เอาล่ะ
ต้องยอมรับว่าการที่กู้สิงติดสิบอันดับแรกในตารางดัชนีศิลปินนั้น ดูจะมีข้อกังขาเรื่องการฉวยโอกาสอยู่บ้าง เดิมทีอันดับของกู้สิงอยู่ที่สิบสาม และนั่นก็เป็นเพราะอิทธิพลจากเพลง "พ่อ" ที่โด่งดังไปทั่วโลกออนไลน์
ในบรรดาเพลงเกี่ยวกับพ่อของซีโจว เพลง "พ่อ" ต้องยกให้เป็นที่หนึ่ง!
หากไม่มีเพลงนี้ รวมถึงเพลง "มือและเท้าเดียวกัน" ที่แต่งให้กงชิงอี๋ ป่านนี้กู้สิงก็น่าจะยังวนเวียนอยู่ที่อันดับสิบห้าในตารางดัชนีศิลปิน
แต่ใครจะไปคิดว่า แม่ม่ายดำซีเหมินเยี่ยนจะเกิดเรื่องขึ้นกะทันหัน!
และสามหนุ่มวงหนุ่มน้อยจักรวาลที่ได้รับผลกระทบจากเรื่องของแม่ม่ายดำ ก็ดันมีข่าวฉาวจนพังพินาศไปด้วยกัน ถึงขั้นถูกถอดชื่อออกจากตารางดัชนีศิลปินโดยตรง!
ด้วยเหตุนี้
ศิลปินทุกคนที่อยู่นอกเหนือสิบอันดับแรกในตารางต่างก็ขยับขึ้นมาสามอันดับโดยอัตโนมัติ โดยเฉพาะทางฝั่งกู้สิงนั้นยิ่งเป็นจุดสำคัญ
จากเดิมอันดับที่สิบสี่ ขยับขึ้นมาสามอันดับ กลายเป็นอันดับที่สิบเอ็ด
บวกกับการโค่นล้มของแม่ม่ายดำ ก็ทำให้กู้สิงที่เป็นผู้เสียหายได้ปรากฏตัวต่อหน้าสื่ออีกระลอก ชื่อเสียงที่ถูกนำไปเปรียบเทียบทำให้มีโอกาสเพิ่มสูงขึ้น จนทะยานเข้าสู่อันดับที่สิบในตารางดัชนีศิลปินได้ในคราวเดียว
และตามธรรมเนียมของวงการบันเทิงซีโจว
ศิลปินคนใดก็ตามที่เข้าสู่สิบอันดับแรกของตารางดัชนีศิลปิน จะไม่ใช่แค่สิ่งที่มีความหมายเกินจริงเล็กน้อยที่เรียกว่าระดับท็อปอีกต่อไป
พวกที่ไม่ติดท็อปเท็นแล้วเรียกตัวเองว่าระดับท็อป พูดตรงๆ ก็เป็นแค่ “ระดับท็อปครึ่งก้าว” เท่านั้น
และกู้สิงในตอนนี้ถึงจะเรียกได้ว่าเป็น “ระดับท็อป” อย่างแท้จริง เพราะในตารางดัชนีศิลปินของซีโจวทั้งหมด มีคนที่อันดับสูงกว่าเขาเหลือเพียงเก้าคนเท่านั้น
ดาราระดับท็อป!
สิบอันดับแรกของตารางดัชนีศิลปิน!
กู้สิงจ้องมองเครื่องหมาย “อันดับที่ 10” บนหน้าจอโทรศัพท์อยู่พักใหญ่ด้วยความรู้สึกซับซ้อน
จำได้ว่าตอนที่เพิ่งเกิดใหม่ เขาเคยให้สัญญาไว้ในใจว่า
คนที่เคยกลั่นแกล้ง กดขี่ และรังแกเจ้าของร่างเดิมจะต้องชดใช้อย่างสาสม และความฝันในใจของเจ้าของร่างเดิมที่ว่า “ฉันจะเป็นดาราดังให้ได้” เขาก็จะเป็นคนสานต่อให้สำเร็จแทนเอง
มาถึงตอนนี้
ศิลปินอย่างซ่งหย่าและเฉียนอวิ๋นหลง รวมถึงแม่ม่ายดำอย่างซีเหมินเยี่ยน ต่างก็ได้รับผลกรรมของตัวเองกันหมดแล้ว
กู้สิงรู้สึกว่าทำได้ถึงขนาดนี้ ก็ถือว่าช่วยเจ้าของร่างเดิมแก้แค้นได้สำเร็จแล้ว
ส่วนความฝันของเจ้าของร่างเดิม ตอนนี้กู้สิงก็เป็นดาราระดับท็อปแล้ว หากดูแค่จากอันดับดัชนีศิลปิน เขาก็รู้สึกว่าตัวเองทำความฝันของเจ้าของร่างเดิมสำเร็จแล้วเช่นกัน ท้ายที่สุดแล้วตอนนี้เขาก็เป็นดาราดังในวงการบันเทิงอย่างแท้จริง แม้จะยังไม่ถึงขั้น “ทั่วหล้าไม่มีใครไม่รู้จัก” แต่ในโลกอินเทอร์เน็ตนี้ มีใครบ้างที่ไม่รู้จักชื่อเสียงเรียงนามของพี่รื่น?
“เรื่องที่รับปากไว้ ฉันทำได้หมดแล้วนะ”
กู้สิงพึมพำกับตัวเองในใจ วินาทีนี้เขารู้สึกดีใจอยู่บ้างไม่มากก็น้อย ท้ายที่สุดแล้วการปีนป่ายจาก “ศิลปินตกอับ” ที่ถูกเยาะเย้ยไปทั่วโลกออนไลน์มาจนถึงจุดนี้ได้ ก็ทำให้รู้สึกถึงความสำเร็จอยู่บ้าง แต่ที่มากกว่านั้นคือความรู้สึกทอดถอนใจเสียมากกว่า
ทำไมแค่พริบตาเดียว เขาก็ทำตาม “สัญญา” สำเร็จแล้วล่ะ?
คำพูดนี้ไม่ได้ตั้งใจจะอวดอ้าง หากจะบอกว่าตอนแรก ในใจคิดแค่จะช่วยเจ้าของร่างเดิมแก้ไขความเสียใจเหล่านั้น ในกระบวนการทำตามสัญญานี้ ความจริงแล้วกู้สิงก็ค่อยๆ ปรับตัวเข้ากับอาชีพและวิถีชีวิตในปัจจุบันได้แล้ว แถมยังค่อนข้างสนุกกับมันด้วยซ้ำ
รู้สึกเหมือนเป็น “กู้สิง” จะสะใจกว่าเป็น “หลินโม่” อีกแฮะ?
เพราะการเป็นหลินโม่คือการมีทุกอย่าง ยกเว้นแต่ไม่สามารถโอบกอดการใช้ชีวิตได้ แม้กู้สิงจะเทียบไม่ได้กับราชาแห่งวงการบันเทิง แต่ในชีวิตจริงเขากลับสามารถใช้ชีวิตตามใจชอบหรือถึงขั้นทำอะไรตามอำเภอใจได้ บางครั้งถ้าเล่นสนุกจนเกินขอบเขต หรือเจอเรื่องที่จัดการไม่ได้ ก็ยังสามารถให้น้องสาวช่วยงัดเอาอิทธิพลจากชาติก่อนมาเป็นเบาะรองรับได้
“คิดอะไรอยู่เหรอ?”
เฉินหลิงซูขยับเข้ามาใกล้ เอาคางเกยไหล่เขา เส้นผมคลอเคลียอยู่ที่คอจนรู้สึกจั๊กจี้
“กำลังคิดว่า”
กู้สิงหันหน้าจอโทรศัพท์ไปทางเฉินหลิงซู “ผมติดท็อปเท็นแล้วนะ”
เฉินหลิงซูมองแวบหนึ่ง กะพริบตาปริบๆ จากนั้นก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้ ใบหน้าพลันแดงระเรื่อขึ้นมาเล็กน้อย แล้วดัดเสียงพูดว่า
“คุณล้อฉันเล่นอีกแล้ว”
กู้สิงยกยิ้มมุมปาก “ตกลงกันไว้ว่าถ้าผมติดท็อปร้อยจะยอมนอนด้วย ตอนนี้ผมติดท็อปเท็นแล้ว จะไม่ให้ปลดล็อกอะไรใหม่ๆ หน่อยเหรอ?”
“ที่ควรปลดล็อก คุณก็ปลดล็อกไปหมดแล้วไม่ใช่หรือไง?”
เฉินหลิงซูค้อนขวับใส่กู้สิง ทว่าทั้งคู่ก็ทำกันมาตั้งหลายครั้งแล้ว ช่วงแรกๆ ยังเป็นท่าทางแบบดั้งเดิม แต่ตอนหลังเพื่อความตื่นเต้นและเพื่อรสชาติรัก ก็ทยอยเล่นท่ายากกันสารพัด บางท่าขนาดเธออยู่กับกู้สิงมานานขนาดนี้ พอได้ลองก็ยังหน้าแดงใจเต้นจนแทบไม่ไหว
ในสถานการณ์แบบนี้ คงยากที่จะมีเป้าหมายใหม่ให้ปลดล็อกอีก
ถ้ายังมีเป้าหมายใหม่ที่ยังไม่ได้ปลดล็อก กู้สิงคงไม่เจอใครก็รักไปหมดแบบนี้ มีเธอแล้วก็เริ่มคิดถึงลั่วหนิง มีลั่วหนิงแล้วก็ยังมีองค์หญิงนั่วอีก หลังจากองค์หญิงนั่วก็ไม่แน่อาจจะมีกงชิงอี๋เพิ่มมาอีกคน แค่คิดก็น่าโมโหแล้ว
“ผมอยากลองอันนั้นน่ะ”
กู้สิงกระซิบข้างหูเฉินหลิงซู
เฉินหลิงซูฟังแล้วก็หน้าแดงหูร้อน แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธกู้สิง เพียงแค่แค่นเสียงฮึดฮัด “คุณก็รู้แต่จะรังแกฉัน”
“ไม่หรอก”
กู้สิงหัวเราะ พลางมองไปทางห้องครัว ลั่วหนิงกำลังอุ่นนมอยู่ข้างใน “คนที่โดนรังแกไม่ได้มีแค่คุณคนเดียวนะ”
“ก็ได้”
เฉินหลิงซูถามกู้สิงด้วยความอยากรู้ “แม่ม่ายดำถูกโค่นล้ม เป็นฝีมือขององค์หญิงนั่วหรือเปล่า?”
แม้กู้สิงจะไม่เคยคุยเรื่องนี้กับเฉินหลิงซู แต่บนโลกออนไลน์ก็มีการพูดถึงเรื่องที่แม่ม่ายดำถูกโค่นล้มเยอะมาก ซึ่งในนั้นก็มีหลายเรื่องที่เกี่ยวข้องกับองค์หญิงนั่ว
และถ้าหากเกี่ยวข้องกับหลินนั่ว เฉินหลิงซูก็อดไม่ได้ที่จะนึกเชื่อมโยงไปถึงกู้สิง
ตอนนี้เอง ลั่วหนิงก็ยกนมสองแก้วเดินออกมาจากห้องครัว แก้วหนึ่งส่งให้เฉินหลิงซู อีกแก้วส่งให้กู้สิง ส่วนตัวเองถือแก้วน้ำอุ่นมานั่งลงอีกฝั่งของกู้สิง
“คุยอะไรกันอยู่เหรอ?”
“เรื่องแม่ม่ายดำน่ะ!”
เฉินหลิงซูชิงตอบ “ในเน็ตบอกว่าเป็นฝีมือขององค์หญิงนั่ว ฉันเลยกำลังคิดว่าสามีเข้าไปมีบทบาทอะไรในนั้นบ้าง”
“สามี”
ลั่วหนิงชะงักไปเล็กน้อย สายตาหันไปมองกู้สิง มุมปากโค้งขึ้นบางๆ “เป็นคนชักใยอยู่เบื้องหลังใช่ไหม?”
“ใช้คำอะไรเนี่ย”
กู้สิงหัวเราะ “แต่ก็ประมาณนั้นแหละ”
เขายกแก้วนมขึ้นดื่มอึกหนึ่ง ของเหลวอุ่นๆ ไหลลื่นลงคอ ลั่วหนิงปรับอุณหภูมิได้พอดีเป๊ะ
คิดไปคิดมา
เรื่องของแม่ม่ายดำ กู้สิงไม่เคยคุยกับลั่วหนิงและเฉินหลิงซูมาก่อน แต่ในเมื่อทั้งสองคนรู้ความลับเรื่องการเกิดใหม่ของเขาแล้ว ก็ย่อมไม่มีอะไรต้องปิดบังอีก
ดังนั้น กู้สิงจึงเล่าเรื่องราวคร่าวๆ ให้เฉินหลิงซูและลั่วหนิงฟังรอบหนึ่ง
ลั่วหนิงตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ ส่วนเฉินหลิงซูยิ่งฟังอย่างออกรส แววตาที่มองกู้สิงก็มีประกายบางอย่างที่ต่างไปจากเดิม
ตอนที่รู้จักกู้สิง เฉินหลิงซูคิดแค่ว่าเขาคือ “กู้สิง”
ต่อให้รู้ความจริงว่ากู้สิงก็คือ “หลินโม่” เฉินหลิงซูก็ยังไม่ได้มีความเข้าใจที่ชัดเจนนัก ความรู้สึกที่เคยชินบางอย่างมันยากที่จะเปลี่ยนได้ในทันที
จนกระทั่งตอนนี้
เมื่อได้ฟังดู้สิงเล่าเรื่องที่ทำให้วงการบันเทิงซีโจวไปจนถึงระดับโลกสั่นสะเทือนในช่วงนี้อย่างใจเย็น แล้วนึกถึงการที่เขาเป็นคนบงการอยู่เบื้องหลัง เฉินหลิงซูถึงได้ตระหนักว่า ผู้ชายที่เธอรักหมดหัวใจ แท้จริงแล้วเนื้อแท้ของเขาคือราชาแห่งวงการบันเทิง จักรพรรดิในใจของคนนับไม่ถ้วน หรือกระทั่งเป็นตัวตนที่เหมือนดั่งเทพเจ้า
หลินโม่!
ความหมายที่ซ่อนอยู่ในชื่อนี้ ได้รับการทำให้เป็นรูปธรรมผ่านคำพูดไม่กี่คำของกู้สิง หัวใจของเฉินหลิงซูเต้นแรงขึ้นเล็กน้อย ถึงกับใจกล้าพูดออกมาตรงๆ ว่า
“สามี ฉันแฉะแล้วอะ”
กู้สิงอึ้งไป “เป็นอะไรไป?”
ลั่วหนิงพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย “เพราะเนื้อแท้ของเฉินหลิงซูเป็นพวกคลั่งไคล้คนเก่ง พอได้ฟังก็เลยถึงจุดสุดยอดไปเองน่ะสิ”
เฉินหลิงซูคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ลั่วหนิงพูดถูก”
กู้สิงหลุดขำ พวกเธอสองคนช่วยอย่าตรงไปตรงมาขนาดนี้ได้ไหม?
คงเป็นเพราะทั้งสามคนใช้ชีวิตด้วยกันอย่างมีความสุขจริงๆ ตอนนี้เวลาพวกเขาคุยกัน ถึงได้กล้าพูดกล้าทำมากขึ้นเรื่อยๆ และไม่มีข้อห้ามอะไรเลย จนทำให้ตอนที่หลินนั่วเพิ่งเข้ามาร่วมวงแรกๆ ยังรู้สึกไม่ค่อยชินอยู่บ้าง
แต่ช่วงนี้ ดูเหมือนจะมีแนวโน้มว่าค่อยๆ ปรับตัวจนถึงขั้นกลมกลืนไปแล้ว
ส่วนเรื่องที่ว่าเฉินหลิงซูเป็นพวกคลั่งไคล้คนเก่งหรือไม่นั้น กู้สิงรู้สึกว่าไม่ใช่เรื่องผิดอะไร และไม่เห็นเป็นไรด้วย เขาไม่ชอบตั้งข้อสมมติมากมายให้กับความรัก
ถ้าผมไม่ใช่หลินโม่ คุณจะยังรักผมไหม?
การตั้งข้อสมมติแบบนี้มันขี้โกงอยู่แล้ว ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องไปคิดเล็กคิดน้อยกับเรื่องแบบนี้ ถึงจะคิดเล็กคิดน้อยไปก็ไม่เป็นไร เพราะตอนที่เฉินหลิงซูตกหลุมรักเขา เขาก็ยังเป็นแค่กู้สิงเท่านั้น
แต่จะว่าไปแล้ว
กู้สิงคือเปลือกนอก หลินโม่คือกระดูก ดังนั้นกู้สิงที่เฉินหลิงซูรู้จักก็คือหลินโม่ ส่วนชื่อนั้นก็เป็นเพียงแค่นามแฝงเท่านั้น
ดูสิ วกไปวนมาจนน่าปวดหัว
จะเห็นได้ว่าการคิดหมกมุ่นกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ มากเกินไปก็ไม่มีทางได้คำตอบ
เวลาแบบนี้กู้สิงก็อดไม่ได้ที่จะมองลั่วหนิง สายตาของเธอสงบนิ่งมาก ไม่เคยยึดติดว่าจะเป็นกู้สิงหรือหลินโม่ หรือแม้แต่อำนาจที่มาพร้อมกับการเป็นราชาแห่งวงการบันเทิง ก็ไม่ได้ทำให้จิตใจของเธอหวั่นไหวเลยแม้แต่น้อย
ถ้าเฉินหลิงซูคือยุคทองอันรุ่งเรือง ลั่วหนิงก็คือสรวงสวรรค์บนดิน
กู้สิงชอบสไตล์แบบนี้ของลั่วหนิง บริสุทธิ์ผุดผ่องราวกับเทพธิดาที่ไม่กินอาหารของมนุษย์ ส่วนเพื่อนสนิทอย่างเฉินหลิงซู ในด้านความคิดอาจจะ “ทางโลก” ไปสักหน่อย แต่ก็ใกล้เคียงกับมนุษย์ที่มีกิเลสตัณหาพลุ่งพล่านมากกว่า ซึ่งเขาก็ชื่นชมได้เหมือนกันนั่นแหละ
ท้ายที่สุดแล้ว กู้สิงก็รู้สึกว่าตัวเองก็เป็นคนธรรมดาทางโลกเหมือนกับเฉินหลิงซูนั่นแหละ
ระดับความคิดและความตระหนักรู้ของคนธรรมดามันก็ต่ำต้อยแบบนี้แหละ อย่างเช่นตอนนี้กู้สิงก็เริ่มนึกขึ้นมาแล้วว่า คนที่เคยรังแกลั่วหนิงก่อนหน้านี้คือใครกันแน่
แม้เรื่องจะผ่านไปนานแล้ว แต่...
กู้สิงยังไม่ลืมว่า ในรายการ "พรอดิวซ์แคมป์" ตอนนั้นที่เขาไปเป็นแขกรับเชิญพิเศษ ทำไมลั่วหนิงถึงเลือกเขาเป็นคู่หู
แม้ตอนนั้นลั่วหนิงจะไม่ได้พูดว่าใครเป็นคนบีบบังคับเธอ
แต่กู้สิงก็ไม่ได้ลืม แม้จะไม่ได้ถามลั่วหนิงอีกเลยก็ตาม
ไม่จำเป็นต้องถาม แค่สั่งให้หลินนั่วไปสืบ เรื่องนี้ก็กระจ่างได้ไม่ยาก
เพียงแต่ต้องค่อยๆ ทำไปทีละเรื่อง เพิ่งจะจัดการแม่ม่ายดำไป ก็ไม่ได้หมายความว่าหลังจากนี้จะราบรื่นไปเสียทุกอย่าง
เพราะเบื้องหลังของแม่ม่ายดำยังมีอีกคนหนึ่ง
คนคนนั้นคือเสิ่นหลิวซู หนึ่งในมือขวาของซ่งเฉาตู้
กู้สิงไม่เชื่อว่าซ่งเฉาตู้จะไม่ระแคะระคายเลย แต่ประธานซ่งคนนี้กลับแสดงท่าทีกระตือรือร้นมากในการจัดการเรื่องของแม่ม่ายดำ ทว่ามือขวาของเขากลับดูเหมือนจะไม่ได้รับผลกระทบอะไรเลย
เรื่องนี้ กู้สิงไม่ค่อยพอใจนัก
เพราะเสิ่นหลิวซูสามารถเป็นแบ็กอัปให้ซีเหมินเยี่ยนได้ แม้จะไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมลึกซึ้งนัก แต่ยังไงก็ถือว่าให้แม่ม่ายดำคนนั้นยืมอำนาจของกลุ่มบริษัทตำนานไปใช้
และกลุ่มบริษัทตำนานก็เป็นของกู้สิง
นี่ทำให้กู้สิงรู้สึกเหมือนตัวเองแปดเปื้อนบาปกรรม ราวกับมีเนื้องอกงอกขึ้นมาและต้องตัดทิ้งถึงจะสบายใจ
ดังนั้น
กู้สิงจึงให้หลินนั่วรวบรวมหลักฐานบางส่วนที่เสิ่นหลิวซูสมรู้ร่วมคิดกับแม่ม่ายดำโดยตรง ป่านนี้คงถูกตบลงบนโต๊ะทำงานของประธานซ่งแล้ว
ถ้าประธานซ่งยังคงแกล้งตาย กู้สิงก็คงต้องพิจารณาเปลี่ยนผู้ดูแลใหม่แล้ว
ชาติก่อนเพื่อชีวิตของน้องสาว พินัยกรรมเรื่องหุ้นที่จัดเตรียมไว้เป็นพิเศษยังอยู่ในมือ กู้สิงแทบไม่ต้องพึ่งพาพลังของระบบ ก็สามารถทำให้หลินนั่วกลายเป็นเจ้าของที่แท้จริงของกลุ่มบริษัทตำนานได้
ที่ยังไม่ลงมือในตอนนี้ มีเหตุผลหลักอยู่สองข้อ:
ข้อแรก ซ่งเฉาตู้ทำหน้าที่ประธานกรรมการได้ไม่เลว และในช่วงไม่กี่ปีที่เขาจากไป ก็ยังดูแลหลินนั่วเป็นอย่างดี
ข้อสอง หลินนั่วไม่ได้สนใจเรื่องการบริหารบริษัทนัก
หากยืมคำพูดของหลินนั่วมาใช้ ซ่งเฉาตู้ก็ถือเป็นผู้บริหารที่ผ่านเกณฑ์ เพียงแต่บางครั้งมีความคิดที่หวังผลประโยชน์มากเกินไป ซึ่งนี่เป็นโรคประจำตัวของนายทุนหลายคน
หรือจะพูดอีกอย่างก็คือ:
เจ้านายที่มีความเป็นมนุษย์ ยอมเสียสละผลประโยชน์ของตัวเองเพื่อเติมเต็มให้คนอื่นอย่างหลินโม่นั้นมีน้อยเกินไปจริงๆ
แต่ก็นั่นแหละ เป็นเพราะความสำเร็จของหลินโม่นั้นได้มาง่ายเกินไป
แม้จะไม่ใช่การได้มาเปล่าๆ แต่บทละคร นิยาย และเพลงในชาติก่อน ล้วนเป็นผลงานของโลกมนุษย์ พูดให้ถึงที่สุดแล้ว หลินโม่ก็เป็นแค่คนขนของ ขนไปขนมาก็ประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียง ได้รับทุกอย่างมาตามขั้นตอนอย่างไม่รีบร้อน สภาพจิตใจจึงย่อมมีความปล่อยวางอยู่บ้าง ยินดีที่จะช่วยเหลือคนอื่นอย่างกระตือรือร้น โดยไม่รู้สึกว่าการสูญเสียผลประโยชน์ไปบ้างจะเป็นเรื่องที่ทนไม่ได้
ท้ายที่สุดแล้ว การหาเงิน สำหรับหลินโม่แล้ว ถือเป็นเรื่องที่ง่ายที่สุด
รอยยิ้มบนโลกใบนี้มีน้อยเกินไป การใช้เงินซื้อรอยยิ้มแต่ละรอยยิ้มได้ สำหรับหลินโม่แล้วถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเกินราคา
ดังนั้นในชาติก่อน บริษัทตำนานภายใต้การดูแลของกู้สิง จึงมักจะยอมสละผลประโยชน์ให้กับเพื่อนร่วมอาชีพ ลูกน้อง และสังคมอยู่บ่อยครั้ง
ส่วนบริษัทตำนานที่ซ่งเฉาตู้ดูแลอยู่นั้น เป็นรูปแบบของกลุ่มทุนขนาดใหญ่ที่จะขูดรีดพนักงานระดับล่าง ปฏิบัติอย่างเข้มงวดกับพวกตัวเล็กตัวน้อยอย่างกู้สิง และต่อสู้ฟาดฟันกับบริษัทบันเทิงอื่นๆ อย่างดุเดือด
ซ่งเฉาตู้ผิดงั้นหรือ?
อาจจะใช่ แต่นายทุนส่วนใหญ่ก็ทำแบบนี้กันทั้งนั้น กู้สิงจึงยากที่จะไปตัดสินอะไรเขาเพียงเพราะเรื่องนี้
ความจริงแล้ว ซ่งเฉาตู้เป็นคนที่มีภาระหนักอึ้ง
เขากลัวมากว่า หลังจากรับช่วงต่อบริษัทตำนานแล้ว จะถูกคนนินทาว่าพอหลินโม่จากไป บริษัทตำนานก็แย่ลงทุกวัน ซ่งเฉาตู้ช่างไร้น้ำยาเหลือเกิน
เพราะหลินโม่เก่งกาจเกินไป ซ่งเฉาตู้จึงกดดันอย่างหนัก!
ความกดดันที่พุ่งปรี๊ดขนาดนี้ ทำให้ซ่งเฉาตู้อดไม่ได้ที่จะต้องตึงเครียด และต้องคำนวณผลประโยชน์ของกลุ่มบริษัทในทุกๆ เรื่อง
ส่วนเรื่องที่ว่าลูกน้องอย่างเสิ่นหลิวซูมีนิสัยใจคอเป็นอย่างไรน่ะหรือ?
นี่ไม่ใช่ปัญหาที่ซ่งเฉาตู้จะเอามาคิด อย่างน้อยก็ไม่ใช่ปัญหาแรกที่ประธานซ่งจะพิจารณา เพราะการที่เสิ่นหลิวซูสามารถมาเป็นมือขวาของเขาได้ อันดับแรกก็เพราะมีความสามารถที่แข็งแกร่งพอ!
ความจริงแล้ว
แผนกภาพยนตร์และโทรทัศน์ของกลุ่มบริษัทตำนานเมื่ออยู่ในมือของเสิ่นหลิวซู ก็พัฒนาไปได้ดีมากจริงๆ ไม่ได้พังพินาศป่นปี้ไปเพียงเพราะหลินโม่จากโลกนี้ไป
การถดถอยเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
กลุ่มบริษัทตำนานที่สูญเสียหลินโม่ไป เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ถดถอย ต่อให้จะทำตัวเป็นนายทุนดูดเลือดก็ไม่รอด
การสามารถหยุดยั้งแนวโน้มการถดถอย และรักษาเสถียรภาพของสถานการณ์หลังจากที่บริษัทตำนานสูญเสียราชาแห่งวงการบันเทิงไปได้ เสิ่นหลิวซูมีความดีความชอบในจุดนี้อย่างมาก ซ่งเฉาตู้จึงต้องพิจารณาว่าหากมือขวาแบบนี้ลงจากตำแหน่ง จะส่งผลกระทบต่อกลุ่มบริษัทอย่างไร รายงานทางการเงินในปีหน้าจะดูแย่หรือไม่?
ถ้ารายงานทางการเงินออกมาดูแย่ สื่อก็จะพูดอีกใช่ไหมว่า:
ในยุคหลังหลินโม่ อนาคตของกลุ่มบริษัทตำนานจะไปในทิศทางใด?
แม้ประโยคนี้จะไม่ได้เอ่ยถึงซ่งเฉาตู้ แต่ประธานซ่งกลับรู้สึกว่าทุกตัวอักษรกำลังพุ่งเป้ามาที่เขา ทำให้รู้สึกเหมือนมีหนามทิ่มแทงอยู่ข้างหลัง เหมือนนั่งอยู่บนพรมเข็ม และเหมือนมีก้างติดคอ!
เพียงแต่ในตอนนี้
เมื่อมองดู “หลักฐานความผิด” ของเสิ่นหลิวซูที่หลินนั่วส่งมาวางบนโต๊ะทำงาน ซ่งเฉาตู้ก็รู้สึกหนักใจขึ้นมาบ้าง เขาจึงต้องขอความเห็นจากมือซ้ายมือขวาอีกคนอย่างหูอัน
“ไม่ได้ครับ!”
หูอันที่ปกติไม่ค่อยถูกชะตากับเสิ่นหลิวซูมีสีหน้าจริงจังมาก “ผมเข้าใจความรู้สึกของประธานหลิน แต่เธอยังเด็ก ไม่รู้ว่าเรื่องไหนหนักเรื่องไหนเบา เรื่องไหนด่วนเรื่องไหนไม่ด่วน ต่อให้ผู้จัดการเสิ่นจะทำผิดพลาดเป็นพันเป็นหมื่นครั้ง แต่การมีอยู่ของเขาถือเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับกลุ่มบริษัท ”
“พวกคุณไม่ค่อยลงรอยกันมาตลอดไม่ใช่เหรอ?”
ซ่งเฉาตู้มองหูอันอย่างลึกซึ้ง “หรือว่ากังวลว่าถ้าเสิ่นหลิวซูไปแล้ว คนต่อไปจะถึงคิวคุณงั้นเหรอ?”
“ประธานซ่งครับ”
หูอันพูดเรียบๆ “แค่ท่านเอ่ยปากมาคำเดียว ผมก็พร้อมจะหันหลังเดินจากไปทันที แต่ผมมีความผูกพันกับบริษัท ผมรู้ดีว่าการให้เสิ่นหลิวซูอยู่ต่อมีประโยชน์มากกว่าให้ผมอยู่ต่อ ดังนั้นผมถึงต้องเรียกร้องให้เขา”
เขาชะงักไปครู่หนึ่ง
หูอันพูดต่อ “ปกติผมกับผู้จัดการเสิ่นมีเรื่องขัดแย้งกัน ก็เป็นแค่ความเห็นไม่ตรงกันในบางเรื่อง แต่ผลลัพธ์ส่วนใหญ่มักจะออกมาว่าเขาเป็นฝ่ายถูก นี่ก็อธิบายปัญหาได้แล้ว ประธานหลินยังอายุน้อย การที่ตาไม่ยอมให้เม็ดทรายเข้าถือเป็นเรื่องปกติ พวกเราทุกคนต่างก็เคยผ่านช่วงเวลาวัยรุ่นมาแล้ว รู้ว่าวัยนี้เป็นช่วงที่มีความยุติธรรมพลุ่งพล่านที่สุด แต่การขับเคลื่อนของกลุ่มทุน เขาไม่มองเรื่องพวกนี้หรอกครับ...”
“ขอผมคิดดูก่อน”
ซ่งเฉาตู้นวดขมับ หลายปีมานี้หลินนั่วแทบไม่เคยก้าวก่ายการตัดสินใจของบริษัทเลย เมื่อก่อนก็จัดการแค่เรื่องของพี่ชายเธอเท่านั้น
อย่างเช่นพวกทรัพย์สินทางปัญญาอะไรทำนองนั้น
ความจริงแล้วซ่งเฉาตู้ไม่ได้รังเกียจที่หลินนั่วจะเข้ามาก้าวก่ายการตัดสินใจของบริษัท แถมยังยินดีที่จะเห็นเธอเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้นด้วยซ้ำ
เพียงแต่ในช่วงที่หลินนั่วมีแฟนหรือกระทั่งเตรียมจะหมั้นหมาย จู่ๆ ก็เริ่มกระตือรือร้นกับเรื่องของบริษัทขึ้นมา ซ่งเฉาตู้จึงอดคิดไม่ได้ว่าเบื้องหลังเรื่องนี้ จะมีกู้สิงคอยชี้นำอยู่หรือไม่
ไอ้หมอนั่น เกาะผู้หญิงกินจนเสพติดแล้ว หรือว่ายังคิดจะเข้ามาฮุบบริษัทตำนานอีก?
ความทะเยอทะยานดั่งหมาป่าเช่นนี้ทำให้ซ่งเฉาตู้รู้สึกรังเกียจ เขาไม่รังเกียจที่จะบริหารบริษัทตำนานร่วมกับหลินนั่ว แต่ไม่ยอมให้คนนอกอย่างกู้สิงเข้ามามีส่วนแบ่งเด็ดขาด
หากมองข้ามเรื่องเหล่านี้ไป
การที่หลินนั่วเข้ามาก้าวก่ายการตัดสินใจของบริษัท เดิมทีเขาก็สามารถปล่อยอำนาจให้เธอได้ตามสบาย แต่พอเธอเข้ามาปุ๊บก็คิดจะลงดาบกับเสิ่นหลิวซูปั๊บ แบบนี้มันไม่หัวรุนแรงไปหน่อยเหรอ?
เกรงว่าตอนนี้ คนทั้งบริษัทคงกำลังเดาใจเขาอยู่สินะ?
หลายคนคงคิดว่าความห่วงใยที่เขามีต่อหลินนั่วนั้นเป็นเรื่องเสแสร้ง คนพวกนั้นไม่เข้าใจถึงความจงรักภักดีที่เขามีต่อหลินโม่ต่างหาก
แต่เรื่องนี้ คงไม่เหมาะที่จะนำมาใช้พิสูจน์ความจงรักภักดีของตัวเอง
ซ่งเฉาตู้สูดหายใจเข้าลึกๆ ในที่สุดก็มีความคิดบางอย่าง “เสิ่นหลิวซูจะไปไม่ได้ แต่ก็เพิกเฉยต่อความเห็นของนั่วนั่วไม่ได้เช่นกัน สู้ให้ทั้งสองฝ่ายถอยกันคนละก้าว ถ่ายโอนอำนาจของเสิ่นหลิวซูครึ่งหนึ่งไปอยู่ในมือของนั่วนั่ว ถ้าเธอสามารถประคับประคองแผนกภาพยนตร์และโทรทัศน์ได้ เสิ่นหลิวซูก็ไสหัวไปได้เลย แต่ถ้าทำไม่ได้ นั่นแปลว่าเสิ่นหลิวซูยังมีประโยชน์ จะให้เขาออกไปเพียงเพราะเรื่องของซีเหมินเยี่ยนไม่ได้”
เมื่อคิดได้ดังนี้
ซ่งเฉาตู้จึงบอกความคิดของตัวเองให้หูอันฟัง
แววตาของหูอันเป็นประกาย “ไม่มีปัญหาครับ ก็ถือซะว่าเป็นการสอบประเมิน ถ้าประธานหลินสามารถทำคะแนนได้สูงกว่า นั่นก็แปลว่าเสิ่นหลิวซูก็มีดีแค่นั้นแหละ”
พูดน่ะพูดแบบนี้
แต่ในใจของหูอันกลับรู้ดีว่า ต่อให้หลินนั่วจะฉลาดแค่ไหน เธอก็ไม่ใช่พี่ชายของเธออยู่ดี
แผนกภาพยนตร์และโทรทัศน์ของบริษัทตำนาน หลังจากยุคของหลินโม่ก็เปลี่ยนแม่ทัพมาแล้วหลายคน ล้วนแต่เป็นผู้ที่มีความสามารถหนึ่งในหมื่น แต่ก็ไม่มีใครสามารถหยุดยั้งความเสื่อมถอยของบริษัทได้เลย
มีเพียงเสิ่นหลิวซูเท่านั้น ที่จะทำให้แผนกภาพยนตร์และโทรทัศน์ของบริษัทตำนานกลับมายิ่งใหญ่ได้อีกครั้ง!
สิ่งที่ซ่งเฉาตู้ให้ความสำคัญมากที่สุดก็คือจุดนี้ ผลประโยชน์ของกลุ่มบริษัทต้องมาก่อนสิ่งอื่นใด!
องค์หญิงนั่วของพวกเรา ต่อให้จะเป็นน้องสาวของราชาแห่งวงการบันเทิงคนนั้น ก็ไม่มีทางเป็นคู่ต่อสู้ของจิ้งจอกเฒ่าอย่างเสิ่นหลิวซูได้อย่างเด็ดขาด!