ซูอวี่ที่กลับมาถึงศูนย์วิจัยก็เริ่มเตรียมตัวสำหรับการแข่งขันอักษรเทวะ
เขาครอบครองอักษรเทวะแล้ว 4 ตัว นับว่าไม่มากนัก แต่สำหรับนักศึกษาใหม่แล้วก็ถือว่าไม่น้อยอย่างแน่นอน นักศึกษาใหม่รุ่นนี้อาจจะมีคนที่ครอบครองอักษรเทวะมากกว่าเขาอยู่บ้าง แต่ก็คงมีไม่เกินหนึ่งฝ่ามือ
"อักษรเทวะ 'สังหาร' และ 'โลหิต' ต่างก็เลื่อนสู่ขั้นสองแล้ว"
ห้องเศษชิ้นส่วน
ซูอวี่ขมวดคิ้วเล็กน้อย อักษรเทวะขั้นสองนั้นแข็งแกร่งมาก อย่างน้อยก็แข็งแกร่งกว่าขั้นหนึ่งไม่น้อย ทว่าด้านหนึ่งมันก็เผาผลาญพลังเจตจำนงมากกว่าเดิม ส่วนอีกด้านหนึ่งก็ควบคุมได้ยากขึ้นด้วย
"นอกเหนือจากนี้ ผมยังขาดอะไรไปบางอย่าง"
อักษรเทวะตัว 'โลหิต' เน้นที่ภาพมายาและการดูดเลือด
อักษรเทวะตัว 'สังหาร' เน้นที่เจตจำนงสังหาร
อักษรเทวะตัว 'อสนี' เน้นที่สายฟ้า
อักษรเทวะตัว 'ศึก' ตอนนี้ดูเหมือนยังอ่อนแออยู่ รู้สึกว่าผลลัพธ์ธรรมดามาก
"อักษรเทวะ 4 ตัว ตัวที่เน้นการต่อสู้อย่างแท้จริง ความจริงแล้วคือ 'อสนี'!"
อักษรเทวะอีกหลายตัวก็ถือว่าเน้นการต่อสู้ แต่ไม่ได้มีรูปแบบการโจมตีโดยตรง กลับเป็นอักษรเทวะตัว 'อสนี' ที่มีพลังสายฟ้าฟาดฟันอันหนักหน่วง มีคุณลักษณะของการโจมตีสังหารที่รุนแรง
"ทางที่ดีควรจะวาดอักษรเทวะที่มีพลังทำลายล้างรุนแรงขึ้นมาอีกสักตัว!"
ซูอวี่จมอยู่ในความคิด พลังทำลายล้างต้องรุนแรง
ความจริงเขาคิดว่าอักษรเทวะตัว 'พลัง' ก็น่าจะไม่เลว หรือจะเป็นตัว 'ปะทุ' หรือตัว 'ระเบิด' อักษรเทวะพวกนี้ถึงจะมีโอกาสสูงที่จะปรากฏคุณลักษณะการทำลายล้างที่รุนแรง
อักษรเทวะตัว 'สังหาร' ความจริงก็ไม่เลว แต่อักษรเทวะตัว 'สังหาร' ของซูอวี่เน้นที่คุณลักษณะเจตจำนงสังหารเป็นหลัก ไม่ใช่คุณลักษณะการสังหารที่รุนแรง ไม่รู้ว่ายังไม่ได้รับการพัฒนาออกมา หรือว่าไม่มีกันแน่
ขณะที่คิดในใจ ซูอวี่ก็บ่มเพาะอยู่ในห้องเศษชิ้นส่วนพักหนึ่ง แล้วจึงเข้าไปในห้องกรอง ตอนนี้เบื้องหน้าของเขามีตำราอักษรเจตจำนงวางอยู่หนึ่งเล่ม
นี่คือสิ่งที่เขาไปกว้านซื้อมาจากเซี่ยหู่โหยว
ซูอวี่กว้านซื้อมาถึง 20 เล่มเต็มๆ
'เคล็ดวิชาเชียนจวิน' เป็นวิชาที่พบเห็นได้ทั่วไปตามท้องตลาด ของพรรค์นี้ก็พอๆ กับ 'เคล็ดวิชาไคเอวี๋ยน' ที่ไป๋เฟิงเขียนขึ้นมาแบบส่งๆ ในตอนแรกนั่นแหละ
ไม่ได้เติมโลหิตแก่นแท้ลงไป ระยะเวลาในการเก็บรักษาจึงสั้น
การใช้แค่พลังเจตจำนงเขียนลงบนสื่อบันทึกธรรมดาๆ มันจะถูกเผาผลาญไปอย่างรวดเร็ว เกรงว่าอ่านไปสักสิบกว่าครั้งก็คงผลาญพลังเจตจำนงที่แฝงอยู่จนหมดสิ้น และกลายเป็นตำราธรรมดาๆ ไป
ซูอวี่เริ่มพินิจดูอย่างตั้งใจ พลังเจตจำนงในขั้นบ่มเพาะจิต การจะอ่านตำราประเภทนี้ไม่ได้ยากเย็นอะไรนัก
ค่อยๆ ทำความเข้าใจทีละน้อย ค่อยๆ สัมผัสทีละนิด
ครั้งนี้ไม่ได้เกิดเหตุการณ์ที่วาดอักษรเทวะออกมาได้ในครั้งเดียว ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความเข้าใจยังไม่มากพอ หรือว่าตัวตำรามันแย่เกินไป
ไม่น่าจะเป็นเพราะตำราแย่เกินไป ไม่อย่างนั้นตอนแรกก็คงไม่มีทางหยั่งรู้อักษรเทวะตัว 'โลหิต' ได้
ซูอวี่เองก็ไม่รีบร้อน ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป
ถ้าอ่านจนจบสิบกว่าครั้งแล้วยังหาวิธีวาดออกมาไม่ได้ งั้นก็เปลี่ยนเล่มใหม่ ตอนนี้เขามีอักษรเจตจำนงเยอะแยะ จึงไม่ต้องกังวลเลย
...
ในขณะที่ซูอวี่กำลังบ่มเพาะอยู่อย่างเงียบๆ นั้นเอง
สวนบ่มเพาะจิต เขตพิเศษ
ภายในบ้านพักตากอากาศหลังเล็กหลังหนึ่ง
ชายหญิงหนุ่มสาวหลายคนกำลังรวมตัวกันอยู่
เฉินฉี่ก็รวมอยู่ในกลุ่มนั้นด้วย
ภายในห้องรับแขกขนาดใหญ่ เฉินฉี่นั่งอยู่ตรงริมสุด ในห้องรับแขกตอนนี้มีคนอยู่ทั้งหมด 6 คน
สายอักษรเทวะเดี่ยว รุ่นที่สามซึ่งเป็นสายตรงของโจวหมิงเหริน มีทั้งหมด 14 คน ในจำนวนนั้น 6 คนทะยานเวหาแล้ว อีก 8 คนยังไม่ทะยานเวหา
ในขณะนี้ จากลูกศิษย์ 8 คนที่ยังไม่ทะยานเวหา มี 6 คนที่อยู่ที่นี่
เฉินฉี่นั่งอยู่ตรงมุมห้อง ก้มหน้าลง ไม่ปริปากพูดอะไรสักคำ
ในจำนวน 6 คน มีสองคนที่อายุเกิน 30 ปีแล้ว
ในกลุ่ม 4 คนที่อายุต่ำกว่า 30 ปี มีเพียงเขาคนเดียวที่ไม่ได้เข้าสู่ทำเนียบร้อยอันดับ
ทุกคนพูดคุยสัพเพเหระกันอยู่พักหนึ่ง ครู่ต่อมา ชายหนุ่มที่มีสีหน้าดื้อรั้นหยิ่งยโสคนหนึ่งก็มองไปทางเฉินฉี่แล้วกล่าวเรียบๆ ว่า "ศิษย์น้องเฉิน ศิษย์อาหูได้บอกไหมว่าจะออกจากด่านตอนไหน?"
"ไม่ได้บอกครับ"
เฉินฉี่ตอบกลับประโยคหนึ่ง แล้วก็เงียบเสียงไปอย่างรวดเร็ว
ชายหนุ่มผู้หยิ่งยโสขมวดคิ้วเล็กน้อย กล่าวเรียบๆ ว่า "จริงสิ ช่วงนี้อาจารย์ของฉันพวกเขาก็ไม่ค่อยปรากฏตัวกันเลย ได้ยินว่ากำลังทำงานวิจัยอะไรบางอย่าง ก่อนไปเขาบอกฉันว่าให้จับตาดูอู๋เจียกับซูอวี่ของสายอักษรเทวะพหุคูณให้ดี ตอนนี้อู๋เจียก็ถือว่าหมดสภาพไปแล้ว ซูอวี่ล่ะ นายเคยประมือกับเขา รู้สึกยังไงบ้าง?"
"แพ้ครับ"
เฉินฉี่ยังคงเงียบขรึมพูดน้อยเหมือนเดิม
ชายหนุ่มค่อนข้างไม่พอใจ กล่าวเสียงขรึมว่า "ศิษย์น้องเฉิน เรื่องนี้ทุกคนรู้อยู่แล้ว! เรื่องที่นายเล่นงานหลินเย่า ทุกคนก็รู้กันหมด เรื่องนี้ไม่ต้องพูดถึงแล้ว ฉันก็แค่ถามนายว่า นายรู้สึกว่าความแข็งแกร่งของซูอวี่เป็นยังไงบ้าง?"
"ก็พอใช้ได้ครับ"
"..."
ชายหนุ่มเริ่มโกรธขึ้นมาบ้างแล้ว กล่าวอย่างฉุนเฉียวว่า "นายพูดให้มันมากกว่านี้หน่อยไม่ได้หรือไง?"
เขาค่อนข้างไม่พอใจกับท่าทีของเฉินฉี่!
ที่เรียกนายมา ไม่ใช่เพื่อให้นายพูดคำประเภทที่ว่า 'ก็พอใช้ได้' หรือ 'ไม่เลว' หรอกนะ
ชายหนุ่มกล่าวเสียงเย็นว่า "ตอนที่อาจารย์เก็บตัวเข้าด่าน เขาบอกให้ฉันระวังตัวหน่อย บอกว่าซูอวี่แอบเข้าสู่ขั้นเชียนจวินระดับห้าอย่างลับๆ แล้ว แถมยังครอบครองอักษรเทวะขั้นสองอีกตัวหนึ่ง อาจจะพุ่งทะลวงเข้าสู่ทำเนียบร้อยอันดับได้ทุกเมื่อ!"
พอคำพูดนี้หลุดออกมา อีกหลายคนก็มีท่าทีประหลาดใจ
เฉินฉี่เองก็สะดุ้งเล็กน้อย
ขั้นเชียนจวินระดับห้าแล้ว?
แถมยังมีอักษรเทวะขั้นสองอีก?
ซูอวี่เจ้านั่น มันจะวิปริตผิดมนุษย์มนาเกินไปแล้ว!
"ศิษย์น้องหวง จริงเหรอ?"
ในกลุ่มคน นักศึกษาสาวสวยคนหนึ่งเอ่ยถามขึ้น ชายหนุ่มพยักหน้าเล็กน้อย "จริงสิ ไม่อย่างนั้นฉันคงขี้เกียจไปสนใจไอ้คนที่แม้แต่ทำเนียบร้อยอันดับยังเข้าไม่ได้หรอก! เจ้านี่ความแข็งแกร่งไม่เบาเลย อาจารย์บอกว่าการที่เขาจะเข้าสู่ทำเนียบร้อยอันดับก็เป็นแค่เรื่องช้าหรือเร็วเท่านั้น อาจจะเป็นภายในหนึ่งหรือสองเดือนนี้แหละ!"
เขาพูดจบก็กล่าวต่อว่า "การรับมือกับสายอักษรเทวะพหุคูณ จำเป็นต้องฟาดให้ตายในไม้เดียว! ตอนนี้ผู้อาวุโสหอหงไม่อยู่ ถือเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการสะกดข่มพวกเขาแล้ว!"
"ปล่อยให้การสืบทอดของพวกเขา สิ้นสุดลงที่รุ่นของพวกไป๋เฟิงก็พอแล้ว!"
ชายหนุ่มกล่าวอย่างราบเรียบ ราวกับเป็นเรื่องที่สมควรแล้ว
คนอื่นๆ ก็ไม่ได้พูดอะไร หวงฉี่เฟิงเป็นศิษย์ปิดประตูกสำนักของผู้อาวุโสหอเจิ้งอวี้หมิง แม้ว่าในหมู่พวกเขาบางคนจะแข็งแกร่งกว่าเขาและอายุมากกว่าเขา แต่ถ้าพูดถึงเรื่องสถานะ หวงฉี่เฟิงนั้นสูงกว่าพวกเขา
เจิ้งอวี้หมิงรับลูกศิษย์ไว้ 6 คน ในจำนวนนั้น 4 คนทะยานเวหาแล้ว มีคนหนึ่งอายุมากแล้วยังไม่ได้ทะยานเวหา ตอนนี้ก็แทบจะถูกทอดทิ้งแล้ว
ดังนั้นในบรรดาลูกศิษย์ที่ยังไม่ทะยานเวหา ความแข็งแกร่งของหวงฉี่เฟิงไม่ใช่คนที่แข็งแกร่งที่สุด แต่สถานะของเขาสูงที่สุดในหมู่พวกเขา
คนอื่นๆ ในที่นี้ นอกจากเฉินฉี่แล้ว ล้วนแต่เป็นลูกศิษย์ของโจวผิงเซิง
หวงฉี่เฟิงมองไปที่เฉินฉี่อีกครั้งแล้วกล่าวว่า "ตอนที่ซูอวี่ประมือกับนายคราวก่อน นายรู้สึกว่าเขาซ่อนความแข็งแกร่งเอาไว้ไหม?"
"ไม่รู้สิครับ"
เฉินฉี่ยังคงเงียบ
หวงฉี่เฟิงเริ่มไม่สบอารมณ์ กล่าวเสียงเย็นว่า "ฉันต้องการจะประเมินดูสักหน่อยว่า การที่เขาเข้าสู่ขั้นเชียนจวินระดับห้า เป็นเพราะเขาแกล้งทำเป็นหมูหลอกกินเสือมาตลอดก่อนที่จะประมือกับนาย หรือว่าเขาเพิ่งเลื่อนระดับหลังจากที่ประมือกันแล้ว! เข้าใจไหม?"
เฉินฉี่กล่าวเสียงเบา "ฝีมือด้อยกว่าคนอื่น ผมพ่ายแพ้ในกระบวนท่าเดียว แล้วคุณจะให้ผมประเมินยังไงล่ะ?"
หวงฉี่เฟิงมีสีหน้าไม่สบอารมณ์อย่างยิ่ง!
ถามตั้งนาน เจ้านี่ก็เอาแต่ทำท่าทีแบบนี้ ถ้าคนที่ไม่รู้คงนึกว่าเขาทะยานเวหาไปแล้วเสียอีก!
นักศึกษาสาวที่อยู่ข้างๆ กล่าวด้วยความรังเกียจเล็กน้อย "ศิษย์น้องเฉิน นายแพ้ก็ช่างเถอะ แต่นี่นายไม่รู้อะไรเลยสักนิดเลยเหรอ?"
เฉินฉี่เงยหน้ามองเธอ ผ่านไปพักหนึ่งถึงได้กล่าวว่า "คุณก็บอกเองว่าแพ้ แล้วยังจะให้รู้อะไรอีกล่ะ? หลังจากซูอวี่กลืนกินโลหิตแก่นแท้เข้าไป เขาก็มีพลังต่อสู้ระดับว่านสือ เรื่องนี้ก็เห็นๆ กันอยู่ไม่ใช่เหรอ? ยังมีอะไรต้องถามอีก? เขาไม่ได้เข้าสู่ทำเนียบร้อยอันดับ ถามไปก็เปล่าประโยชน์ หรือว่าพวกคุณจะอาสาไปท้าประลองกับเขาล่ะ?"
หวงฉี่เฟิงกล่าวเรียบๆ ว่า "ทำไมจะไม่ได้ล่ะ? ถ้าเขาเป็นฝ่ายมาท้าประลองกับพวกเราเอง แบบนั้นก็ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว!"
เฉินฉี่ขมวดคิ้วกล่าวว่า "ศิษย์พี่หวง คราวก่อนคุณทำร้ายอู๋เจียจนบาดเจ็บสาหัส ผู้ดูแลหอเฉินกับผู้ช่วยสอนไป๋ก็คงจะไม่พอใจอยู่แล้ว ถ้าไปทำร้ายซูอวี่ให้บาดเจ็บอีก..."
หวงฉี่เฟิงกล่าวอย่างรำคาญใจว่า "เรื่องนี้ไม่ต้องให้นายมาสอน! อีกอย่าง พวกเรากลัวพวกเขาแก้แค้นอย่างนั้นเหรอ?"
เฉินฉี่ไม่ส่งเสียงใดๆ อีก
หวงฉี่เฟิงคิดทบทวนแล้วกล่าวว่า "ให้เซี่ยฉานไปหยั่งเชิงเขาดูหน่อย หรือไม่ก็หาวิธีบีบให้เขารีบมาท้าประลองกับพวกเราแต่เนิ่นๆ ซ้อมเขาให้พิการ จะได้อยู่ต่อไปไม่ได้! สายอักษรเทวะพหุคูณมันแทบจะล่มสลายไปตั้งนานแล้ว ตอนนี้ยังจะรับลูกศิษย์อีก คิดจะฟื้นคืนชีพจากเถ้าถ่านหรือไง?"
หวงฉี่เฟิงกล่าวอย่างดูถูกเล็กน้อย "สายวิชาของพวกเขาเผาผลาญทรัพยากรเยอะ พลังต่อสู้ที่ปากบอกว่าแข็งแกร่ง เอาเข้าจริงก็งั้นๆ ไป๋เฟิงผลาญทรัพยากรไปมากกว่าเซี่ยอวี้เหวินเสียอีก แต่เขาเป็นคู่ต่อสู้ของเซี่ยอวี้เหวินหรือเปล่าล่ะ?"
"สิ่งที่เรียกว่าทักษะการต่อสู้อักษรเทวะน่ะ ดีแต่เปลือก! วาดอักษรเทวะที่ไร้ประโยชน์ออกมาตั้งมากมาย มันไม่มีประโยชน์อะไรเลยสักนิด!"
"วิถีแห่งมรรคาที่แท้จริงคือความเรียบง่าย การมุ่งเน้นไปที่สิ่งเดียว ถึงจะเป็นหนทางก้าวไปข้างหน้าของผู้ฝึกตน!"
"ตอนที่สายอักษรเทวะพหุคูณกุมอำนาจในสถานศึกษา มีระดับซานไห่กี่คน? มีระดับหลิงอวิ๋นกี่คน?"
"แล้วตอนนี้ล่ะ สถานศึกษามีระดับซานไห่ตั้งหลายสิบคน เพราะอะไรล่ะ? ก็เพราะเอาทรัพยากรที่สายอักษรเทวะพหุคูณผลาญไป มาแบ่งปันให้สายวิชาอื่นๆ อย่างเท่าเทียมกันไง ถึงได้มีระดับซานไห่ถือกำเนิดขึ้นมามากมายขนาดนี้ สายอักษรเทวะพหุคูณน่ะ คอยขัดขวางการพัฒนาของสถานศึกษาไปจนถึงมนุษยชาติด้วยซ้ำ!"
หวงฉี่เฟิงพูดจาโอ้อวดเสียงดัง!
คำพูดเหล่านี้ ไม่ใช่เขาเพียงคนเดียวที่พูดออกมา แต่ทั้งสายอักษรเทวะเดี่ยวต่างก็พร่ำพูดกันทั้งนั้น
แต่ก่อนสถานศึกษาก็แข็งแกร่งจริง แต่ไม่แข็งแกร่งเท่าตอนนี้ที่มีระดับซานไห่เต็มไปหมด
แล้วระดับซานไห่พวกนี้มาจากไหนล่ะ ในสายตาของพวกเขา ก็คือการเอาทรัพยากรที่สายอักษรเทวะพหุคูณเคยผลาญไป มาแบ่งให้คนอื่น คนอื่นถึงได้เลื่อนระดับได้ยังไงล่ะ
ไม่อย่างนั้น ถ้าปล่อยให้สายอักษรเทวะพหุคูณกดหัวต่อไป ทรัพยากรก็คงถูกพวกเขาผลาญไปจนหมด แล้วคนอื่นจะเอาอะไรไปเลื่อนระดับล่ะ?
ในทำนองเดียวกัน คนรุ่นใหม่ก็ต้องไม่มีคนของสายอักษรเทวะพหุคูณ!
ไม่อย่างนั้น ถ้าทรัพยากรถูกพวกเขาแย่งไปหมด แล้วตัวเองจะทำยังไงล่ะ?
พวกเขามันเป็นพวกผลาญทรัพยากร!
ทั้งโลหิตแก่นแท้ ตำราอักษรเจตจำนง ต้นฉบับเผ่าพันธุ์ต่างๆ รวมถึงอาวุธเทวะ สายอักษรเทวะพหุคูณล้วนผลาญมากกว่าคนอื่นๆ ทั้งสิ้น
เฉินฉี่เบ้ปาก เมื่อหวงฉี่เฟิงเห็น แววตาก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย กล่าวเสียงเย็นว่า "ศิษย์น้องเฉินมีความคิดเห็นที่ต่างออกไปหรือ?"
เฉินฉี่กล่าวเรียบๆ ว่า "ไม่มีครับ จะมีได้ยังไงล่ะ! สายอักษรเทวะพหุคูณสมควรจะล่มสลายไปตั้งนานแล้ว! อดีตที่เคยแข็งแกร่ง มันก็แค่อดีต! มาจนป่านนี้ยังจมปลักอยู่กับความรุ่งโรจน์ในอดีต ถ้าพวกเขาไม่ดับสูญแล้วใครจะดับสูญล่ะ?"
ตอบส่งเดชไปประโยคหนึ่ง ในใจกลับรู้สึกดูแคลน
ก็แค่พูดจาสวยหรูดูดีไปอย่างนั้นแหละ!
ความคิดของเบื้องบน พวกเขาไม่สนหรอก
หวงฉี่เฟิงยังไปไม่ถึงจุดนั้น การที่เขาต้องการจะกดดันซูอวี่ กดดันอู๋เจีย ก็เป็นเพียงการประจบประแจงพวกผู้แข็งแกร่งเท่านั้น ดันต้องมาอ้างเหตุผลอันชอบธรรม ไม่รู้สึกคลื่นไส้บ้างหรือไง
ทำเรื่องชั่วร้าย พอปิดประตูลงก็เป็นพวกเดียวกันทั้งนั้น จะมาอ้างความชอบธรรมไปเพื่ออะไรกัน?
ใครจะไม่รู้ตับไตไส้พุงใครบ้างล่ะ!
หวงฉี่เฟิงแค่นเสียงเย็น มองเขาแล้วกล่าวอย่างดูถูก "นั่นมันแน่อยู่แล้ว ต่อให้อยู่ในระดับเดียวกัน ตอนนี้สายวิชาของพวกเขาก็สู้ฉันไม่ได้หรอก! แต่นายสิ... หึ! ขายขี้หน้าชะมัด!"
เฉินฉี่กำหมัดแน่นอย่างลับๆ ในใจเต็มไปด้วยความโกรธ
แพ้แค่ครั้งเดียว ตอนนี้พวกนี้ก็พากันเหยียดหยามเขาสารพัด ไม่ใช่เพราะถือดีว่าตัวเองเข้าเรียนมาก่อนหลายปีหรือไง?
หวงฉี่เฟิงเข้าเรียนมาตั้งห้าปีแล้ว มีคุณสมบัติอะไรมาทำเป็นอวดดีกับเขา!
ต่อให้เอาไปเทียบกับอู๋เจีย อู๋เจียก็เพิ่งเข้าเรียนมาแค่สองปีกว่าๆ
นายเข้าเรียนก่อนอู๋เจียตั้งสามปี แถมยังเป็นลูกศิษย์ของระดับซานไห่ จนป่านนี้ยังเข้าไม่ถึงห้าสิบอันดับแรกของทำเนียบร้อยอันดับด้วยซ้ำ นี่ยังมีหน้าไปว่าคนอื่นเป็นเศษขยะอีกเหรอ?
ห้าปีน่ะสิ นายถึงจะเป็นเศษขยะของจริง!
คิดในใจ แต่เฉินฉี่ก็อั้นไว้ไม่พูดออกมา
หวงฉี่เฟิงยิ่งมองเขาก็ยิ่งไม่สบอารมณ์ รู้สึกตลอดว่าสายตาของเจ้านี่ประสงค์ร้าย จึงแค่นหัวเราะเย็นเยียบ แล้วไม่สนใจเขาอีก
ปรึกษาหารือกันอีกสองสามประโยค สุดท้าย หวงฉี่เฟิงก็เอ่ยปากขึ้นว่า "เฉินฉี่ นายเคยติดต่อกับซูอวี่มาก่อน ช่วงหลายวันนี้จงจับตาดูเขาให้ฉัน! นอกจากนี้ อู๋เจียออกจากทำเนียบร้อยอันดับแล้ว ฉันก็ไม่มีทางไปหาเรื่องเธอได้อีก ที่นี่มีแค่นายคนเดียวที่มีคุณสมบัติไปหาเรื่องอู๋เจีย เรื่องนี้มอบหมายให้นายจัดการก็แล้วกัน!"
เฉินฉี่ขมวดคิ้วกล่าวว่า "เรื่องของซูอวี่น่ะว่ากันง่ายๆ เดี๋ยวผมจะจับตาดูเขาเอง! แต่อู๋เจียบาดเจ็บ ตอนนี้ก็อยู่ที่หอตำรา แล้วผมจะไปหาเรื่องเธอได้ยังไง?"
หวงฉี่เฟิงกล่าวเรียบๆ ว่า "ก็ไปหาเธอตรงๆ เลยสิ ต่อหน้าเฉินหย่งแล้วจะทำไม? เฉินหย่งกล้าลงมือกับนายเหรอ? เขาไม่อยากอยู่สถานศึกษาต่อไปแล้วหรือไง?"
"..."
เฉินฉี่ค่อนข้างฉุนเฉียว "แล้วถ้าเขาลงมือล่ะ?"
เขารู้ความหมายของหวงฉี่เฟิงดี!
ถ้าเขาลงมือก็ดีน่ะสิ จะได้มีข้ออ้างขับไล่พวกเขาออกไปพอดี!
แต่ตัวเองจะไม่ซวยเอาเหรอ?
นายเห็นฉันเป็นไอ้งั่งหรือไง?
ไปยั่วยุลูกศิษย์ที่บาดเจ็บของเขาภายใต้สายตาของระดับหลิงอวิ๋นระดับเก้า คิดว่าเฉินหย่งเป็นคนตายไปแล้วจริงๆ เหรอ?
หวงฉี่เฟิงจิตใจอำมหิต จงใจส่งเขาไปตายชัดๆ!
หวงฉี่เฟิงกล่าวอย่างสงบว่า "เขาไม่กล้าหรอก ถ้าเขาลงมือ สายอักษรเทวะพหุคูณก็จะจบสิ้นของจริง!"
"ผมไม่ไปหรอก!"
เฉินฉี่ลุกขึ้นยืนโดยตรงแล้วกล่าวว่า "คุณอยากไปก็ไปเองเถอะ หวงฉี่เฟิง อย่าให้มันเกินไปนัก! อมทรัพยากรของผมก็ช่างเถอะ แต่นี่ยังคิดจะส่งผมไปตายอีก ฝันไปเถอะ!"
เฉินฉี่แค่นเสียงเย็น ลุกขึ้นยืน กวาดสายตามองคนหลายคน แล้วแค่นหัวเราะเยาะ "หวงฉี่เฟิงไอ้สารเลว จิตใจอำมหิต วางแผนทำร้ายศิษย์ร่วมสำนักอย่างไม่ปิดบังแม้แต่น้อย ผมเฉินฉี่เล่นงานหลินเย่า อย่างน้อยก็ยังปิดบังอยู่บ้าง ถ้าผมเป็นคนพาลตัวจริง เขาก็คือวิญญูชนจอมปลอม ไม่สิ เป็นวิญญูชนจอมปลอมยังไม่ได้ด้วยซ้ำ น่าขยะแขยง!"
พูดจบ เขาก็หันหลังเดินจากไป
หวงฉี่เฟิงจ้องแผ่นหลังของเขา กล่าวเสียงเย็นว่า "เฉินฉี่ อาจารย์ของนายปิดด่านเก็บตัวไปแล้ว ตอนนี้ฉันให้นายทำธุระนิดหน่อย นายกลับบ่ายเบี่ยงสารพัด ในเมื่อเป็นแบบนี้ ก่อนที่อาจารย์ของนายจะออกจากด่าน ก็อย่าหวังว่าจะได้ทรัพยากรอะไรเลย แต้มผลงานก็ไม่มีสักแต้ม!"
เฉินฉี่ไม่สนใจ กัดฟันกรอด แววตาเย็นเยียบ
เขาเองก็ไม่ใช่ตะเกียงไร้น้ำมันหรอกนะ!
หวงฉี่เฟิงอาศัยสถานะและความแข็งแกร่งของตัวเอง มารังแกเหยียดหยามเขาสารพัด ตอนนี้เขายังไม่มีวิธีเอาคืนได้
แต่ว่า... เขาไม่ยอมปล่อยให้เรื่องจบแค่นี้แน่
คอยดูกันต่อไปเถอะ!
บางครั้งสิ่งที่เรียกว่าพวกเดียวกันน่ะ ลงมือได้เหี้ยมโหดและหน้ามืดตามัวยิ่งกว่าศัตรูเสียอีก!
ลูกศิษย์รุ่นที่สาม สายตรง 14 คน มี 8 คนที่ยังไม่ทะยานเวหา
3 คนอายุเกิน 30 ปี ตอนนี้ก็แทบจะถูกทอดทิ้งแล้ว
เหลืออีก 5 คน ถ้ากีดกันเขาออกไปอีก 4 คนที่เหลือก็จะได้แบ่งทรัพยากรทั้งหมดของสายวิชานี้ มีแต่เรื่องน่ายินดีทั้งนั้น!
ส่วนตัวเขาเอง ยังมีศิษย์พี่อีกคนหนึ่ง ซึ่งก็อยู่ในรายชื่อ 4 คนนี้ด้วย
ทว่าครั้งนี้เขาไม่ได้มา ไม่รู้ว่าในใจคิดยังไง เฉินฉี่เองก็ไม่ได้ตั้งความหวังอะไรไว้เหมือนกัน
...
เมื่อเดินออกจากเขตพิเศษแล้ว เฉินฉี่ก็หันกลับไปมองแวบหนึ่ง
แค่นหัวเราะเย็นเยียบออกมาคำหนึ่ง!
อาจารย์ช่างโง่เขลานัก ปล่อยให้คนพวกนี้มารังแก ไม่ช้าก็เร็วคงต้องจบลงแบบเดียวกับหลิวหง
ทั้งที่เป็นลูกศิษย์สายตรงของผู้อำนวยการโจวเหมือนกัน เจิ้งอวี้หมิงได้เป็นถึงผู้อาวุโสหอและเจ้าสายวิชา โจวผิงเซิงเป็นรองผู้อำนวยการหอตำรา ส่วนหูเหวินเซิงอาจารย์ของเขา กลับไม่ได้เป็นอะไรเลย สถานะในขั้วอำนาจก็ไม่สูงนัก
เมื่อก่อนยังพอจะสะกดข่มไป๋เฟิงเอาไว้ได้ก็ดีไป แต่ตอนนี้... นอกจากการปิดด่านเพื่อทะลวงสู่ระดับหลิงอวิ๋นแล้ว ก็ไม่มีหนทางอื่นให้เดินอีกแล้ว!
พวกหวงฉี่เฟิงอาศัยอยู่ในเขตพิเศษ แต่เขาเฉินฉี่ กลับอยู่ได้แค่เขตชั้นสูง
ไม่ใช่ว่าไม่มีเงิน แต่อาจารย์กำชับเขาว่า อย่าไปอยู่ใกล้พวกหวงฉี่เฟิงเกินไป ให้ยอมอ่อนข้อลงบ้าง...
"อาจารย์ ท่านอ่อนแอเกินไปแล้ว!"
เฉินฉี่บ่นพึมพำในใจ พวกเจ้านี่มันได้คืบจะเอาศอก ไม่อย่างนั้น หวงฉี่เฟิงจะกำแหงขนาดนี้ได้ยังไง
เดินห่างออกมาอีกหน่อย เฉินฉี่ก็โทรศัพท์ไปยังหมายเลขหนึ่ง
รออยู่ครู่หนึ่ง ก็กล่าวเสียงขรึมว่า "ฉันเอง เฉินฉี่!"
ปลายสายอีกด้านหนึ่ง ซูอวี่ชะงักไปเล็กน้อย
"หวงฉี่เฟิงหมายหัวนายแล้ว! เขาไม่ใช่ขั้นเชียนจวินระดับเก้า แต่เป็นขั้นว่านสือระดับสอง! ความเต็มเปี่ยมของพลังเจตจำนงอยู่ที่ 96% มีอักษรเทวะอยู่ 3 ตัว คือตัว 'โต่ว (ต่อสู้)' ของเผ่ามาร ตัว 'จ้วง (แข็งแกร่ง)' ของเผ่ามังกร แล้วก็มีอักษรเทวะอีกตัวหนึ่ง ส่วนจะเป็นอะไรนั้นฉันก็ไม่รู้หรอก คงมีคนรู้ไม่กี่คนหรอก แต่ฉันพอจะรู้ประโยชน์คร่าวๆ ของมัน... มันเกี่ยวข้องกับการกักขัง ความแข็งแกร่งสูงมาก!"
ซูอวี่เงียบไป
เฉินฉี่ไม่ได้ใส่ใจ กล่าวต่อไปว่า "หวงฉี่เฟิงอยากจะบีบให้นายกับอู๋เจียหมดหนทางไปก่อนที่ผู้อาวุโสหอหงจะกลับมา ทางที่ดีก็ทำให้พวกนายเข้าสู่ทำเนียบร้อยอันดับไม่ได้ตลอดไป หรือถึงขั้นบีบให้ลาออกหรือย้ายสายวิชาไปเอง เพื่อใช้พวกนายเป็นบันไดก้าวหน้าของเขา!"
"ในบรรดาลูกศิษย์ 6 คนของผู้อาวุโสหอเจิ้ง เขาแข็งแกร่งน้อยที่สุด เข้าเรียนมาห้าปีแต่ไม่สามารถเข้าสู่ระดับทะยานเวหาได้ เขาเองก็ร้อนรน ต้องการการสนับสนุนที่มากขึ้น แต่ความแข็งแกร่งของเขายังไปไม่ถึงระดับทะยานเวหา ตอนนี้โอกาสที่ดีที่สุดก็คือการกดดันพวกนาย บีบให้พวกนายสิ้นหวังอย่างสิ้นเชิง!"
"ครั้งนี้เขาเล็งเป้าหมายมาที่นาย รู้ด้วยว่านายเข้าสู่ขั้นเชียนจวินระดับห้าแล้ว และอักษรเทวะก็เข้าสู่ขั้นสองแล้ว ความแข็งแกร่งที่นายปกปิดไว้มันถูกเปิดเผยออกมาหมดแล้ว วันที่นายเข้าสู่ทำเนียบร้อยอันดับ ก็คือวันที่เขาจะลงมือกับนาย... หรือแม้แต่ก่อนหน้านั้น เขาก็จะให้คนไปยั่วยุนายด้วย!"
ซูอวี่เงียบไปครู่หนึ่ง แล้วกล่าวช้าๆ ว่า "เขาผสานไปกี่จุดทวารตอนที่เลื่อนระดับ?"
"เก้าจุดทวาร!"
เฉินฉี่กล่าวเสียงเย็น "เจ้านี่ผสานไปเก้าจุดทวารตอนเลื่อนระดับ อย่าทำเป็นเล่นไปเชียว ผู้เชี่ยวชาญอารยธรรมที่ผสานได้เก้าจุดทวารมีไม่มากหรอก และสิ่งที่เขาแข็งแกร่งก็ไม่ใช่ร่างกาย แต่อักษรเทวะตัว 'ต่อสู้' ทำให้พลังการต่อสู้ของเขาสูงมาก ความแข็งแกร่งที่แท้จริงเกรงว่าน่าจะเทียบเท่ากับว่านสือระดับสี่ ว่านสือระดับสี่จริงๆ เลยนะ!"
ซูอวี่คิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงเอ่ยถามว่า "เขามีเงินไหม?"
"..."
เฉินฉี่พูดไม่ออก กล่าวเสียงขรึมว่า "มี แต่แกเลิกคิดไปได้เลย! ซูอวี่ ฉันรู้ว่านายมีความมั่นใจในตัวเองสูง แถมยังหยิ่งทระนง แต่ว่า... นายไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาหรอก!"
ซูอวี่ยิ้มกล่าวว่า "เรื่องนั้นฉันรู้ ขอบใจที่เตือน! ฉันก็ไม่ได้เตรียมตัวจะไปประมือกับเขาหรอก ตอนนี้ฉันยังแข็งแกร่งไม่พอ อดทนไว้ก่อนเดี๋ยวพายุสงบเอง ไม่ต้องให้นายมาคอยย้ำหรอก"
พูดจบ ซูอวี่ก็ถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น "ที่เขาเอาชนะศิษย์พี่ของฉันได้ เขาไม่สามารถยั้งมือได้จริงๆ เหรอ?"
"..."
เฉินฉี่จนปัญญา "แน่นอนว่าไม่ใช่อยู่แล้ว! เรื่องนี้ยังต้องถามอีกเหรอ? ความแข็งแกร่งของเขาเหนือกว่าอู๋เจียไม่น้อย แล้วอู๋เจียจะเป็นคู่ต่อสู้ของเขาได้ยังไงล่ะ!"
"เข้าใจล่ะ!"
ซูอวี่ยิ้ม "โอเค ขอบใจนายมาก ถึงแม้ฉันจะรู้ว่านายไม่ได้หวังดีอะไร แต่ก็ช่างเถอะ จริงสิ ฝั่งนักศึกษาใหม่ มีคนของสายอักษรเทวะเดี่ยวบ้างไหม? ฉันหมายถึงพวกสายตรงน่ะ"
"เซี่ยฉาน..."
"อันนี้ฉันรู้แล้ว ไม่มีคนอื่นอีกแล้วเหรอ?"
"ยังมีอีกคนหนึ่ง!"
เฉินฉี่คิดทบทวนก่อนจะกล่าวว่า "เจิ้งหง! ยอดอัจฉริยะในชั้นเรียนของพวกนายไง เขาเป็นหลานชายของผู้อาวุโสหอเจิ้ง แต่เก็บตัวเงียบมาก และเป้าหมายของเขาก็ไม่ใช่นายด้วย ที่เขาเข้าเรียนก็พุ่งเป้าไปที่พวกเซี่ยฉานกับว่านหมิงเจ๋อ แต่ตอนนี้ก็พูดยาก นายก็ระวังตัวไว้เองก็แล้วกัน!"
เจิ้งหง!
ซูอวี่รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เจ้านั่นที่เก็บตัวเงียบกริบ ในบรรดายอดอัจฉริยะ 6 คนในชั้นเรียน เขาคือคนที่เก็บตัวเงียบที่สุด
เซี่ยฉาน เจิ้งอวิ๋นฮุย จ้าวซื่อฉี ว่านหมิงเจ๋อ หูชิวเซิง คนเหล่านี้ ซูอวี่ถือว่ามีความรู้ความเข้าใจอยู่บ้าง มีเพียงเจิ้งหงที่เขาเกือบจะลืมไปแล้วว่ามีตัวตนอยู่ เก็บตัวเงียบจนคาดไม่ถึง
ในข้อมูลข่าวสารที่เซี่ยหู่โหยวรวบรวมมาให้เขา ก็ไม่มีข้อมูลของเจิ้งหงเลย
ซูอวี่ขมวดคิ้วกล่าว "เจิ้งหงเป็นหลานชายของผู้อาวุโสหอเจิ้งเหรอ?"
"ใช่!"
เฉินฉี่กล่าวเสียงขรึมว่า "เรื่องนี้มีคนรู้ไม่มากนัก! หวงฉี่เฟิงเคยหลุดปากพูดออกมาครั้งหนึ่ง เขาเป็นศิษย์ปิดประตูกสำนักของผู้อาวุโสหอเจิ้ง จึงคุ้นเคยกับบ้านของผู้อาวุโสหอเจิ้งดี หลายปีมานี้เจิ้งหงไม่ได้เรียนรู้จากผู้อาวุโสหอเจิ้ง แต่ไปเรียนรู้จากผู้อาวุโสหอซุน"
ซูอวี่พลันกระจ่าง!
สายอักษรเทวะเดี่ยว มีผู้แข็งแกร่งระดับซานไห่หลายคน ในจำนวนนั้นมีคนหนึ่งแซ่ซุน แล้วก็มีอีกคนแซ่จ้าว ซึ่งเป็นอาจารย์ของหลิวหง
ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง!
ลูกศิษย์ของผู้อาวุโสหอซุน... ซูอวี่ไม่ได้สังเกตเลยจริงๆ ก่อนหน้านี้เขาเอาแต่จ้องไปที่สายของโจวหมิงเหรินมาโดยตลอด
"รู้ล่ะ ขอบใจมาก!"
ซูอวี่กล่าวขอบคุณตามมารยาท แล้วก็วางสายไป
...
ภายในศูนย์วิจัย
ซูอวี่หัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก ถอนหายใจว่า "ยุ่งเหยิงชะมัด!"
สายอักษรเทวะเดี่ยว ภายในก็ยุ่งเหยิงเละเทะเหมือนกัน
โจวหมิงเหริน ผู้อาวุโสหอซุน ผู้อาวุโสหอจ้าว... คนพวกนี้ ดูเหมือนจะไม่เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันอย่างสมบูรณ์ ไม่เห็นเหรอว่าหลิวหงยังถูกกีดกันเลย?
ประเด็นนี้ยังพอจะมองออกได้บ้าง
ก่อนหน้านี้เฉินฉี่วางแผนเล่นงานหลินเย่า ตอนนี้ดูเหมือนว่าหวงฉี่เฟิงก็จะพุ่งเป้ามาที่เฉินฉี่ ไม่อย่างนั้นเฉินฉี่คงไม่มาส่งข่าวให้เขา... ซูอวี่สงสัยอย่างหนักเลยว่า ถ้าไม่มีสายอักษรเทวะพหุคูณแล้ว คนพวกนี้คงตีกันเองจนสมองไหลแน่!
"ก่อนหน้านี้อาจารย์กับศิษย์ลุงใช้ชีวิตกันได้ไม่เลว... ผมยังแอบสงสัยเลยว่า ผู้อำนวยการโจวกับคนอื่นๆ ตั้งใจทำแบบนี้หรือเปล่า!"
ในขณะนี้ เขาพอจะมีความคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาลางๆ แล้ว
จงใจไม่สะกดข่มพวกไป๋เฟิง!
ไม่อย่างนั้น ตามที่พวกไป๋เฟิงพูด สายอักษรเทวะพหุคูณจะต้องน่าอนาถมาก ในเมื่อเป็นแบบนั้น แล้วทำไมไป๋เฟิงถึงดูเหมือนจะไม่เจอเรื่องยุ่งยากอะไรเลยล่ะ?
สร้างศัตรูขึ้นมาสักคน เพื่อรักษาสันติภาพภายในสายอักษรเทวะเดี่ยวของพวกเขา
"อาจารย์ปู่... บางทีก็อาจจะเป็นแค่เป้าหมายเท่านั้น เป็นเป้าหมายที่เอาไว้หลอกคนภายนอก!"
ความประทับใจที่หงถานมอบให้ซูอวี่ก็คือ ไม่สนใจเรื่องภายนอก สนใจแต่การวิจัย คนแบบนี้ ในสายตาของซูอวี่แล้ว การจะผลักไสเขาออกไปนั้น มันง่ายยิ่งกว่าง่ายเสียอีก สายอักษรเทวะเดี่ยวก่อกวนมาตั้งหลายปี หงถานก็ยังคงอยู่ในสถานศึกษาได้
ปล่อยน้ำให้ หรือว่าอาจารย์ปู่ที่ไม่เคยพบหน้าผู้นั้น จะร้ายกาจมากจริงๆ?
"รอไปก่อนก็แล้วกัน!"
ซูอวี่ระงับความหุนหันพลันแล่นเอาไว้!
รอจนเขาชำระล้างปราณแท้บริสุทธิ์ ได้รับเคล็ดวิชาระดับฟ้า แล้วค่อยวาดอักษรเทวะออกมาเพิ่มอีกสักหน่อย ค่อยไปหาเรื่องหมอนั่น!
มีเงินก็พอแล้ว!
ก็ใช่ สายอักษรเทวะเดี่ยวล้วนมีเงินกันทั้งนั้น
ตอนนี้ขี้เกียจไปทำภารกิจพวกนั้น แล้วก็ไปที่สนามรบพหุภพไม่ได้ด้วย พอไม่มีรายได้ขืนกินบุญเก่าต่อไปคงไม่รอด สายอักษรเทวะเดี่ยวก็คือเป้าหมายในการหาเงินของเขานี่แหละ!
การทำภารกิจเป็นไปไม่ได้ที่จะทำในตอนนี้ สายอักษรเทวะพหุคูณก็ยากจนแสนเข็ญ คงต้องพึ่งให้พวกเขามาเลี้ยงดูซะแล้ว
"เจิ้งหง... หลิวเฮ่อ... แล้วก็ยังมีหยางซาอีกคน..."
หยางซา ศิษย์เอกของหลิวหง
ค่อยเป็นค่อยไปทีละก้าว!
ซูอวี่ไม่รีบร้อน การปล้นเงิน ก็ต้องปล้นไปทีละคน ไล่จากอ่อนแอไปหาแข็งแกร่ง ปล้นไปทีละคน จะให้พลาดไปสักคนไม่ได้ ไม่อย่างนั้นมันจะไม่คุ้ม
ส่วนหลิวหงจะเป็นสายลับหรือไม่... มันก็ไม่เกี่ยวกับแต้มผลงานสักหน่อย
ต่อให้ใช่ ตอนนี้สถานะของเรามันต่างกันไม่ใช่เหรอ?
ก็ต้องเล่นละครตบตาคนอื่นด้วยใช่ไหมล่ะ?
ปล้นลูกศิษย์ของคุณ คุณจะไม่ซ่อนสถานะได้ง่ายกว่าเดิมเหรอ?
ซูอวี่รู้สึกสบายใจ ฉันช่วยคุณซ่อนสถานะนะ อาจารย์หลิว ฉันนี่มันช่างรู้ใจคนอื่นเสียจริงใช่ไหมล่ะ?
ขณะที่คิดเรื่องต่างๆ ในใจ ซูอวี่ก็ยังคงไม่ลืมที่จะอ่านตำราอักษรเจตจำนง อ่านไปอ่านมา สีหน้าของซูอวี่ก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย กำลังจะก่อตัวเป็นอักษรเทวะแล้วเหรอ?
"หมายความว่ายังไง..."
"นี่ฉันเข้าใจแก่นแท้ของมันแล้วงั้นเหรอ?"
"อักษรตัวนี้... ไม่มีทางเหมาะกับฉันแน่ๆ!"
"อิน!"
ใช่แล้ว ตัว 'อิน' ที่แปลว่าเจ้าเล่ห์แสนกล ตัว 'อิน' ที่แปลว่ามืดครึ้ม ตัว 'อิน' ที่แปลว่าลอบกัด!
ซูอวี่ขมวดคิ้ว หมายความว่ายังไงเนี่ย?
เมื่อกี้ฉันก็แค่คิดเล่นๆ ทำไมนายต้องรีบร้อนกระโดดออกมาขนาดนี้ด้วย?
ฉันขาดอักษรนายตัวเดียวเหรอ?
ฉันขาดอักษรเทวะอีกตั้ง 94 ตัว ยังจะมาแคร์ว่าขาดนายไปอีกแค่ตัวเดียวหรือไง?
ซูอวี่กลอกตาบน พึมพำว่า "ไม่ใช่ 'อิน' ที่แปลว่าเจ้าเล่ห์แสนกล แต่เป็น 'อิน' ที่แปลว่าเงามืด น่าจะเป็นอักษรเทวะที่มีคุณลักษณะในการหลบซ่อนตัวอะไรทำนองนั้นแหละ ใช่แล้ว ต้องเป็นแบบนี้แน่นอน!"
หลังจากปลอบใจตัวเองไปสองสามประโยค ซูอวี่ก็ไม่มีทางยอมรับเด็ดขาดว่าตัวเองเป็นคนลอบกัด!
ซูอวี่อย่างเขา เป็นคนตรงไปตรงมา รอยยิ้มเจิดจ้า สว่างไสวเหมือนแสงแดด ซื่อสัตย์จริงใจ แทบจะไม่มีข้อเสียอะไรเลย ไม่เคยหลอกลวงใคร อักษรตัวนี้ ต้องเป็นเพราะเขาเข้าใจแก่นแท้ของคุณสมบัติการซ่อนเร้นอย่างแน่นอน
วินาทีต่อมา อักษรเทวะหลายตัวในห้วงสมองก็กระโดดออกมา!
พออักษรเทวะตัว 'สังหาร' ระเบิดรังสีอำมหิตออกมา อักษรเทวะที่เพิ่งมาใหม่นี้ก็เหี่ยวเฉาไปในทันที ช่างอ่อนแอเสียนี่กระไร
อักษรเทวะตัว 'โลหิต' บินวนรอบอักษรเทวะตัว 'อิน' หนึ่งรอบ ราวกับรู้สึกว่าไม่มีอะไรน่าสนใจ จึงกระโดดกลับเข้าไปในทักษะการต่อสู้อักษรเทวะรูปดาบอีกครั้ง
น้องเล็ก 'อสนี' คันไม้คันมืออยากจะลองของ ราวกับอยากจะผ่ามันดูสักตั้ง ผลปรากฏว่าอีกฝ่ายกลับตกใจจนทรุดไปกองกับพื้น แล้วแบบนี้จะมีโอกาสให้มันผ่าได้ยังไงกัน จึงต้องกลับไปอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์นัก
ซูอวี่ในตอนนี้ก็พูดไม่ออกเหมือนกัน อ่อนแอขนาดนี้เลยเหรอ?
ทำไมถึงรู้สึกว่าไม่มีพลังตอบโต้เลยสักนิด!
ขนาดตัว 'ศึก' เมื่อคราวก่อนยังสู้ไม่ได้เลย เจ้านั่นที่เขียนตำราอักษรเจตจำนงเล่มนี้ เกรงว่าจะอ่อนแอกว่าอาจารย์ของเขาเสียอีก แถมยังขาดความรับผิดชอบมากกว่าด้วย!
อักษรเทวะตัว 'อิน' แทบจะไม่ได้รับความเสียหายอะไรเลย หลังจากโดนน้องเล็ก 'ศึก' เตะไปสองสามที มันก็กระโดดเข้าไปในกรอบโครงสร้างอักษรเทวะด้วยตัวเอง แล้วหมอบลงอย่างว่าง่าย
และในขณะนั้นเอง ก็มีความคิดบางอย่างผุดขึ้นมาในห้วงสมองของซูอวี่
คุณลักษณะอักษรเทวะ!
"หืม?"
ซูอวี่ชะงักไปเล็กน้อย!
นี่มันหมายความว่ายังไงอีกล่ะ... อักษรเทวะตัวนี้ คุณลักษณะของมันขยะมาก แต่... แต่ถึงคุณลักษณะมันจะขยะ ทว่าสำหรับเขามันก็พอดูจะมีประโยชน์อยู่บ้างนะ!
"สร้างม่านพลังแห่งเงามืดขึ้นมาหนึ่งชั้น..."
ซูอวี่ขยับพลังเจตจำนงวูบหนึ่ง เบื้องหน้าพลันมืดมิดไปเล็กน้อย บดบังดวงตาของเขาเอาไว้
แน่นอนว่าเขารู้ว่าคุณลักษณะนี้มันอ่อนแอมาก ไม่ค่อยมีประโยชน์อะไรนัก
แต่ทว่า... แต่ทว่า... เหมือนมันจะใช้บดบังอย่างอื่นได้นี่นา!
วินาทีต่อมา ภายในร่างกายของซูอวี่ จุดทวารทีละจุดที่ถูกเปิดออก จากเดิมที่เคยส่องสว่างเจิดจ้า ในเวลานี้ จู่ๆ ก็มีม่านสีดำแผ่นแล้วแผ่นเล่าปรากฏขึ้นมาห่อหุ้มจุดทวารเหล่านี้เอาไว้
จุดทวารพลันหม่นแสงลงในพริบตา!
ซูอวี่พึมพำว่า "ทำไมฉันถึงคิดที่จะใช้มันมาบดบังจุดทวารกันนะ..."
นี่คือความคิดแรกของเขาเมื่อครู่นี้เลย!
ให้ตายสิ ฉันไม่ได้กะจะแกล้งทำเป็นหมูหลอกกินเสือสักหน่อย แต่ในวินาทีที่ม่านพลังแห่งเงามืดปรากฏขึ้น เขากลับเกิดความคิดแบบนี้ขึ้นมา ม่านพลังที่อ่อนแอขนาดนี้ ถ้าเอาไปใช้กับศัตรู สู้ใช้ภาพมายาของตัวเองยังจะดีกว่าเสียอีก
แต่ถ้าเอามาใช้กับตัวเอง เอามาห่อหุ้มจุดทวารเอาไว้ ดูเหมือนมันจะเหมาะเจาะพอดีเลยแฮะ!
ซูอวี่พ่นลมหายใจออกมายาวเหยียด อักษรเทวะขยะ ไม่เห็นจะมีประโยชน์อะไรเลย บดบังจุดทวารแล้วมันจะได้อะไร!
ตัวเองก็ประพฤติตนตรงไปตรงมา ยังจะกลัวคนอื่นรู้ความแข็งแกร่งของตัวเองอีกเหรอ?
น่าขันสิ้นดี!
ปากก็พูดไปอย่างนั้น แต่พลังเจตจำนงกลับปะทุขึ้นมา ม่านพลังแห่งเงามืดก่อตัวขึ้นในร่างกายทีละชั้น ห่อหุ้มจุดทวารทีละจุดเอาไว้
จุดทวารทั้ง 108 จุดที่ส่องสว่างอยู่เดิม ค่อยๆ หม่นแสงลงเรื่อยๆ
หม่นแสงลงไป 12 จุด 24 จุด 36 จุด...
จนกระทั่งเหลือจุดทวารเพียง 70 จุด ซูอวี่จึงหยุดการบดบัง พลังเจตจำนงที่ใช้ไปนั้นไม่มากนัก การจะรักษาสภาพนี้เอาไว้ตลอด ก็ถือว่าไม่ได้ยากเย็นอะไร
"ขั้นเชียนจวินระดับห้า ยังขาดอีกนิดหน่อยถึงจะถึงขั้นเชียนจวินระดับหก!"
"เว้นเสียแต่ว่าผู้แข็งแกร่งจะใช้พลังเจตจำนงเข้ามาตรวจสอบอย่างล้ำลึก เพื่อทำลายม่านพลังแห่งเงามืดของฉันให้ได้ แต่ถ้าทำแบบนั้น ก็เท่ากับเป็นการผูกพยาบาทกันจนวันตายเลยนะ!"
พวกผู้เฒ่าหวงที่แอบตรวจสอบเขานั้น ก็เป็นเพียงการใช้พลังเจตจำนงตรวจสอบแบบธรรมดาเท่านั้น
หากทำลายม่านพลังแห่งเงามืด ก็ถือว่าเป็นการโจมตีแล้ว
ผู้แข็งแกร่งที่ลงมือกับเขา นั่นก็คือการละเมิดกฎของสถานศึกษา จะต้องได้รับบทลงโทษอย่างหนัก!
ซูอวี่ยิงฟันยิ้มออกมา เป็นความสามารถที่พอถูไถไปได้ล่ะนะ
อ่านตำราอักษรเจตจำนงไปตั้งสามเล่ม นึกไม่ถึงว่าจะมีแค่เล่มนี้เท่านั้นที่จับอักษรเทวะมาได้หนึ่งตัว ช่างเถอะ มีก็ยังดีกว่าไม่มี อย่างน้อยตอนนี้เขาก็ครอบครองอักษรเทวะถึง 5 ตัวแล้ว ถือว่าไม่เลวเลย
"อิน... ถ้าไปถึงขั้นสอง เกรงว่าคงจะสามารถป้องกันการฝืนตรวจสอบจากระดับทะยานเวหาได้เลยล่ะ!"
ซูอวี่พึมพำออกมา อักษรเทวะตัวนี้ถ้าเลื่อนเป็นขั้นสองก็คงจะดูไม่เลวเหมือนกัน!







