"หยวนอู๋จี้ไม่ใช่หยวนอู๋จี้ แล้วจะเป็นใครได้อีก" สวี่อิงและระฆังใหญ่ต่างพากันสั่นสะท้าน
สวี่อิงพูดพลางหัวเราะ "เรื่องนี้เป็นเพียงการคาดเดาส่งเดชของพวกเรา เอาเป็นจริงเป็นจังไม่ได้หรอก ไม่แน่ว่าหยวนอู๋จี้อาจจะเป็นอัจฉริยะประทานฟ้า หลังจากได้รับ 'วิชายืนยันมรรคหวงถิง' ก็เกิดตระหนักรู้แจ้งแทงตลอด บำเพ็ญเพียรจนถึงระดับเซียน..."
เขาพูดไปพูดมาก็ยิ่งรู้สึกไม่มั่นใจมากขึ้นเรื่อยๆ
หกเดือน คิดจะบำเพ็ญจนถึงระดับเดียวกับสวีฝู เรียกได้ว่าประเมินสวีฝูต่ำเกินไป!
สวีฝูที่ยืนอยู่บนภูเขาเซียนคือผู้วิเศษตัวจริง เหนือล้ำปุถุชนเข้าสู่แดนศักดิ์สิทธิ์ การจะจัดการกับพวกเซียนนั๋วเหล่านั้นเรียกได้ว่าง่ายดายราวพลิกฝ่ามือ การที่หยวนอู๋จี้สามารถตีคู่สูสีกับสวีฝูได้ ในเรื่องนี้ย่อมมีปัญหาใหญ่อยู่จริงๆ
ทันใดนั้น ก็มีแรงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงดังมาจากทางเขาหลีซาน หยวนอู๋จี้รีบออกคำสั่งให้วิหคมังกรทั้งสองตัวบินเข้าไปหลบซ่อนในขุนเขาและแม่น้ำเบื้องล่าง
สวี่อิงชะเง้อมองไปทางเขาหลีซาน แต่ไกลเห็นเพียงหุ่นทองคำสุสานหลวงสิบองค์บินขึ้น ระเบิดอานุภาพสะเทือนเลื่อนลั่น ลำแสงสิบสายพุ่งตรงทะลุชั้นเมฆ ส่งผลให้ท้องฟ้าบิดเบี้ยว หมู่เมฆบนฟ้าก็บิดม้วนกลายเป็นรูปทรงน้ำวนตามไปด้วย แปลกประหลาดหาใดเปรียบ!
ลูกกระเดือกของสวี่อิงขยับขึ้นลงอย่างยากลำบาก หากตอนที่อยู่ในสุสานหลวงหลีซาน อานุภาพของหุ่นทองคำสุสานหลวงถูกกระตุ้นจนถึงระดับนี้ เขาคงไม่มีโอกาสทุบทำลายศาลบูชาเพื่อทำลายดินแดนซีอี๋ของหุ่นทองคำได้เลย!
หุ่นทองคำสุสานหลวงในตอนนี้ น่ากลัวเกินไปแล้วจริงๆ!
"สวีฝู "
ร่างของจู่หลงลอยอยู่ท่ามกลางหุ่นทองคำสุสานหลวงทั้งสิบ น้ำเสียงดังกังวานกึกก้อง สั่นสะเทือนไปทั่วฟ้าดินไม่หยุดหย่อน
"เจ้าช่างบังอาจนัก ถึงกับคิดจะควบคุมเจิ้น! เจิ้นกุมอำนาจกษัตริย์ วาจาคือประกาศิตสวรรค์ อย่างเจ้าหรือจะคู่ควร?"
"ตู้ม!"
พริบตาที่เกิดแรงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง สวี่อิงเงยหน้าขึ้นเห็นตราประทับวิเศษรับโองการสวรรค์ร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้า พุ่งกระแทกเข้าใส่สวีฝูและภูเขาเซียนฟางจ้างพร้อมกับเปลวเพลิงที่ลุกโชน!
"ตราราชลัญจกรแผ่นดิน!" หยวนชีร้องอุทานด้วยความตกใจ
สวี่อิงและหยวนเว่ยยางรีบหันขวับไปมองเขา เผยสีหน้าไม่เข้าใจ
หยวนชีกล่าว "นั่นคือตราราชลัญจกรแผ่นดินสมัยราชวงศ์ฉิน เล่าลือกันว่าเป็นของวิเศษที่จู่หลงหลอมสร้างขึ้น เป็นของวิเศษที่สวรรค์ประทานให้หลังจากการทำพิธีเฟิงซานที่ไท่ซาน ภายในแฝงไว้ด้วยวิถีสวรรค์ ในตำรากล่าวว่าของวิเศษชิ้นนี้หายสาบสูญไปจากโลกมนุษย์แล้ว มีข่าวลือว่าถูกจู่หลงนำติดตัวไป และก็มีข่าวลือว่าสูญหายไปในบ่อน้ำแห้งขอดแห่งหนึ่งเมื่อครั้งยุคสมัยแห่งความวุ่นวายกว่าสองพันปีก่อน"
ภูเขาเซียนฟางจ้างดูเล็กจ้อยไปถนัดตาเมื่ออยู่ต่อหน้าตราราชลัญจกรแผ่นดินนั้น ส่วนสวีฝูยิ่งเล็กจิ๋วจนไม่อาจประเมินได้!
ทว่าภูเขาเซียนเล็กๆ และร่างเล็กๆ นั้น กลับปะทุพลังอันบ้าคลั่งไร้ที่เปรียบออกมาในฉับพลัน
สวีฝูยกมือขึ้น แสงเซียนอันเจิดจ้าบาดตาระเบิดออกจากฝ่ามือ ภูเขาเซียนฟางจ้างก็เปล่งแสงสว่างวาบเช่นกัน!
ตราราชลัญจกรแผ่นดินหยุดชะงักลงกะทันหัน!
จากนั้น คลื่นความผันผวนอันบ้าคลั่งก็ระเบิดออกไปทั่วทุกสารทิศ และส่งผ่านมาถึงจุดที่พวกสวี่อิงอยู่อย่างรวดเร็ว พายุเฮอริเคนที่พัดโหมกระหน่ำกวาดผ่านเหนือหมู่ยอดเขา หินผาปลิวว่อน ต้นไม้นับไม่ถ้วนถูกพัดจนโค่นล้ม บ้างถึงกับถูกถอนรากถอนโคน!
รอจนกระทั่งคลื่นกระแทกอันน่าสะพรึงกลัวนี้ผ่านพ้นไป ก็มีเสียงการปะทะกันอย่างรุนแรงดังแว่วมาอีกสิบครั้ง เป็นหุ่นทองคำสุสานหลวงทั้งสิบองค์ที่กำลังรุมล้อมโจมตีภูเขาเซียนฟางจ้าง และแลกหมัดกับสวีฝูกันคนละหมัด!
การปะทะกันสิบครั้งในช่วงเวลาสั้นๆ นี้ ก่อให้เกิดพายุวิชาศักดิ์สิทธิ์ถึงสิบระลอก บีบคั้นจนสวี่อิง หยวนเว่ยยาง จู๋ฉานฉานและคนอื่นๆ ไม่อาจเงยหน้าขึ้นชมการต่อสู้ได้
ทันใดนั้น เสียงของจู่หลงก็ห่างออกไป พร้อมเสียงหัวเราะเย้ยหยัน "สวีฝู เจ้าอย่าหวังว่าจะหนีรอดไปได้! แล้วก็เซียนอมตะนั่นด้วย เจ้าจงส่งตัวเขามาซะ!" น่าจะเป็นสวีฝูที่หลบหนีไป และจู่หลงนำหุ่นทองคำสุสานหลวงสิบองค์ไล่ล่าตามไปติดๆ
หัวใจของสวี่อิงเต้นระรัว "จู่หลงช่างแข็งแกร่งดุดันเกินไปแล้วจริงๆ! เดี๋ยวก่อน จู่หลงต้องการให้ข้าทำอะไรกันแน่?"
จู่ๆ เขาก็รู้สึกได้ถึงบางอย่าง พอหันขวับไปมอง ก็เห็นหยวนอู๋จี้กำลังมองมาที่ตนด้วยรอยยิ้มที่คล้ายคลึงกับไม่ยิ้ม ในใจพลันรู้สึกหวาดหวั่น
รอจนกระทั่งจู่หลงและสวีฝูจากไปไกล หยวนอู๋จี้ก็ลุกขึ้นยืนแล้วพูดกลั้วหัวเราะ "ตอนนี้แหละถึงจะเป็นเวลาที่เราจะได้สำรวจสุสานหลวงหลีซานอย่างเป็นทางการ ไป กลับเขาหลีซาน"
วิหคมังกรกระพือปีกอย่างยากลำบาก บินขึ้นอย่างทุลักทุเล ลากราชรถวิเศษและงูประหลาดตัวอ้วนพีในราชรถวิเศษ หันเหทิศทางบินมุ่งหน้าไปทางเขาหลีซาน
หยวนอู๋จี้พูดพลางหัวเราะ "ตอนนี้ไม่มีใครมาแย่งชิงของวิเศษกับพวกเราแล้ว ตามที่บันทึกโบราณบางเล่มระบุไว้ ในสุสานหลวงหลีซานแห่งนี้ นอกเหนือจากตราราชลัญจกรแผ่นดินและมนุษย์ทองคำทั้งสิบสองแล้ว ก็น่าจะยังมีของวิเศษอีกชิ้นหนึ่ง"
ดวงตาของเขาเป็นประกายวูบวาบ ทว่ากลับไม่ได้บอกว่าเป็นของวิเศษอะไร
เมื่อบินกลับมาถึงเขาหลีซาน ทุกคนก็ลงจากรถ และเดินตามหยวนอู๋จี้กลับเข้าไปในถ้ำสวรรค์ภายในภูเขา
สุสานหลวงหลีซานแตกต่างไปจากก่อนหน้านี้ ที่นี่เพิ่งผ่านพ้นการต่อสู้อันแสนดุเดือดเลือดพล่านมาหมาดๆ บนท้องฟ้า เทือกเขาที่หลอมสร้างขึ้นจากภูเขาเซียนอู่เยวี่ยในดินแดนซีอี๋ของผู้บำเพ็ญปราณก่อนราชวงศ์ฉินเหล่านั้น ถูกโจมตีจนแตกร้าวและแหลกสลายไปมากมาย ค่ายกลผนึกต่างๆ บนท้องฟ้าก็ถูกทำลายไปมากน้อยเพียงใดไม่อาจทราบได้!
แม่น้ำปรอทยาวเหยียดกำลังเดือดพล่าน ระเหยกลายเป็นก๊าซพิษ ป่าเขากำลังลุกไหม้ มีเสียงระเบิดของวิชาศักดิ์สิทธิ์ดังขึ้นเป็นระยะๆ ก่อให้เกิดคลื่นกระแทกซ้อนทับกัน ทำลายล้างทุกสรรพสิ่งรอบด้าน!
ท่ามกลางป่าเขา ท่ามกลางท้องฟ้า มีแสงสว่างเจิดจ้าพุ่งวาบผ่านไปอย่างรวดเร็วเป็นระยะๆ ไม่รู้ว่าเป็นวิชาศักดิ์สิทธิ์หรือของวิเศษกันแน่
สวี่อิงแหงนหน้ามอง เห็นเพียงซากศพลอยล่องอยู่บนท้องฟ้าทีละร่าง น่าจะเป็นพวกปรมาจารย์นั๋วที่ตายไปแล้ว ไม่รู้ว่าถูกพลังอะไรจองจำไว้กลางอากาศ นิ่งสนิทไม่ไหวติง
หยวนอู๋จี้เป็นคนเบิกทางอยู่ด้านหน้า ทุกคนเดินตามอยู่ด้านหลัง ตลอดเส้นทางล้วนราบรื่นปลอดภัย
ตบะของจู๋ฉานฉานฟื้นฟูกลับมาบ้างแล้ว นางจึงเคาะๆ ตีๆ ใส่ระฆังใหญ่ เพื่อรักษาพื้นผิวของระฆังใหญ่
ก่อนหน้านี้ระฆังใบนี้ปะทะกับหุ่นทองคำสุสานหลวงแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน จนถูกตีเป็นรอยบุบบู้บี้ อานุภาพเสียหายอย่างหนัก ต่อมาสวี่อิงยังหิ้วมันไปทุบดินแดนซีอี๋ด้านหลังหุ่นทองคำอีก จนทุบมันแตกเป็นรูรั่วไปทั่ว
ตอนนี้ มันถึงเพิ่งจะฟื้นตัวกลับมาได้บ้าง
สวี่อิงกับหยวนเว่ยยางกำลังสนทนากันเรื่องวิชามรรคา พูดคุยกันถึงการสื่อสารกับสรรพสิ่ง เมื่อพูดถึงว่าตนเองสื่อสารกับสรรพสิ่งอย่างไร พูดไปพูดมา ในหัวก็เกิดอาการมึนงง ภาพฉากต่างๆ ผุดขึ้นมาตรงหน้าอย่างห้ามไม่อยู่
ภาพเหล่านั้น คือประสบการณ์ของเขาที่ตี้ชิว เมืองร้างที่จู่ๆ ก็ปรากฏขึ้นแห่งนั้น อาหารทุกอย่างยังคงรักษาสภาพไว้ดังเช่นวินาทีก่อนที่จะหายสาบสูญไป เพียงแต่ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดๆ อยู่เลย
เขาจำบทสนทาระหว่างเขากับเป่ยเฉินจื่อได้ จำเรื่องการสื่อสารระหว่างมนุษย์กับสวรรค์ได้ จำเรื่องเหวยซวีได้ และยังจำเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ชื่อเฝิงเสวี่ยเอ๋อร์ในยุคสมัยแห่งการสื่อสารระหว่างมนุษย์กับสวรรค์นั้นได้
พวกเขาสัญญากันไว้ว่า จะอยู่เคียงคู่กันไปชั่วชีวิต แม้ในชาติหน้า ก็จะติดตามกันไป
ความทรงจำเกี่ยวกับประสบการณ์ช่วงนั้นในหัวของสวี่อิงจู่ๆ ก็หลั่งไหลเข้ามาประดุจน้ำหลาก เด็กหนุ่มอดไม่ได้ที่จะเบิกตากว้าง เหม่อลอยไร้สติ ทว่าในดวงตากลับมีน้ำตาเอ่อล้นออกมา
การมองเห็นตรงหน้าของเขาพร่ามัว หยวนเว่ยยางในสายตาของเขา รูปลักษณ์ค่อยๆ ซ้อนทับกับเฝิงเสวี่ยเอ๋อร์
น้ำเสียงและรอยยิ้มของนางผู้เป็นที่รัก ล้วนปรากฏอยู่ตรงหน้า
เดิมทีหยวนเว่ยยางกำลังพูดคุยกับเขาถึงความล้ำลึกของการสื่อสารกับสรรพสิ่ง ทันใดนั้นก็เห็นสวี่อิงน้ำตาอาบหน้า ในเบ้าตามีน้ำตาคลอเบ้า
ในใจหยวนเว่ยยางก็พลันลนลานขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ รีบยื่นมือไปโบกไปมาตรงหน้าสวี่อิง
สวี่อิงยกมือขึ้นคว้าข้อมือของนางไว้ สะอื้นไห้เสียงแผ่ว "เป็นเจ้าหรือ...ตอนที่เจ้าจากไป ข้าตามหาเจ้าแทบพลิกแผ่นดิน"
หยวนเว่ยยางสะดุ้งตกใจ ดึงมือกลับอย่างเงียบๆ แล้วเอ่ยเสียงเบา "ราชันย์ปีศาจสวี่ ความทรงจำของท่านยังไม่ฟื้นคืน ท่านจำข้าผิดเป็นหยวนหรูซื่อน้องสาวของข้าแล้ว"
สวี่อิงได้สติกลับมา หลับตาทั้งสองข้างลง บีบน้ำตาร้อนผ่าวในเบ้าตาให้แห้งเหือด ควบคุมอารมณ์ให้มั่นคง แล้วพูดกลั้วหัวเราะ "ข้าเสียกิริยาแล้ว เมื่อครู่จู่ๆ ข้าก็นึกเรื่องบางอย่างขึ้นมาได้ ทำให้ข้าลืมตัวไป พี่น้องหยวน ข้าจำได้แล้ว ท่านไม่ใช่สตรี"
หยวนเว่ยยางตรงหน้าเขาค่อยๆ ชัดเจนขึ้น ไม่ใช่รูปลักษณ์ของเฝิงเสวี่ยเอ๋อร์อีกต่อไป
หยวนเว่ยยางรู้สึกอยู่เสมอว่าสวี่อิงมีบางอย่างที่เปลี่ยนไป ราวกับว่าเติบโตขึ้นเล็กน้อย
ระฆังใหญ่ก็สัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของสวี่อิง จึงเอ่ยถาม "อาอิ้ง เจ้าจำเรื่องราวต่างๆ ในฐานะคนจับงูได้แล้วงั้นหรือ"
สวี่อิงพยักหน้า ตอบว่า "ประสบการณ์ส่วนใหญ่ ข้าจำได้หมดแล้ว"
ระฆังใหญ่บินขึ้น มุดเข้าไปในปากของหยวนชี ส่งเสียงดังต๊องกังวานใส
เด็กสาวจู๋ฉานฉานที่นั่งอยู่ในปากของหยวนชีเข้าใจความหมาย เดินตามมันเข้าไปในท้องของหยวนชี
"ท่านระฆังมีอะไรจะพูดก็พูดมาเถอะ"
จู๋ฉานฉานหลบเศษซากของวิเศษชิ้นมหึมา น่าจะเป็นอาคารชั้นหนึ่งของหอคอยสิบสองชั้น เดินตามระฆังใหญ่ทัน แล้วกล่าวว่า "ท้องของหยวนชีผ่านการหลอมใหม่ของข้า แข็งแกร่งจนมิอาจทำลายได้แล้ว ต่อให้เป็นสัมผัสเทวะก็อย่าหวังว่าจะส่งเข้ามาได้"
เบื้องหน้ายังมีศาลาริมน้ำอยู่อีกหลัง หนึ่งคนหนึ่งระฆังเดินเข้าไปในศาลาริมน้ำ มองผ่านหน้าต่างออกไป ด้านนอกก็คือสระเหยาฉือครึ่งหนึ่ง
น้ำเสียงของระฆังใหญ่เคร่งขรึม กล่าวว่า "อาอิ้งบอกว่าความทรงจำในฐานะคนจับงูของเขาฟื้นกลับมาแล้ว ตอนนี้ข้าไม่รู้ว่าเขาฟื้นกลับมาได้กี่ส่วน เจ้ายังจำภาพเหตุการณ์ก่อนที่เขาจะถูกผนึกได้หรือไม่"
จู๋ฉานฉานหนาวสะท้าน อดไม่ได้ที่จะนึกถึงภาพเหตุการณ์ที่สวี่อิงสังหารเทพมาร และต่อสู้สุดกำลังกับพวกเป่ยเฉินจื่อทั้งสามคน จึงกล่าวว่า "ความหมายของเจ้าคือ อาอิ้งกลายเป็นท่านอิงไปแล้วงั้นหรือ"
ระฆังใหญ่ส่ายไปมาบนล่าง กล่าวว่า "ข้ารู้สึกว่าตอนนี้เขาก็อยู่ในสภาวะของท่านอิงแล้ว! เมื่อครึ่งปีก่อน ตอนที่อาอิ้งอยู่ในสภาวะท่านอิง เป็นแค่ระดับเคาะด่านสวรรค์ชั้นสาม ก็สังหารจนฟ้าดินมืดมิดไปหมดแล้ว ตอนนี้คือระดับเคาะด่านสวรรค์ชั้นสี่ แล้วมันจะขนาดไหนกัน"
จู๋ฉานฉานครุ่นคิดครู่หนึ่ง ส่ายหน้าแล้วพูดว่า "มีเรื่องหนึ่งที่เจ้าลืมไป เหตุผลที่ตอนนั้นท่านอิงสามารถอาละวาดเข่นฆ่าไปทั่วได้ เป็นเพราะหยุดรับธูปเทียนยันต์กระดาษ! ตอนนี้ถึงแม้เขาจะฟื้นความทรงจำในตอนนั้นกลับมา แต่ธูปเทียนยันต์กระดาษยังอยู่ที่พวกเป่ยเฉินจื่อ! อีกอย่าง ตัวเขาในตอนนี้เทียบกับเมื่อก่อน มีผนึกยันต์กระดาษเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งแผ่น!"
ระฆังใหญ่ได้ยินดังนั้น ก็พลันตระหนักรู้ขึ้นมาทันที หัวเราะร่วน "ข้าคิดมากไปเอง"
จู๋ฉานฉานรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ถามว่า "ท่านระฆัง อาอิ้งกลายเป็นท่านอิง เจ้าควรจะดีใจถึงจะถูก ทำไมกลับดูกังวลใจอยู่บ้าง"
ระฆังใหญ่ลังเลเล็กน้อย กล่าวว่า "ข้าค่อนข้างกังวลว่า อาอิ้งในสภาวะท่านอิง จะไม่ใช่อาอิ้งในตอนนี้"
จู๋ฉานฉานชะงักไปเล็กน้อย
ระฆังใหญ่และจู๋ฉานฉานออกมาด้านนอก เห็นเพียงสวี่อิงกับหยวนเว่ยยางกำลังถกเถียงกันอย่างออกรสออกชาติ ไม่มีสิ่งใดผิดปกติ ถึงได้วางใจลง
หยวนเว่ยยางถ่ายทอดวิชาสื่อสารสรรพสิ่งวิถีหยวนที่ตนเองดัดแปลงแล้วให้กับสวี่อิง ภายในนั้นมีเคล็ดวิชาหลอมสกัดโอสถเซียนสัมผัสเทวะเพิ่มขึ้นมา สวี่อิงฝึกฝนไปพลาง ลองค้นหาเคล็ดวิชาหลอมสกัดที่ดีกว่าไปพลาง และได้ทำการเพิ่มเติมสิ่งต่างๆ ลงไปบนพื้นฐานนี้อีกมากมาย
เบื้องหน้า หยวนอู๋จี้เป็นผู้เบิกทาง ฮูหยินเฒ่าตระกูลหยวนและฮูหยินหยวนติดตามไป สวี่อิงและหยวนเว่ยยางเดินตามอยู่ด้านหลัง ไม่รู้ตัวก็พูดถึงเรื่องการสื่อสารระหว่างมนุษย์กับสวรรค์และเหวยซวีเมื่อสามพันปีก่อนขึ้นมา
สวี่อิงครุ่นคิดแล้วกล่าว "ข้าสงสัยว่าสาเหตุที่ตระกูลหยวนของพวกเจ้ามีคนน้อย คงจะเกี่ยวข้องกับเหวยซวี เจ้ายังจำที่โจวฉีอวิ๋นเคยพูดได้หรือไม่ ว่าการตระหนักรู้มรรคามีอันตรายใหญ่หลวง"
หยวนเว่ยยางตอบ "ข้าเองก็เคยตระหนักรู้มรรคา เกือบจะตกลงไปในหุบเหวลึกเสียแล้ว"
สวี่อิงกล่าว "เคล็ดวิชาตระกูลหยวนของพวกเจ้า ต้องการให้คนมีสติสัมปชัญญะอย่างถึงที่สุด ละทิ้งความปรารถนาและสิ่งรบกวนจิตใจทั้งปวง ข้ารู้สึกว่านั่นก็เพื่อต่อต้านกับเหวยซวี เพื่อหลีกเลี่ยงการตกลงไปในเหวยซวี"
คนตระกูลหยวนล้วนฉลาดปราดเปรื่องอย่างยิ่ง บวกกับเคล็ดวิชาสื่อสารสรรพสิ่งวิถีหยวนนี้ พวกเขาจึงมีโอกาสถูกเหวยซวีกลืนกินขณะตระหนักรู้มรรคามากกว่าคนอื่นๆ!
สวี่อิงคาดเดา "ข้ารู้สึกว่าเหตุที่วิชาสื่อสารสรรพสิ่งวิถีหยวนมีพลังการสื่อสารที่แข็งแกร่งถึงเพียงนี้ ส่วนใหญ่น่าจะเกี่ยวข้องกับการสื่อสารระหว่างมนุษย์กับสวรรค์ในยุคจักรพรรดิอู่ตี้ เป็นไปได้ว่าวิชานั๋วแขนงนี้ จะมาจากยุคจักรพรรดิอู่ตี้"
ในใจหยวนเว่ยยางไหววูบเล็กน้อย กล่าวว่า "ข้าอาศัยแปดเสียงแห่งการบ่มเพาะปฐมกำเนิดที่เจ้าฝึกฝน ทำความเข้าใจจุดชีพจรในร่างกายมนุษย์ เพ่งนึกถึงทวยเทพในสรรพสิ่งไว้ในจุดชีพจร จนตระหนักรู้ระบบวิชาครึ่งบำเพ็ญปราณครึ่งวิชานั๋วในแบบฉบับของตัวเองขึ้นมาได้"
นางยิ้มบางๆ น้ำเสียงราบเรียบ "ตอนนี้ เวลาที่ข้าสื่อสารกับสรรพสิ่ง สรรพสิ่งล้วนมีเทพยดาปกปักรักษา คอยคุ้มครองกายเนื้อและวิญญาณของข้าไว้ ไม่มีอันตรายที่จะตกลงไปในเหวยซวีอีกแล้ว"
สวี่อิงเกิดความเลื่อมใสขึ้นมาอย่างจริงจัง
หยวนเว่ยยางไม่เคยเรียนรู้แปดเสียงแห่งการบ่มเพาะปฐมกำเนิดจากเขาเลย ทว่าอาศัยการมองเขาฝึกฝนแปดเสียงแห่งการบ่มเพาะปฐมกำเนิด จดจำภาพฉากที่สะท้อนออกมาจากจุดชีพจรต่างๆ ในร่างกายของเขา จนเกิดการตระหนักรู้ของตนเอง ก่อตั้งสำนัก คิดค้นเคล็ดวิชาใหม่ ถึงขั้นที่แตกต่างไปจากวิชานั๋วและการบำเพ็ญปราณ เรียกได้ว่าเป็นปรมาจารย์ที่แท้จริง!
เมื่อสวี่อิงได้ยินนางพูดเช่นนี้ ก็เข้าใจความล้ำลึกของเคล็ดวิชาที่หยวนเว่ยยางดัดแปลงขึ้นมาทันที เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็โคจรแปดเสียงแห่งการบ่มเพาะปฐมกำเนิด ขับเคลื่อนสัมผัสเทวะ เพ่งมองจุดชีพจรต่างๆ ภายในร่างกาย
การเพ่งพิจารณาภายในครั้งนี้ของเขา พร้อมกับการสั่นสะเทือนของเสียงมรรคาแต่ละชนิดในแปดเสียงแห่งการบ่มเพาะปฐมกำเนิด จุดชีพจรแต่ละจุดก็ค่อยๆ ปรากฏชัดเจนขึ้น ในจำนวนนั้น โครงสร้างของจุดชีพจรบางจุดก็ดูราวกับโถงสว่าง บางจุดก็คล้ายดอกบัว บางจุดก็เหมือนแท่นบูชา และยังมีบางจุดที่ก่อตัวเป็นตำหนัก ภูเขาเซียน ทะเลสาบตามธรรมชาติ หรือแม้กระทั่งรูปลักษณ์ของจุดชีพจรบางจุด ก็เป็นรูปลักษณ์ของเทพยดามาแต่กำเนิด!
สวี่อิงชะงักไปครู่หนึ่ง จู่ๆ ก็เอ่ยปากชม "พี่น้องหยวน พรสวรรค์ของท่านสูงส่งจริงๆ! เมื่อก่อนข้าไม่เคยคิดให้ถี่ถ้วน ทว่าตอนนี้จู่ๆ ก็ตระหนักรู้ขึ้นมา หากอาศัยแปดเสียงแห่งการบ่มเพาะปฐมกำเนิดเพ่งพิจารณาภายใน เพ่งนึกถึงจุดชีพจรต่างๆ ในร่างกาย ก็จะสามารถสื่อสารกับสรรพสิ่งได้!"
เขาหัวเราะร่วน "จุดชีพจรแต่ละจุดสอดคล้องกับสรรพสิ่งแต่ละอย่าง อาศัยพลังแห่งการสื่อสารสรรพสิ่ง พวกเราก็จะสามารถเชื่อมโยงฟ้าและมนุษย์ ลองสำรวจเหวยซวีดูสักครั้ง!"
ดวงตาของหยวนเว่ยยางเป็นประกาย เผยรอยยิ้ม "ข้าก็คิดเช่นนี้เหมือนกัน"
สวี่อิงกระตือรือร้นอย่างยิ่ง คิดปุ๊บก็ทำปั๊บ เขารีบโคจรแปดเสียงแห่งการบ่มเพาะปฐมกำเนิดทันที ทำท่าทางแปลกประหลาดต่างๆ นานาบนหัวของหยวนชี อาศัยโอกาสนี้เพ่งนึกถึงจุดชีพจรในร่างกาย พร้อมกับสื่อสารกับสรรพสิ่งในความว่างเปล่า เชื่อมโยงจุดชีพจรเข้ากับสรรพสิ่ง
เขาไม่ได้กำลังเรียนรู้เคล็ดวิชาของหยวนเว่ยยาง หยวนเว่ยยางก้าวเดินบนเส้นทางของตัวเอง กลายเป็นปรมาจารย์แห่งยุคไปแล้ว ผู้อื่นไม่อาจลอกเลียนแบบได้
หากคิดจะเรียนรู้เคล็ดวิชาของนาง ก็จำต้องพลิกตำราเคล็ดวิชาไม่รู้กี่เล่มต่อกี่เล่ม เพื่อค้นหาปรากฏการณ์มรรคาของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสรรพสิ่ง ปรากฏการณ์มรรคาเหล่านั้นเพียงแค่เพ่งนึกถึงสักอย่างเดียว กว่าจะฝึกฝนจนถึงขั้นสุดยอดได้ก็ต้องใช้เวลาไม่รู้เท่าไหร่ หากคิดจะฝึกฝนจนเต็มทุกจุดชีพจรในร่างกาย ย่อมยากเย็นเข็ญใจราวกับปีนป่ายขึ้นสวรรค์!
สวี่อิงเพียงแค่เชื่อมโยงสรรพสิ่งเข้ากับจุดชีพจรต่างๆ ในร่างกาย เพิ่มพูนการสื่อสารกับสรรพสิ่งอย่างไม่หยุดหย่อน ทำให้ร่างกายของตนเองเชื่อมโยงกับสรรพสิ่ง
เขาไม่สามารถฝึกฝนจนถึงขั้นที่จิตวิญญาณเชื่อมโยงกับสรรพสิ่งได้ มีเพียงหยวนเว่ยยางเท่านั้นที่ทำได้
เขาเชื่อมโยงจุดชีพจรต่างๆ ในร่างกายเข้ากับสรรพสิ่ง ใช้สัมผัสเทวะเสริมความแข็งแกร่ง มองไปทางหยวนเว่ยยาง แล้วพยักหน้า
หยวนเว่ยยางลังเลเล็กน้อย เอ่ยว่า "จะสื่อสารกับเหวยซวีในสุสานหลวงหลีซานงั้นหรือ ที่นี่เป็นถึงสุสานหลวง จู่หลงคืนชีพแล้วก็จริง แต่ที่นี่ยังไม่รู้เลยว่าฝังอะไรเอาไว้อีก อาจจะสื่อสารไปเจอสิ่งไม่ดีเข้าก็ได้"
สวี่อิงกล่าว "ข้าเองก็รู้สึกว่าการทำเช่นนี้ค่อนข้างวู่วามไปหน่อย"
ทั้งสองสบตากัน จู่ๆ ก็ใจตรงกัน ต่างฝ่ายต่างโคจรเคล็ดวิชา เข้าสู่สภาวะการสื่อสารระหว่างมนุษย์กับสวรรค์ทันที!
หยวนอู๋จี้กำลังค้นหารอบๆ อย่างเคร่งเครียด เพื่อทำลายค่ายกลผนึกที่หลงเหลืออยู่ ฮูหยินเฒ่าตระกูลหยวนและฮูหยินหยวนก็คอยช่วยเหลืออยู่ทั้งสองข้าง งูยักษ์หยวนชีสะลึมสะลือ ระฆังใหญ่ตั้งอกตั้งใจขโมยปราณโลหิตของหยวนชีมารักษาอาการบาดเจ็บ จู๋ฉานฉานชะเง้อชะแง้มองซ้ายมองขวา ดูว่าพอจะเก็บเกี่ยวของวิเศษอะไรได้อีกหรือไม่
อีกทั้งยอดเขาเฟยไหลของนางก็ตกลงมาอยู่แถวๆ นี้ เด็กสาวจากยุคโบราณผู้นี้จึงรู้สึกร้อนใจอยู่บ้าง
ไม่มีใครสังเกตเห็นเลยว่า ท้องฟ้าของสุสานหลวงหลีซานกำลังค่อยๆ เอียงกระเท่เร่ ราวกับว่ากำลังจะร่วงหล่นลงสู่ดินแดนที่ไม่มีใครรู้จัก!







