พวกเขาต่างก็บอกว่าฉันซื่อบื้อ แต่จริงๆ แล้วฉันไม่ได้ซื่อบื้อเลยสักนิด ส่วนใหญ่แล้วฉันฉลาดเป็นกรดต่างหาก
ตัวอย่างเช่น:
อันที่จริงทันทีที่ลั่วหนิงก้าวเข้ามาในห้องพักโรงแรมของกู้สิง เธอก็รู้ได้ทันทีว่าเฉินหลิงซูต้องอยู่ในห้องนี้ด้วยแน่นอน
แต่ว่า…
ถึงแม้จะเดาคำตอบได้แล้ว ลั่วหนิงก็แค่หลุบตาลงต่ำ ไม่ได้พูดอะไรออกมา
เพียงแค่มองดูการแสดงของกู้สิงอย่างเงียบๆ:
เพราะอย่างไรเสีย ความลับก็ไม่มีในโลก
ไม่ว่าจะเป็นแววตารู้สึกผิดที่ฉายวูบผ่านในดวงตาของกู้สิง หรือจะเป็นความแข็งทื่อที่แทบไม่ทันสังเกตในท่าทีตอนที่เขาดึงเธอเข้าประตูมา ในสายตาของลั่วหนิงล้วนมีรายละเอียดนับไม่ถ้วนที่สามารถขยายความได้
เจ้าโง่คนนี้กำลังกลัวอะไรอยู่ ฉันไม่ได้จะมาบอกเลิกกับเธอสักหน่อย
ไม่เพียงแต่จะไม่เปิดโปงทำลายเยื่อใยบางๆ นี้ แต่ยังต้องพูดประโยคหนึ่งออกไปเรียบๆ เหมือนเช่นเคย:
“คิดถึงเธอก็เลยมาหา”
จากนั้นก็เขย่งปลายเท้าจูบเขาเหมือนเช่นเคย
สำหรับเฉินหลิงซู แน่นอนว่าในใจของลั่วหนิงย่อมมีความไม่พอใจอยู่มากมาย
ถึงแม้ว่าเธอจะเคยพูดกับกู้สิงว่า “ดูแลเฉินหลิงซูให้ดีๆ”
ถึงแม้ว่าในใจเธอจะคาดเดาได้นานแล้วว่าคนสองคนนี้ไม่ช้าก็เร็วต้องมีวันนี้
ถึงแม้ว่าเธอจะยอมรับบทสรุปที่ไร้สาระนี้ได้แล้วด้วยซ้ำ ก็ใครใช้ให้ทั้งสองฝ่ายต่างก็เป็นคนที่เธอไม่อยากตัดใจทิ้งไปเล่า?
และการจับปลาสองมือก็ย่อมต้องมีราคาที่ต้องจ่าย
เพียงแต่เมื่อวินาทีนี้มาถึงจริงๆ ในใจของลั่วหนิงก็ยังรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมา ดังนั้นการแก้แค้นเพื่อนสนิทของตัวเองเล็กๆ น้อยๆ คงไม่มากเกินไปใช่ไหม?
เพียงแต่ดูเหมือนกู้สิงจะลนลานมาก
ลั่วหนิงเบ้ปาก ทันใดนั้นก็เกิดความคิดร้ายๆ กับกู้สิงขึ้นมา ดังนั้นจึงเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงเย็นชาที่แฝงไปด้วยการคาดคั้นว่า:
“คุณนอกใจฉันเหรอ?”
เธอจ้องมองดวงตาของกู้สิง ตั้งใจทำน้ำเสียงให้เย็นชาขึ้นสามส่วน ผลคือเขาตัวแข็งทื่อ บนหน้าผากถึงกับมีเหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดขึ้นมา
เขากำลังประหม่าอยู่สินะ
ลั่วหนิงเกือบจะหลุดหัวเราะออกมา
อาจเป็นเพราะรู้จักกันมานานขนาดนี้ ไม่ว่าจะเป็นช่วงที่เป็นเพื่อนกัน ช่วงที่คลุมเครือ หรือช่วงที่คบกัน ภาพลักษณ์ของกู้สิงในสายตาของลั่วหนิงก็เป็นความรู้สึกแบบ “ผู้ที่ทำได้ทุกสิ่ง” มาโดยตลอด
ดูเหมือนว่าไม่ว่าจะเรื่องอะไร กู้สิงก็วางแผนได้อย่างรอบคอบไม่มีที่ติเสมอ
ไม่ว่าจะเจอกับความยากลำบากแบบไหน กู้สิงก็สามารถโบกมือแก้ไขได้อย่างง่ายดาย
จนกระทั่งเมื่อลั่วหนิงได้เห็นกู้สิงในตอนนี้ที่เผยความประหม่า หรือแม้กระทั่งท่าทีลนลานออกมา ในใจของเธอกลับเกิดความรู้สึกหวั่นไหวขึ้นมาอย่างน่าประหลาด:
ไม่คิดเลยว่าเธอจะมีด้านแบบนี้ด้วย
สงสัยฉันคงจะหมดหวังแล้วจริงๆ กู้สิงเห็นได้ชัดว่ากำลังประหม่าและลนลานเพราะนอกใจ
แต่จุดสนใจของฉันกลับไม่ใช่เรื่องที่กู้สิงนอกใจ แต่เป็นท่าทีของเขาที่น่ารักอย่างนั้นเหรอ?
สนุกดีเหมือนกัน
อยากจะหัวเราะนิดหน่อย
เจ้าโง่เอ๊ย ถ้าฉันคิดจะอาละวาดกับเขาจริงๆ จะยังทำท่าทางสบายๆ แบบนี้อยู่ได้ยังไง?
แต่ลั่วหนิงก็ไม่ได้แกล้งขู่กู้สิงต่อ กลัวว่าหลังจากนี้พอเขาค้นพบความจริงแล้วจะโกรธจนอาย แล้วมาคิดบัญชีกับเธอทีหลังจะทำอย่างไร?
เมื่อคิดได้ดังนี้
ลั่วหนิงก็พลันโค้งหางตาขึ้น บนใบหน้าที่เย็นชาปรากฏร่องรอยความน่ารักขี้เล่นที่หาได้ยาก:
“ล้อเล่นน่า”
กู้สิงคือผู้ชายที่ลั่วหนิงรักที่สุดในชีวิต ไม่ว่าเขาจะทำอะไร ความรักนี้ก็จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง และไม่มีวันลดน้อยลง
มีแต่จะมากขึ้น
ส่วนเฉินหลิงซูคือเพื่อนสนิทของลั่วหนิง เป็นเพื่อนรักที่เคยคุยกันได้ทุกเรื่อง ในอนาคตก็คงจะยังเป็นต่อไป—
เพียงแต่วิธีการอยู่ร่วมกัน อาจจะเปลี่ยนไปในทางที่แปลกประหลาดขึ้นหน่อย?
แสงไฟนอกหน้าต่างของเมืองสว่างไสว แสงไฟนีออนลอดผ่านช่องว่างของม่านเข้ามา ลั่วหนิงพลันนึกถึงเมื่อหลายปีก่อน ที่ดูเหมือนเฉินหลิงซูจะเคยคุยกับเธอเรื่องการหาแฟนในอนาคต
ตอนนั้นพวกเธอจะนอนคุยกันบนเตียงเดียวกัน
เฉินหลิงซูบอกว่า “ถ้าฉันหาแฟน คนคนนั้นต้องมีแค่ฉันคนเดียวทั้งในสายตาและในหัวใจ ฉันพูดอะไรเขาก็ต้องทำตาม ฉันชี้ไปทางตะวันออกเขาต้องไม่กล้าไปตะวันตก ฉันไปทางใต้เขาต้องไม่กล้าไปทางเหนือ…”
ยังไงก็แค่คุยโม้โอ้อวดนั่นแหละ
แต่ตอนนั้นลั่วหนิงเชื่อจริงๆ นะ
หลักๆ แล้วความรู้สึกที่เฉินหลิงซูมีต่อลั่วหนิง คือเป็นคนประเภทที่ไม่เคยเสียเปรียบ ทุกคนรอบข้างต่างก็รักและประคบประหงมเธอ
คนแบบนี้ สามีในอนาคตของเธอ ก็ต้องเชื่อฟังเธอทุกอย่างเลยใช่ไหมล่ะ?
เพราะไม่ว่าจะเป็นผู้ชายแบบไหน ถ้าได้แต่งงานกับภรรยาอย่างเฉินหลิงซู ก็คงจะรู้สึกว่าตัวเองโชคดีสามชาติ แล้วก็ทะนุถนอมเธออย่างที่สุดใช่ไหม?
ในขณะเดียวกัน ผู้ชายคนนั้นก็จะต้องยอดเยี่ยมมาก แต่ก็คงยากที่จะยอดเยี่ยมไปกว่าเฉินหลิงซูได้
พอนึกถึงตอนนี้ ลั่วหนิงก็รู้สึกว่ามันน่าขำจริงๆ
กระทั่งรู้สึกเสียดสีอยู่บ้าง—
กู้สิงไม่ใช่ผู้ชายคนนั้นที่จะมีแค่เธอ เฉินหลิงซู อยู่เต็มหัวใจและสายตา และยิ่งไม่ใช่คนที่เธอพูดอะไรเขาก็จะทำอย่างนั้น
ว่าก็ว่าเถอะ
ถ้ากู้สิงเป็นคนแบบนั้น ตอนนี้เฉินหลิงซูก็คงไม่ต้องหลบอยู่ในตู้อย่างน่าสงสารไม่กล้าออกมาแล้ว
ในความเป็นจริงแล้ว
แทนที่จะบอกว่ากู้สิงไม่ใช่แฟนในแบบที่เฉินหลิงซูจินตนาการไว้ สู้บอกว่า:
กู้สิงเป็นแฟนในสไตล์ที่ตรงกันข้ามกับที่เฉินหลิงซูเคยจินตนาการไว้อย่างสิ้นเชิง เขามีนิสัยเผด็จการและเจ้าชู้ เป็นการยากที่จะอยู่กับคนคนเดียวไปตลอดชีวิต
ในตอนแรก
ตอนที่กู้สิงยังคบอยู่กับเฉินหลิงซู
ลั่วหนิงเคยเพราะความหุนหันพลันแล่น จนเกิดความสัมพันธ์ที่คลุมเครือบางอย่างกับกู้สิง
ตอนนั้นกู้สิงไม่ได้ต่อต้านมากนัก ในวินาทีนั้นอันที่จริงลั่วหนิงก็เข้าใจแล้วว่า ต่อให้เธอได้คบกับผู้ชายคนนี้จริงๆ ผลลัพธ์ส่วนใหญ่ก็คงไม่ใช่การครองรักกันสองคนไปชั่วชีวิต
ใช่แล้ว
ลั่วหนิงเป็นผู้หญิงที่มีสติ
ในช่วงที่กู้สิงคบกับเฉินหลิงซู เขายังหวั่นไหวเพราะเธอได้
เช่นนั้นแล้วในช่วงที่กู้สิงคบกับเธอ เขาก็ย่อมจะหวั่นไหวเพราะคนอื่นได้เช่นกัน
และจุดที่ลั่วหนิงมีสติยิ่งกว่าก็คือ ตั้งแต่วินาทีที่ได้คบกับกู้สิง เธอก็ไม่เคยคิดที่จะผูกมัดผู้ชายคนนี้ไว้คนเดียวไปตลอดชีวิต
ไม่ใช่ว่าไม่คิด
แต่เป็นเพราะทำไม่ได้
ถ้าหากทำได้ เช่นนั้นราคาที่ต้องจ่าย ก็ต้องเป็นใครคนใดคนหนึ่งในสองคนที่อึดอัดใจ หรือกระทั่งเจ็บปวดอยู่บ้าง ซึ่งสำหรับเรื่องนี้ลั่วหนิงยอมเป็นคนที่แบกรับมันไว้มากกว่าเอง
ยิ่งไปกว่านั้น…
ลั่วหนิงเหลือบมองตู้เสื้อผ้าอีกครั้ง
เรื่องราวที่ดำเนินมาถึงจุดนี้ในวันนี้ จะไม่ใช่ว่าเธอเป็นคนผลักดันมันขึ้นมาเองได้อย่างไรกัน?
การให้กู้สิง “ดูแลเฉินหลิงซู” นั้น โดยตัวมันเองก็คือการปล่อยปละละเลยอย่างหนึ่ง ซึ่งการปล่อยปละละเลยแบบนี้จะส่งผลเช่นไร ลั่วหนิงคาดการณ์ไว้ในใจแล้ว
แต่จะทำอย่างไรได้?
ในเมื่อเป็นเรื่องที่เตรียมใจไว้แล้วตั้งแต่ตอนที่เริ่มคบกับกู้สิง เช่นนั้นในเมื่อมันเกิดขึ้นจริงๆ แล้ว ก็พยายามทำให้ตัวเองยอมรับผลลัพธ์นี้อย่างสงบเถอะ เพราะอย่างไรเสียเธอก็ไม่สามารถจากกู้สิงไปได้ ในเมื่อจากกู้สิงไปไม่ได้ เช่นนั้นไม่ว่ากู้สิงจะทำอะไรเธอก็ทำได้แค่ยอมรับ
ยิ่งไปกว่านั้น
เฉินหลิงซูอย่างไรก็เป็นเพื่อนสนิทของเธอ
ถ้าหากคนคนนั้นเป็นคนอื่น ลั่วหนิงอาจจะยอมรับได้ยากอยู่บ้าง แต่ถ้าคนคนนั้นคือเฉินหลิงซู เพื่อนสนิทที่สุดของเธอ แม้ลั่วหนิงจะยอมรับไม่ได้เช่นกัน แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้องยอมรับ ความสัมพันธ์ฉันเพื่อนสนิทนี้กลับทำให้แรงกดดันของเธอไม่มากเท่าที่ควร เพราะไหนๆ ก็ตกลงกันแล้วว่าจะเป็นพี่น้องกันไปตลอดชีวิต จะใช้วิธีไหนในการเป็นพี่น้องกันไปตลอดชีวิต ดูเหมือนว่าผลลัพธ์ก็คงเหมือนกัน
ลั่วหนิงคิดเช่นนี้