วันรุ่งขึ้น ช่วงเช้า
จางหยวนชิงที่เดินออกมาจากห้องของกวนหย่า นั่งอยู่ตำแหน่งประธานในห้องอาหาร กำลังเพลิดเพลินกับมื้อเช้าที่ผสมผสานระหว่างสไตล์จีนและตะวันตก
ข้างกายมีเซี่ยหลิงซีและราชินี
การกินอาหารสำหรับเจ้าแห่งวิญญาณแล้ว เป็นเพียงการตอบสนองความอยากอาหารเสียมากกว่า สารอาหารที่อยู่ในอาหารนั้นไม่เพียงพอที่จะตอบสนองความต้องการของเจ้าแห่งวิญญาณได้
“พี่หยวนสื่อ มีเรื่องหนักใจหรือคะ?” เซี่ยหลิงซีหั่นไส้กรอกย่างให้พี่ชายหนึ่งชิ้น
จางหยวนชิงส่งเสียง “อืม” ตอบรับ “ผมกำลังคิดว่าจะทำยังไงให้ผู้หญิงที่นิสัยดื้อรั้นคนหนึ่ง ยอมตัดสินใจทำเรื่องที่ขัดต่อบรรพบุรุษน่ะสิ!”
เมื่อได้ยินดังนั้น เซี่ยหลิงซีก็ถามอย่างระแวดระวังและระมัดระวังว่า
“พี่อยากให้ผู้หญิงที่นิสัยดื้อรั้นคนนั้น ไปนอนกับพี่หรือคะ?”
ราชินีเสริมอยู่ข้างๆ “หรือว่าให้คลอดลูก?”
นี่มันคำพูดบ้าบออะไรกัน? จางหยวนชิงเคี้ยวไส้กรอกย่าง “ไม่ได้ให้คลอดลูก แต่ผมอยากขอให้เธอช่วยทำธุระให้ต่างหาก”
เซี่ยหลิงซีพับเก็บความคิดที่จะไปฟ้องพี่กวนหย่าอย่างเงียบๆ เธอเอียงคอคิดอยู่ไม่กี่วินาที “ก็ต้องดูว่าพี่กับผู้หญิงที่นิสัยดื้อรั้นคนนั้นมีความสัมพันธ์กันแบบไหนแล้วล่ะค่ะ”
จางหยวนชิงตอบ “ผมเป็นลูกหลงตอนแก่ของเธอน่ะสิ!”
ลูกที่แปลว่าลูกศิษย์นะ
ราชินีกับเซี่ยหลิงซีมีเครื่องหมายคำถามเต็มหน้า
“ลูกหลงตอนแก่หรือคะ? งั้นก็ออดอ้อนน่ารักๆ ขอดูสิ ผู้หญิงน่ะไม่มีหลักการหรอกนะเวลากับผู้ชายหรือลูกชายที่ตัวเองชอบ” เซี่ยหลิงซีพูด
เฮ้อ ยายเฒ่าแทบจะมีภูมิคุ้มกันกับ ‘การออดอ้อน’ ของผมอยู่แล้ว! จางหยวนชิงถอนหายใจ
เขาขบคิดไปมา ก็พบว่านอกจากใช้ไม้ตายทางความรู้สึกและไม้ตายเรื่องคุณธรรมอันยิ่งใหญ่แล้ว ก็ไม่มีวิธีอื่นอีก
ในความทรงจำของเจ้าแม่ ภาพลักษณ์ผมมันดูเป็นพวกไหลลื่นเกินไป ใช้ไม้ตายทางความรู้สึกคงไม่ค่อยมีความหมาย เหมาะจะใช้ไม้ตายคุณธรรมมากกว่า… ถ้าเป็นเรื่องทางความรู้สึก ให้ท่านหญิงอิ๋นเหยาจัดการเถอะ!
จางหยวนชิงวางตะเกียบลง ดีดนิ้วดังเป๊าะ แล้วกลายร่างเป็นแสงดาวอันเจิดจรัสราวกับความฝันจากไป
เขาปรากฏตัวในห้องนอนชั้นสองทันที หยิบหมวกแดงน้อยออกมาแล้วสะบัดเอาท่านหญิงอิ๋นเหยาออกมา
“อิ๋นเหยาเอ๋ย…” จางหยวนชิงโอบไหล่หอมกรุ่นที่เย็นเฉียบของท่านหญิง พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “พูดตามตรงนะ ฉันที่เป็นศิษย์สายตรงของภูเขาสามวิถีคนนี้ ปฏิบัติต่อเธอเป็นยังไงบ้าง?”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ บนใบหน้าที่งดงามประณีตแต่ไร้ซึ่งการแสดงอารมณ์ของอิ๋นเหยา ดวงตาสีแดงฉานอันลี้ลับก็กะพริบวาบขึ้นมาหนึ่งครั้ง
เธอตบไปที่ลำโพงเอลวิสตรงเอว
ลำโพงเอลวิสดัง “ซืดซาด” ต่อเนื่อง ก่อนจะมีเสียงหัวเราะโอเวอร์ดังออกมา “ฮ่าๆๆๆ~ คนกันเองไม่ต้องพูดอ้อมค้อมหรอก”
“ในเมื่อเธอตรงไปตรงมาขนาดนี้ งั้นฉันก็ไม่อ้อมค้อมละนะ อิ๋นเหยา ฉันอยากจะแย่งชิงพลังวิญญาณของคนอื่นมาเลื่อนระดับ ต้องให้ท่านอาจารย์ช่วยแก้ไขตำรับยา เธอช่วยไปขอร้องท่านให้ฉันหน่อยสิ” จางหยวนชิงเข้าประเด็นทันที
ท่านหญิงอิ๋นเหยากระโดดถอย “พรึ่บ” ชูลำโพงขนาดเล็กขึ้นมาแล้วพูดอย่างฉะฉาน
“นายปฏิบัติต่อฉันอย่างแล้งน้ำใจ ไร้ความปรานี เลวทรามต่ำช้ายิ่งกว่าหมูหมา ฉันอิ๋นเหยาขอตัดขาดความสัมพันธ์กับนายตรงนี้ ต่อไปนายเดินสะพานไม้ของนาย ฉันจะเดินถนนใหญ่ของฉัน”
จางหยวนชิงคาดการณ์ไว้อยู่แล้ว จึงถอนหายใจออกมา
“ในเมื่อเป็นอย่างนี้ งั้นหยกหยินผลึกก้อนนี้ ฉันคงต้องเก็บไว้ดูดซับเองแล้วล่ะ”
พูดจบ บนฝ่ามือก็ปรากฏหินผลึกสีดำสนิทเป็นมันวาวก้อนหนึ่ง พลังหยินที่แผ่ออกมาทำให้อุณหภูมิในห้องลดลง ความชื้นในอากาศจับตัวเป็นเกล็ดน้ำแข็งสีขาวบนโต๊ะและเก้าอี้
ท่านหญิงอิ๋นเหยาจ้องมองหินผลึกเขม็ง ยากที่จะละสายตาไปได้
ไม่กี่วินาทีต่อมา เธอก็ชูลำโพงขนาดเล็กขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมประกาศกร้าวอย่างหนักแน่น
“ยินดีพลีชีพเพื่อศิษย์สายตรงของภูเขาสามวิถี!”
จางหยวนชิงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ “ช่างซื่อสัตย์เสียจริง ซื่อสัตย์หาใดเปรียบ!”
……
เมืองกลไกสำนักม่อ
ระลอกคลื่นสีทองแผ่ปกคลุมไปทั่วท้องฟ้าสีคราม ชั่วครู่ต่อมา แสงสีทองสายหนึ่งก็ทะลวงผ่านบาเรีย ลงมาจุติที่ตีนเขา
เสื้อคลุมขนนกพลิ้วไหว เจ้าแม่ภูเขาสามวิถีผู้เยือกเย็นดั่งเซียนได้จุติลงมาแล้ว ดวงตากระจ่างใสดั่งสายน้ำฤดูใบไม้ร่วงกวาดมองศิษย์ทั้งสอง น้ำเสียงอันเย็นชาทว่าไพเราะเอ่ยขึ้น
“เรียกอาจารย์มามีธุระอันใด?”
จางหยวนชิงเผยสีหน้าอมทุกข์ ถอนหายใจยาวพลางกล่าว “ท่านอาจารย์ ในแดนวิญญาณ ท่านพบโอกาสแห่งเซียนมนุษย์แล้วหรือไม่?”
เจ้าแม่ภูเขาสามวิถีส่ายหน้าเบาๆ
“พลังแห่งสุริยันเจิดจ้าอยู่ในดันเจี้ยนแห่งใดแห่งหนึ่ง เพียงแต่ยังไม่เปิดออก อาจารย์กำลังติดต่อกับผู้ใต้บังคับบัญชาเก่า รอเพียงดันเจี้ยนเปิดออก ก็จะช่วงชิงดวงอาทิตย์”
จางหยวนชิงชะงักไปเล็กน้อย “ท่านอาจารย์ยังมีผู้ใต้บังคับบัญชาเก่าอยู่อีกหรือ?”
ไม่รอให้เจ้าแม่ภูเขาสามวิถีตอบกลับ ท่านหญิงอิ๋นเหยาก็เชิดคางขาวผ่องขึ้น ประจบประแจงไปหนึ่งยก
“ท่านอาจารย์ทรงเป็นถึงองค์หญิง อีกทั้งยังดำรงตำแหน่งประมุขนิกายฉุนหยาง ย่อมต้องมีผู้ใต้บังคับบัญชาเก่าอยู่แล้ว”
“อย่าพูดคำว่าประมุขนิกายฉุนหยางสิ อัปมงคล!” จางหยวนชิงถ่มน้ำลาย ถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเจ้าแม่ภูเขาสามวิถีทรงเป็นองค์หญิงในยุคราชวงศ์ซ่ง ทรงมีชีวิตอยู่ในยุครุ่งเรืองของราชวงศ์ซ่ง
จางหยวนชิงถอนหายใจกล่าว
“ท่านอาจารย์ ช่วงเวลานี้ มารร้ายเหิมเกริมยิ่งนัก สงครามระหว่างธรรมะและอธรรมเกิดขึ้นทุกวี่ทุกวัน ดุเดือดเลือดพล่าน สามัญชนได้รับผลกระทบอย่างหนัก บ้านเรือนสิบหลังมีคนตายไปเก้า ทารกถูกทอดทิ้งและเด็กกำพร้ามีอยู่ทั่วทุกแห่งหน ริมถนนเต็มไปด้วยซากศพของผู้เสียชีวิตจากสงคราม
“ช่วงนี้ ศิษย์พยายามขัดเกลาตัวเองอย่างหนักเพื่อยกระดับขั้น พยายามสนับสนุนฝ่ายธรรมะ ปราบปรามคนชั่ว ทว่าระดับการบำเพ็ญของศิษย์นั้นอ่อนด้อยนัก ใจอยากทำแต่กำลังไม่ถึง”
เจ้าแม่ภูเขาสามวิถีฟังแล้วก็ขมวดคิ้วครั้งแล้วครั้งเล่า
จางหยวนชิงแอบส่งสายตาให้อิ๋นเหยาเงียบๆ
ท่านหญิงอิ๋นเหยารู้ใจทันที ชูลำโพงเล็กขึ้นสูง “ขอท่านอาจารย์โปรดยื่นมือเข้ามาช่วยเพื่อมวลมนุษยชาติด้วยเถิด”
จางหยวนชิงกล่าวรับทันที
“ครึ่งเทพในโลกภายนอกต่างก็คานอำนาจกันและกัน แทบไม่ค่อยลงมือ ท่านอาจารย์เป็นถึงเจ้าแห่งวิญญาณขั้นสูงสุด อีกทั้งยังเป็นเทพท่องทิวาที่หาได้ยากยิ่งในยุคนี้ บุคคลระดับท่านนั้น ไม่มีผู้ใดเทียบเทียมได้อีกแล้ว
“หากท่านยอมออกโรง ราชสำนักทั่วโลกจะต้องปีติยินดีเป็นแน่”
เจ้าแม่ภูเขาสามวิถีปรายตามองทั้งสองคน กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“มีอะไรก็พูดมาตรงๆ!”
จางหยวนชิงก้มหัวคำนับทันที “เมื่อไม่นานมานี้ศิษย์บังเอิญได้วิชามารมาแขนงหนึ่ง ปรารถนาจะยอมเสี่ยงอันตรายเพื่อมวลมนุษยชาติ ขอท่านอาจารย์โปรดเมตตาด้วยเถิด”
พูดจบ ก็ส่งตำรับยาซานฉายที่จดเตรียมไว้ล่วงหน้าให้
เจ้าแม่ภูเขาสามวิถีรับไปดูก็โกรธจัด ใบหน้าอันผุดผ่องเจือความเดือดดาล คิ้วเรียวงามขมวดมุ่น “ไอ้ลูกศิษย์ทรพี เจ้ากล้าฝึกวิชานอกรีตเช่นนี้ ข้าก็จะล้างสำนักเสีย”
ศาลเจ้าแม่สามวิถีของนาง ก็ถูกทำลายด้วยวิชามารที่คล้ายคลึงกันนี่แหละ
ท่านหญิงอิ๋นเหยาก้มหัวคำนับเช่นกัน
“ท่านอาจารย์ วิชาไม่มีแบ่งแยกธรรมะหรืออธรรม จิตใจคนต่างหากที่มีดีชั่ว ศิษย์น้องไม่ได้คิดจะพึ่งพาวิชานี้ในการบำเพ็ญเพียร แต่สถานการณ์บังคับ หมดหนทางจริงๆ
“ศิษย์อิ๋นเหยาขอเอาชีวิตเป็นประกัน เขาจะไม่มีวันใช้วิชานี้พร่ำเพรื่อเด็ดขาด…”
พูดไม่ทันจบ ยายเฒ่าก็กล่าวเสียงเย็น “ชีวิตของเจ้าไม่คู่ควรพอจะเอามาเป็นประกัน”
ความหมายแฝงก็คือ ชีวิตของเธอไม่มีค่านั่นเอง!
ท่านหญิงอิ๋นเหยาถึงกับใบ้กินทันที นึกในใจว่าขิงแก่ยังไงก็เผ็ดกว่าจริงๆ เธอเตรียมบทมาตั้งสิบชุด เพิ่งพูดไปไม่จบชุดแรก ก็ถูกท่านอาจารย์ขัดจังหวะเสียแล้ว
“ท่านอาจารย์” จางหยวนชิงถอนหายใจ
“ศิษย์เพียงแค่อยากจะอุทิศแรงกายแรงใจเพื่อชาวบ้านทั่วหล้า ท่านต้องการจะทะลวงขั้นเซียนมนุษย์ ศิษย์ไม่อาจบังคับให้ท่านออกจากด่านได้ ศิษย์พี่อิ๋นเหยาก็รักตัวกลัวตาย พึ่งพาไม่ได้ สายของพวกเรา มีเพียงศิษย์เท่านั้นที่สามารถทุ่มเทกำลังอันน้อยนิดเพื่อฝ่ายธรรมะได้
“ศิษย์ใช้วิชามารเพื่อยกระดับขั้น ไม่ได้คิดจะพึ่งพาวิชานอกรีต แต่เพราะสถานการณ์บีบบังคับ ทำไปเพียงชั่วคราวเท่านั้น จะไม่มีวันตกลงสู่วิถีมารเด็ดขาด”
ใบหน้างดงามผุดผ่องของเจ้าแม่ภูเขาสามวิถี ราวกับถูกปกคลุมด้วยน้ำค้างแข็ง กล่าวเสียงเย็นชา
“อาจารย์ของข้าคนนั้น ในปีนั้นเขาก็คิดแบบนี้แหละ ผู้เสื่อมทรามทุกคน ล้วนมีความมั่นใจแบบไร้เหตุผล มักจะคิดเสมอว่าตัวเองพิเศษ มักจะคิดว่าตัวเองสามารถต้านทานสิ่งล่อใจและการกัดกร่อนได้
“สุดท้ายก็จมดิ่งลงไปโดยไม่มีข้อยกเว้น อาจารย์เชื่อว่าความตั้งใจแรกของเจ้าคือเพื่อชาติและประชาชน แต่ก็ไม่อาจทนดูเจ้าตกลงสู่ห้วงลึกได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประตูบานนี้ข้าเป็นคนเปิดให้เจ้าด้วยมือของข้าเอง”
ก่อนมีอาจารย์ตกลงสู่วิถีมาร ภายหลังมีลูกศิษย์หลานศิษย์ฝึกวิชามาร เจ้าแม่ภูเขาสามวิถีจึงอ่อนไหวกับเรื่องพรรค์นี้ที่สุด
ท่านหญิงอิ๋นเหยารีบพูด “เพราะอย่างนั้น ถึงได้ต้องขอให้ท่านอาจารย์ช่วยปรับปรุงตำรับยา ลดการกัดกร่อนให้เหลือน้อยที่สุดไงคะ”
ดวงตาของเจ้าแม่ภูเขาสามวิถีเย็นชาลง “ข้าคุยกับเขาอยู่ เจ้ามีสิทธิ์สอดขึ้นมาด้วยหรือ?”
ท่านหญิงอิ๋นเหยารีบก้มหน้าลงทันที
จางหยวนชิงถอนหายใจยาว
“ความคิดของท่านอาจารย์ ศิษย์เข้าใจแล้ว
“ท่านอาจารย์ ประมุขนิกายฉุนหยางไม่ถูกผูกมัดด้วยค่าบุญกุศล ฆ่าคนบริสุทธิ์อย่างไม่เลือกหน้า เขาเกลียดชังท่านเข้ากระดูกดำ แต่ก็ไม่กล้าเข้ามาหาเรื่องท่านในแดนวิญญาณ จึงร่วมมือกับพวกมารนอกรีตคอยพุ่งเป้ามาที่ศิษย์ทุกหนทาง ศิษย์เองก็ถูกบีบบังคับจนหมดหนทาง ถึงต้องยอมเสี่ยงอันตราย
“เฮ้อ ตอนนี้มารร้ายเหิมเกริมหนัก ทำให้สรรพสัตว์ต้องตกระกำลำบาก ศิษย์ในฐานะศิษย์เพียงคนเดียวของนิกายฉุนหยางที่ยังมีชีวิตอยู่ ในฐานะศิษย์คนสุดท้ายของท่าน ยินดีบุกน้ำลุยไฟเพื่อฝ่ายธรรมะ
“บางที การจากลากันครั้งนี้ อาจเป็นการจากลาชั่วนิรันดร์ ขอท่านอาจารย์โปรดรักษาสุขภาพด้วย”
พูดจบ เขาก็โขกศีรษะลงกับพื้นอย่างแรงสองครั้ง โดยไม่เก็บตำรับยาคืนมากดไหล่ท่านหญิงอิ๋นเหยาไว้ แล้วออกจากแดนวิญญาณไป
……
คฤหาสน์ฟู่เจียววาน
จางหยวนชิงพูดด้วยความกังวลว่า “ทำแบบนี้แล้วจะไม่มีปัญหาจริงๆ หรอ?”
บทพูดและสีหน้าที่เขาเพิ่งแสดงออกไปเมื่อครู่ ล้วนเป็นบทที่เตี๊ยมกับท่านหญิงอิ๋นเหยาเอาไว้แล้วทั้งสิ้น
คนวางแผนบทนี้ก็คืออิ๋นเหยานั่นเอง
ท่านหญิงอิ๋นเหยานั่งอยู่ริมเตียง นั่งไขว่ห้าง สะโพกกลมกลึงดันกางเกงยีนส์สีอ่อนจนตึงเปรี๊ยะ เธอชูลำโพงขนาดเล็กขึ้นมาด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม
“ท่านอาจารย์ชื่นชมในตัวนายมาก ผู้หญิงน่ะไม่มีหลักการหรอกนะเวลากับผู้ชาย ลูกชาย หรือลูกศิษย์ที่ตัวเองชอบ”
ประโยคนี้คุ้นหูจัง เหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาก่อนเลยนะ! จางหยวนชิงบ่นอุบอิบ
“ที่สำคัญที่สุดคือ หลังจากที่ท่านตื่นขึ้นมาในแดนวิญญาณ ท่านก็ไร้ซึ่งญาติมิตร โดดเดี่ยวอ้างว้าง นอกจากพวกเราแล้วก็ไม่มีคนสนิทที่ไหนอีก” ท่านหญิงอิ๋นเหยาเชิดคางขึ้นอย่างภาคภูมิใจ
“ศิษย์เพียงสองคนที่มีอยู่ กำลังจะไปพลีชีพเพื่อฝ่ายธรรมะของใต้หล้า อย่าเห็นว่าภายนอกท่านดูนิ่งเฉยนะ ในใจต้องดีใจแทบแย่แน่ๆ ยิ่งไม่มีทางยอมปล่อยให้พวกเราไปตายหรอก เพราะงั้นท่านจะต้องดูตำรับยานั่น แล้วเอาไปประเมินแน่ๆ
“ถ้าเกิดพบว่าสามารถหลีกเลี่ยงการกัดกร่อนและมลทินส่วนใหญ่ได้ ท่านก็จะยอมถอยให้เอง วางใจเถอะ ฉันติดตามท่านอาจารย์มาตั้งหลายปี คุ้นเคยกับนิสัยของท่านที่สุดแล้ว ท่านอาจารย์เป็นพวกไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แข็งดัดยาก การถอยเพื่อรุกแล้วใช้ความรู้สึกเข้าสู้คือแผนการที่ดีที่สุด”
จางหยวนชิงพูดขึ้นอีก
“แต่พวกเราอาศัยประโยชน์จากการที่แดนวิญญาณตัดขาดการดูดาว หลอกท่านว่าโลกภายนอกมีแต่คนเดือดร้อนแสนสาหัสไปแล้ว ถ้าเกิดถูกจับได้ ท่านอาจารย์ได้ฉีกอกพวกเราแน่”
“ท่านอาจารย์มีภารกิจรัดตัวมากมาย ไม่มีเวลาและพละกำลังไปตามหาผู้ท่องแดนวิญญาณในดันเจี้ยนเพื่อสอบถามหรอก รออย่างสบายใจเถอะ ตอนเย็นกลับไปที่ดันเจี้ยนสักรอบ ตำรับยาที่ปรับปรุงแล้วจะต้องเตรียมไว้พร้อมแล้วแน่ๆ” ท่านหญิงอิ๋นเหยาเหมือนยืนรับคลื่นลมกุมการหมุนเวียนของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์เอาไว้ ทุกสิ่งล้วนอยู่ในกำมือ
จางหยวนชิงพยักหน้าอย่างเบาใจ
“ลำโพงเอลวิส บันทึกไว้หรือยัง?”
ลำโพงเอลวิสดัง “ซืดซาด” สองครั้ง ตอบกลับด้วยท่วงทำนองเพลงที่เร้าใจและสนุกสนาน
“วันนี้เป็นวันดีจริงๆ เรื่องที่คิดไว้ก็สำเร็จสมหวังทุกอย่าง! วันนี้เป็นวันดีจริงๆ เปิดประตูบ้านรับลมใบไม้ผลิ…”
ท่านหญิงอิ๋นเหยาใจหล่นวูบ
……
ช่วงบ่าย
ร้านกาแฟฝั่งตรงข้ามกรมรักษาความสงบ เขตคังหยาง
หลี่ตงเจ๋อมือหนึ่งยกถ้วยกาแฟขึ้น อีกมือลูบหัวไม้เท้า “ตรวจสอบดูหมดแล้ว ทั้งพนักงานป้อนข้อมูลเอกสาร ผู้ดูแลเอกสาร พนักงานต้อนรับของกรมรักษาความสงบ ไม่มีใครรู้เลยว่าเอกสารคนหายฉบับนั้นถูกลบไปตอนไหน พวกเขาแทบจะไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับมันด้วยซ้ำ”
“เป็นไปได้ยังไง…” เฉินหยวนจวินขมวดคิ้ว รอยย่นรูปตัวชวนที่เห็นชัดอยู่แล้ว ยิ่งลึกชัดเข้าไปอีก
“ไม่มีจริงๆ!” หลี่ตงเจ๋อส่ายหน้า “ฉันไม่น่าจะพลาดนะ เพราะสายลับในกรมรักษาความสงบ คงยังไม่ถึงขั้นได้รับความคุ้มครองจากไท่อินหรอก”
“ความคุ้มครองจากไท่อิน?” เฉินหยวนจวินถามอย่างสงสัย
หลี่ตงเจ๋อโบกมือ “เรื่องนั้นไม่สำคัญ เอาเป็นว่าในหมู่พนักงานธุรการของกรมรักษาความสงบพวกนาย ไม่มีใครรู้จักเอกสารฉบับนี้เลย เรื่องนี้มีความเป็นไปได้อยู่สองทาง หนึ่งคือ คนที่บันทึกเอกสารไม่ใช่พนักงานธุรการ แต่เป็นคนของทีมปฏิบัติการ สองคือ คนที่บันทึกเอกสารได้ลาออกหรือพลีชีพไปแล้ว”
เฉินหยวนจวินไม่เห็นด้วยกับความคิดของเขา
“อย่างแรก ทีมปฏิบัติการไม่รับแจ้งความ และยิ่งไม่มีหน้าที่บันทึกเอกสาร ในเมื่อเอกสารเคยถูกลบไปแล้ว แสดงว่าเจ้าหน้าที่ที่บันทึกเอกสารในตอนแรก ไม่ได้รู้สึกว่าเอกสารฉบับนี้มีปัญหา แต่เป็นคนของกรมรักษาความสงบมาเจอเอกสารฉบับนี้เข้าทีหลัง แล้วค่อยลบทิ้งไป เพราะงั้นคนป้อนข้อมูลจะต้องมีตัวตนอยู่แน่ๆ
“อย่างที่สอง ในอุบัติเหตุครั้งนี้ คนของกรมรักษาความสงบที่พลีชีพล้วนเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจที่พกปืน พนักงานธุรการต่างก็ซ่อนตัวล่วงหน้า ไม่มีใครบาดเจ็บล้มตาย สุดท้าย ตั้งแต่ต้นปีที่แล้วจนถึงปีนี้ กรมรักษาความสงบไม่มีใครลาออกเลย”
หลี่ตงเจ๋อยักไหล่ “งั้นก็มีความเป็นไปได้แค่ทางเดียวแล้วล่ะ! รายชื่อคนหายฉบับนี้ ไม่ใช่ของปีนี้ แต่เป็นของก่อนหน้านี้”
เฉินหยวนจวินเคาะโต๊ะ “นั่นยิ่งเป็นไปไม่ได้เลย เหลยอีปิงหายตัวไปเมื่อเดือนเมษายนปีนี้ พวกเราต่างก็เป็นพยานในคดีคนหายครั้งนี้ด้วยตาตัวเองทั้งนั้น”
“นายพูดมาแบบนี้ ฉันก็รู้สึกทะแม่งๆ ขึ้นมากะทันหันเลยแฮะ” หลี่ตงเจ๋อเผยสีหน้าครุ่นคิด “ฉันเหมือนจะลืมเรื่องอะไรบางอย่างไป…”
เขาคิดอยู่นานก็คิดไม่ออก จึงพูดว่า
“การหายตัวไปของเหลยอีปิงมีปัญหาจริงๆ นั่นแหละ มีความเป็นไปได้สูงว่าจะเกี่ยวข้องกับกลุ่มคนอย่างพวกเรา หลังจากนี้ฉันจะช่วยตามเรื่องให้”
เฉินหยวนจวินถามจี้ “จะตามเรื่องเมื่อไหร่ แล้วจะตามเรื่องยังไง?”
หลี่ตงเจ๋อพูดอย่างจนใจ “โอ้พระเจ้า ที่ฉันบอกว่าจะตามเรื่องให้น่ะ หมายความว่าให้พักเรื่องนี้ไว้ก่อน ช่วงนี้ลัทธินอกรีตโผล่มาเยอะอย่างกับหน่อไม้หลังฝนตกฤดูใบไม้ผลิ โผล่หัวออกมาเป็นระลอกๆ จะเอาเวลาที่ไหนไปสืบเรื่องเขา”
เฉินหยวนจวินจิบกาแฟไปหนึ่งอึก พูดเสียงเรียบ
“คดีของลัทธินอกรีตไม่ได้มีทุกวันซะหน่อย ไม่กระทบกับการที่เราจะสืบเรื่องเหลยอีปิงหรอก อีกอย่าง แค่ทำโอทีเพิ่มวันละชั่วโมง ไม่แน่ว่าแค่ไม่กี่วันก็อาจจะสืบจนกระจ่างแล้วก็ได้”
“โอ้พระเจ้าของฉัน นายคงถูกปีศาจส่งมาเกิดบนโลกมนุษย์สินะ ถึงได้พูดเรื่องทำโอทีได้อย่างหน้าตาเฉยสบายๆ แบบนี้” หลี่ตงเจ๋อถอนหายใจ “การจะหาเบาะแสน่ะง่ายนิดเดียว มีคนมาแจ้งความ ถึงจะมีเอกสารบันทึกไว้ แล้วการหายตัวไปของเหลยอีปิง ใครล่ะที่จะเป็นคนไปแจ้งความที่กรมรักษาความสงบ?”
เฉินหยวนจวินส่ายหน้า
“ฉันถามคนในครอบครัวของเขาดูแล้ว พวกเขายังไม่มีใครไปแจ้งความเลย”
“พวกเขาจำไม่ได้ ก็ไม่ได้แปลว่าไม่มีนี่” หลี่ตงเจ๋อยักไหล่ “ในกลุ่มคนอย่างพวกเรา มีวิธีตั้งมากมายที่จะทำให้คนลืมเรื่องใดเรื่องหนึ่งไปได้…”
พูดถึงตรงนี้ สีหน้าของเขาก็แข็งค้างไปกะทันหัน
……
ช่วงบ่ายเวลาเดียวกัน ประมุขนิกายฉุนหยางก็ได้พบกับเจ้าของเบอร์โทรศัพท์ในห้องส่วนตัวของโรงน้ำชาแห่งหนึ่ง
อีกฝ่ายเป็นชายวัยกลางคนใบหน้าซูบผอม สีหน้าเย็นชา ร่องแก้มลึก มุมปากทั้งสองข้างตกลงเล็กน้อย ให้ความรู้สึกเข้มงวดและดูไม่น่าคบหา
ชายวัยกลางคนที่สวมชุดสูทผูกไทเต็มยศในมือหิ้วกระเป๋าเอกสาร มองดูพนักงานเสิร์ฟสาวรูปร่างอวบอั๋นหน้าตาดีในชุดกี่เพ้า
“เธอไม่ได้ยินอะไรหรอก” ประมุขนิกายฉุนหยางเรียกให้พนักงานเสิร์ฟสาวมารินชา สายตากวาดมองชายวัยกลางคนอย่างพินิจพิเคราะห์และไม่เกรงใจ พร้อมกับหัวเราะหึๆ กล่าวว่า
“นายเป็นนักดาบของทางการงั้นหรือ? ฉันได้ยินมาว่า ปีที่แล้วซงไห่เพิ่งจะทำการตรวจสุขภาพครั้งใหญ่ไป แถมยังนำไอเทมประเภทกฎเกณฑ์อย่างตราพยัคฆ์ออกมาใช้ด้วย นายหลอกสายตาของตราพยัคฆ์มาได้ยังไงกัน”
ชายวัยกลางคนกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ฉันถูกย้ายมาที่ซงไห่หลังจากที่ค่าศีลธรรมหายไปแล้ว อดีตผู้รับผิดชอบเขตคังหยางได้รับการเลื่อนขั้นให้เป็นผู้ดูแลระดับสูง รับผิดชอบเขตคังหยางและเฉาเหมินทั้งสองเขต ตอนนี้ฉันทำงานอยู่ใต้บังคับบัญชาของเขา และรับผิดชอบเขตคังหยางพอดี”
ประมุขนิกายฉุนหยางพยักหน้าเล็กน้อย “ของที่ฉันต้องการเอามาด้วยหรือเปล่า”
ชายวัยกลางคนนั่งลง เปิดกระเป๋าเอกสาร หยิบแฟ้มข้อมูลปึกหนาออกมา “ข้อมูลประวัติบุคคลที่นายต้องการ ฉันรวบรวมมาครบหมดแล้ว มหาธรรมรักษ์สั่งให้ฉันช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ฉันก็เลยคัดคนที่มีโชคชะตาชีวิตไม่ค่อยปกติจากคนพวกนี้มาได้สามสิบคน”
ประมุขนิกายฉุนหยางรับข้อมูลมา กวาดสายตามองอย่างรวดเร็ว หยิบออกมาแผ่นหนึ่ง แล้วพึมพำว่า
“เดือนเมษายนปีที่แล้ว หายตัวไปจากหอพักมหาวิทยาลัยหังเฉิง จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ทราบชะตากรรม…”
ชายวัยกลางคนชำเลืองมองข้อมูลแผ่นนั้น แล้วพูดว่า
“ถึงแม้จะเป็นบุคคลสูญหาย แต่เบื้องต้นทางทางการก็ยืนยันได้แล้วว่า คนคนนี้เป็นผู้ท่องแดนวิญญาณ การหายตัวไปก็คือเข้าไปในดันเจี้ยน แล้วก็ไม่โผล่ออกมาอีกเลย มีความเป็นไปได้สูงว่าจะตายอยู่ในดันเจี้ยนไปแล้ว
“นี่ก็เป็นผู้ท่องแดนวิญญาณเพียงคนเดียวในข้อมูลที่สามารถระบุตัวตนได้อย่างแน่ชัด เขาและเทพบรรพกาลต่างก็จบการศึกษาจากโรงเรียนมัธยมคังหยาง แต่ไม่ได้อยู่รุ่นเดียวกัน”
ไม่ได้อยู่รุ่นเดียวกับเทพบรรพกาล เวลาที่หายตัวไปกับเวลาที่เทพบรรพกาลกลายมาเป็นผู้ท่องแดนวิญญาณก็ไล่เลี่ยกัน หากมองจากช่วงเวลาแล้ว โอกาสที่คนผู้นี้จะมีความเกี่ยวข้องกับเทพบรรพกาลนั้นมีไม่มากนัก
ทว่า ประมุขนิกายฉุนหยางก็ยังเก็บข้อมูลแผ่นนี้ไว้ โดยสอดมันกดไว้ที่ด้านล่างสุด
……
ตกเย็น จางหยวนชิงเข้าสู่ดันเจี้ยนสำนัก “เมืองกลไกสำนักม่อ” เพียงลำพัง
แล้วก็เห็นกระดาษที่บันทึกตำรับยาแผ่นนั้นยังวางอยู่ที่เดิมจริงๆ อีกทั้งยังเปล่งแสงสีทองจางๆ ออกมาท่ามกลางความมืดมิด
จางหยวนชิงเดินเข้าไปหาด้วยความดีใจ หยิบตำรับยาขึ้นมา ก็เห็นว่าด้านหลังที่แต่เดิมว่างเปล่า ถูกวาดด้วยลายเส้นค่ายกลยันต์วิญญาณสองเส้นด้วยพลังเทพแห่งดวงอาทิตย์อันเบาบาง พร้อมกับตัวอักษรหนึ่งบรรทัด
“ค่ายกลแรกใช้ตอนปรุงยา ให้สลักไว้ที่ผนังเตา ค่ายกลที่สองใช้ตอนปรุงยาเสร็จแล้ว ให้สลักไว้ที่ตัวเตา”
เจ้าแม่รักฉันจริงๆ ด้วย! จางหยวนชิงดีใจเป็นล้นพ้น เพ่งสมาธิตั้งใจดู จดจำค่ายกลเอาไว้ในใจอย่างแม่นยำ แล้วสะบัดมือเบาๆ
พลังเทพแห่งดวงอาทิตย์ที่อยู่ด้านหลังกระดาษแปรเปลี่ยนเป็นเปลวไฟสีทอง เถ้าถ่านปลิวหายไปตามสายลม
พอกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง จางหยวนชิงก็นั่งครุ่นคิดอยู่ที่โต๊ะ ตอนนี้ได้ตำรับยามาแล้ว ขาดก็แต่ ‘ตัวยา’ ตัวยาที่จะช่วยยกระดับค่าประสบการณ์ให้เขาได้อย่างรวดเร็วนั้น จะต้องเป็นเทพท่องทิวา
เทพท่องทิวาในยุคปัจจุบันมีจำนวนนับหัวได้ ไม่ว่าจะเป็นคนของสำนักไท่อี หรือไม่ก็กุหลาบรัตติกาล
อย่างแรกนั้นไม่อาจไล่ล่าสังหารได้ ส่วนอย่างหลังก็ยากที่จะสังหาร ดีไม่ดีอาจจะถูกหลิงทั่วซ้อนแผนเอาได้
การหาตัวยาจากดันเจี้ยนก็นับว่าเป็นวิธีที่ไม่เลว สิ่งมีชีวิตในดันเจี้ยนล้วนไม่ต่างอะไรกับในความเป็นจริง แต่เท่าที่เขารู้ในตอนนี้ เทพท่องทิวาจะปรากฏตัวเฉพาะในดันเจี้ยนอาชีพ และดันเจี้ยนสำนักที่กลุ่มเทพท่องทิวาสร้างขึ้นเท่านั้น
อย่างดันเจี้ยนสำนักของกองกำลังพยัคฆ์ขาว อย่างมากก็มีแค่ผู้ใช้พลังไท่อินและผู้ใช้ดาราเท่านั้น
“ไม่แดนวิญญาณแบบเดี่ยวของฉันก็ต้องรีบมา ไม่อย่างนั้นก็ต้องเข้าไปในดันเจี้ยนของสำนักไท่อี ไม่มีทางเลือกที่สองแล้ว!”
เฮ้อ ลองใช้ตำรับยาดูก่อนค่อยว่ากัน! จางหยวนชิงหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา ต่อสายหาฟู่ชิงหยาง
“ลูกพี่ ผมได้ตำรับยามาแล้ว ต้องการผู้ใช้ดาราสักคนมาทดลอง ช่วยเลือกดันเจี้ยนของกองกำลังพยัคฆ์ขาวที่มีผู้ใช้ดาราให้ผมทีสิ ยิ่งระดับความยากต่ำเท่าไหร่ก็ยิ่งดี”
ตำรับยาซานฉายจำเป็นต้องหลอมรวม ‘พลัง ภูต และวิญญาณ’ เข้าด้วยกัน จำเป็นต้องใช้คนเป็นๆ เท่านั้น ไม่สามารถใช้สิ่งชั่วร้ายที่เป็นหยินมาปรุงยาได้
ดันเจี้ยนของกองกำลังพยัคฆ์ขาวส่วนใหญ่เป็นดันเจี้ยนสงคราม สงครามก็หมายความว่ามียอดฝีมืออยู่มากมาย ย่อมต้องมีอาชีพอื่นรวมอยู่ด้วยอยู่แล้ว เป็นไปไม่ได้ที่กองทัพหนึ่งกองจะมีแต่หน่วยสอดแนมทั้งนั้น
……