"เสี่ยวหลิงเนี่ย เธอโดดเดี่ยวมาก นิสัยค่อนข้างมืดมน งานอดิเรกเพียงอย่างเดียวคือออกแบบเสื้อผ้า เรียกได้ว่าปกติเธอขังตัวเองอยู่ในโลกปิดตาย แม้จะมีแฟน แต่เธอก็ไม่แน่ใจว่านั่นคือความรักหรือเปล่า"
ในร้าน พื้นที่ค่อนข้างเงียบ หลี่อวี้กำลังอธิบายบทให้จางจิ้งชูฟัง ทีมงานพักผ่อนอยู่ด้านนอก ลูกค้าที่เดินผ่านไปมาเป็นระยะต่างก็ชะเง้อมองมาทางนี้ด้วยความอยากรู้อยากเห็น
"ตอนที่เธอเห็นเสี่ยวฉวิน หัวใจของเธอก็กลับมามีชีวิตชีวาทันที เหมือนถูกไฟจุดติด แต่ยังไงทั้งสองคนก็เพิ่งเจอกันครั้งแรก เธอยังระบุความรู้สึกนี้ไม่ได้ชัดเจน คุณรู้ไหม มันคือ..."
หลี่อวี้ทำไม้ทำมือต่อเนื่อง พยายามหาคำคุณศัพท์ที่ค่อนข้างชัดเจน "ก็คือความคลุมเครือแบบมีเหมือนไม่มีนั่นแหละ"
จางจิ้งชูฟังเงียบๆ ลูบขวดน้ำแร่ในมือไปมา โดยไม่ยอมบิดฝาเปิดสักที
เธอเข้าใจความหมายที่ผู้กำกับพูด เข้าใจความรู้สึกคลุมเครือระหว่างนางเอกทั้งสองคน แต่สิ่งที่เธอต้องการไม่ใช่สิ่งเหล่านี้ เธอต้องการให้ใครสักคนบอกเธอว่า ตกลงต้องแสดงยังไง
แต่อาชีพผู้กำกับ กลับเป็นอาชีพที่ไม่อยากสอนคนแสดงละครที่สุด
ยกเว้นคนแปลกๆ แบบตู้ฉีฟงที่เห็นนักแสดงเป็นอุปกรณ์ประกอบฉาก ผู้กำกับคนไหนก็ไม่มานั่งแจกแจงวิธีแสดงให้คุณฟังหรอก มีแต่จะบอกทิศทางหลักๆ แล้วให้คุณไปลุยเอาเอง บางคนถึงขั้นไม่บอกทิศทางหลักด้วยซ้ำ ปล่อยให้คุณดิ้นรนไปเอง เหมือนตอนที่จางจื่ออี๋ถ่ายทำ 'พยัคฆ์ระห่ำ มังกรผยองโลก' ก็ถูกหลี่อันทรมานจนแทบสติแตก
หลี่อันจะบอกเธอหลังจากที่เธอ NG ไปยี่สิบกว่าครั้งว่า 'ผมอยากได้สายตาแบบครั้งที่เจ็ด ท่าทางมือแบบครั้งที่สิบห้า ร่างกายแบบครั้งที่ยี่สิบสอง...'
ดูสิ โรคจิตแค่ไหน
ถ้าคนๆ หนึ่งเพิ่งสัมผัสการแสดง มีแค่สองทางให้เดินคือ พึ่งเทคนิค กับ พึ่งพรสวรรค์ รอจนเชี่ยวชาญแล้ว คลำหาสไตล์ที่เหมาะกับตัวเองได้ ถึงจะค่อยๆ หลุดพ้นจากพื้นฐานพวกนี้ได้
เทคนิคต้องเรียนรู้ ต้องสั่งสม พรสวรรค์ต้องมีความเข้าใจ ต้องมีแรงบันดาลใจ... ส่วนจางจิ้งชูน่ะ ไม่เข้าใจเทคนิค พรสวรรค์ก็ค่อนข้างด้อย เลยไปต่อไม่ถูก
ในขณะเดียวกัน ที่อีกฝั่งของชั้น ฉวยโอกาสตอนพัก คุณหนูฟ่านดึงฉู่ชิงกับหวังถงไปซื้อเสื้อผ้าซะงั้น เธอเองก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงชอบตีสนิทกับพี่สาวคนนี้ รู้แค่ว่ารู้สึกสบายใจมากๆ
"ดูคุณทำให้คนอื่นกลัวสิ เขาเพิ่งเคยเล่นหนังครั้งแรกนะ" ฉู่ชิงพิงประตู มองแฟนสาวที่กำลังวุ่นวายอยู่ในร้าน พลางคุยเล่นไปด้วย
"ไม่เป็นไรหรอก เด็กนั่นไม่ได้เปราะบางขนาดนั้น หัวรั้นจะตายไป" หวังถงก็พิงประตูอยู่ มองคุณหนูฟ่านที่อยู่ข้างในเช่นกัน
"คุณรู้อีกแล้ว?" เขาปาดเหงื่อ "ไม่ใช่ฉันรู้หรอก ดูนี่สิ" เธอชี้ไปที่ตาตัวเอง พูดว่า "มองออก"
ฉู่ชิงเบ้ปาก ไม่ออกความเห็น เห็นแฟนสาวเตรียมจ่ายเงิน จู่ๆ ก็ถามขึ้น "ช่วงนี้ยัยหนูนั่นดูจะติดคุณหนึบเลยนะ"
"ใช่ พอๆ กับคุณนั่นแหละ" หวังถงย่นจมูก หัวเราะ
"..."
กำลังคุยกันอยู่ คุณหนูฟ่านก็หิ้วถุงสองใบออกมา ใบหนึ่งโยนให้แฟนหนุ่ม "ฉันซื้อเสื้อยืดมาสองตัว" อีกใบยื่นให้หวังถง หัวเราะบอก "พี่หวังถง ฉันเลือกผ้าพันคอให้พี่ผืนนึง"
"โอ๊ะ มีของฉันด้วยเหรอ ขอบใจจ้ะ" หวังถงประหลาดใจเล็กน้อย รับมาด้วยสองมือ
ทุกคนพักประมาณยี่สิบนาที แล้วกลับมาถ่ายทำต่อ
ทีมงานเข้าประจำที่ ฉู่ชิงขยับไปข้างหลี่อวี้ ถาม "นี่ อธิบายเป็นไงบ้าง"
"ที่ควรพูดฉันก็พูดไปหมดแล้ว" เธอแบมือ ถอนหายใจ "ขอดูไปก่อนแล้วกัน"
"กล้องโอเค!"
"เสียงไม่มีปัญหา!"
"แอ็กชัน!"
ทั้งสองคนยังคงยืนอยู่ในร้านเล็กๆ จางจิ้งชูยังคงประคองกระจก
ครั้งนี้หวังถงไม่ได้บิดเอว แต่ไพล่มือไว้ด้านหลัง ก้าวเท้าเบาๆ ไปสองสามก้าว ท่าทางเปลี่ยนไป แต่ก็ยังคงความสวยงามอยู่ดี
จางจิ้งชูเอ่ยปาก "เป็นไงบ้าง ฉันออกแบบเอง เย็บเองเลยนะ"
"คัต!"
เธอเพิ่งพูดบทไปประโยคเดียว หลี่อวี้ก็สั่งคัต ยกโทรโข่งขึ้นพูด "เสี่ยวชู ไม่ได้ๆ ตาเธอแข็งเกินไป ไม่มีประกายเลย!"...
"เอาใหม่!"
"คัต!"
"เอาใหม่!"
"คัต!"
"คัต!"
"เสี่ยวชู ตาเธอต้องเป็นประกาย! เป็นประกาย! ฉันอยากได้ประกายวิบวับ!"
หลี่อวี้ขยี้ผม ตะโกนเสียงดัง แต่ก็ไม่อยากอารมณ์เสียใส่เด็กสาว ลุกขึ้น แล้วก็นั่งลง แล้วก็ลุกขึ้นอีก ท่าทางใกล้จะบ้าเต็มที
จางจิ้งชูก้มหน้าต่ำกว่าเดิม มองไม่เห็นสีหน้า หวังถงรีบเข้าไปโอบไหล่เธอ ปลอบโยนเสียงเบา
หลี่อวี้หยิบขวดน้ำขึ้นมา กรอกปากไปหลายอึก หอบหายใจแรงๆ ทั้งร้อนใจที่เธอเข้าถึงบทไม่ได้สักที ทั้งเสียดายฟิล์มที่เสียไปตั้งมากมาย จู่ๆ ก็หันขวับไปพูด "ชิงจื่อ อย่าทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นสิ มาช่วยหน่อย!"
"จะให้ผมช่วยยังไงล่ะ" ฉู่ชิงโดนลูกหลงแบบงงๆ สีหน้าไร้เดียงสาสุดๆ
"คุณได้รางวัลราชาภาพยนตร์มาฟรีๆ หรือไง ไปสอนเธอหน่อย" หลี่อวี้กดเสียงต่ำ รู้สึกเหมือนต้องลองเสี่ยงดูสักตั้ง
"เอ่อ ผมลองดูแล้วกัน" เขาแยกเขี้ยว ไม่มีคลามมั่นใจเอาซะเลย
ทางด้านหวังถงกำลังเกลี้ยกล่อมอยู่ พอเห็นเขาเดินมา ก็พยักหน้าน้อยๆ ถอนตัวออกจากที่เกิดเหตุอย่างรวดเร็ว แถมยังลากคุณหนูฟ่านที่แอบตามมาลับๆ ล่อๆ ออกไปด้วย
ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาหึงหวงผสมโรงดูหรอกนะ
...
ฉู่ชิงก็ไม่รู้จะพูดอะไร เกาหัว รับกระจกที่เธอยังคงกอดไว้อย่างโง่งมมาถือไว้ วางพิงโซฟาข้างๆ อย่างระมัดระวัง เป็นโซฟาเรียบๆ ที่เห็นได้ทั่วไปตามห้างสรรพสินค้า ไม่มีที่วางแขน เบียดอยู่ในร้านเล็กๆ ดูอึดอัดมาก
"เอ่อ คุณ คุณมี..." เขากระอักกระอ่วนมาก แม่งเอ๊ย จะถามยังไงวะเนี่ย
"ฉันทำไม่เป็น"
จางจิ้งชูกลับเป็นฝ่ายชิงพูดก่อน เสียงเบา "ฉันทำไม่เป็นจริงๆ ฉันแสดงไม่ออก พอพี่หวังถงขยับ ฉันก็ ฉันก็..."
"ไม่รู้ว่าจะไปต่อยังไงใช่ไหม"
"อืม"
สถานการณ์ของเธอ เป็นแบบฉบับของการเจอตัวท็อปเวลตันในหมู่บ้านมือใหม่ โดนตบจนมึนตึ้บไปเลย
"เอาอย่างนี้ คุณอย่าเพิ่งไปคิดเรื่องพวกนั้น"
เขาคิดแล้วคิดอีก พูด "ตอนนี้คุณทำแค่สามอย่างก็พอ อย่างอื่นไม่ต้องคิด" เห็นเธอทำหน้างงๆ ก็พูดต่อ "อย่างแรก คุณสูดหายใจลึกๆ ก่อน เอ๊ะ ไหล่อย่าเกร็งสิ ปล่อยลง! ปล่อยลง! ห้ามเกร็งเด็ดขาด!"
เขากางแขนออก แกว่งไปมาแรงๆ "มา คุณทำตามผม ยืดหลังตรง ยกแขนขึ้น ยกขึ้น"
จางจิ้งชูไม่เข้าใจ แต่ก็ค่อยๆ ยกแขนขึ้น แกว่งไปมาตามเขา
"ออกแรงหน่อย ออกแรงหน่อย หายใจเข้า หายใจออก หายใจเข้า หายใจออก..."
ทำซ้ำอยู่หลายครั้ง ฉู่ชิงเห็นเธอเริ่มหอบเล็กน้อย แต่สมาธิจดจ่อขึ้นมาก ก็พูดต่อ "อย่างที่สอง คุณไม่ได้กลัวเธอขยับตลอดเหรอ ถ้าเธอขยับอีก คุณก็ขยับตาม"
"ขยับ ขยับยังไง"
เขาหยิบกระจกบานนั้นขึ้นมา ทำท่าประกอบ "คุณดูสิ กระจกบานนี้แคบแค่ไหน เธอขยับปุ๊บก็ต้องส่องไม่เห็นทั้งตัวแน่ๆ หลุดเฟรมไปแล้ว เพราะงั้นคุณก็ต้องขยับตามเธอ เธอไปทางไหน กระจกคุณก็เลื่อนไปทางนั้น จำไว้ว่าอย่าขยับแรงเกินไป เข้าใจไหม"
"เข้าใจแล้ว"
จางจิ้งชูพยักหน้า ครั้งนี้เข้าใจจริงๆ เพราะเหตุผลง่ายนิดเดียว ไม่เหมือนหลี่อวี้ที่บ่นยาวเหยียด ไม่มีสาระอะไรเลย
"อย่างที่สาม!"
ฉู่ชิงบอก "เดี๋ยวตอนถ่าย คุณห้ามกะพริบตาเด็ดขาด ไม่ว่าเธอจะทำอะไร คุณก็ห้ามกะพริบตา จ้องเธอไว้ คุณชอบเธอ คุณก็อยากมองเธอ ทุกสีหน้า ทุกการเคลื่อนไหว"
"อืม ฉันจำไว้แล้ว"
จางจิ้งชูรู้สึกกระจ่างขึ้นมาทันที สิ่งที่เขาพูดคือสิ่งที่เธอต้องการมากที่สุด วิธีการแสดงแบบเจาะจงนั่นแหละ แต่พอลองคิดดู ก็อดกังวลไม่ได้ "แล้วผู้กำกับก็บอกว่า ตาฉันต้องมีประกายด้วย"
"เอ่อ ประกายเหรอ..."
ฉู่ชิงเดาะลิ้น อันนี้ยุ่งยากหน่อยล่ะ
สิ่งที่เขาพูดไปก่อนหน้านี้ล้วนเป็นแค่ตัวช่วย เหมือนร้องไห้ไม่ออกก็ต้องหยอดยาตา จัดเป็นหมวดหมู่ฮาร์ดแวร์ แต่ประกายนี่สิ จัดเป็นซอฟต์แวร์ คุณต้องเปล่งประกายจากข้างในสู่ข้างนอก เป็นแก่นแท้ที่สุดของการแสดง
"นี่ คุณเคยไปสวนสัตว์ไหม" เขาถาม
"เคยไป"
"เคยดูนกยูงรำแพนหางไหม"
"เคยดู"
"แล้วตอนที่คุณดูนกยูงรำแพนหางครั้งแรก คุณรู้สึกยังไง"
"ฉัน ฉันไม่ได้รู้สึกอะไร ฉันไม่ค่อยชอบนกยูงน่ะ"
"..."
"แล้วคุณชอบดอกไม้ไหม"
"ก็เฉยๆ นะ"
"เสื้อผ้าล่ะ"
"ฉันไม่ค่อยซื้อเสื้อผ้าน่ะ"
"..."
ฉู่ชิงหมดปัญญา พูดตรงๆ "เอ่อ อันนี้ผมช่วยไม่ได้จริงๆ ต้องพึ่งความรู้สึกของคุณเอง คุณลองจินตนาการถึงคนที่คุณชอบที่สุด แล้วคุณกำลังมองเขา กอดเขา... เอาเป็นว่าอารมณ์ประมาณนั้นแหละ เดี๋ยวตาก็จะเป็นประกายเอง"
พูดจบ หมอนี่ยังเสริมอีกประโยค "อันนี้ผมไม่ได้สอนนะ อาจารย์ที่สถาบันการแสดงกลางสอนมา"
ทั้งสองคนซุบซิบกันอยู่สิบกว่านาที เขาก็มุดออกจากร้าน
หลี่อวี้รีบถาม "เป็นไงบ้าง"
"ก็พอได้มั้ง" หมอนี่ลูบหน้าลูบตา ในใจไม่มั่นใจเอาซะเลย กลัวว่าจะสอนคนอื่นผิดๆ
"ทำไมเหงื่อแตกเต็มหัวเลยล่ะ" คุณหนูฟ่านขยับเข้ามาช่วยซับเหงื่อให้ ถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น "นายพูดอะไรไปบ้างเนี่ย"
"ก็สอนมั่วๆ ไปงั้นแหละ ที่อาจารย์สอน ที่ผมคิดเอง พูดไปพูดมาจนผมยังเชื่อเลย" เขาดื่มน้ำไปอึกหนึ่ง แล้วหันไปเรียกหวังถง "นี่พี่หวังถง เดี๋ยวพี่แสดงแบบเทกแรกเลยนะ ผมจะขอดูว่าเธอจะตอบสนองยังไง"
"ได้!"
ทุกคนเข้าประจำที่ ผู้ช่วยผู้กำกับตบสเลตดังป๊าบ
"แอ็กชัน!"
สิ้นเสียง หวังถงก็เริ่มบิดเอวเบาๆ อ่อนช้อยกว่าเดิม เหมือนถูกถอดกระดูกออกไป ทำให้คนดูอดไม่ได้ที่จะรู้สึกจั๊กจี้แปลกๆ
ถัดมา เธอก็พบว่าเด็กสาวฝั่งตรงข้ามที่ประคองกระจกอยู่ ก็กำลังเคลื่อนไหวไปมาเล็กน้อยเช่นกัน
ในกระจกเงาวาววับ สะท้อนเงาของเธออยู่ตลอดเวลา จังหวะสอดคล้องกันอย่างน่าประหลาด คุณไปซ้าย ฉันไปขวา คุณไปขวา ฉันไปซ้าย ไม่มีทางหลุดพ้นจากสายตาของกันและกัน
หวังถงเม้มปากยิ้ม เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย บิดตัวอย่างอิสระมากขึ้น มองสำรวจผมยาวของเธอ เสื้อกล้ามของเธอ หัวไหล่ที่เปิดเปลือยของเธอ ไหปลาร้าที่ได้รูปสวยงามของเธออย่างไม่เกรงใจ...
จางจิ้งชูก็มองอีกฝ่ายเช่นกัน
เปลือกตาของเธอค่อนข้างบาง แต่นัยน์ตาคู่นั้นดำขาวตัดกันชัดเจน สวยงามมาก
ตอนนี้เธอจงใจหรี่ตาลง แคบๆ เรียวๆ สีดำดูนิ่งลึกขึ้น สีขาวดูใสกระจ่างขึ้น กลมกลืนเข้าด้วยกัน ทอประกายประหลาดล้ำออกมา
"เป็นไงบ้าง ฉันออกแบบเอง เย็บเองเลยนะ" เธอถามยิ้มๆ
"เดี๋ยวนี้คนเย็บกระดุมเสื้อแบบนี้ได้มีน้อยแล้ว ฉันใส่เป็นไงบ้าง" เธอถามยิ้มๆ เหมือนกัน
"สวย เหมือนทำมาเพื่อคุณโดยเฉพาะเลย"
จางจิ้งชูสะบัดผมเบาๆ ผมดัดลอนใหญ่หนานุ่มทิ้งตัวลงข้างแก้ม เผยให้เห็นใบหน้าซูบผอม ในความมืดมนที่ซ่อนอยู่ กลับแฝงความคาดหวังอันอบอุ่นเอาไว้
ราวกับได้สัมผัสถึงดอกไม้ไฟในวันที่หิมะตกหนักวันนั้น







