รถม้าแล่นไปบนที่ราบเสินเหอหลังหิมะตก
ทุ่งกว้างขาวโพลนไปหมด หิมะทับถมหนาถึงครึ่งฉื่อ เหยียบลงไปเกิดเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด
"กระต่าย!"
ไม่รู้ว่าใครตาไวร้องตะโกนขึ้นมา กระต่ายป่าที่ออกมาหาอาหารตกใจวิ่งเตลิด เสียงดังขวับราวกับลูกธนูหลุดจากแหล่ง ฝุ่นหิมะสีขาวพวยพุ่งขึ้นใต้ลำตัว
พูดช้าแต่พริบตากลับเร็ว
คนกลุ่มหนึ่งพากันโห่ร้องวิ่งไล่ตามไปแล้ว
อย่าเห็นว่ากระต่ายวิ่งเร็ว แต่ความจริงแค่มันพลิกตัวได้คล่องแคล่ว หากต้องวิ่งจริงๆ ก็ไม่เร็วกว่าคน หิมะที่หนาเตอะเช่นนี้ ทำให้กระต่ายเปลี่ยนทิศทางอย่างปราดเปรียวเหมือนปกติได้ยาก
คนกลุ่มหนึ่งทั้งไล่กวดทั้งสกัดกั้น ไม่นานกระต่ายก็ถูกตะครุบจับตัวไว้ได้
"กระต่ายอ้วนมาก"
"น่าจะหนักสักหกเจ็ดจินได้"
หลี่อี้ลงจากรถม้าเช่นกัน เขาเดินมาดูกระต่าย การไล่กระต่ายกลางหิมะนี่น่าสนุกดีเหมือนกัน
คนที่จับกระต่ายได้คือทหารรักษาพระองค์นายหนึ่ง
การกลับบ้านเกิดครั้งนี้ของเขา เขาพาคนมาไม่น้อย นอกจากบ่าวไพร่ในบ้านแล้ว ก็คือบ่าวไพร่ที่ราชสำนักมอบให้สิบสองคน และยังมีทหารรักษาพระองค์อีกสี่คน
เพื่อของมงคล หลี่อี้จะเกิดเรื่องผิดพลาดไม่ได้
ปกติเวลาเข้าออกงาน ก็มีทหารรักษาพระองค์สี่นายคอยคุ้มกันติดตาม
ต่อให้ลางานกลับบ้านเกิด ก็ยังส่งคนสี่นายมาให้เขา
"ไม่ได้พาหมามาด้วย ไม่อย่างนั้นคงไล่สนุกกว่านี้ โดยเฉพาะสุนัขไล่เนื้อ เรื่องไล่กระต่ายต้องยกให้เป็นที่หนึ่ง"
จ้าวหย่งอันทหารรักษาพระองค์ที่เอ่ยปากพูดขึ้นหัวเราะ "วันหิมะตกแบบนี้ปกติกระต่ายจะออกมาหาอาหารตอนกลางคืน ตัวนี้วิ่งออกมาตอนกลางวันก็ถือว่าเป็นเวรกรรมของมันแล้วขอรับ"
คนอื่นๆ ก็หัวเราะพลางบอกว่าไหนๆ ก็หาดูอีกสักหน่อยเถอะ
กระต่ายออกมาหาอาหารตอนกลางคืน ยังไงก็ต้องทิ้งร่องรอยไว้บนพื้นหิมะ ถึงกระต่ายจะฉลาดมาก รู้จักพรางตัว ตั้งใจวิ่งวนไปมาใกล้ๆ รังเพื่อทำให้รอยเท้าสับสน
แต่ก็หนีไม่พ้นนายพรานที่มีประสบการณ์
หากหาอย่างละเอียด ยังไงก็หาที่ซ่อนตัวเจอ ถ้าหาไม่เจอ ก็แค่สะบัดแส้ให้เกิดเสียงดังๆ ก็สามารถทำให้กระต่ายขี้ขลาดตกใจจนหนีออกจากรังได้
แค่พบร่องรอยของกระต่าย กลางทุ่งหิมะแบบนี้ก็หนีไม่รอดแล้ว
หลี่อี้ยิ้มพลางบอกว่าถ้าอย่างนั้นก็จับกระต่ายเพิ่มอีกสักสองสามตัว
คนกลุ่มหนึ่งแยกย้ายกันลงมือ ไม่นานก็ไล่กระต่ายออกมาได้อีกหลายตัวจริงๆ
ทั้งไล่ตามทั้งดักทาง
พวกจ้าวหย่งอันยังหยิบหนังสติ๊กออกมายิงด้วย
ความแม่นยำของเจ้านี่ดีเยี่ยม ใช้กระสุนดินปั้น ยิงนัดไหนเข้าเป้านัดนั้น
หลี่อี้ค่อนข้างอยากรู้เรื่องหนังสติ๊กของเขา
แตกต่างจากหนังสติ๊กรูปง่ามที่เขาจำได้ หนังสติ๊กของจ้าวหย่งอันดูไม่ต่างจากคันธนูทั่วไป แค่สั้นและเล็กกว่าหน่อย
แต่สายธนูไม่เหมือนกัน ตรงกลางสายมีรังกระสุน
สายธนูทำขึ้นเป็นพิเศษ สามารถนำคันธนูมาเปลี่ยนใส่สายหนังสติ๊กก็ใช้ได้เลย
ทว่าอานุภาพของหนังสติ๊กกลับไม่เบา โดยเฉพาะการยิงนกยิงกระต่ายนั้นดีกว่าธนูเสียอีก
หลี่ยวน จ่างซุนเซิ่ง และคนอื่นๆ ล้วนเป็นยอดฝีมือในการใช้หนังสติ๊ก จ่างซุนเซิ่งพ่อตาของหลี่ซื่อหมินในตอนที่ไปเป็นทูตเจริญสัมพันธไมตรีกับทูเจวี๋ย ไม่เพียงยิงธนูดอกเดียวได้อินทรีสองตัว ยังเคยไปล่าสัตว์กับข่าน ข่านไม่เชื่อว่าจ่างซุนเซิ่งเคยยิงธนูดอกเดียวได้นกสองตัวตอนที่พบฝูงเหยี่ยวบินผ่าน จึงให้เขายิงนกพวกนี้ลงมาให้หมด
จ่างซุนเซิ่งหยิบหนังสติ๊กออกมายิงกระสุนสิบนัดซ้อน เข้าเป้าทั้งสิบนัด ฝูงเหยี่ยวร่วงหล่นตามลูกกระสุน
แม้แต่หลี่ยวนตอนเป็นฮ่องเต้ ก็มักจะหยิบหนังสติ๊กมายิงนกในวัง ว่ากันว่าใช้กระสุนทองคำ ใครเก็บได้ก็ถือว่าได้รับรางวัล
ส่วนพวกลูกหลานไม่เอาไหนของเหล่าขุนนางชั้นสูง ยังมีฉายาเรียกว่า คุณชายพกหนังสติ๊ก
พวกคุณชายไม่เอาไหนชอบยิงกระสุนทอง แต่คนส่วนใหญ่ที่ใช้จริงคือกระสุนทองแดง
"หนังสติ๊กนี่เรียนยากหรือไม่" หลี่อี้ถามจ้าวหย่งอัน
"หนังสติ๊กเป็นอาวุธลับที่ร้ายกาจที่สุด วิธีใช้เหมือนกับธนู หากชำนาญหนังสติ๊กแล้ว ไปฝึกธนูต่อก็ง่ายดายยิ่งนัก ท่ายืนง้างธนูของทั้งสองอย่างนี้เหมือนกันขอรับ"
"เริ่มแรกเรียนหนังสติ๊ก ท่ายืนต้องมั่นคง สองมือต้องง้างคันธนูให้ตึง มือหลังดึงไปจนถึงระยะสามหลีเจ็ดเฟินหลังตาและหน้าหู ตอนปล่อยห้ามถอนหายใจ ถอนหายใจลูกจะต่ำ สูดหายใจลูกจะสูง"
"ต้องตีกรอบสามกลม คือคันธนูโค้งกลม รังกระสุนกลม กระสุนกลม มิฉะนั้นจะไม่แม่น"
"ตอนกลางคืนสามารถฝึกยิงก้านธูป กลางวันยิงเป้า หัวใจสำคัญอยู่ที่ความชำนาญ เมื่อวันข้างหน้ามาถึงก็สามารถทำได้ดังใจนึกขอรับ"
หลี่อี้ถาม "ต้องฝึกนานแค่ไหนถึงจะสำเร็จ"
"สามปีสำเร็จขอรับ"
พอได้ยินว่าต้องใช้เวลาสามปี เขาก็แอบตกใจอยู่บ้าง "จะตีโดนมือหรือเปล่า"
ตอนเด็กๆ เขาเคยเห็นคนอื่นเล่นหนังสติ๊กรูปง่าม ก็เลยเล่นตาม ผลคือกระสุนตีมือ เนื้อแตกหนังเปิด กระดูกแทบจะร้าว
โดนไปหลายครั้ง เขาก็ไม่กล้าเล่นอีกเลย
"เริ่มแรกต้องตีโดนมือแน่นอนขอรับ เพราะงั้นจึงต้องหมั่นฝึกฝน เริ่มแรกจะใช้พวกกระสุนดิน กระสุนดินเผา กระสุนหินพวกนี้โดยตรงไม่ได้ ต้องใช้ของนิ่มๆ อย่างเช่นฝึกด้วยกระสุนกระดาษก่อน"
จ้าวหย่งอันไม่ได้ปิดบังหลี่อี้เลยแม้แต่น้อย เขาสอนทุกอย่างที่รู้ให้หลี่อี้ แถมยังสาธิตให้ดูด้วย "ยังมีอีกจุดหนึ่ง คือชั่วพริบตาที่ยิงกระสุนออกไป มือที่จับคันธนูจะต้องพลิกข้อมือเล็กน้อย เช่นนี้ก็จะหลีกเลี่ยงไม่ให้ตีโดนด้ามคันธนูหรือมือได้ขอรับ"
หลี่อี้หยิบหนังสติ๊กของเขามาลองง้างดูสองสามครั้ง
เหมือนกับคันธนูทั่วไปจริงๆ ไม่เหมือนหนังสติ๊กรูปง่ามที่อาศัยแรงดีดของหนังยาง เจ้านี่อาศัยตัวคันธนู สายธนูไม่มีแรงยืดหยุ่น
"ฝึกให้มาก สามปีให้หลัง พื้นฐานจะชี้เป้าไหนยิงเป้านั้น ยิ่งไปกว่านั้นถ้าไปฝึกธนูต่อก็จะง่ายดายเอามากๆ ขอรับ"
หนังสติ๊กใช้ยิงสัตว์เล็ก นก กระต่ายดีที่สุด แถมยังไม่ทำให้เหยื่อเสียหายด้วย
อีกอย่างสำหรับชาวบ้านธรรมดา ใช้ลูกธนูสิ้นเปลืองมาก ใช้ลูกกระสุนราคาถูกกว่า
และในบางราชวงศ์ ยังห้ามไม่ให้ชาวบ้านครอบครองคันธนูและหน้าไม้ ถ้าอย่างนั้นก็ใช้ได้แค่หนังสติ๊ก
หลี่อี้ก็ฝึกธนูมาช่วงหนึ่งแล้ว แต่ไม่มีความอดทนเท่าไหร่ จับจดทำๆ ทิ้งๆ จึงไม่ก้าวหน้าเสียที
"พี่จ้าว ข้าเรียนหนังสติ๊กเรียนยิงธนูกับท่านเป็นอย่างไร"
บ้านเกิดของจ้าวหย่งอันอยู่ที่จวิ้นซีเหอในเหอตง ปัจจุบันคือโจวเฮ่า เมื่อก่อนบ้านของเขาเป็นคนอำเภอหย่งอัน ตอนนี้หย่งอันถูกควบรวมเข้ากับหลิงสือแล้ว
บ้านเกิดเขามีหุบเขาเชวี่ยสู่และช่องเขาเกาปี้ที่โด่งดัง เมื่อก่อนบ้านของเขาก็เป็นพรานป่ามาหลายชั่วอายุคน การใช้หนังสติ๊กยิงนกยิงหนูยิงกระต่าย เป็นวิชาที่สืบทอดกันมาในตระกูล
เมื่อครั้งหลี่ยวนเพิ่งลุกฮือชูธง จวิ้นซีเหอทางใต้ของไท่หยวนยังคงจงรักภักดีต่อราชวงศ์สุย หลี่ยวนจึงส่งเจี้ยนเฉิงและซื่อหมินนำกำลังไปตี
สองพี่น้องไปกลับใช้เวลาเก้าวัน ก็ปราบซีเหอได้ราบคาบ
จ้าวหย่งอันเข้าร่วมกับกองทัพราชวงศ์ถังของสกุลหลี่ในเวลานั้น จากนั้นก็กลายเป็นหนึ่งในกองทัพสามหมื่นนายของหลี่ยวนที่เคลื่อนทัพลงใต้
ทว่าเดิมทีเขาไม่ใช่กองทัพราชวงศ์สุย แต่ถูกเกณฑ์มาหลังจากตีซีเหอได้แล้ว
ตอนที่เคลื่อนทัพจากไท่หยวน หลี่ยวนได้มอบตำแหน่งนายทหารระดับเว่ยสองตำแหน่งคือซวนฮุ่ยและซุยเต๋อให้กับกำลังพลสามหมื่นนายอย่างทั่วถึง ทุกคนได้รับรางวัลเป็นตำแหน่งลอยขั้นเจ็ดชั้นเอกและชั้นโท จ้าวหย่งอันก็ได้รับตำแหน่งลอยขั้นเจ็ดชั้นโทมาตั้งแต่ตอนนั้น
หลังจากหลี่ยวนตีฉางอันแตก ลูกหลานซีเหอหลายคนที่บ้านเกิดมีทรัพย์สิน ล้วนกลับไปยังเหอตง บ้านจ้าวหย่งอันเมื่อก่อนเป็นแค่พรานธรรมดา ไม่มีที่นาของตัวเอง ปกติก็เช่าที่นาทำกิน ดังนั้นจึงไม่ได้จากไป เขาถูกจัดสรรให้อยู่ที่ซานหยวนทางเหนือของแม่น้ำเว่ย ได้แบ่งที่นาชั้นดีอันอุดมสมบูรณ์มาหนึ่งร้อยหมู่ กลายเป็นทหารรักษาพระองค์ยุคบุกเบิก
แต่ไม่รู้ว่าจ้าวหย่งอันดวงไม่ดีหรืออย่างไร ตั้งแต่ซีเหอมาจนถึงฉางอัน เขาไม่เคยได้เข้าร่วมการรบที่เข้าท่าเลยสักครั้ง
เป็นเวลาปีกว่าแล้ว
อาศัยการประทานความดีความชอบไม่กี่ครั้ง ตอนนี้เป็นต้าตูตูเทียบเท่าขั้นหกที่ผ่านการเลื่อนขั้นสามครั้ง ได้รับพระราชทานตำแหน่งลอยขั้นเจ็ดชั้นเอกเป็นนายทหารซวนฮุ่ยเว่ย
ส่วนตำแหน่งทางทหาร เป็นเพียงหัวหน้าหมู่ทหารสิบคน แม้แต่ตำแหน่งรองหัวหน้าหมวดขั้นเก้าชั้นโทก็ยังไม่เคยไขว่คว้ามาได้
ตอนนั้นคนซีเหอตั้งมากมายเข้าร่วมกับกองทัพถัง ไม่ว่าจะอยู่เป็นทหารรักษาพระองค์ในเมืองหลวง หรือกลับไปเป็นทหารฝู่ปิงที่จวิ้นซีเหอ คนส่วนใหญ่อย่างน้อยก็อาศัยความดีความชอบที่เป็นทหารยุคบุกเบิกนี้ คว้าตำแหน่งขุนนางครึ่งๆ กลางๆ มาได้บ้าง
หลี่อี้รู้สึกว่าจ้าวหย่งอันรูปร่างสูงใหญ่ล่ำสัน ฝีมือหนังสติ๊กเก่งกาจขนาดนี้ อย่างนั้นก็ต้องถนัดใช้ธนูแน่นอน ในฐานะกลุ่มแรกที่ติดตามหลี่ยวนลุกฮือชูธง กลับไม่กอบโกยได้แม้แต่ขุนนางขั้นเก้าชั้นโท มันแปลกประหลาดจริงๆ
บางทีอาจจะเป็นเพราะนิสัย หรือบางทีอาจจะไปล่วงเกินใครเข้า
"หากท่านป๋อเฉี่ยนสุ่ยให้เกียรติข้า ต่อไปข้าจะคอยสอนท่านป๋อเฉี่ยนสุ่ยฝึกธนูทุกวันขอรับ"
"ดี กลับถึงป้อมอู๋จี๋ ข้าจะยกน้ำชาคารวะเป็นอาจารย์"
"มิกล้ารับการคารวะเป็นอาจารย์ เพียงแค่ชี้แนะเล็กน้อยเท่านั้นขอรับ"
บนที่ราบเก็บเกี่ยวผลกระต่ายป่าได้หลายตัว
หลี่อี้ยังหาอาจารย์สอนยิงธนูได้อีกหนึ่งคน
ทุกคนเดินทางต่อไป
ไม่นานก็ผ่านหมู่บ้านเฝิงเจีย หลังจากเกิดเรื่องครั้งก่อน เฝิงลิ่วหลางและซิ่วไฉต่งสองผู้ช่วยกำนันบ้านใหญ่ของหมู่บ้านเฝิงเจีย ก็ระดมชาวบ้านในหมู่บ้านเฝิงเจีย คนมีเงินออกเงินคนมีแรงออกแรง
และใช้ช่วงเวลานี้เสริมกำแพงป้อมสองด้านทางตะวันออกและทิศเหนือให้สูงและแข็งแรงขึ้น ประตูป้อมก็เปลี่ยนให้หนาขึ้น
ทิศตะวันตกและทิศใต้เป็นหน้าผา ก็ไม่ต้องกังวล
ส่วนเฝิงลิ่วหลางก็เสริมความสูงและความแข็งแรงให้กับคฤหาสน์เขาเฝิงเจียของตนเองเช่นกัน มองเห็นแต่ไกล ยิ่งดูโอ่อ่ามากขึ้นไปอีก
กลุ่มของหลี่อี้เข้าทางประตูตัวป้อมทิศเหนือ
ตอนนี้ที่นี่ยังเพิ่มชาวบ้านให้มาเข้าเวรเฝ้าประตู แม้ไม่ต้องจ่ายภาษีหรือโดนตรวจค้น แต่เผื่อมีโจรผู้ร้ายอะไรมา จะได้พบและปิดประตูได้ทันท่วงที
มีคนจำได้ว่าหลี่อี้กลับมาแล้ว
ต่างพากันเข้ามาทักทาย
หลี่อี้ถึงเพิ่งรู้ว่า ที่แท้คนที่เฝ้าประตูก็คือคนของกองกำลังรักษาความสงบเขตซิงเซิ่งที่เขาก่อตั้งขึ้น ตอนนี้กองกำลังรักษาความปลอดภัยเปลี่ยนชื่อแล้ว ไม่เรียกว่ากองกำลังรักษาความสงบเขตซิงเซิ่ง เรียกว่าค่ายทหารอาสาตำบลอวี้ซิ่ว
เลื่อนระดับจากกองกำลังขึ้นเป็นค่ายทหารแล้ว
แม้กระทั่งโจวหยงโจวยังเจียดอาวุธธนูหอกดาบโล่ที่ถูกคัดออกจากทหารฝู่ปิงมาให้เป็นพิเศษชุดหนึ่ง ก่อนหน้านี้บอกว่าเป็นหนึ่งกองกำลัง แต่คนไม่ถึงหนึ่งหมวดด้วยซ้ำ
แต่ตอนนี้รวบรวมคนทั้งห้าร้อยครัวเรือนในตำบลเข้ามา ทั้งหมู่บ้านเล็กใหญ่ยี่สิบสามสิบแห่ง ครอบครัวเศรษฐีเจ้าที่ดินก็มีสามสิบสี่สิบหลังคาเรือน ไม่เพียงแต่ลูกหลานบ้านใหญ่และบ่าวไพร่จะเข้าร่วม ชาวบ้านก็ยังถูกคัดเลือกให้เข้าร่วมด้วย
แต่ละครัวเรือนส่งชายฉกรรจ์หนึ่งคนเข้าร่วมค่ายทหารอาสาของตำบล ช่วงว่างเว้นจากการทำนาจะรวมตัวกันฝึกสักสองสามวัน ส่วนเวลาปกติก็สลับสับเปลี่ยนกัน ชายฉกรรจ์ห้าร้อยคนจัดเป็นสิบหมวด หมวดละสิบวัน หนึ่งร้อยวันก็หมุนเวียนครบรอบพอดี
พวกลูกหลานบ้านใหญ่รับหน้าที่เป็นหัวหน้าหมวด หัวหน้าหมู่ หัวหน้าหน่วย เป็นต้น
ชื่อเสียงของค่ายทหารอาสาตำบลตอนนี้ฟังก้องกังวานน่าดู ท้ายที่สุดก็มีผลงานการรบอันดุดันที่ปกป้องหมู่บ้านเฝิงเจียไว้ได้ แถมยังตัดหัวผังเซียนตี้ สังหารทหารเชียงไปสิบสองนายเมื่อคราวก่อนเป็นเครื่องยืนยัน
อีกทั้งยังมีหลี่อี้ผู้เป็นทูตฝึกทหารอาสาของค่ายทหารอาสาแห่งนี้ ตอนนี้ชื่อเสียงของเขาในตำบลโด่งดังมากทีเดียว
หลี่อี้ยังไม่รู้เลยว่าเขาไปได้ตำแหน่งทูตฝึกทหารอาสาของค่ายทหารอาสาตำบลอวี้ซิ่วมาตั้งแต่เมื่อไหร่
"ท่านเซี่ยนป๋อดูธงบนประตูตัวป้อมสิขอรับ นั่นคือธงใหญ่ของค่ายทหารอาสาพวกเรา ที่ว่าการโจวหยงโจวประทานให้โดยตรงเลยนะขอรับ"
บนประตูตัวป้อมมีธงใหญ่ปักอยู่ผืนหนึ่ง
ตรงกลางธงสีแดงมีตัวอักษรสีดำตัวใหญ่เขียนว่า: ทหารอาสา
ไม่มีลวดลายพระอาทิตย์พระจันทร์ดวงดาวใดๆ และไม่มีสัตว์ร้ายอย่างสิงโตหรือเสือ เป็นธงที่เรียบง่ายมาก
มีคนพูดขึ้นว่า "พอธงของค่ายทหารอาสาตำบลอวี้ซิ่วของพวกเราผืนนี้ตั้งขึ้น ทุกหมู่บ้านก็เอาไปปัก ทุกหมู่บ้านล้วนจัดคนผลัดเวรยามเฝ้าประตูหมู่บ้านและลาดตระเวนตามถนนทั้งกลางวันกลางคืน"
"เรื่องขโมยขโจรก็ดีขึ้นมากแล้วขอรับ"
"คราวก่อนผู้ช่วยกำนันเฝิงยังพูดอยู่เลย ว่าป้อมอู๋จี๋สร้างเสร็จแล้ว ท่านเซี่ยนป๋อก็สมควรจะกลับมาแล้ว รอท่านกลับมา จะเรียกคนทั้งห้าร้อยคนของค่ายทหารอาสาตำบลอวี้ซิ่วของพวกเรามารวมตัวกัน แล้วจัดซ้อมรบครั้งใหญ่สักครั้ง ยังจะเชิญขุนนางผู้ใหญ่จากโจวหยงโจวและอำเภอว่านเหนียนมาตรวจพลและรับชมด้วยนะขอรับ!"
เฝิงลิ่วหลางผู้นี้ช่างรู้จักจัดการเรื่องราวได้ดีเสียจริง
ท่ามกลางลมพายุหิมะ
ในที่สุดกลุ่มของหลี่อี้ก็ลงจากเนินที่ราบ กลับมาถึงหมู่บ้านหลัวเจีย
มองเห็นป้อมสองหลังตั้งตระหง่านอยู่ริมสะพานโค้งหลัวเจียฝั่งเหนือของแม่น้ำฮ่าวแต่ไกล
ป้อมทั้งสองห่างกันเพียงร้อยเมตรเศษ
กำแพงสูงสิบเมตร ประกอบกับกำแพงกันตกด้านนอกและกำแพงเตี้ยด้านในบนตัวกำแพง อีกทั้งยังมีหอสูงสองสามหลังบนฐานป้อมอีกหลายแห่ง
ทั้งยังตั้งอยู่บนเนินดินของที่ราบ
ช่างดูโอ่อ่าเสียจริง
หลี่อี้มองปราดเดียวก็ชอบใจแล้ว
แม้ป้อมหนึ่งจะกินพื้นที่เพียงสิบหมู่ อีกป้อมกินพื้นที่หกหมู่ เป็นแค่ลานบ้านของเจ้าที่ดินสองหลัง แต่กำแพงดินอัดสีเหลืองสูงตระหง่านนี้ มองดูแล้วให้ความรู้สึกปลอดภัยเต็มเปี่ยม
นี่แหละคือคฤหาสน์ส่วนตัวในใจเขา
รวบรวมการป้องกันและที่อยู่อาศัยไว้เป็นหนึ่งเดียว
ยิ่งมีกำแพงกันตกที่สูงถึงสี่จ้าง นำมาใช้กับคฤหาสน์แบบนี้ ต่อให้ต้องเผชิญกับทหารกบฏสามพันนาย ก็ยังสามารถป้องกันได้นานสิบวันครึ่งเดือน
ยังมีคูน้ำที่กว้างสองจ้างและลึกสองจ้างอีกด้วย
จีซู่จวินและจินอวี้ซู่เห็นป้อมอู๋จี๋สองหลังนี้ ก็ถึงกับตกตะลึงไปเช่นกัน
กระท่อมหญ้าอู๋จี๋ในอดีต พอเอามาเทียบกับที่นี่ ช่างแตกต่างกันมากเหลือเกิน
"นี่คือบ้านของพวกเราจริงๆ หรือเจ้าคะ"
ป้อมดินขนาดใหญ่และเล็กสองหลัง ตั้งตระหง่านอยู่ทางเหนือของสะพานโค้งหลัวเจีย ราวกับสัตว์ยักษ์สองตัว
"ป้อมสองหลังนี้ของพวกเรา ข่มคฤหาสน์เขาเฝิงเจียจนเทียบไม่ติดเลย"
ประตูป้อมสูงหนึ่งจ้างสองฉื่อ กว้างหนึ่งจ้างหนึ่งฉื่อ แข็งแกร่งและดูดุดัน
บนประตูป้อมยังมีซุ้มประตูที่สร้างจากอิฐและไม้ ด้านบนตรงกลางนอกประตูมีป้ายหินแกะสลักคำว่า 'ป้อมอู๋จี๋' ฝังอยู่
หลี่อี้มองดูป้อมอู๋จี๋ขนาดใหญ่และเล็กสองหลัง
ในใจตื่นเต้นยินดีเป็นอย่างยิ่ง
'ข้าก็เป็นผู้ชายที่มีปราสาทเหมือนกันนะเนี่ย' ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เขาก็คือประมุขป้อมแล้ว







