กระถางธูปสัตว์เงินใบเล็กส่งกลิ่นหอมกรุ่นติดแขนเสื้อ
เบื้องหน้าเซียวเป่าเยวี่ยมีตลับเครื่องหอมสลักทองวางอยู่ใบหนึ่ง ภายในตลับแบ่งเป็นช่องเล็กช่องน้อยอัดแน่น บางช่องใส่ยาหอมปั้นกลม บางช่องวางเครื่องหอมแบบแผ่น ทั้งยังมีเครื่องหอมป่นละเอียดดั่งเกล็ดหิมะ และครีมหอมปั้นเป็นก้อนดังปุยเมฆ ส่วนพวกกลีบดอกไม้ ต้นกานซง ลูกกระวาน และหญ้าหอมนั้น ยิ่งมีละลานตาไปหมดจนสาธยายไม่หวาดไม่ไหว
เป่าเยวี่ยมีสีหน้าจดจ่อ มือซ้ายใช้หัวแม่มือและนิ้วชี้คีบยาหอมขนาดเท่าเมล็ดอู๋ถงขึ้นมาจากช่อง เติมลงในกระถางธูปอย่างแผ่วเบา รออยู่ครู่หนึ่งจึงเอ่ยถาม "คุณชาย ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ"
หวังหยางยังคงหลับตา เอนกายพักผ่อนพลางตอบเสียงเรียบ "ยังฉุนไป"
เซียวเป่าเยวี่ยขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ข่มความรู้สึกอยากเอากระถางธูปทุ่มใส่หวังหยางเอาไว้ แล้วเติมผงไป๋จี๋กับเมล็ดต้นตงชิงที่ตากจนแห้งสนิทลงไปอีกเล็กน้อย
ทดสอบเครื่องหอมหลายคราจนมือเรียวอุ่น คิ้วโก่งดั่งหนวดหนอนผีเสื้อขมวดเข้าหากัน ลักยิ้มแฝงแววเย็นชา
"แล้วตอนนี้ล่ะเจ้าคะ" เซียวเป่าเยวี่ยจ้องมองหวังหยางพลางเอ่ยถาม
'หากเขายังกล้าจู้จี้จุกจิกอีกล่ะก็ ข้าจะ...'
"ตอนนี้ใช้ได้แล้ว" หวังหยางลืมตาขึ้น
เซียวเป่าเยวี่ยลอบถอนหายใจออกมาโดยที่ตัวเองก็ยังไม่รู้ตัว
"เชิญคุณชายกล่าวถึงเหตุการณ์กวาดล้างพรรคพวกเจ้าค่ะ" เซียวเป่าเยวี่ยรวบรวมสมาธิ
"เจ้าลองบอกมาก่อนว่าเจ้ามองเหตุการณ์กวาดล้างพรรคพวกอย่างไร" หวังหยางหยิบหยางเหมยขึ้นมากินสองลูก
เซียวเป่าเยวี่ยครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยว่า
"หวังหมั่งแย่งชิงอำนาจ เหล่าบัณฑิตต่างแย่งกันถวายคำทำนายเพื่อแลกกับบรรดาศักดิ์ พวกประจบสอพลอคอยดูทิศทางลมเพื่อสนองพระราชประสงค์ หวังจะได้มาซึ่งลาภยศสรรเสริญ ความเสื่อมทรามของจารีตประเพณี สามารถเห็นได้จากจุดนี้เจ้าค่ะ
ลุถึงยุคกวงอู่ฟื้นฟูแผ่นดิน ทรงตั้งมั่นในจริยธรรมเพื่อสั่งสอนใต้หล้า ฟื้นฟูคัมภีร์วิชาการและจารีตดนตรี ขัดเกลาวิถีแห่งบัณฑิต
อีกทั้งการคัดเลือกขุนนางและการเรียกตัวมารับราชการของราชสำนัก ส่วนใหญ่ล้วนคัดเลือกบัณฑิตจากชื่อเสียง ดังนั้นบัณฑิตจึงแย่งกันสั่งสมคุณธรรมสร้างชื่อเสียง เพื่อเชิดชูเกียรติคุณ จึงได้เกิดสิ่งที่เรียกว่า 'บัณฑิตผู้มีชื่อเสียง' ขึ้นมาเจ้าค่ะ
บัณฑิตผู้มีชื่อเสียงล้วนตั้งชื่อเสียงไว้สูงส่ง ถือเอาใต้หล้าเป็นภาระหน้าที่ของตน หวังจะได้กุมอำนาจบริหารแผ่นดิน
ทว่าฮั่นหวนตี้และฮั่นหลิงตี้กลับทรงไว้วางพระทัยขันที ปิดกั้นหนทางความก้าวหน้าของเหล่าบัณฑิตผู้มีชื่อเสียง
ส่วนขันทีนั้นไร้ซึ่งวิชาความรู้ ขาดคุณธรรม จึงเป็นที่ดูแคลนของเหล่าบัณฑิตผู้มีชื่อเสียง มองว่าผู้ที่ทำลายบ้านเมืองล้วนเป็นคนพวกนี้
เมื่อความโกรธแค้นก่อตัวขึ้น ก็ต่างสนับสนุนซึ่งกันและกัน ขันทีจึงถวายฎีกาว่าพวกเขารวมหัวกันตั้งพรรค แม้ประวัติศาสตร์จะกล่าวว่านี่คือการใส่ร้าย แต่แท้จริงแล้วหาใช่การใส่ร้ายไม่เจ้าค่ะ
ทว่าการจัดการของโอรสสวรรค์ ก็ขาดความเหมาะสมเช่นกัน ฮั่นหวนตี้และฮั่นหลิงตี้ทรงเชื่อขันทีเต็มร้อย สั่งจองจำผู้ร่วมพรรค ก่อคดีอาญาใหญ่โต เหล่าขุนนางบัณฑิตต้องตายเป็นเบือราวกับวัวควาย ทั่วทั้งแผ่นดินเดือดร้อนแสนสาหัส
วิถีบัณฑิตและพลังแห่งแผ่นดิน จึงได้รับความเสียหายมานับแต่นั้น สิ่งที่ถูกทำลายไป ไหนเลยจะเป็นเพียงยุคราชวงศ์ฮั่นตะวันออกเพียงยุคเดียวเล่าเจ้าคะ
นับตั้งแต่การกวาดล้างพรรคพวก ไปจนถึงเหตุการณ์ความวุ่นวายที่สุสานเกาผิงหลิง บัณฑิตผู้มีชื่อเสียงในราชวงศ์ฮั่นตะวันออกก็ได้พลิกผัน กลายมาเป็นบัณฑิตผู้มีชื่อเสียงแห่งเว่ยและจิ้น
ลัทธิเหลาจื่อและจวงจื่อเฟื่องฟู ยึดถือความลึกลับว่างเปล่าเป็นที่ตั้ง ขุนนางบัณฑิตทั่วแผ่นดินต่างพากันยกย่องความหรูหราฉาบฉวย ไม่สนใจกิจการบ้านเมือง จึงทำให้ห้าชนเผ่าฉวยโอกาสบุกเข้ามา แผ่นดินของเราต้องพังพินาศ
เมื่อสืบสาวไปถึงต้นกำเนิดแห่งความวุ่นวาย ล้วนมีเหตุการณ์กวาดล้างพรรคพวกเป็นบ่อเกิดทั้งสิ้นเจ้าค่ะ!"
เมื่อเซียวเป่าเยวี่ยกล่าวจบ ก็ระบายลมหายใจขุ่นมัวออกจากอก มองไปทางหวังหยาง รอคอยคำวิจารณ์จากเขา
หวังหยางวางจอกสุราลง แล้วกล่าวอย่างเนิบนาบ
"การอ่านประวัติศาสตร์หากอยากให้อ่านได้อย่างลึกซึ้ง มีสองจุดที่สำคัญยิ่งนัก หนึ่งคือความรู้ทางประวัติศาสตร์ สองคือวิสัยทัศน์ทางประวัติศาสตร์
ความรู้ทางประวัติศาสตร์ก็คือวิชาความรู้เรื่องประวัติศาสตร์ หากความรู้ไม่พอ ก็จะสับสนมืดแปดด้านต่อการเปลี่ยนแปลงของตำแหน่งขุนนาง ระบบทหาร ภูมิศาสตร์ และวิถีทางการบริหารแผ่นดิน การอ่านประวัติศาสตร์ก็จะทำได้เพียงอ่านนิทานเรื่องหนึ่ง โดยไม่รับรู้อย่างอื่นเลย
อีกทั้งวิชาความรู้ก็ไม่ได้จำกัดอยู่แค่หมวดประวัติศาสตร์เพียงหมวดเดียว หากมีความรู้กว้างขวาง สิ่งที่มองเห็นก็จะกว้างไกลตามไปด้วย แม้แต่บทกวีบทหนึ่ง ตัวอักษรตัวหนึ่ง ก็ล้วนสามารถนำมาใช้เทียบเคียงกับประวัติศาสตร์ได้ เปรียบดั่งวิชากระบี่ที่บรรลุถึงขั้นสูงสุด ต้นหญ้า ใบไม้ กิ่งไผ่ หรือก้อนหิน ล้วนสามารถใช้เป็นกระบี่ได้ทั้งสิ้น
ตัวอย่างเช่นตอนอ่าน 'บันทึกประวัติศาสตร์ ซือหม่าเชียน บทว่าด้วยเรื่องราวของอ๋องเซี่ยง' ในประโยคที่ว่า 'อวี๋เอ๋ยอวี๋เอ๋ยจะทำฉันใดดี' หากอ่านแบบคนไม่มีความรู้ ก็จะได้แต่ทอดถอนใจในความงดงามของถ้อยคำ จุดจบของวีรบุรุษอย่างอ๋องเซี่ยง อย่างมากก็แค่ตั้งข้อสงสัยว่ามันเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องแต่ง
แต่หากอ่านแบบคนมีความรู้ ก็จะสามารถเห็นถึงธรรมเนียมการเขียนประวัติศาสตร์ในยุคนั้น รูปแบบของบทเพลงฉู่ หัวข้อสุนทรียศาสตร์ที่ได้รับความนิยมในยุคฮั่น และพัฒนาการของรูปแบบบทกวีจากประโยคนี้ได้ แม้แต่คำสี่คำว่า 'บทเรื่องอ๋องเซี่ยง' ก็ยังมีอะไรให้ศึกษาค้นคว้าอีกมาก
การอ่านแบบคนมีความรู้ คือการใช้หนังสือสิบเล่มในท้อง มาอ่านหนังสือหนึ่งเล่มเพียงบทเดียว ดังนั้นเมื่ออ่านจบหนึ่งบท ก็สามารถนำไปใช้ได้เท่ากับหนังสือสิบเล่ม
การอ่านแบบคนไม่มีความรู้ อ่านหนังสือหนึ่งเล่มก็เหมือนแค่กวาดสายตาผ่านตัวอักษรไปรอบหนึ่ง ดังนั้นเมื่ออ่านจบหนึ่งเล่ม ก็มีค่าเท่ากับอ่านหนังสือเล่มนั้นเพียงบทเดียว
วิสัยทัศน์จะกว้างไกลหรือคับแคบ ล้วนขึ้นอยู่กับความตื้นลึกของวิชาความรู้เท่านั้น..."
เซียวเป่าเยวี่ยฟังจนหลงใหล กระทั่งลมหายใจยังแผ่วเบาลงโดยไม่รู้ตัว
"วิสัยทัศน์ทางประวัติศาสตร์ก็คือวิจารณญาณ
เรื่องราวในประวัติศาสตร์นั้นสลับซับซ้อน หากมีความรู้ลึกซึ้ง สิ่งที่มองเห็นก็จะยิ่งสับสนวุ่นวายมากขึ้นไปอีก
หากมีวิจารณญาณ ก็จะสามารถขึ้นสู่ที่สูงแล้วทอดสายตามอง กวาดตามองได้ไกลนับพันลี้
การแยกแยะความสำคัญ จำแนกจริงเท็จ เข้าใจหลักเหตุผล สังเกตจิตใจคน ล้วนมาจากวิจารณญาณทั้งสิ้น
อย่างเช่นตอนที่จิ้นอู่ตี้รับสนมเข้าวังหลังเป็นจำนวนมาก คนทั่วไปมองว่าพระองค์มักมากในกามารมณ์ แต่ผู้มีวิจารณญาณจะมองเห็นว่าพระองค์ต้องการขยายอำนาจพระญาติฝ่ายมเหสีเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงให้แก่ตนเอง
มีวิจารณญาณแต่ไร้ความรู้ ถือว่าตื้นเขิน
มีความรู้แต่ไร้วิจารณญาณ ถือว่าคับแคบ
สิ่งที่เจ้าวิจารณ์มาเมื่อครู่ ความรู้ยังนับว่าไม่ลึกซึ้งพอ..."
เซียวเป่าเยวี่ยรู้สึกไม่พอใจขึ้นมาทันที
หวังหยางชะงักไปครู่หนึ่งแล้วกล่าวต่อ "แต่วิจารณญาณถือว่าไม่เลว"
ความโกรธของเซียวเป่าเยวี่ยมลายหายไป
"ข้อแรก เจ้าสามารถดึงเอาช่วงการเปลี่ยนแปลงของวิถีบัณฑิตออกมาได้ ข้อสอง เจ้าไม่ถูกตีกรอบด้วยทฤษฎีธรรมะอธรรมในหน้าประวัติศาสตร์ นับว่าหาได้ยากยิ่ง..."
เมื่อเซียวเป่าเยวี่ยได้ยินหวังหยางพูดคำว่า "หาได้ยากยิ่ง" ออกมาด้วยความจริงใจ ก็รู้สึกกระหยิ่มใจขึ้นมาอีกเล็กน้อย
"ทว่ากลับพลาดตรงที่มันตื้นเขินเกินไป..."
"ท่าน!"
เซียวเป่าเยวี่ยทนไม่ไหวอีกต่อไป ตบโต๊ะแล้วชี้หน้า นางรู้สึกว่าหวังหยางจงใจแกล้งนางชัดๆ!
หวังหยางไม่แม้แต่จะเลิกคิ้วขึ้น ทำทีเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นพลางใช้ไม้ไผ่เสียบแตงหวานชิ้นหนึ่ง แล้วกล่าวเสียงเรียบ "จะฟังหรือไม่"
เซียวเป่าเยวี่ยจ้องหวังหยางอย่างเคียดแค้น คิดอยู่ครู่หนึ่งก็ยอมวางมือลง แล้วกระแทกเสียงตอบ "ฟังเจ้าค่ะ"
"อารมณ์ไม่ดีแล้ว ไม่เล่าแล้ว"
เซียวเป่าเยวี่ยเหลืออด ตะโกนลั่น "เด็กๆ!"
สาวใช้ฝึกวุฒิพกกระบี่สี่คนพุ่งพรวดออกมาจากห้องโถงด้านข้างอย่างรวดเร็ว เข้ามาตีวงล้อมหวังหยางเอาไว้
ใบหน้าของหวังหยางไร้ซึ่งคลื่นอารมณ์ เขาช้อนตาขึ้น เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา
"แม้นว่าเจ้ากับข้าจะยังไม่ได้กำหนดสถานะศิษย์อาจารย์กัน แต่หลายวันมานี้ข้าก็สั่งสอนเจ้าไปตั้งมากมาย นับได้ว่าเป็นครึ่งอาจารย์ของเจ้าแล้ว
กษัตริย์ผู้ปราดเปรื่องในยุคโบราณ เชิญอาจารย์มาสอนย่อมต้องแสดงความเคารพและรักษาจารีตอย่างถึงที่สุด ผู้นำแผ่นดินในยุคเสื่อมถอย ก็ยังรู้จักใช้ถ้อยคำนอบน้อมและมอบทรัพย์สินมีค่าให้ นั่นก็เพราะศักดิ์ศรีของความเป็นอาจารย์ มิอาจใช้พลังอำนาจหรือตำแหน่งหน้าที่มาบังคับขู่เข็ญได้
โอรสสวรรค์ในยุคบรรพกาลเอ่ยปากขอคำชี้แนะวิชาความรู้ ต้องยืนหันหน้าไปทางทิศเหนือ สลับกันเป็นแขกและเจ้าบ้านกับอาจารย์ เหยียนฉู่เข้าเฝ้าฉีซวนอ๋องแล้วกล่าวว่า 'เชิญท่านอ๋องก้าวมาข้างหน้า' จึงก่อให้เกิดข้อถกเถียงที่ว่าระหว่างกษัตริย์กับบัณฑิต ผู้ใดสูงส่งกว่ากัน
แม้ข้าจะไร้ความสามารถ แต่สิ่งที่ข้าสั่งสอนไปนั้น คือมรรคาของข้า
เจ้าหาอ่านจากในหนังสือไม่ได้ และไปถามคนอื่นเขาก็ไม่มีทางตอบเจ้าได้
ถึงแม้ปัญญาชนในสี่คาบสมุทรจะมีมากมาย ทว่าในใต้หล้านี้ มรรคาของข้านั้น มีเพียงข้าหวังจือเหยียนผู้นี้เพียงคนเดียวที่สามารถถ่ายทอดได้!
วันนี้เจ้ามาไต่ถามมรรคากับข้า หากเจ้ามีความจริงใจ ใช้ถ้อยคำอ่อนน้อมขอคำชี้แนะ ถ้าข้าอารมณ์ดี การไขข้อข้องใจให้เจ้าก็ไม่ใช่เรื่องเหลือบ่ากว่าแรง
แต่หากใช้กำลังมาบีบบังคับ เอาคมดาบมาจ่อคอหอย ต่อให้ต้องควักหัวใจล้วงตับข้าออกมา ข้าก็จะไม่ปริปากพูดแม้แต่ครึ่งคำ!
ไม่ใช่เพื่อสิ่งใด
เพียงเพื่อมรรคายังคงอยู่ และเพื่อความเป็นอาจารย์ยังคงอยู่!
มรรคาของข้าแม้จะเล็กน้อย ทว่าก็มีส่วนที่มิอาจหยามเกียรติได้เช่นกัน!"
บรรดาสาวใช้ต่างพากันสะท้านสะเทือนใจ!
รู้สึกเพียงว่าคุณชายหน้าตาหล่อเหลาหมดจดผู้หนึ่ง ที่เอาแต่นั่งนิ่งไม่ยอมลุก น้ำเสียงก็ไม่ได้ดังอะไรนัก แต่กลับแผ่รังสีอำมหิตไร้รูปทรงออกมา ทำให้ผู้คนเกิดความยำเกรง มิกล้าดูแคลน!
เซียวเป่าเยวี่ยเองก็สะเทือนใจอย่างหนักเช่นกัน!
เมื่อก่อนนางรู้สึกเพียงว่าหวังหยางเป็นคนกะล่อนปลิ้นปล้อน จิตใจลึกล้ำ แม้ตอนหลังจะได้เห็นว่าเขามีความรู้กว้างขวาง มีวิสัยทัศน์ที่เหนือชั้น แต่นางก็แค่หยิบยืมความรู้ของเขามาใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตน ประกอบกับการช่วงชิงจังหวะกันไปมา ต่างฝ่ายต่างใช้เล่ห์เหลี่ยม ความคิดที่จะต่อกร หักเหลี่ยม และหลอกใช้กันนั้นมีไม่น้อยเลย
นางคิดว่าหวังหยางจงใจขัดเกลาและปั่นหัวนาง เพื่อหวังจะควบคุมความสัมพันธ์ให้ตนเป็นฝ่ายได้เปรียบ และใช้อิทธิพลครอบงำพฤติกรรมของนาง ส่วนนางก็พยายามโอนอ่อนผ่อนตามหวังหยางให้มากที่สุด ก็เพียงเพื่อต้องการให้เขาปิดบังวิชาความรู้ให้น้อยลง และยอมคายของจริงออกมาให้มากขึ้นเท่านั้น
แต่ตอนนี้หวังหยางกลับแสดงท่าทีไม่เกรงกลัวต่อความตายออกมาอย่างกะทันหัน ใช้ร่างกายของตนปกป้องมรรคา แม้ตัวเองจะตกอยู่ในเงื้อมมือศัตรูเพียงลำพังแต่กลับมีสีหน้าเรียบเฉย ห้าวหาญไม่เกรงกลัว คำพูดก็หนักแน่นเปี่ยมด้วยคุณธรรม เสียงไม่ดัง แต่กลับหนักแน่นทุกถ้อยคำ ราวกับมีกลิ่นอายของผู้มีอุดมการณ์และผู้ทรงศีลในยุคโบราณแฝงอยู่นิดๆ!
ที่หาได้ยากยิ่งไปกว่านั้นคือคนผู้นี้มีพรสวรรค์เหลือล้น ในใจเก็บซ่อนสรรพสิ่งเอาไว้มากมาย ชวนให้ผู้คนอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเลื่อมใสศรัทธา
นางโบกมือให้สาวใช้ฝึกวุฒิถอยออกไป ลุกขึ้นยืน จัดแจงเสื้อผ้าและปรับสีหน้าให้เคร่งขรึม โค้งคำนับให้หวังหยางคราหนึ่ง "เมื่อครู่ล่วงเกินไป เป็นความผิดของข้าน้อยเอง หวังว่าคุณชายจะโปรดอภัยเจ้าค่ะ"
หวังหยางลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
ฉากที่เซียวเป่าเยวี่ยใช้กำลังเมื่อครู่นี้ เป็นสิ่งที่เขาคาดการณ์เอาไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ตอนที่เริ่ม "สั่งสอน" เซียวเป่าเยวี่ยแล้ว
แม้เขาจะเห็นด้วยกับคำกล่าวที่ว่า 'สิ่งที่เกลียดชังมีมากกว่าความตาย' แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นนั้น ในยามที่ยังไม่ต้องตาย ก็ขอไม่ตายไว้ก่อนจะดีกว่า ยิ่งไปกว่านั้นเขายังชอบใช้สติปัญญาในการแก้ปัญหา มากกว่าที่จะดื้อด้านเอาความตายเข้าแลก
การที่เมื่อครู่เขากล้าแข็งข้อ เป็นเพราะเขาตัดสินใจอย่างมีเหตุผล ภายใต้สถานการณ์ที่เขาจับทางนิสัยและขีดจำกัดของเซียวเป่าเยวี่ย ตลอดจนคุณค่าของตัวเขาเองได้แล้ว ไม่ใช่ว่าเขาไม่กลัวตายจริงๆ หรอกนะ ทว่าถึงแม้เขาจะคำนวณเอาไว้แล้วว่าเซียวเป่าเยวี่ยไม่มีทางฆ่าเขา และอนุมานจากความฉลาดรวมถึงรูปแบบการลงมือของเซียวเป่าเยวี่ยแล้ว ในสถานการณ์ตอนนี้ นางคงไม่ถึงขั้นลงไม้ลงมือกับเขาจริงๆ
แต่ถ้าเกิดนางโกรธจนสติแตก ไม่มีเหตุผลอะไรมาคุยกันแล้วล่ะก็ แบบนั้นก็บอกยากเหมือนกัน หากสถานการณ์ลุกลามไปถึงขั้นนั้น หวังหยางก็คงทำได้แค่ควักเอาไม้ตายที่ซ่อนไว้ออกมาใช้ แต่ไม้ตายที่ว่านี้ หากไม่จำเป็นจริงๆ หวังหยางก็ยังไม่อยากจะใช้มันง่ายๆ
โชคดีที่แค่ตกใจแต่ไม่เกิดอันตราย
หวังหยางรู้ดีว่า ผ่านด่านนี้ไปได้ เขาถึงจะเรียกได้ว่ามีจุดยืนที่มั่นคงต่อหน้าเซียวเป่าเยวี่ยอย่างแท้จริง และไม่ต้องเป็นแค่คนมีพรสวรรค์แต่ไร้พฤติกรรม เป็นคนปลิ้นปล้อนเจ้าเล่ห์อีกต่อไป
'เฮ้อ ไม่มีทางเลือกนี่นา การปรากฏตัวแบบปลอมแปลงฐานะ รวมถึงกลไกการต่อต้านสารพัดรูปแบบของข้าหลังจากนั้น ในสายตาของเซียวเป่าเยวี่ย มันดูไม่จืดเอาซะเลย ดังนั้นเพื่อรักษาชีวิต ข้าจึงทำได้แค่ใช้วิธีการแบบนี้ ค่อยๆ วางแผนเดินหมากทีละก้าว ทำสงครามจิตวิทยากับเซียวเป่าเยวี่ย ไอ้อะไรที่เรียกว่าสงครามจิตวิทยาเนี่ย ต่อให้อีกฝ่ายจะรู้ตัวบ้างแล้ว ก็ใช่ว่าจะต้านทานได้ง่ายๆ มันเป็นการชี้นำทางจิตวิทยา การดึงดันทางอารมณ์ และการชักนำทางจิตใจ จะบอกว่าข้าเป็นคนจิตใจลึกล้ำข้าก็ยอมรับนะ ถ้าไม่ลึกล้ำจะไปเล่นกับเด็กบ้าอย่างเธอได้ยังไงล่ะ ลองเปลี่ยนเป็นคนอื่นสิ ต่อให้มาถึงขั้นที่ต้องสอนหนังสือแบบนี้ พอเห็นท่าทางยอมกลืนความโกรธแล้วเอ่ยปากขอคำชี้แนะของเธอ ก็คงลดความระแวดระวังตัวไปแล้ว'
แต่หวังหยางมีสติอยู่ตลอดเวลา
เขาไม่ได้กำลังเดินเล่นสบายๆ อยู่ในสวนสัตว์ แต่เขากำลังนั่งอยู่ข้างๆ เสือ และสอนหนังสือให้เสือฟัง ถึงแม้เสือตัวนี้จะหน้าตาโครตสวยเลยก็เถอะ แต่มันก็ยังเป็นเสือที่กินคนได้อยู่ดี
ถ้าจิตใจไม่ลึกล้ำสักหน่อย คงโดนเขมือบไปนานแล้ว
'แต่เรื่องกะล่อนปลิ้นปล้อนอะไรนั่นลืมมันไปเถอะ...แบบนี้เขาเรียกว่าฉลาดหลักแหลมต่างหากเล่า!'
ถึงตอนนี้เขาจะมีที่ยืนที่มั่นคงต่อหน้าเซียวเป่าเยวี่ยแล้ว แต่ระยะทางกว่าจะถึงความปลอดภัยแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ก็ยังห่างไกลอยู่อีกโข
หนทางแห่งการควบคุมช่างยาวไกลและหนักหนาสาหัสยิ่งนัก!
หวังหยางกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย "การคารวะของเจ้าข้าขอรับไว้ เรื่องนี้ถือว่าเลิกรากันไปก็แล้วกัน"
เซียวเป่าเยวี่ยคารวะอีกครั้ง "ขอคุณชายโปรดชี้แนะต่อด้วยเจ้าค่ะ"
หวังหยางหยิบจอกสุราขึ้นมาจิบคำหนึ่ง แล้วค่อยๆ วางลง มองดูเซียวเป่าเยวี่ย ก่อนจะพ่นคำออกมาหนึ่งคำ "ได้"







