180. บทที่ 180 ร่างกายอมตะ
เฉาหยางดึงสติกลับมา จากนั้นก็อาศัยความสามารถในการรับรู้ของเส้นด้ายพลังปรารถนาเรียกตัวตันเอินกับจูตี๋มาที่ฐานของดินแดนหรรษา “นายไปที่หัวหาดฝั่งตะวันตกเพื่อตามหานักบวชผู้ปฏิบัติการของลัทธิจักรกลศักดิ์สิทธิ์ บอกเธอว่าพวกลัทธิคลั่งอาจจะบุกโจมตีจวนลอร์ดโดยตรง ให้เธอรีบไปสนับสนุนกองกำลังพิทักษ์เมืองที่เฝ้าอยู่ที่นั่นทันที!”
“ตอนนี้เลยเหรอครับ” ตันเอินอดประหลาดใจไม่ได้ ท้ายที่สุดในสายตาของเขา ค่ำคืนนี้ก็ไม่ได้มีอะไรแตกต่างไปจากวันปกติ แล้วพวกคนบ้าเหล่านั้นกล้าบุกโจมตีจวนลอร์ดขึ้นมาดื้อๆ ได้ยังไงกัน แต่ถึงอย่างไรผู้ที่แจ้งข่าวกับเขาก็คือทูตของเจ้าแห่งดินแดนหรรษา หลังจากชะงักไปหนึ่งวินาทีเขาก็ตอบรับทันที “ได้ครับ ผมจะไปหาพวกเขาเดี๋ยวนี้”
“แล้วฉันล่ะคะ” จูตี๋ถาม
“เธอไปแจ้งคุณเซวีย ให้เขาระดมทีมรักษาความปลอดภัยและเตรียมพร้อมรบ นอกจากนี้ก็ไปแจ้งเจินนี บอกว่าในเมืองอาจจะเกิดเรื่องใหญ่ขึ้น ถ้ามีประชาชนต้องการเข้าไปหลบภัยในวิหารศักดิ์สิทธิ์ ให้ขวางพวกเขาเอาไว้ อย่าให้ใครบุกเข้ามาได้ ที่นี่รับเฉพาะผู้ป่วยเท่านั้น”
“เข้าใจแล้วค่ะ!” เธอตอบอย่างฉะฉานกระฉับกระเฉง
ทูตเทพที่เรียกตัวเองว่าลำดับแห่งเหตุและผลอาจจะพูดเกินจริงไปบ้าง แต่ในเวลาแบบนี้ยอมเชื่อว่ามีไว้ก่อนดีกว่าไม่เชื่อ ดูจากจำนวนของเศรษฐีและขุนนางที่ขึ้นเรือมาร่วมกิจกรรมก็รู้แล้วว่า ลัทธิเทพมารกลุ่มนี้ได้แอบยื่นหนวดหมึกเข้าไปในทุกซอกทุกมุมของเมืองแล้ว
หลังจากที่ทั้งสองคนจากไป เฉาหยางก็ลุกขึ้นแล้วเดินไปยังห้องเก็บของใต้ดิน
ที่นั่นยังมีร่างกายสำรองอยู่อีกสิบกว่าร่าง
เขาไม่สนใจว่าอ้ายปู้เหวยฉีคนใหม่จะเป็นใครกันแน่ และไม่สนใจด้วยว่าอีกฝ่ายจะยังมีชีวิตอยู่หรือไม่
เพราะผู้เล่นของดินแดนหรรษาต่างหากคือ “ร่างกายอมตะ” ที่แท้จริง
...
อ้ายลั่วตี้ลอยตัวสูงอยู่กลางอากาศ สายลมบ้าคลั่งในมือรวมตัวกันเป็นใบมีดหมุนวน!
หลังจากก้าวลงบนดาดฟ้าเรือได้ไม่กี่วินาที เธอก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายประหลาดที่แผ่ปกคลุมตัวเอง ลมทะเลไม่ได้เย็นสดชื่นอีกต่อไป กลับกลายเป็นเหนียวเหนอะหนะ ราวกับว่าตัวเองกระโจนลงไปในบ่อโคลนก็ไม่ปาน ดังนั้นเธอจึงไม่ได้เดินตามคนอื่นๆ ไปข้างหน้า แต่กลับก้าวถอยหลังไปสองก้าวโดยสัญชาตญาณ
การถอยหลังครั้งนี้ทำให้ลมทะเลพัดผ่านได้ลื่นไหลขึ้นมาก ทว่าความรู้สึกแปลกประหลาดนั้นกลับไม่ได้หายไปในทันที ราวกับว่าเธอยังคงอยู่ในกับดักที่มองไม่เห็นบางอย่าง ที่ชั่วร้ายยิ่งกว่านั้นคือ เธอเตือนเพื่อนร่วมทีมไปตั้งหลายรอบแล้ว แต่คนอื่นๆ กลับทำหูทวนลมราวกับคนหูหนวก
ด้วยความจนใจ เธอจึงทำได้เพียงใช้ความสามารถพรสวรรค์ สยายปีกบินขึ้นสู่ท้องฟ้า
เมื่อมองลงมาจากที่สูง อ้ายลั่วตี้มองเห็นวงแหวนแสงครึ่งทรงกลมสีแดงจางๆ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่เกือบสามในสี่ของดาดฟ้าเรือ ศูนย์กลางของวงแหวนแสงไม่ได้มาจากทูตเทพ แต่อยู่ที่จุดใดจุดหนึ่งบนแกนกลางของดาดฟ้าเรือ น่าเสียดายที่เธอกวาดสายตามองไปรอบๆ แล้วก็ไม่พบความผิดปกติใดๆ บนดาดฟ้าเรือเลย
ทว่าเรื่องพวกนี้ไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว
โดยเฉพาะหลังจากเห็นกะโหลกศีรษะของอานตงหนีกับคนอื่นๆ เปิดออก เธอก็ได้รับข้อมูลสำคัญอย่างหนึ่ง นั่นก็คือความสามารถในการต่อต้านสมองปีนออกมาของเธอนั้นแข็งแกร่งกว่าเพื่อนร่วมทีม บางทีอาจเป็นเพราะหลังจากพรสวรรค์ตื่นขึ้น ความแข็งแกร่งทางร่างกายของทูตสวรรค์ก็จะเพิ่มขึ้นอย่างมากอยู่แล้ว หรืออาจเป็นเพราะเจตจำนงของเธอแข็งแกร่งกว่า แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน มันก็หมายความว่าเธอสามารถยืนหยัดอยู่ในพื้นที่ดาดฟ้าเรือได้นานกว่า
และเธอใช้เวลาเพียงแค่วินาทีเดียวในการผ่าหัวของอีกฝ่าย!
อ้ายลั่วตี้สูดหายใจเข้าลึกๆ ในชั่วพริบตาที่หุบปีก เธอก็พุ่งเข้าใส่ศัตรู
ในตอนนั้นเองจางจื้อหย่วนก็ถูกสมองที่กำลังคลานอยู่กัดลำคอขาดพอดี
เกลียวคลื่นที่ซัดสาดตัวเรือราวกับหยุดนิ่ง เสียงลมทะเลที่พัดอื้ออึงก็หยุดลงโดยสมบูรณ์ เธอพุ่งทะยานเข้าหาศัตรูที่ท้ายเรือราวกับสายฟ้า ดาบตัดวายุที่ชูขึ้นเปล่งประกายแสงสีรุ้งออกมา!
แม้แต่ดาดฟ้าเรือท่ามกลางความมืดมิดในยามค่ำคืนก็ยังสว่างไสวไปด้วยแสงสีตระการตา
ตั้งแต่โฉบลงมาจากท้องฟ้าจนถึงการพุ่งเข้าใส่เหนือหัวของศัตรู กระบวนการทั้งหมดใช้เวลาเพียงแค่พริบตาเดียวสองครั้งเท่านั้น สายตาทั้งหมดของทูตเทพจับจ้องไปที่จางจื้อหย่วนโดยไม่ได้แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้ายามค่ำคืนเลย ในเสี้ยววินาทีที่แสงเจ็ดสีผ่าความมืดมิดยามค่ำคืน ดาบตัดวายุก็มาถึงเหนือหัวของทูตเทพแล้ว!
อ้ายลั่วตี้สัมผัสได้ถึงแรงต้านทานที่อธิบายไม่ถูกนั้นจริงๆ แต่ภายใต้การพุ่งชนด้วยความเร็วของสายลม เธอก็ยังคงควบคุมสายลมบ้าคลั่งให้เฉือนเข้าไปในร่างกายของศัตรูได้อย่างแม่นยำ กระแสอากาศอันแหลมคมระเบิดออกอย่างต่อเนื่องภายในตัวของทูตเทพ รอยแยกขนาดใหญ่ลากยาวตั้งแต่ลำคอของอีกฝ่ายไปจนถึงเอว ไม่เพียงแต่กระดูกสันหลังจะถูกแบ่งออกเป็นสองซีกเท่านั้น แต่อวัยวะต่างๆ อย่างหัวใจ ปอด และลำไส้ต่างก็ถูกบดขยี้จนแหลกละเอียด!
ไม่มีใครสามารถรอดชีวิตจากการฟันเช่นนี้ได้
แววตาของทูตเทพเผยให้เห็นถึงความตื่นตะลึง
จากนั้นท่อนบนของเขาก็หงายหลังล้มลง แทบจะเหลือเพียงแค่หนังกำพร้าแผ่นเดียวที่เชื่อมต่อกับขาทั้งสองข้าง เลือดที่พุ่งทะลักออกมากระเด็นสาดกระเซ็นไปทั่วพื้น
เพื่อป้องกันไม่ให้ศัตรูกลับมาฟื้นคืนชีพเหมือนอ้ายปู้เหวยฉี เธอจึงฟันท่อนล่างของอีกฝ่ายให้กลายเป็นชิ้นเนื้อไปด้วย ชั่วขณะหนึ่งท้ายเรือก็ดูราวกับกลายเป็นโรงฆ่าสัตว์ ชิ้นเนื้อสับละเอียดของทูตเทพกระจัดกระจายไปทั่วทุกที่
เพียงแต่ความรู้สึกเหนียวเหนอะหนะในอากาศกลับไม่ได้หายไป ซ้ำยังรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ!
ในที่สุดอ้ายลั่วตี้ก็ตระหนักได้ว่าวงแหวนแสงที่ผิดปกตินี้ไม่เกี่ยวข้องกับความสามารถของตัวทูตเทพเองเลย ไม่ว่าทูตเทพจะอยู่หรือตาย มันก็สามารถแสดงผลได้อย่างอิสระ!
ในเมื่อศูนย์กลางของวงแหวนแสงซ่อนอยู่ภายในดาดฟ้าเรือ เธอก็ไม่จำเป็นต้องตามหาอย่างละเอียดอีกต่อไป อ้ายลั่วตี้เรียกดาบตัดวายุออกมาอีกครั้ง โดยตั้งใจที่จะฟันดาดฟ้าเรือส่วนท้ายและห้องเคบินชั้นล่างให้แหลกละเอียดไปพร้อมๆ กัน!
“จบกันแค่นี้แหละ!”
ในเสี้ยววินาทีที่หญิงสาวเหวี่ยงใบมีดสายลมลงไป แถบผ้าสีดำสองเส้นก็พุ่งจู่โจมมาจากด้านหลัง เส้นหนึ่งทะลวงช่องท้องของเธอ ส่วนอีกเส้นหนึ่งพันรัดมือทั้งสองข้างที่กำดาบเอาไว้
อะไรนะ?
“ฉันปล่อยให้เธอทำลายตราสัญลักษณ์ที่องค์ผู้เป็นเจ้าประทานให้ไม่ได้หรอกนะ...” น้ำเสียงราวกับโลหะของชายหนุ่มดังขึ้นที่ข้างหู
อ้ายลั่วตี้หันขวับไปมองอย่างไม่อยากจะเชื่อ แล้วก็เห็นว่าทูตเทพที่เดิมทีถูกสับเป็นชิ้นๆ ไปแล้วกำลังฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว! ชิ้นส่วนร่างกายเหล่านั้นพากันบินเข้ามาหาเขา ประกอบกันเป็นมือและเท้าของเขาขึ้นมาใหม่ ส่วนแถบผ้าสีดำเหล่านี้ก็ถูกชิ้นเนื้อห่อหุ้มเอาไว้ ราวกับว่าพวกมันได้กลายเป็นโครงกระดูกใหม่ของเขา
“ตราบใดที่มีองค์ผู้เป็นเจ้าคุ้มครอง ฉันก็คือผู้เป็นอมตะ” ทูตเทพเผยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม แม้ว่าตอนนี้เขาจะมีใบหน้าแค่ครึ่งเดียวก็ตาม “เธอเป็นใครกันแน่ ทำไมถึงมีปีกได้”
อ้ายลั่วตี้พยายามจะดิ้นให้หลุดจากการพันธนาการ แต่แถบสีดำที่พันธนาการมือทั้งสองข้างของเธอเอาไว้กลับนิ่งสนิทราวกับคีมเหล็ก ส่วนบาดแผลทะลุที่หน้าท้องนั้น แม้จะขยับเพียงแค่นิดเดียวก็ทำให้เธอรู้สึกเจ็บปวดอย่างรุนแรง เธอพยายามอยู่เพียงไม่กี่ครั้ง เหงื่อก็ไหลชุ่มแผ่นหลังแล้ว
ทูตเทพยกแขนของเธอที่ถูกห้อยแขวนไว้ให้สูงขึ้นไปอีก ฝ่ายหลังรู้สึกราวกับว่าหน้าท้องถูกฉีกกระชากทันที ความเจ็บปวดทำให้เธออดไม่ได้ที่จะกรีดร้องออกมา
“ไม่พูดก็ไม่เป็นไร ยังไงเธอก็ต้องตายที่นี่อยู่ดี และวิญญาณของเธอก็จะถูกนำไปใช้ประโยชน์เพื่อองค์ผู้เป็นเจ้า” เขาพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “อย่ากลัวไปเลย การหลอมรวมครั้งใหญ่คือชะตากรรมของทุกคน เธอแค่อาจจะไปถึงฝั่งฝันเร็วกว่าพวกเขาเท่านั้นเอง”
“ถุย!”
อ้ายลั่วตี้ถ่มน้ำลายใส่ใบหน้าที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ของอีกฝ่าย แถมยังถ่มน้ำลายรดสมองของเขาด้วย
ตอนนี้เธออยู่บนดาดฟ้าเรือมาเกือบหนึ่งนาทีแล้ว ท้ายทอยก็เริ่มมีอาการคันยุกยิกจนแทบจะอดใจไม่ไหวที่จะเอื้อมมือไปเกา
เธอรู้ดีว่าเวลาของตัวเองเหลืออยู่อีกไม่มากแล้ว จึงตั้งใจจะเสี่ยงเดิมพันเป็นครั้งสุดท้ายโดยแลกกับความเสี่ยงที่หน้าท้องอาจจะฉีกขาด
ทว่าในตอนนั้นเอง กลุ่มหมอกก็ปรากฏขึ้นที่ใจกลางดาดฟ้าเรืออย่างกะทันหัน! มันลอยกระจายออกไปรอบๆ และเข้าปกคลุมทั่วทั้งท้ายเรืออย่างรวดเร็ว!
และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง อ้ายลั่วตี้ก็สัมผัสได้ว่าความรู้สึกเหนียวเหนอะหนะชวนสะอิดสะเอียนนั้นได้หายไปจนหมดสิ้น อาการคันที่ท้ายทอยก็สงบลงตามไปด้วย! ถึงแม้จะไม่รู้สาเหตุ แต่นี่ก็เป็นโอกาสที่ดีที่สุดในการดิ้นให้หลุดอย่างไม่ต้องสงสัย หญิงสาวงอเข่าขึ้น แล้วถีบเข้าใส่ศัตรูอย่างแรง ทำให้ร่างกายของตัวเองแกว่งถอยหลังไป!
ในที่สุดท่าทางที่ถูกห้อยแขวนก็เกิดการเปลี่ยนแปลง เธอลอยขึ้นไปกลางอากาศราวกับกำลังโล้ชิงช้า มือทั้งสองข้างที่เดิมทีห้อยอยู่เหนือหัวกลายเป็นจุดหมุน จนกระทั่งสองเท้าลอยสูงกว่าเหนือหัว เธอก็ทำการเปลี่ยนท่าทางจากการห้อยแขวนมาเป็นท่าเตรียมฟันเสร็จสมบูรณ์ สายลมบ้าคลั่งรวมตัวกันเป็นใบมีดอีกครั้ง และปั่นร่างที่ฟื้นฟูของทูตเทพให้แหลกละเอียดเป็นครั้งที่สอง
แถบผ้าสีดำคลายตัวออกจากเธอ
เธอก็ใช้ประโยชน์จากแรงเหวี่ยงนี้ดึงแถบผ้าสีดำอีกเส้นออกมาจากหน้าท้องของตัวเอง!







