ฉินจ้งมีความขุ่นเคืองอย่างลึกซึ้งต่อเรื่องการนำเข้าเครื่องรีดเหล็กขนาด 1780 มิลลิเมตรในครั้งนี้ เฝิงเซี่ยวเฉินรู้เรื่องนี้มาตั้งแต่ตอนที่เขายังขนย้ายแบบแปลนอยู่ในกรมการถลุงโลหะมณฑลหนานเจียงแล้ว
โรงงานเหล็กกล้าหนานเจียงเตรียมจะติดตั้งสายการผลิตเครื่องรีดเหล็กขนาด 1780 มิลลิเมตร นี่คือการตัดสินใจของประเทศ หลังจากข่าวแพร่ออกไป ทั้งผู่จ้งและฉินจ้งต่างก็ยื่นเรื่องขออนุมัติต่อคณะกรรมการเศรษฐกิจแห่งชาติ โดยหวังว่าพวกตนจะได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ผลิตสายการผลิตนี้ หรืออย่างน้อยก็เป็นองค์กรหลักในการรับผิดชอบงานนี้
ก่อนหน้าโรงงานเหล็กกล้าหนานเจียง ภายในประเทศเคยสร้างสายการผลิตรีดร้อนขนาดเดียวกันมาแล้วสองสาย ซึ่งผู้รับหน้าที่สร้างสายการผลิตทั้งสองสายนี้ก็คือสององค์กรอย่างฉินจ้งและผู่จ้ง หากนับย้อนไปไกลกว่านั้น ในยุค 50 จีนได้นำเข้าเทคโนโลยีการผลิตเครื่องรีดร้อนและเครื่องรีดเย็นมาจากสหภาพโซเวียต ฉินจ้งและผู่จ้งก็คือผู้รับมอบเทคโนโลยีนั้น ต่อมาสายการผลิตรีดร้อนและรีดเย็นที่สร้างขึ้นภายในประเทศ โดยพื้นฐานแล้วล้วนเกิดจากการที่ทั้งสองบริษัทนี้เป็นแกนนำในการจัดทำ
ในยุค 50 สายการผลิตเหล็กรีดขนาด 1100 มิลลิเมตรที่สหภาพโซเวียตช่วยเหลือจีนในการสร้างนั้น องค์กรของจีนได้ทำการสร้างสรรค์นวัตกรรมต่อยอดจากรากฐานนั้น และสร้างเครื่องรีดเหล็กแผ่นบางเฉียบขนาด 700 มิลลิเมตร, เครื่องรีดแผ่นหนา 4200 มิลลิเมตร ตลอดจนเครื่องรีดแผ่นเหล็กทั่วไปขนาด 1580, 1760 และขนาดอื่น ๆ ออกมาตามลำดับ ท่ามกลางนวัตกรรมทั้งหมดเหล่านี้ ล้วนมีผลงานของสององค์กรอย่างฉินจ้งและผู่จ้งรวมอยู่ด้วย นี่เป็นสิ่งที่พวกเขาภาคภูมิใจมาโดยตลอดเช่นกัน
ในช่วงกลางยุค 70 จีนได้นำเข้าเครื่องรีดร้อนขนาด 1700 มิลลิเมตรและเครื่องรีดเย็นขนาด 1700 มิลลิเมตรหนึ่งชุดจากญี่ปุ่นและเยอรมนี นับเป็นการเปิดฉากการนำเข้าอุปกรณ์โลหะการจากประเทศตะวันตก เมื่อถึงคราวที่หนานกังเตรียมสร้างเครื่องรีดร้อนขนาด 1780 มิลลิเมตร กรมโลหะการของคณะกรรมการเศรษฐกิจก็ปฏิเสธคำขอของฉินจ้งและผู่จ้ง แล้วหันไปนำเข้าจากญี่ปุ่นแทน ต่อมาเนื่องจากพบว่าองค์กรของญี่ปุ่นเล่นตุกติก โดยเอาของที่ไม่จำเป็นบางอย่างยัดไส้เข้ามาขายพ่วงกับอุปกรณ์ ประเทศจึงตัดสินใจเลือกเยอรมนีตะวันตกเป็นประเทศนำเข้าอุปกรณ์ จนเป็นเหตุให้พวกของหลัวเสียงเฟยต้องเดินทางไปเยอรมนี และสุดท้ายก็ตกลงให้บริษัทเค่อหลินจือของเยอรมนีเป็นผู้จัดหาเทคโนโลยีนี้
เงินลงทุนสำหรับสายการผลิตรีดร้อนหนึ่งสายนั้นสูงถึงหลายร้อยล้านดอลลาร์ หากเปลี่ยนเป็นเงินหยวนก็มากถึงพันกว่าล้านหยวน องค์กรไหนต่างก็น้ำลายสอกับเค้กชิ้นใหญ่นี้ทั้งนั้น ตามความคิดเดิมของฉินจ้ง ต่อให้ตัวเองไม่สามารถฮุบเค้กชิ้นนี้ไว้ได้เพียงผู้เดียว และต้องแบ่งกับองค์กรอื่นอย่างผู่จ้ง ส่วนที่ตกมาอยู่ในจานของตนก็ต้องมีหลายร้อยล้านหยวน ใครจะคาดคิดว่า ประเทศกลับเลือกที่จะนำเข้าเทคโนโลยี แล้วให้พวกเขารับงานผลิตเล็ก ๆ น้อย ๆ ภายใต้ชื่อของผู้รับเหมาหลักระดับนานาชาติเท่านั้น เรื่องนี้จะไม่ให้บรรดาผู้นำของฉินจ้งรู้สึกขุ่นเคืองใจได้อย่างไร
พวกของเฝิงเซี่ยวเฉินรู้ถึงความไม่พอใจของฉินจ้งต่องานนำเข้าครั้งนี้ตั้งแต่ก่อนออกเดินทางแล้ว และความไม่พอใจนี้ก็ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความกระตือรือร้นในการรับมอบการถ่ายทอดเทคโนโลยี การที่หลัวเสียงเฟยส่งพวกเขามายังฉินจ้งเพื่อทำหน้าที่ประสานงาน ก็เพราะหวังว่าพวกเขาจะสามารถคลี่คลายความรู้สึกไม่พอใจนี้ได้ เพื่อให้บุคลากรและพนักงานของฉินจ้งทุ่มเทให้กับงานทำความเข้าใจและซึมซับเทคโนโลยีที่นำเข้ามาอย่างเต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง
ตามที่เฝิงเซี่ยวเฉินคาดการณ์ไว้แต่เดิม ทางฉินจ้งไม่น่าจะแสดงความคิดเห็นของตัวเองออกมาตรง ๆ เช่นนี้ แต่จะแสดงความเย็นชาออกมาให้เห็นในเนื้องานจริง ใครจะไปคาดคิดว่าในงานเลี้ยงต้อนรับนี้ ซวีเหวินเหลียงกลับเริ่มเปิดฉากโจมตีขึ้นมาอย่างโจ่งแจ้ง
ในเมื่อรู้ท่าทีของฉินจ้งล่วงหน้าแล้ว เฝิงเซี่ยวเฉินย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่เตรียมตัวอะไรเลย แต่เขาตั้งใจจะใช้เรื่องขั้นตอนการออกแบบและการผลิตไปอธิบายเหตุผลกับพวกผู้นำและวิศวกรของฉินจ้ง ไม่ได้กะจะมาถกเถียงเรื่องนี้กันบนโต๊ะอาหาร โต๊ะอาหารไม่ใช่สถานที่ที่จะมาคุยเรื่องเทคโนโลยีได้ หากจะเถียงกันก็มีแต่จะต้องเปิดศึกน้ำลายใส่กัน ซึ่งนั่นเป็นผลเสียต่อเฝิงเซี่ยวเฉินเป็นอย่างมาก
การที่หวังเกินจีออกโรงปกป้องในช่วงเวลานี้ กลับกลายเป็นการดึงดูดอำนาจการยิงแทนเฝิงเซี่ยวเฉิน เฝิงเซี่ยวเฉินไม่รู้ว่าหวังเกินจีตั้งใจจะพูดอะไร แต่ก็ช่างเถอะ มีเขามาป่วนสถานการณ์ไว้ก็ดีเหมือนกัน หากไม่ได้เรื่องจริง ๆ เขาค่อยออกไปไกล่เกลี่ยเอง เมื่อคิดได้ดังนี้ เขาก็เพียงแค่ยิ้มแต่ไม่พูดอะไร ทำแค่ยกแก้วเหล้าขึ้นส่งสัญญาณให้ซ่งหงเซิงและก้งเจิ้นซิง จากนั้นก็ค่อย ๆ จิบเหล้าในแก้วเพื่อรอให้ซวีเหวินเหลียงพูดต่อ
ปีนี้ซวีเหวินเหลียงอายุ 50 กว่าแล้ว เป็นบัณฑิตจบมหาวิทยาลัยก่อนยุคปลดแอก ตอนที่ฉินจ้งเพิ่งก่อตั้ง เขาก็เป็นวิศวกรในโรงงาน ถือเป็นบุคคลระดับอาวุโสของฉินจ้ง เขาเคยเป็นผู้นำในการออกแบบสายการผลิตรีดร้อนในประเทศมาแล้วหลายสาย หลังจากที่นำเข้าเครื่องรีดร้อนขนาด 1700 มิลลิเมตรของเจียงเฉิงมาในช่วงกลางยุค 70 เขาเคยไปสำรวจที่โรงงานเหล็กกล้าเจียงเฉิง และยังเคยยื่นรายงาน “เกี่ยวกับการสำรวจเพื่อลอกเลียนแบบเครื่องรีดร้อน 1700 มิลลิเมตรที่นำเข้า” ต่อกระทรวงเครื่องจักรกล แต่น่าเสียดายที่ไม่ได้รับอนุมัติ
หลังจากกลับมาที่ฉินจ้ง เขาก็รวบรวมกำลังคนด้านเทคนิคของทั้งโรงงานเพื่อทำการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับเครื่องรีดร้อนขนาด 1700 มิลลิเมตรที่ผลิตในประเทศ จนได้รับผลลัพธ์ไม่น้อยเช่นกัน นี่เป็นสาเหตุที่ทำให้ฉินจ้งมีความมั่นใจมากพอที่จะยื่นเสนอต่อคณะกรรมการเศรษฐกิจแห่งชาติเพื่อขอเป็นผู้รับเหมาสร้างโครงการเครื่องรีดร้อนของโรงงานเหล็กกล้าหนานเจียงด้วยตัวเอง ในท้ายที่สุดเมื่อเครื่องรีดร้อนของหนานกังตกไปอยู่ในมือของเยอรมนีตะวันตก คนที่รู้สึกหดหู่ใจที่สุดก็หนีไม่พ้นซวีเหวินเหลียง
เมื่อช่วงก่อนหน้านี้ หลังจากได้รับประกาศจากประเทศที่กำหนดให้ฉินจ้งรับเหมางานช่วงต่อจากบริษัทเค่อหลินจือ ซวีเหวินเหลียงก็คอยคิดตริตรองอยู่ตลอดว่าจะเขียน “จดหมายหมื่นอักษร” ขึ้นไปถึงเบื้องบน เตรียมตัวจะเสนอความคิดเห็นของตนต่อเรื่องนี้อย่างมีเหตุมีผล หรือพูดให้ตรงกว่านั้นก็คือ เขาตั้งใจจะตำหนิความคิดที่เชิดชูต่างชาติและประจบประแจงคนนอกของหน่วยงานเบื้องบนที่เกี่ยวข้อง จดหมายหมื่นอักษรของเขายังเขียนไม่ทันเสร็จ ก็ได้ยินว่าสำนักงานอุปกรณ์สำคัญที่เพิ่งก่อตั้งใหม่จะส่งคนมาตรวจงาน ซึ่งนี่มันเหมือนคนง่วงนอนแล้วเจอหมอนชัด ๆ เขาสกัดเอาประเด็นสำคัญในจดหมายหมื่นอักษรออกมา หมายมั่นว่าจะใช้เพื่อเปิดฉากยิงใส่สำนักงานอุปกรณ์สำคัญ
ตามความคิดของเขา หากการตำหนิอย่างรุนแรงในครั้งนี้สามารถทำให้ผู้นำของสำนักงานอุปกรณ์สำคัญตระหนักรู้ขึ้นมาได้ และเปลี่ยนแนวทางการตัดสินใจที่ผิดพลาด กลับมาสู่เส้นทางที่ถูกต้องในการพึ่งพาตนเองได้ นั่นย่อมเป็นสิ่งที่ดีที่สุด แม้จะไม่ถึงขั้นนั้น อย่างน้อยก็ทำให้พวกเขาคิดให้รอบคอบมากขึ้นเวลาจะทำอะไรในอนาคตบ้างล่ะน่า
สิ่งที่ทำให้ซวีเหวินเหลียงรู้สึกท้อแท้ก็คือ คณะทำงานที่สำนักงานอุปกรณ์สำคัญส่งมา ล้วนแต่เป็นคนหนุ่มสาวทั้งสิ้น คนที่อายุมากที่สุดดูแล้วก็น่าจะแค่ 30 ต้น ๆ อีกทั้งยังเป็นแค่เจ้าหน้าที่ธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น หัวหน้าคณะทำงานก็เป็นแค่เด็กเมื่อวานซืนที่ยังอายุน้อยจนน่าตกใจ จัดอยู่ในประเภทคนที่เติบโตมาบนกองเงินกองทอง ไม่มีทางเข้าใจความรู้สึกของคนรุ่นเก่าอย่างพวกเขาที่เคยผ่านช่วงเวลาประเทศแตกสลาย และเคยผ่านการสร้างตัวขึ้นมาจากศูนย์ได้เลย คุยเรื่องการพึ่งพาตัวเองกับคนหนุ่มสาวแบบนี้ พวกเขาจะฟังรู้เรื่องเหรอ
แต่ลูกธนูขึ้นสายแล้ว จำเป็นต้องยิงออกไป ซวีเหวินเหลียงอัดอั้นมาตั้งนาน หากไม่ระบายออกมาตรงนี้ เกรงว่าตัวเขาที่เป็นชายชราคงจะอกแตกตายเอาได้ เขาไม่สนด้วยซ้ำว่าอายุของตนมากพอที่จะเป็นพ่อของอีกฝ่ายได้ แล้วเริ่มโจมตีด้วยคำพูดเหน็บแนม
“เรื่องการนำเข้าแล้วทำความเข้าใจซึมซับเทคโนโลยีขั้นสูงของต่างประเทศ พวกเราก็ยกมือสนับสนุนมาโดยตลอด ในยุค 50 พวกเราก็นำเข้าเทคโนโลยีขั้นสูงของสหภาพโซเวียต และทำโครงการสำคัญไปถึง 156 โครงการ ตอนนั้นเลขาธิการซ่ง ผอ.ก้ง ผอ.หวัง แล้วก็ผม ทุกคนล้วนมีส่วนร่วมในการนำเข้าเทคโนโลยีด้วยตัวเองทั้งนั้น 30 ปีผ่านไป จนถึงตอนนี้โครงการสำคัญทั้ง 156 โครงการนั้นก็ยังคงเป็นเสาหลักที่สำคัญของประเทศเรา คนอย่างพวกเราจะไปคัดค้านนโยบายการนำเข้าเทคโนโลยีได้อย่างไร”
พอซวีเหวินเหลียงเริ่มพูด เขาก็วางมาดผู้อาวุโสทันที ซึ่งเขาก็มีสิทธิ์ที่จะวางมาดนี้ได้จริง ๆ เพราะตอนที่คนพวกนี้กำลังขุดดินอยู่ในเขตก่อสร้าง เฝิงเซี่ยวเฉินยังไม่ก่อเกิดเป็นรูปร่างด้วยซ้ำ หวังเกินจีอายุมากกว่าหน่อย ฝืน ๆ เอาตอนนั้นก็คงเคยขุดดินเหมือนกัน แต่แน่นอนว่าคงเป็นการขุดดินในบ่อทรายของโรงเรียนอนุบาล
“ในเมื่อเป็นเช่นนั้น แล้วหัวหน้าวิศวกรซวีมีตรงไหนที่ไม่เข้าใจหรือครับ” หวังเกินจีถาม
ซวีเหวินเหลียงกล่าว “ยุค 50 ประเทศของเรายากจนข้นแค้น การนำเข้าเทคโนโลยีในตอนนั้นก็เพื่อสร้างระบบอุตสาหกรรมที่สมบูรณ์ขึ้นมา ซึ่งมันไม่มีปัญหาเลยแม้แต่น้อย แต่ว่า ผ่านการก่อสร้างมา 30 ปี ตอนนี้พวกเราก็มีระบบที่สมบูรณ์แล้ว สินค้าอุตสาหกรรมทั้งหมดเราก็สามารถผลิตได้แล้ว เอาล่ะ ผมยอมรับว่าเทคโนโลยีของเรายังคงล้าหลังประเทศตะวันตกอยู่บ้าง แต่นั่นก็ไม่ใช่ว่าจะไล่ตามไม่ทัน ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ เรายังจะต้องนำเข้าอุปกรณ์จากต่างประเทศครั้งแล้วครั้งเล่าอีก
เครื่องรีดเหล็กขนาด 1700 มิลลิเมตรของเจียงเฉิง พวกเรานำเข้ามาแล้ว หลังจากนั้นก็เป็นอุปกรณ์ครบชุดของโรงงานเหล็กกล้าผู่เจียง ตั้งแต่เตาถลุงเหล็กไปจนถึงเครื่องรีดเหล็ก กระทั่งรถลากถ่านหินคันเล็ก ๆ ก็ยังซื้อเข้ามา นี่ผมไม่เข้าใจเลย เราสร้างระบอบสังคมนิยมมา 30 กว่าปี แค่รถเข็นคันเล็ก ๆ คันเดียวยังสร้างไม่เป็นอีกเหรอ”
เฝิงเซี่ยวเฉินที่นั่งอยู่ด้านข้างนั้นถึงกับพูดไม่ออก สิ่งที่ซวีเหวินเหลียงเรียกว่ารถเข็นคันเล็ก ๆ ไม่ใช่รถเข็นที่ใช้ขนอิฐในเขตก่อสร้าง แต่เป็นถังพักวัสดุสำหรับป้อนเข้าเตาถลุงเหล็กต่างหาก ถ้าคุณจะเรียกว่าเป็นรถเข็นคันเล็ก ๆ ก็ไม่ได้ผิดอะไร ว่ากันตามตรง ถังพักวัสดุแบบนี้มีเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องไม่มากนัก จะผลิตเองก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้ ปัญหามันอยู่ที่ว่า การนำเข้าอุปกรณ์ครบวงจรมันยากที่จะแบ่งแยกให้ชัดเจนแบบนั้นได้ ถ้าคุณจะดึงดันหยิบตะปูควงขึ้นมาตัวหนึ่งแล้วบอกว่าเราก็ผลิตเองได้ เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรนำเข้าเครื่องบินลำนี้ เหตุผลแบบนี้ฟังยังไงก็ดูเหมือนเหตุผลข้างๆ คูๆ ไม่ใช่หรือไง
“โรงงานเหล็กกล้าผู่เจียงก็นำเข้ามาแล้ว พอมาถึงโรงงานเหล็กกล้าหนานเจียง ก็ยังจะนำเข้าอีก นี่มันเหตุผลอะไรกัน หากประเทศรู้สึกว่าสร้างเองสู้ซื้อไม่ได้ ซื้อสู้เช่าไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นก็สู้ยุบฉินจ้งของพวกเราทิ้งไปเลยสิ ทุกคนก็สวมหมวกคนขายชาติไว้บนหัว แล้วไปเป็นนายหน้าซื้อขายที่ต่างแดนซะให้สิ้นเรื่อง” ซวีเหวินเหลียงดึงไปผูกกับเรื่องการเมืองเสียอย่างนั้น
“หัวหน้าวิศวกรซวี คุณพูดแบบนี้ไม่ถูกนะครับ” หวังเกินจีปั้นหน้าขรึม ในฐานะเจ้าหน้าที่ที่ทำงานอยู่ในกระทรวง เขาจึงมีความอ่อนไหวทางการเมืองสูงมาก คำว่า “สร้างเองสู้ซื้อไม่ได้ ซื้อสู้เช่าไม่ได้” ที่ซวีเหวินเหลียงพูด ในสมัยก่อนนั้นมีกลิ่นอายทางการเมืองอย่างชัดเจน เมื่อได้ยินคำพูดเช่นนี้ หวังเกินจีย่อมไม่สามารถรักษาความเยือกเย็นเอาไว้ได้อีก
อันที่จริง คำว่า “สร้างเองสู้ซื้อไม่ได้” ตอนที่ปรากฏขึ้นครั้งแรกมันมีบริบทเฉพาะของมัน ไม่ว่าจะเป็นองค์กรใดหรือประเทศใด ในช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์ที่เฉพาะเจาะจงช่วงใดช่วงหนึ่ง ย่อมไม่สามารถผลิตอุปกรณ์ทั้งหมดด้วยตัวเองได้ การรู้ว่าสิ่งใดควรทำสิ่งใดไม่ควรทำต่างหาก จึงจะเป็นแนวคิดในการตัดสินใจที่ถูกต้อง ในช่วงที่ไม่มีบุคลากรทางเทคโนโลยีในการผลิต หรือผลิตไม่ทัน การซื้ออุปกรณ์บางส่วนเพื่อยกระดับอุปกรณ์ของตัวเอง จึงไม่ใช่เรื่องผิดแต่อย่างใด
แต่ในยุคที่มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองเกิดขึ้นบ่อยครั้ง คำพูดใด ๆ ก็อาจถูกคนจับผิดได้ จากนั้นก็ถูกยกระดับให้อยู่ในจุดทางการเมือง โดยเพิกเฉยต่อบริบททั้งหมด ท้ายที่สุดก็กลายเป็นหลักฐานความผิดของใครบางคน เรื่องแบบนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วมากมายในอดีต และในปัจจุบันก็ยังคงเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง
ในช่วงกลางยุค 70 ประเทศเคยดำเนินการนำเข้าเทคโนโลยีขนานใหญ่ครั้งหนึ่ง ซึ่งในประวัติศาสตร์เรียกว่า “โครงการสี่สาม” ในช่วงปลายยุค 70 มีการนำเข้าขนานใหญ่อีกรอบที่เรียกว่า “การก้าวกระโดดแบบฝรั่ง” หลังจากเข้าสู่ยุค 80 การนำเข้าเทคโนโลยียิ่งกลายเป็นเรื่องปกติ เมื่อประกอบกับการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจเหล่านี้ คำว่า “สร้างเองสู้ซื้อไม่ได้ ซื้อสู้เช่าไม่ได้” ก็มักจะปรากฏออกมาจากปากของคนรุ่นเก่าอย่างซวีเหวินเหลียงอยู่เสมอ