูดว่า “ภาชนะรับแรงดันประเภทที่ 3 ตอนนี้พวกเรายังไม่กล้าแตะหรอก แต่ภาชนะรับแรงดันประเภทที่ 2 พวกเรายังพอจะลองดูได้นะ โรงงานของเราไม่มีใบอนุญาตสำหรับภาชนะรับแรงดันประเภทที่ 2 ก็จริง แต่โรงงานเคมีฮุ่ยอันของพวกเรามีนี่ ผมสามารถขอยืมใบอนุญาตกับคนงานของพวกเขามาทำได้”
ต่งเหยียนตกใจกับความคิดแหวกแนวของหร่วนฝูเกิน เขาพูดว่า “อาฝูเกิน นี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นเลยนะครับ เขามีใบอนุญาตภาชนะรับแรงดันประเภทที่ 2 จะเอามาให้พวกอายืมใช้ได้ยังไง เกิดมีเรื่องอะไรขึ้นมา ใครจะรับผิดชอบไหว”
หร่วนฝูเกินพูดอย่างไม่เห็นด้วยว่า “จะมีเรื่องได้ยังไงล่ะ พวกเราผลิตของออกมา ยังไงก็ต้องส่งไปตรวจอยู่แล้ว เมื่อกี้คุณเพิ่งบอกไม่ใช่เหรอว่าให้คนญี่ปุ่นเป็นคนตรวจ ถ้าคนญี่ปุ่นตรวจผ่านแล้ว จะมีปัญหาอะไรได้ ส่วนเรื่องที่คุณบอกว่าเขาจะให้ผมยืมใบอนุญาตหรือเปล่า เรื่องนี้ยิ่งไม่ใช่ปัญหาเลย อาฝูเฉวียนของคุณก็เป็นผู้อำนวยการโรงงานเคมีฮุ่ยอัน เขาจะไม่ไว้หน้าผมเชียวเหรอ”
“...” ต่งเหยียนถึงกับพูดไม่ออก อาฝูเฉวียนที่หร่วนฝูเกินพูดถึงคือหร่วนฝูเฉวียนน้องชายของเขาเอง ซึ่งต่งเหยียนก็รู้จักมักคุ้นเป็นอย่างดี เนื่องจากเป็นวิสาหกิจในสังกัดเดียวกันของมณฑล โอกาสที่ต่งเหยียนจะได้เจอหร่วนฝูเฉวียนจึงมีมากกว่าโอกาสที่จะได้เจอหร่วนฝูเกินเสียอีก เขารู้ดีว่าหากหร่วนฝูเกินไปขอให้หร่วนฝูเฉวียนช่วยจริงๆ อาฝูเฉวียนที่มีนิสัยค่อนข้างอ่อนแอคนนี้ก็อาจจะยอมตกลงจริงๆ ก็ได้
“อาฝูเกินครับ เรื่องนี้อาลองกลับไปคิดดูดีๆ อีกทีเถอะนะ ผมคงไม่ออกความเห็นให้แล้วละ อาดูสิ ทางฝั่งผมยังมีหัวหน้าอยู่ งั้นอาก็ค่อยๆ ทานไปคนเดียวนะครับ ช่วงสองสามวันนี้พวกเรายังอยู่ที่เมืองหลวง ไว้มีโอกาสเราค่อยคุยกันใหม่นะครับ” ต่งเหยียนพูดพลางเตรียมตัวจะลุกออกไป เขารู้สึกว่าตัวเองคงคุยกับหร่วนฝูเกินต่อไปไม่ได้อีกแล้วจริงๆ
หร่วนฝูเกินคว้าตัวเขาเอาไว้แล้วพูดว่า “ต่งเหยียน คุณอย่าเพิ่งรีบไปสิ ผมขอรบกวนเวลาคุณสักไม่กี่นาที คุณช่วยบอกผมหน่อย ว่าอุปกรณ์ที่เบื้องบนประกวดราคาคืออะไรบ้าง และด้วยศักยภาพของเรา พอจะทำอะไรได้บ้าง แล้วก็ ถ้าพวกเราอยากจะรับงานนี้ ต้องไปติดต่อหน่วยงานไหนล่ะ”
ต่งเหยียนจึงต้องปั้นหน้าเฝื่อนแล้วนั่งลงอีกครั้ง โชคดีที่พวกผู้อำนวยการโรงงานที่โต๊ะของหม่าเหว่ยเสียงกำลังคุยกันอย่างออกรส จึงไม่มีใครสนใจว่าหัวหน้าฝ่ายเทคนิคตัวเล็กๆ อย่างเขาจะอยู่ที่ไหน เขาสลัดความคิดยุ่งเหยิงในหัวทิ้งไป แล้วประเมินจากศักยภาพทางเทคนิคของโรงงานเคมีฮุ่ยอัน เพื่อลิสต์รายการผลิตภัณฑ์ที่พวกเขาอาจจะพอรับงานได้ให้หร่วนฝูเกินดู หร่วนฝูเกินล้วงสมุดจดเล่มเล็กออกมา แล้วจดบันทึกสิ่งที่ต่งเหยียนพูดแทบจะทุกตัวอักษร เมื่อเห็นท่าทีจริงจังขนาดนี้ของหร่วนฝูเกิน ต่งเหยียนก็ได้แต่ทอดถอนใจอยู่เงียบๆ
เฮ้อ ถ้าผอ.หม่าของเรามีความกระตือรือร้นสักครึ่งหนึ่งของอาฝูเกิน เรื่องคงไม่บานปลายมาถึงขนาดนี้หรอก น่าเสียดายที่อาฝูเกินมีแค่ความมุ่งมั่นแต่ไร้หนทาง ถึงยังไงเขาก็เป็นแค่เถ้าแก่เล็กๆ ของวิสาหกิจชุมชน เขาอยากรับงานพวกนี้ ดีไม่ดีอาจจะเข้าประตูสำนักงานอุปกรณ์สำคัญไม่ได้ด้วยซ้ำ
“เมื่อกี้คุณบอกว่าสำนักงานอุปกรณ์สำคัญเนี่ย พวกเขาทำงานอยู่ที่ไหนเหรอ” หลังจากหร่วนฝูเกินจดบันทึกสถานการณ์ที่ต่งเหยียนพูดจบแล้ว ก็เริ่มซักถาม
ต่งเหยียนตอบ “ที่อยู่ของพวกเขาอยู่ที่ซอยหย่งซินครับ แต่รายละเอียดว่าบ้านเลขที่เท่าไหร่ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ถ้าอาอยากไปหาจริงๆ ลองไปถามหาดูที่ซอยหย่งซินเดี๋ยวก็รู้เองครับ แต่ว่า อาห้ามบอกเด็ดขาดเลยนะว่าผมเป็นคนให้ไป”
“ผมรู้หน่า ผมรู้หน่า” หร่วนฝูเกินหัวเราะ “อาฝูเกินของคุณโง่ขนาดนั้นเลยเหรอ ต่งเหยียน อาขอบอกไว้ก่อนเลยนะ ว่าถ้าเราสามารถรับงานชิ้นนี้มาได้ คุณต้องช่วยผมนะ คุณเป็นคนที่มีความสามารถที่สุดในอำเภอของเราเลยล่ะ”
ต่งเหยียนไม่ได้มองโลกในแง่ดีขนาดนั้น เขายิ้มบางๆ แล้วพูดว่า “อาฝูเกิน ผมขอเตือนอาไว้ก่อนนะ ว่าสำนักงานอุปกรณ์สำคัญเป็นหน่วยงานของรัฐ ประตูไม่ได้เข้าได้ง่ายๆ หรอกนะ”
“ผมมีวิธีของผมก็แล้วกันน่า” หร่วนฝูเกินพูดอย่างเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ
ต่งเหยียนถอนหายใจยาวทิ้งหร่วนฝูเกินไว้เบื้องหลัง แล้วเดินกลับไปที่โต๊ะของตัวเอง หร่วนฝูเกินรอจนเขาเดินจากไป ถึงได้หุบรอยยิ้มบนใบหน้า แล้วตกอยู่ในห้วงแห่งความครุ่นคิด
หร่วนฝูเกินดูแก่กว่าวัยมาก ความจริงปีนี้เขาเพิ่งจะอายุ 37 ปีเท่านั้น เขาเป็นคนไม่ชอบอยู่นิ่งมาตั้งแต่เด็ก มักจะคิดอยู่เสมอว่าวันหนึ่งจะต้องได้ดิบได้ดี ทว่าก็จนใจที่ความทะเยอทะยานสูงเสียดฟ้า แต่โชคชะตากลับบางดั่งแผ่นกระดาษ ในฐานะเด็กบ้านนอกคนหนึ่ง เขาเรียนชั้นประถมได้เพียงไม่กี่ปีก็ต้องลาออก มาช่วยพ่อแม่ทำไร่ไถนาในที่ดินของตัวเอง พอถึงยุคสหกรณ์ ก็เปลี่ยนมาทำแต้มในทีมผลิต พูดง่ายๆ ก็คือมองไม่เห็นโอกาสที่จะได้ลืมตาอ้าปากเลยแม้แต่น้อย
ช่วงปลายยุค 60 ประเทศส่งเสริมให้มีการสร้างเครื่องจักรกลการเกษตรขนาดเล็ก คอมมูนที่หร่วนฝูเกินอาศัยอยู่ก็เปิดโรงงานเครื่องจักรกลการเกษตรขึ้นมาแห่งหนึ่งเช่นกัน เนื่องจากเขาเป็นคนหัวไวและชอบซ่อมแซมเครื่องจักรเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงถูกเรียกตัวเข้าโรงงานและกลายมาเป็นคนงานคนหนึ่ง
ในโรงงานเครื่องจักรกลการเกษตรมีช่างฝีมืออาวุโสอยู่เพียงคนเดียว ซึ่งเกษียณอายุจากผู่เจียงและกลับมาใช้ชีวิตบั้นปลายที่บ้านเกิด เนื่องจากทั้งคอมมูนหาคนที่เข้าใจการทำงานของเครื่องจักรกลไม่ได้เลย เขาจึงถูกจ้างให้มาเป็นช่างเทคนิคของโรงงาน หร่วนฝูเกินเรียนรู้งานกับช่างอาวุโสท่านนี้ ความก้าวหน้าของเขารวดเร็วจนผู้เป็นอาจารย์ยังต้องตกใจ และมักจะรำพึงรำพันอยู่เสมอว่าหร่วนฝูเกินมาเกิดผิดที่ หากไม่ได้เกิดในชนบท ตอนนี้เขาคงเป็นช่างเทคนิคระดับสูงในโรงงานไปตั้งนานแล้ว
เนื่องจากความไร้ความสามารถของผู้บริหาร กิจการของโรงงานเครื่องจักรกลการเกษตรจึงซบเซาลงอย่างมาก จนกระทั่งช่วงประมาณปี 75 ก็มีหนี้สินล้นพ้นตัวเสียแล้ว ในตอนที่คอมมูนวางแผนจะปิดโรงงานแห่งนี้ หร่วนฝูเกินก็ก้าวออกมา พร้อมแสดงความจำนงว่าเขายินดีที่จะรับเหมาดูแลโรงงานแห่งนี้เอง โดยมีระยะเวลาสองปี ไม่เพียงแต่จะไม่ขอเงินอุดหนุนจากคอมมูนแม้แต่แดงเดียว แต่ยังสามารถส่งมอบผลกำไรส่วนหนึ่งให้กับคอมมูนได้อีกด้วย