“ค่อยๆ กิน ยังมีกับข้าวอีกนะ”
มองดูตู้เสี่ยวตี๋กับเกาหลีเชียนที่นั่งสวาปามบะหมี่สไตล์ญี่ปุ่นอยู่ตรงหน้า เฝิงเซี่ยวเฉินเองก็แทบจะน้ำตาไหล ชาวตงเป่ยสองคนมาถึงญี่ปุ่น แต่ละวันได้กินแต่ข้าวปั้น ไม่มีอาหารประเภทเส้นตกถึงท้องเลยสักนิด นี่มันคือการทรมานร่างกายชัดๆ
อุตสาหกรรมร้านอาหารของญี่ปุ่นพัฒนาไปมาก ตู้เสี่ยวตี๋กับพวกถ้าอยากออกไปซื้อบะหมี่กิน ย่อมทำได้อยู่แล้ว แต่บะหมี่ชามละ 700 เยน พวกเขาจะกินไหวได้อย่างไร
อดอยากมาตั้งหลายเดือน ในที่สุดก็มีโอกาสได้พูดคำว่าอยากกินบะหมี่ ความน้อยเนื้อต่ำใจของตู้เสี่ยวตี๋ช่างน่าเวทนาจนสะเทือนฟ้าสะเทือนดินจริงๆ
อาหารญี่ปุ่นราคาแพงมาก แต่ถ้าเทียบกับฐานะของเฝิงเซี่ยวเฉินแล้วถือเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อย ตอนที่เขาออกมาจากในประเทศ เขาไม่ได้พกเงินตราต่างประเทศมามากนัก แต่หลังจากถึงโตเกียว เขาก็ไปที่ธนาคารหมิงเป่าของเยอรมนีสาขากรุงโตเกียว แจ้งหมายเลขบัญชี และถอนเงินออกมา 2 ล้านเยนเพื่อใช้จ่ายในช่วงที่อยู่ญี่ปุ่น เฝิงหัว อาสามของเขาเป็นผู้บริหารระดับสูงของธนาคารหมิงเป่า ได้เปิดบัญชีธนาคารหมิงเป่าให้เขาไว้นานแล้ว เขาสามารถถอนเงินสดได้จากธนาคารหมิงเป่าทุกสาขาทั่วโลก หรือธนาคารอื่นๆ ที่มีธุรกรรมร่วมกับธนาคารหมิงเป่า
พอเห็นตู้เสี่ยวตี๋ถูกค่าอาหารวันละ 700 เยนทรมานจนสภาพดูไม่จืด เฝิงเซี่ยวเฉินก็ปวดใจสุดๆ เขาเรียกแท็กซี่พาทั้งสองคนมาที่ตัวเมืองโอซาก้า หาร้านอาหารระดับหรู และสั่งของอร่อยทุกอย่างเท่าที่นึกออก
เขาทำตามคำขอของตู้เสี่ยวตี๋ สั่งอูด้งสไตล์ญี่ปุ่นให้ทั้งสองคนก่อน บะหมี่นี้รสชาติต่างจากอาหารเส้นของตงเป่ยเล็กน้อย แต่สำหรับชาวตงเป่ยสองคนที่กินแต่ข้าวสวยมาตลอดสามเดือน นี่มันคืออาหารเลิศรสชั้นยอด นอกเหนือจากบะหมี่แล้ว เขายังสั่งเนื้อสัตว์ อาหารทะเล ผัก และอื่นๆ อีกมากมายจนเต็มโต๊ะ ตอนแรกตู้เสี่ยวตี๋กับเกาหลีเชียนยังเกร็งๆ อยู่บ้าง แต่พอกินเข้าไปก็เริ่มปล่อยตัว ของดีเต็มโต๊ะเฝิงเซี่ยวเฉินแทบไม่ได้กินสักคำ ลงไปอยู่ในท้องของตู้เสี่ยวตี๋และเกาหลีเชียนหมด
“เป็นยังไง อิ่มหรือยัง จะเอาอีกหน่อยไหม ผมเห็นปลาไหลย่างของที่นี่ก็ไม่เลวนะ” เฝิงเซี่ยวเฉินถามด้วยความหวังดี
ตู้เสี่ยวตี๋กับเกาหลีเชียนสบตากัน ยกมือขึ้นข้างหนึ่งโดยไม่ได้นัดหมายและโบกให้เฝิงเซี่ยวเฉิน เป็นเชิงบอกว่าไม่เอาแล้ว ถึงตอนนี้ทั้งสองคนเพิ่งรู้ตัวว่าเมื่อครู่กินเยอะเกินไป จนตอนนี้อิ่มแปล้แทบจะพูดไม่ออกอยู่แล้ว
“เอ่อ…” เฝิงเซี่ยวเฉินถึงกับหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้ เกาหลีเชียนน่ะช่างเถอะ อย่างไรเสียก็เป็นผู้ชายอกสามศอก กินมูมมามหน่อยก็ไม่แปลก แต่ตู้เสี่ยวตี๋ อย่างไรคุณก็เป็นกุลสตรีไม่ใช่หรือ เมื่อกี้กินไปไม่ได้น้อยกว่าเกาหลีเชียนเลย สาวๆ สมัยนี้กินเก่งกันขนาดนี้เลยหรือ
ตู้เสี่ยวตี๋เดาความคิดของเขาออกจากการที่เฝิงเซี่ยวเฉินมองมาที่เธอ จึงอดไม่ได้ที่จะถลึงตาใส่เฝิงเซี่ยวเฉินอย่างดุร้าย พอถลึงตาเสร็จ ตัวเองก็รู้สึกตลก จึงอดไม่ได้ที่จะเอามือปิดปากหัวเราะออกมา
เฝิงเซี่ยวเฉินเรียกพนักงานมาเก็บจานชามบนโต๊ะ สั่งชามาหนึ่งกา แล้วจิบชาช่วยย่อยไปพลาง คุยเรื่องการฝึกอบรมครั้งนี้กับทั้งสองคนไปพลาง
“เปิดหูเปิดตาจริงๆ ค่ะ” ตู้เสี่ยวตี๋จิบชาแล้วพูดกับเฝิงเซี่ยวเฉิน “เทคโนโลยีการเชื่อมไฟฟ้าของคนญี่ปุ่น นำหน้าเราไปไกลมาก พวกเขาคิดค้นวิธีการเชื่อมใหม่ๆ มากมาย ล้วนเป็นสิ่งที่เราไม่เคยได้ยินมาก่อน พวกเรามักคิดเสมอว่าคุณภาพการเชื่อมภาชนะรับแรงดันของบริษัทญี่ปุ่นดีกว่าของเรา แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร พอมาดูครั้งนี้พวกเราถึงเข้าใจ พวกเขาล้ำหน้ากว่าเราตั้งแต่วิธีการ นี่ไม่ใช่ปัญหาว่าทักษะส่วนบุคคลเป็นอย่างไร แต่เป็นช่องว่างของกระบวนการทั้งหมดเลยค่ะ”
“ตอนที่อาจารย์ชาวญี่ปุ่นสอนพวกคุณ มีการปิดบังเรื่องเทคโนโลยีอะไรไหม” เฝิงเซี่ยวเฉินถาม
ตู้เสี่ยวตี๋คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบว่า “มีกระบวนการบางอย่างที่พวกเขาเก็บเป็นความลับ บอกไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าจะไม่สอนให้พวกเรา แต่ว่าตราบใดที่เป็นเทคโนโลยีที่ระบุในข้อตกลงว่าสามารถสอนให้เราได้ อาจารย์ชาวญี่ปุ่นก็ทุ่มเทสอนให้อย่างเต็มที่เลยค่ะ อ้อ ฉันพบว่าคนญี่ปุ่นทำงานจริงจังมาก ตอนที่อาจารย์อธิบายให้พวกเราฟัง จะไม่ปล่อยผ่านปัญหาใดๆ เลย ไม่ได้ทำเหมือนพวกเราเป็นคนนอกเลยสักนิด”
เฝิงเซี่ยวเฉินพยักหน้าแล้วพูดว่า “คุณจำคำพูดที่ผมบอกคุณบนรถบรรทุกคานหนีบได้ไหม”
ตู้เสี่ยวตี๋พูดว่า “จำได้ค่ะ คุณบอกฉันว่า ประเทศก็ส่วนประเทศ บุคคลก็ส่วนบุคคล ประเทศญี่ปุ่นอาจจะมีความแค้นกับพวกเรา แต่ในหมู่ประชาชนชาวญี่ปุ่นก็มีคนดี ครั้งนี้มาที่ญี่ปุ่น ฉันได้รู้จักคนญี่ปุ่นที่ดีๆ หลายคนเลย ฉันรู้สึกว่าพวกเขาก็ไม่ได้ต่างอะไรกับอาจารย์ในโรงงานของเรา ล้วนใจดีกันทั้งนั้น หัวหน้าเฝิง คุณยอดเยี่ยมมากจริงๆ เรื่องพวกนี้คุณเคยบอกฉันไว้ก่อนแล้ว”
เฝิงเซี่ยวเฉินส่ายหน้าแล้วบอก “ผมไม่ได้ถามเรื่องนี้ ตอนอยู่บนรถบรรทุกคานหนีบครั้งนั้น ผมยังบอกคุณเรื่องอื่นอีก คุณคงลืมไปแล้วสิ”
“เรื่องอื่นหรือคะ” ตู้เสี่ยวตี๋ขมวดคิ้ว คืนนั้น เฝิงเซี่ยวเฉินพูดกับเธอหลายเรื่อง เธอเองก็จำได้หลายเรื่อง แต่ดูเหมือนจะไม่มีเรื่องไหนที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ตรงหน้าเลย
“ดูสิ เฮ้อ ดูท่าผมจะเปลืองน้ำลายเปล่าแล้วล่ะ” เฝิงเซี่ยวเฉินแสร้งทำเป็นผิดหวัง
ตู้เสี่ยวตี๋เริ่มใจคอไม่ดี เธอพูดอย่างกล้าๆ กลัวๆ ว่า “ฉัน… สิ่งที่คุณพูด ฉันจำได้หมดแหละค่ะ แต่ไม่รู้ว่าคุณหมายถึงประโยคไหนนี่นา เอาอย่างนี้ คุณใบ้ให้ฉันหน่อยสิ”
เฝิงเซี่ยวเฉินพูดว่า “ถ้าอย่างนั้น ผมจะใบ้ให้คุณหน่อย ตอนนั้นผมบอกคุณว่า พวกเราอายุไล่เลี่ยกัน คุณอย่าเรียกผมว่าหัวหน้าเฝิง คุณลืมไปแล้วใช่ไหม”
“…” ตู้เสี่ยวตี๋ตั้งตัวไม่ติด โดนอุดปากไปในทันที ประโยคนี้แน่นอนว่าเธอจำได้ แต่ใครจะไปคิดล่ะว่าเฝิงเซี่ยวเฉินจะมาคาดคั้นเอาประโยคนี้ เธอก็เข้าใจแหละว่าแท้จริงแล้วเฝิงเซี่ยวเฉินกำลังล้อเธอเล่น หรือแม้กระทั่งพูดได้ว่า กำลังบอกใบ้อะไรบางอย่างกับเธอ
เฝิงเซี่ยวเฉินหันไปหาเกาหลีเชียนด้วยรอยยิ้ม แล้วพูดว่า “พี่เกา พวกเราก็คุ้นเคยกันขนาดนี้แล้ว วันหลังพี่ก็อย่าเอาแต่เรียกหัวหน้าเฝิงๆ เลย เรียกผมว่าเสี่ยวเฝิงดีกว่า เป็นไงครับ”
“เสี่ยว… เอ่อ ไม่ได้ๆ ผมไม่ชินจริงๆ แล้วอีกอย่าง ถ้าอาจารย์รู้ว่าผมเรียกคุณแบบนี้ ต้องโดนดุแน่ๆ” เกาหลีเชียนลองเรียกดู แล้วพบว่าตัวเองไม่สามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนสถานะแบบนี้ได้ จึงรีบยกมือไหว้ขอร้อง บอกว่าตัวเองยังคงเรียกหัวหน้าเฝิงต่อไปดีกว่า
เฝิงเซี่ยวเฉินถอนหายใจ หันกลับมามองตู้เสี่ยวตี๋แล้วถาม “เสี่ยวตี๋ แล้วคุณล่ะ”
ตู้เสี่ยวตี๋ถลึงตาใส่เฝิงเซี่ยวเฉิน จากนั้นก็กัดฟัน พูดเน้นทีละคำว่า “ก็แค่ให้เรียกชื่อคุณไม่ใช่หรือ ฉันมีอะไรต้องไม่กล้าด้วย เฝิงเซี่ยวเฉิน! เซี่ยวที่แปลว่าเสียงคำราม เฉินที่แปลว่าดวงดาว ต่อไปนี้ฉันจะเรียกคุณว่าเฝิงเซี่ยวเฉิน ใครเรียกคุณว่าหัวหน้าเฝิง คนนั้นเป็นลูกหมา!”
“เสี่ยวตู้… นี่คุณไม่ได้กำลังด่าผมอยู่หรอกหรือ” เกาหลีเชียนหน้าดำทะมึน พวกคุณหนุ่มสาวจีบกันหยอกล้อกัน แล้วจะลากผมเข้าไปเอี่ยวทำไมเนี่ย
ตู้เสี่ยวตี๋หัวเราะคิกคัก พูดว่า “พี่คะ ฉันไม่ได้ว่าพี่เสียหน่อย ฉันว่าตัวเองต่างหาก เขาไม่อยากเป็นหัวหน้าเฝิงไม่ใช่หรือคะ ฉันก็จะจัดให้ เรียกชื่อเขาเลย ดูสิว่าเขาจะโกรธไหม”
“มีอะไรน่าโกรธกัน ตำแหน่งหัวหน้าของผมก็แค่ได้มาฟลุกๆ ไม่นับว่าเป็นอะไร สู้ฟังคนเรียกชื่อผมสบายใจกว่าตั้งเยอะ” เฝิงเซี่ยวเฉินตอบยิ้มๆ
ดื่มชาไปอีกพักหนึ่ง เฝิงเซี่ยวเฉินก็ไปคิดเงิน พาตู้เสี่ยวตี๋และเกาหลีเชียนออกจากร้านอาหาร มื้อนี้หมดไป 5 หมื่นกว่าเยน ตีเป็นเงินหยวนก็ประมาณ 400 หยวน ตู้เสี่ยวตี๋กับเกาหลีเชียนไม่ได้ดูบิล ไม่รู้จำนวนเงินที่แน่ชัด รู้สึกแค่ว่าคงหมดเงินไปไม่น้อย ในใจต่างก็รู้สึกไม่ค่อยสบายใจ สำหรับเฝิงเซี่ยวเฉินแล้ว การใช้เงินก้อนนี้เพื่อซื้อรอยยิ้มคนงาม คุ้มค่าเสียยิ่งกว่าคุ้ม
ทั้งสามคนนั่งแท็กซี่กลับมาที่พักของตู้เสี่ยวตี๋กับพวก ตู้เสี่ยวตี๋มองดูท้องฟ้า แล้วบอกกับเฝิงเซี่ยวเฉินว่า “เฝิงเซี่ยวเฉิน ดึกมากแล้ว ฉันกับพี่คงไม่รั้งคุณไว้คุยต่อ คุณรีบกลับไปเถอะ”
เฝิงเซี่ยวเฉินบอกว่า “ใช่ ผมต้องรีบกลับแล้ว อืม… จริงสิ ก่อนไป ผมยังต้องไปพบคุณนายเจ้าของบ้านของพวกคุณหน่อย”
“คุณจะไปพบเขาทำไมคะ” ตู้เสี่ยวตี๋ถามด้วยความประหลาดใจ
เฝิงเซี่ยวเฉินยิ้ม “ก็ต้องแสดงความขอบคุณสักหน่อย นี่ถือเป็นมารยาทอย่างหนึ่ง”
ตู้เสี่ยวตี๋จะตามเฝิงเซี่ยวเฉินไปหาเจ้าของบ้านด้วย แต่ถูกเฝิงเซี่ยวเฉินห้ามไว้ บอกว่าตัวเองไปเองก็พอ ตู้เสี่ยวตี๋ไม่เข้าใจเจตนาของเฝิงเซี่ยวเฉิน ก็ทำได้เพียงปล่อยเขาไป
เฝิงเซี่ยวเฉินขึ้นไปชั้นสองของบ้านพัก แล้วพบคุณนายเจ้าของบ้าน ก่อนอื่นเขาใช้สถานะของเจ้าหน้าที่รัฐจีน แสดงความขอบคุณคุณนายเจ้าของบ้านที่ช่วยดูแลเรื่องความเป็นอยู่ของตู้เสี่ยวตี๋กับเกาหลีเชียน หลังจากทั้งสองฝ่ายพูดจาตามมารยาทกันเล็กน้อย เฝิงเซี่ยวเฉินก็เปลี่ยนสีหน้าเป็นจริงจัง แล้วกล่าวว่า
“คุณนายทาดะครับ ผมมีเรื่องหนึ่งอยากจะรบกวนคุณหน่อย ไม่ทราบว่าจะเหมาะสมหรือเปล่า”
“คุณเฝิง เชิญพูดมาได้เลยค่ะ หากเป็นสิ่งที่ฉันสามารถทำได้ ฉันยินดีช่วยเหลืออย่างยิ่ง” คุณนายเจ้าของบ้านวัย 60 กว่าๆ ที่มีใบหน้าใจดีกล่าว
เฝิงเซี่ยวเฉินล้วงธนบัตรปึกหนึ่งออกมาจากกระเป๋า ยื่นส่งไปให้แล้วพูดว่า “นี่คือ 2 แสนเยน ผมอยากรบกวนให้คุณช่วยเพิ่มสารอาหารให้คุณตู้กับคุณเกาจากพื้นฐานค่าอาหารปัจจุบันของพวกเขาหน่อยครับ ขอเพิ่มค่าอาหารอีกเดือนละ 5 หมื่นเยน พอเงินก้อนนี้ใช้หมดแล้ว ผมจะให้คนส่งมาให้คุณอีกที”
“นี่คือเงินเบี้ยเลี้ยงที่รัฐบาลของพวกคุณเพิ่มให้พวกเขาหรือคะ” คุณนายเจ้าของบ้านรับเงินไป แล้วถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
เฝิงเซี่ยวเฉินบอกว่า “จะว่าอย่างนั้นก็ได้ครับ จริงสิ คุณตู้กับคุณเกาต่างก็ชินกับการกินอาหารจำพวกเส้น รบกวนคุณนายทาดะช่วยทำบะหมี่ให้พวกเขาบ่อยๆ หน่อย แล้วก็อยากให้เพิ่มเนื้อสัตว์กับผักสดให้พวกเขาด้วย เพื่อรับประกันเรื่องโภชนาการของพวกเขาน่ะครับ”
“ไม่มีปัญหาค่ะ ฉันจะจัดการตามนี้แน่นอน” คุณนายเจ้าของบ้านโค้งคำนับพร้อมกับกล่าว
หลังจากจัดการเรื่องนี้เรียบร้อย เฝิงเซี่ยวเฉินก็กลับลงมาข้างล่าง เกาหลีเชียนเอาชุดผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่เฝิงเซี่ยวเฉินมอบให้ก่อนหน้านี้ออกมาแล้ว ในนั้นเขาสอดจดหมายไว้ฉบับหนึ่งจริงๆ แถมยังเขียนที่อยู่เอาไว้ โดยขอร้องให้เฝิงเซี่ยวเฉินช่วยส่งไปให้ภรรยาของเขาหลังจากกลับประเทศ หลังจากฝากฝังเรื่องนี้เสร็จ เกาหลีเชียนก็หาข้ออ้างง่อยๆ แล้ววิ่งหายวับไป ทิ้งตู้เสี่ยวตี๋กับเฝิงเซี่ยวเฉินสองคนไว้ที่เดิม
“คุณยังจะเรียกแท็กซี่กลับหรือคะ” ตู้เสี่ยวตี๋ก้มหน้ามองปลายเท้าตัวเอง แล้วถาม
“อืม ดึกมากแล้ว รถเมล์ก็คงหมดแล้วล่ะ” เฝิงเซี่ยวเฉินบอก
“วันนี้… ทำให้คุณเสียเงินตั้งเยอะ”
“ไม่เป็นไร ผมบอกแล้วไงว่าผมพอจะมีคนรู้จักในต่างประเทศอยู่บ้าง เรื่องเงินถือว่าคล่องมือ”
“ถึงอย่างนั้นก็ไม่ควรใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายนี่คะ… แต่ก็ ขอบคุณคุณมากนะคะ”
“อิ่มหรือยังล่ะ”
“บ้า! เอาแต่หัวเราะเยาะคนอื่นอยู่ได้!”
“ผมแค่เป็นห่วงไง จะมาเตะผมทำไมเนี่ย…”
“คุณจะมาอีกไหมคะ”
“คงไม่มีเวลาแล้วล่ะ พรุ่งนี้พวกเราต้องไปฮิโรชิม่าแล้ว”
“อ้อ…”
“กลับประเทศแล้ว จำไว้ว่าให้ไปหาผมที่เมืองหลวงนะ…”
“อืม… คุณจะเขียนจดหมายหาฉันไหมคะ”
“เอ่อ…”
“เอ่ออะไรล่ะ จะเขียนหรือไม่เขียน!”
“เขียน ผมเขียน!”
……