155. บทที่ 155 ผู้ควักสมอง
แต่จะอธิบายเรื่องพวกนี้ให้ซานไต้ลาฟังได้อย่างไร?
เธอไม่ใช่สาวกของเทพเจ้าองค์ใด และก็ไม่เข้าใจด้วยว่านี่หมายความว่าอย่างไร
ท้ายที่สุดเกอเวยก็เพียงแค่พูดสั้นๆ ว่า "โชคดีนะที่คุณไม่ได้แตกหักกับอีกฝ่ายจริงๆ ฉันขอแนะนำให้คุณเปลี่ยนทิศทางในการสืบสวนพวกสาวกลัทธิเถื่อนเสียใหม่ อย่างเช่นบริษัทเหล็กดำ"
"อีกฝ่ายนี่หมายถึงใคร?"
ซานไต้ลายังคงจับต้นชนปลายไม่ถูก
เกอเวยไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติม แต่กลับเริ่มเก็บรวบรวมวัตถุสีดำที่คล้ายกับแถบผ้าเหล่านั้น
"คุณจะเอาของพวกนี้ไปด้วยเหรอ?"
"วัตถุชั่วร้ายไม่ได้เป็นของโลกนี้ ดังนั้นพวกมันจึงไม่มีวันตายอย่างแท้จริงเมื่ออยู่ที่นี่ ตราบใดที่ยังคงอยู่ ก็มีโอกาสที่จะก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้อื่นได้ ฉันจะนำพวกมันกลับไปที่ศาสนจักรเพื่อจัดการต่อไป"
ซานไต้ลาขมวดคิ้ว "งั้นมันก็ถูกพวกสาวกลัทธิเถื่อนอัญเชิญออกมางั้นเหรอ?"
"ไม่แน่ใจนักหรอก เพราะไม่เคยมีใครจัดหมวดหมู่ให้พวกมัน" เกอเวยแบกแถบผ้าสีดำขึ้นบ่า "วิธีที่พวกมันมาเยือนโลกนี้ก็มีหลากหลายรูปแบบ การอัญเชิญเป็นเพียงหนึ่งในนั้น บางทีคุณอาจจะยังไม่เคยสัมผัสกับวัตถุชั่วร้ายของจริงมาก่อน แต่ฉันอยากให้คุณเข้าใจไว้ว่า ของแบบนี้สามารถฆ่าล้างกองกำลังพิทักษ์เมืองของคุณได้อย่างง่ายดาย หากมันไปปรากฏตัวบนถนนสายกลางของป้อมรุ่งโรจน์ นั่นจะเป็นหายนะของชาวเมืองทุกคน ในเมื่อตอนนี้มีคนรับหน้าที่นั้นแทนคุณแล้ว ฉันจึงเรียกพวกเขาว่าเป็นผู้กอบกู้เมืองนี้"
เมื่อพูดจบ เธอก็เดินตรงดิ่งไปทางตัวเมืองทันที
บ้าเอ๊ย ยัยนี่ต้องรู้อะไรบางอย่างแน่ๆ ซานไต้ลากวักมือเรียกอู่ตี๋เข้ามาใกล้ "ค้นค่ายทั้งหมดให้ทั่ว ถ้าเจอคนเป็น ให้จับแยกกันแล้วสอบสวน เรื่องนี้อาจจะเกี่ยวข้องกับพวกลัทธิเถื่อน"
"พวกลัทธิเถื่อนอีกแล้วเหรอครับ?" รองผู้บังคับบัญชาตอบรับด้วยน้ำเสียงจริงจัง "รับทราบครับ"
จนกระทั่งท้องฟ้าเริ่มสาง ซานไต้ลาจึงได้เข้าใจเรื่องราวทั้งหมดอย่างคร่าวๆ อย่างที่เกอเวยพูดไว้ ค่ายทหารของบริษัทเหล็กดำถูกโจมตีโดยไม่ทราบสาเหตุ และกลายเป็นอัมพาตอย่างรวดเร็ว ทหารรับจ้างจำนวนมากพังรั้วลวดหนามด้านหลังแล้ววิ่งหนีออกจากค่ายไปโดยไม่หันกลับมามอง เมื่อกองกำลังพิทักษ์เมืองเข้าไปสืบสวน ในค่ายเหลือคนอยู่ไม่ถึงห้าสิบคน และกว่าครึ่งก็เป็นผู้บาดเจ็บ
ตามคำให้การของผู้รอดชีวิต การโจมตีเกิดขึ้นในช่วงรุ่งสาง ดูเหมือนอีกฝ่ายจะกะเวลาที่อ้ายปู้เหวยฉีเดินทางกลับมาได้พอดี และไม่รู้ว่าใช้วิธีไหนระเบิดรถม้าที่เจ้านายนั่งอยู่ พวกเขาพยายามจะตอบโต้กลับ แต่กลับถูกกระสุนปืนที่สาดกระหน่ำกดดันจนก้าวขาไม่ออก ฟังดูราวกับว่าศัตรูมีกองทัพนับหมื่นนับแสน ทว่าทหารของกองกำลังพิทักษ์เมืองกลับไม่พบร่องรอยการเคลื่อนไหวของคนจำนวนมากบริเวณรอบค่ายเลย
จุดดักซุ่มโจมตีเพียงแห่งเดียวที่พวกเขาพบว่าน่าสงสัย คือหลุมเล็กๆ ริมถนน บริเวณรอบหลุมมีร่องรอยการขุดตกแต่งด้วยฝีมือมนุษย์ พร้อมกับรอยเท้ามากมายที่เหยียบย่ำทับซ้อนกัน
ทว่าขนาดของหลุมนั้นจุคนได้อย่างมากสุดแค่สิบคน ซึ่งไม่อาจรองรับปฏิบัติการโจมตีที่รุนแรงเช่นนี้ได้อย่างแน่นอน
เรื่องนี้ทำให้ซานไต้ลานึกถึงคดีโจมตีหมู่บ้านวั่งสุ่ยและคดีปล้นรถไฟเกาเทียนขึ้นมาทันที ในทั้งสองเหตุการณ์ต่างก็มีผู้รอดชีวิตกล่าวถึงอำนาจการยิงที่หนาแน่นเกินกว่าจำนวนคน และหลังจากนั้นก็ไม่พบหลักฐานที่สอดคล้องกับคำให้การเลย
จากนั้นสัตว์ประหลาดก็ปรากฏตัวขึ้น
ไม่มีใครมองเห็นชัดเจนว่าสิ่งนี้โผล่มาจากไหน มันยืนตระหง่านอยู่หน้าประตูค่ายราวกับโผล่มาจากความว่างเปล่า ทหารรับจ้างที่ผลีผลามเข้าไปใกล้ถูกสับเป็นชิ้นๆ ในชั่วพริบตา ทุกคนต่างตกใจกลัวจนเสียสติ และพากันวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนเข้าไปในค่าย ส่วนทหารรับจ้างที่บาดเจ็บจนวิ่งไม่ไหวก็ไปหลบซ่อนตัวตัวสั่นงันงกอยู่ในค่ายทหาร จนกระทั่งกองกำลังพิทักษ์เมืองไปช่วยเหลือพวกเขาออกมา
คำให้การเหล่านี้ได้รับการพิสูจน์จากศพแล้ว ตามรายงานของลูกน้อง มีทหารรับจ้างนับสิบคนถูกฟันร่างขาดเป็นท่อนๆ จริงๆ และรอยแผลที่ถูกตัดก็เรียบเนียนผิดปกติ
หากบวกกับคำพูดของเกอเวย เรื่องราวก็ปะติดปะต่อกันจนค่อนข้างสมบูรณ์ กลุ่มคนที่โจมตีค่ายได้หันกระบอกปืนไปทางสัตว์ประหลาดหลังจากที่มันปรากฏตัวขึ้น ความจริงพิสูจน์แล้วว่าความสามารถของพวกเขานั้นไม่ธรรมดาเลยจริงๆ ศัตรูที่ดุร้ายขนาดนี้ยังหนีไม่พ้นชะตากรรมที่ต้องถูกกำจัด
"พวกเราไม่พบศพของอ้ายปู้เหวยฉี แต่ผู้รอดชีวิตเองก็ไม่ได้เห็นเจ้านายของพวกเขาเหมือนกัน" อู่ตี๋กล่าว "จนถึงตอนนี้เขายังไม่ปรากฏตัว ความเป็นไปได้ที่จะเสียชีวิตจากการโจมตีมีสูงมาก"
ซานไต้ลานวดขมับ "ทีมที่ไปสืบสวนตึกเหล็กดำที่ป้อมรุ่งโรจน์ก็มีข่าวใหม่แจ้งมาเหมือนกัน บอกว่าเกิดเหตุระเบิดที่ตึกในช่วงกลางคืน ชั้นสามพังพินาศไปเกือบหมด แถมตอนที่คนของเราไปถึง ยามยังพยายามขัดขวางสุดฤทธิ์เพื่อปิดบังสถานการณ์นี้ สุดท้ายพอหมดหนทางถึงยอมปล่อยคนเข้าไป พวกเขาบอกว่าก่อนเกิดระเบิดยังเห็นอ้ายปู้เหวยฉีอยู่เลย"
"ดังนั้นไม่ว่าเขาจะอยู่บนรถม้าหรือในตึก ผลลัพธ์ก็ไม่ได้ต่างกันเลยงั้นเหรอ?" อู่ตี๋อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา "พระเจ้าช่วย... นี่มันแผนการลอบสังหารที่พุ่งเป้าไปที่เจ้านายของเหล็กดำโดยเฉพาะชัดๆ ไม่น่าเชื่อเลยว่าบริษัทรักษาความปลอดภัยที่ใหญ่โตขนาดนี้ จะต้องมาพังทลายลงเพียงชั่วข้ามคืน..."
เวลานี้เหล็กดำยังมีธุรกิจอีกมากมายที่ยังดำเนินการอยู่ เช่น ทีมคุ้มกันที่เดินทางไปมาระหว่างป้อมรุ่งโรจน์กับตู้เหลยหวน หรือยามรักษาความปลอดภัยที่คอยดูแลทรัพย์สินของพวกขุนนาง ถึงแม้จะหักทหารรับจ้างในค่ายออกไป พวกเขาก็ยังมีกำลังคนเหลืออยู่อีกตั้งครึ่งหนึ่ง... แต่ซานไต้ลารู้ว่ารองผู้บังคับบัญชาพูดถูก ในฐานะบริษัทรักษาความปลอดภัย เหล็กดำได้จบสิ้นลงแล้ว พอฟ้าสาง นักข่าวจำนวนมากก็จะมาล้อมที่นี่ และคนทั้งเมืองก็จะได้รู้ว่าพวกเขาปกป้องอะไรไม่ได้เลย
ในตอนนั้นเอง ลูกน้องอีกคนหนึ่งก็นำการค้นพบใหม่มารายงาน
"ท่านครับ พวกเราพบบ่อน้ำลึกแห่งหนึ่งทางทิศเหนือของค่ายห่างออกไปประมาณหนึ่งร้อยเมตร ก้นบ่อดูเหมือนจะเป็นคุกคุมขังลับ ที่นั่นมีคนประหลาดถูกขังอยู่สองสามคนครับ"
"ประหลาดเหรอ? ประหลาดแค่ไหน?"
ชายคนนั้นลังเลเล็กน้อย แววตาฉายแววรังเกียจออกมา "สมองของพวกเขาถูกควักออกไปแล้วครับ ด้านหลังศีรษะมีรอยแผลเป็นขนาดใหญ่ แต่พวกเขายังไม่ตาย... ยังคงมีลมหายใจ สามารถเดินได้ เพียงแต่เหมือนคนสูญเสียความรู้สึกนึกคิดไปแล้ว... แทบจะไม่มีการตอบสนองต่อสิ่งเร้าภายนอกเลยครับ"
ซานไต้ลากับรองผู้บังคับบัญชาสบตากัน ทั้งคู่ต่างมองเห็นความประหลาดใจในแววตาของอีกฝ่าย
สมองของคนเราไม่มีแล้ว จะยังมีชีวิตอยู่ได้อีกงั้นเหรอ?
"พวกคุณเจอบ่อน้ำลึกนี้ได้ยังไง?"
"ตอนที่หัวหน้าสื่อตงเข้าไปสืบสวนที่พักของอ้ายปู้เหวยฉี เขาพบทางลับใต้ดินที่ทอดยาวออกไปนอกค่าย และบ่อน้ำลึกแห่งนี้ก็คือทางออกของทางลับครับ" ลูกน้องหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง "นอกจากนี้หัวหน้าสื่อตงยังจับกุมคนที่น่าจะเป็นผู้คุมคุกได้คนหนึ่งด้วย เขาบอกว่าทุกอย่างที่อยู่ก้นบ่อนั้นเป็นฝีมือการจัดฉากของเจ้านายครับ"
เกี่ยวกับอ้ายปู้เหวยฉีงั้นเหรอ? ใจของซานไต้ลากระตุกวูบ "บอกให้สื่อตงพาคนมาพบฉัน"
"ครับ!"
ไม่นาน ผู้คุมคนนี้ก็ถูกนำตัวมาอยู่ต่อหน้าผู้บัญชาการ ชายคนนี้มีสภาพจิตใจที่หดหู่ ปากก็พร่ำบ่นคำพูดที่ฟังไม่รู้เรื่องออกมาไม่หยุด รูม่านตาที่เบิกกว้างเต็มไปด้วยความหวาดกลัว สื่อตงต้องถามชื่อเขาอยู่หลายรอบ กว่าเขาจะยอมตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา "หม่าซีฟู"
"ฟังให้ดี การกักขังหน่วงเหนี่ยวและทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นการละเมิดกฎหมายของป้อมรุ่งโรจน์ กรณีแบบคุณสามารถถูกตัดสินโทษแขวนคอได้เลยนะ" ซานไต้ลาใช้น้ำเสียงนุ่มนวลเกลี้ยกล่อม "แต่ฉันรู้ว่าคุณถูกเจ้านายบีบบังคับ ถึงต้องทำเรื่องแบบนี้ ดังนั้นขอแค่คุณเล่าทุกอย่างที่คุณรู้มา ฉันจะละเว้นชีวิตคุณไว้ บอกฉันมา คุกแห่งนี้เอาไว้ใช้ทำอะไร?"
หม่าซีฟูรวบรวมความกล้าเหลือบมองซานไต้ลาแวบหนึ่ง "ผะ... ผมจำคุณได้ คุณคือเจ้าหน้าที่ฝ่ายป้องกันของท่านลอร์ด ขอถามหน่อยครับ... แล้วสัตว์ประหลาดตัวนั้นล่ะ..."
"ถูกกำจัดไปแล้ว"
"กองกำลังพิทักษ์เมืองเป็นคนทำเหรอครับ?"
ซานไต้ลาตอบกลับด้วยความอดทน "แน่นอน แล้วคำถามของฉันล่ะ?"
เมื่อได้ยินคำยืนยันนี้ เขาก็ดูเหมือนจะโล่งใจขึ้นมาเปลาะหนึ่ง ความหวาดกลัวบนใบหน้าก็จางหายไปไม่น้อย "...เมล็ดพันธุ์ครับ ผมเคยได้ยินคนพวกนั้นพูดถึง ว่าพวกเขากำลังเพาะเลี้ยงเมล็ดพันธุ์"







