ผมยอมทิ้งศักดิ์ศรีเพื่อยอดโดเนท แต่ลูกพี่ดันเปย์สู้ตายแบบไม่มีกั๊ก · khram
ตอนที่ 180
บทที่ 180 ผู้ชายสองคน บางทีตลอดชีวิตอาจจะแค่หน้าตาคล้ายกันเท่านั้น...
อาหลุนมองพี่ใหญ่ด้วยความเซอร์ไพรส์!
คำขอบคุณในใจถูกเตรียมเอาไว้หมดแล้ว
แค่รอให้พี่ใหญ่เปย์ของขวัญรัวๆ จากนั้นก็จะเริ่มมอบความรู้สึกดีๆ กลับไปให้พี่ใหญ่
ทว่า...
สามวินาทีผ่านไป...
ห้าวินาทีผ่านไป...
ในห้องไลฟ์สดเงียบกริบ
นอกจากจรวดหนึ่งลำในตอนแรก พี่ใหญ่ก็ไม่มีทีท่าว่าจะเปย์ของขวัญต่อเลยแม้แต่น้อย!
อาหลุนงงเป็นไก่ตาแตก "???"
ไม่ใช่สิ???
พี่ใหญ่ พี่มีเหตุผลขนาดนี้เลยเหรอครับ?
อาหลุนพูดตะกุกตะกัก "พี่ใหญ่ พี่... พี่จบแค่นี้เหรอครับ?"
【Lv66 เทียนปู้โซวอู๋: "อ่า จบแล้ว"】
พี่ใหญ่เอ่ยตอบอย่างเย็นชา
ทำเอาอาหลุนถึงกับไปไม่เป็นในพริบตา...
เนิ่นนานผ่านไป
อาหลุนถึงฝืนยิ้มออกมาได้ "อะแฮ่ม โอ... โอเคครับ ดูเหมือนพี่ใหญ่คนนี้จะเป็นสายใช้เหตุผล!"
"แต่ไม่เป็นไรครับ!"
"แค่พี่ใหญ่ชอบเพลงนี้ก็พอแล้วครับ!"
อาหลุนยังคงพยายามกู้หน้า
แต่ชาวเน็ตในห้องไลฟ์สดไม่ใช่คนโง่ แต่ละคนทำหน้าพิลึกพิลั่น
ใครๆ ก็มองออก
พี่ใหญ่ใช้เหตุผลที่ไหนกัน ชัดเจนว่าเขาไม่พอใจเพลงของนายต่างหากล่ะโว้ย!
【Lv56 ลมปราณโลหิต (เดาะลิ้น): "เพลงนี้งั้นๆ มากเลย..."】
【Lv50 เฉินมู่เยว่ไป๋ (พยักหน้าเห็นด้วย): "อืม งั้นๆ จริงด้วย!"】
ราชินีไร้เดียงสาอดหัวเราะไม่ได้ "ฮ่าๆๆๆ หมอนี่ไปหานักดนตรีมาจากไหนเนี่ย... ทำไมถึงไม่ได้เรื่องขนาดนี้?"
"จุ๊ๆ ดูเหมือนว่าการที่เขาออกจากเทียนไว่เทียนในปีนั้นก็ไม่ใช่เรื่องแย่อะไรนี่นา"
"สติปัญญาแค่นี้ยังคิดจะไปสู้กับไอ้หนุ่มเจียงเฟิงอีก"
"เห็นชัดๆ ว่าไม่รู้สินะว่าคำว่าตายสะกดกยังไง!"
กินของดีๆ มาเยอะก็มีปฏิกิริยาแบบนี้แหละ
หมอนี่อย่างอาหลุนน่ะ ถ้าเป็นเมื่อก่อน...
ราชินีไร้เดียงสายังรู้สึกว่าอีกฝ่ายเป็นคนมีความสามารถ... อย่างน้อยเรื่องร้องเพลงก็เพราะจริงๆ
แต่พอวันนี้เอามาเทียบกับเจียงเฟิง
เธอถึงได้ตระหนักว่าความห่างชั้นมันคืออะไร!
ถึงขั้นที่ว่าพอเอาของมาเทียบกันแล้วต้องโยนของเก่าทิ้งเลยล่ะ!
เขาว่ากันว่าบางครั้งคนเราก็ไม่สามารถเข้าใจความรู้สึกของตัวเองเมื่อหลายปีก่อนได้...
ตอนนี้ราชินีไร้เดียงสาก็รู้สึกแบบนั้น
ตอนนั้นตัวเองต้องตาบอดไปแล้วแน่ๆ ถึงได้ใช้ทรัพยากรมหาศาลของเทียนไว่เทียนไปปั้นคนแบบนี้
น่าขายหน้าชะมัด!
"หึๆ เจียงเฟิงยังไม่ได้ร้องเลย ลูกมั่นใจขนาดนี้เลยเหรอว่าเจ้าหนุ่มนั่นจะชนะ?"
ท่านประธานเซี่ยยิ้มอย่างอ่อนโยน
เขามองลูกสาวตัวเองพลางส่ายหน้ายิ้มๆ "ถึงแม้เพลงของอาหลุนจะไม่เป็นที่ถูกใจของพี่ใหญ่"
"แต่มองตามความเป็นจริง... ไม่ใช่ว่าเพลงไม่ดีหรอกนะ"
"แต่เป็นเพราะเขารีบร้อนเกินไปจนทำให้จุดประสงค์ของเพลงมีปัญหา..."
"ถ้าจะให้พูดจริงๆ เพลงนี้ก็ถือว่าไม่เลวเลยล่ะ"
ราชินีไร้เดียงสาเบ้ปาก "พี่ใหญ่ไม่ชอบ ก็แปลว่าเป็นขยะ!"
"หนูเป็นพวกตัดสินที่ผลลัพธ์ค่ะ"
"แถมหนูยังฟันธงด้วย!"
"เจียงเฟิงต้องร้องได้ดีกว่าหมอนี่แน่นอน!"
น้ำเสียงของท่านประธานเซี่ยชะงักไป
ไม่ใช่สิ???
นี่ลูกเริ่มเชื่อใจไอ้หนุ่มนั่นแบบไม่ลืมหูลืมตาแล้วเหรอเนี่ย?
ในห้องไลฟ์สดเริ่มอึกทึกครึกโครมขึ้น
"เฮ้ย? แค่นี้เนี่ยนะ???"
"เพลงนี้ก็ไม่เห็นเพราะเลย! ไม่เพราะเลยโว้ย!!!"
"ใช่! ระดับแค่นี้ริอ่านมาท้าประลอง อย่าทำให้ขำตายหน่อยเลยน่า!"
"รีบเปลี่ยนตัวสตรีมเมอร์สิ! พวกเราอยากฟังคุณสตรีมเมอร์ร้องเพลงแล้ว!!"
"ใช่เลย!!! เปลี่ยนสตรีมเมอร์มาร้องเพลง!!"
คอมเมนต์ของชาวเน็ตเริ่มไหลเป็นน้ำ
พวกเขาไม่สบอารมณ์แล้ว!
บ้าบออะไรเนี่ย!
ตอนแรกที่อาหลุนมาท้าประลอง พวกเขายังแอบตั้งตารออยู่เลย...
เพราะยังไงซะสองเพลงที่เจียงเฟิงเพิ่งร้องไปก็ยอดเยี่ยมมากจริงๆ
จนทำให้พวกเขารู้สึกไปเองว่าหมอนี่ที่เพิ่งมาใหม่จะต้องเตรียมตัวมาดีแน่ๆ
ถึงตอนนั้นคงได้สู้กันอย่างดุเดือด...
แต่ผลลัพธ์กลับคาดไม่ถึงเลยจริงๆ!
แค่นี้เหรอ?
นี่มันเศษมันเทศเน่าๆ หรือเศษผักเหม็นๆ อะไรกันวะเนี่ย!!
【Lv55 เกาตวนหวันเจีย: "เดี๋ยวนะ ลูกพี่ คนดูไม่ชอบกันเหรอ?"】
【Lv55 เกาตวนหวันเจีย: "...ฉันว่าเพลงนี้ก็เพราะดีออกนะ!"】
เกาตวนหวันเจียทำหน้าแปลกใจ
เขารู้สึกว่ามันก็ดีจริงๆ นี่นา!
แอดมินอีกคนก็มืดแปดด้านจับต้นชนปลายไม่ถูกเช่นกัน
คิดอยู่ครู่หนึ่งจึงฝืนอธิบายออกไป
【Lv61 ซวงโยว: "อืม... ไม่รู้สิ บางทีรสนิยมของพี่ใหญ่อาจจะแปลกไม่เหมือนใครล่ะมั้ง?"】
ซวงโยวหันไปมองลูกพี่ของตัวเอง
เห็นเพียงลูกพี่ของตัวเองทำหน้าเคร่งขรึม เนิ่นนานกว่าจะเอ่ยออกมาช้าๆ
【Lv67 เฮ่อ: "...มีเหตุผล"】
【Lv67 เฮ่อ: "ยังไงก็ตาม ตอนนี้ด่วนสรุปไปก็ยังเร็วเกินไป ไอ้หนุ่มนั่นก็กำลังจะเริ่มร้องแล้วไม่ใช่เหรอ? เดี๋ยวก็รู้แล้วว่าพี่ใหญ่คิดยังไง!"】
พอได้ยินดังนั้น
ทั้งสองคนก็พยักหน้า แล้วเบนสายตาไปทางเจียงเฟิง
...
"พี่ใหญ่ครับ มอบเพลง 'เพลงเก่าที่เขียนใหม่' เพลงนี้ให้กับคุณครับ"
เจียงเฟิงนั่งลงหน้าเปียโนช้าๆ บนใบหน้ามีรอยยิ้มบางเบา
เพียงแต่รอยยิ้มของเขาดูจางมาก
ทว่าลึกเข้าไปในดวงตากลับแฝงไปด้วยความโชกโชนของการผ่านโลกมาถึงสองชาติภพ
"เพลงเก่าที่... เขียนใหม่?"
ชาวเน็ตในห้องไลฟ์สดชะงักไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินชื่อนี้
ซี้ด!
ชื่อนี้ดูเหมือนจะน่าสนใจแฮะ!
ในดวงตาของพี่ใหญ่ก็มีประกายความประหลาดใจวาบผ่านเช่นกัน
ในฐานะผู้บริหารระดับสูงที่ผ่านประสบการณ์มาอย่างโชกโชน เขาดูเหมือนจะเข้าใจความแยบคายของชื่อเพลงที่เจียงเฟิงตั้งแล้ว
ชื่อเพลงไม่เลวเลย
แค่ไม่รู้ว่าเนื้อหา...
"เทียบกับแม่ที่มักจะกังวลใจอยู่เสมอ"
"ใช่แล้วล่ะ..."
"เขาดูเหมือนคนนอกที่ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้มากกว่า"
"คนนอกที่จงใจสงวนท่าที..."
น้ำเสียงทุ้มต่ำของเจียงเฟิงเอ่ยขึ้นมาเรียบๆ
แต่เพียงแค่เนื้อเพลงท่อนแรกดังขึ้น ก็ทำเอาชาวเน็ตในห้องไลฟ์สดถึงกับอึ้งไปในพริบตา!
ไม่ใช่สิ??
นี่คือการร้องเพลงเหรอ?
ชาวเน็ตงงเป็นไก่ตาแตก!
เพราะวิธีการร้องแบบนี้ของเจียงเฟิง ไม่เหมือนกับเพลงทั่วไปที่มีท่วงทำนองและจังหวะชัดเจนเลยสักนิด
กลับเหมือนเพื่อนคนหนึ่ง ที่กำลังบอกเล่าเรื่องราวในอดีตให้คุณฟังเบาๆ มากกว่า
แววตาของพี่ใหญ่เปลี่ยนไป
เขายืดตัวตรงขึ้นเล็กน้อย แล้วตั้งใจฟังต่อ
เสียงเปียโนบรรเลงแผ่วเบา ดังก้องกังวานไปทั่วห้องที่ว่างเปล่า
เจียงเฟิงหลุบตาลงต่ำ เอื้อนเอ่ยเสียงเบา
"เมื่อความวุ่นวายบนโลกที่ไร้ผล แปรเปลี่ยนเป็นริ้วรอยแห่งกาลเวลา..."
"พ่อครับ ผมคิดถึงพ่อ"
ไม่มีการจงใจบิลด์อารมณ์ ในทางกลับกัน มุมปากของเจียงเฟิงยังประดับไปด้วยรอยยิ้มบางๆ
ราวกับว่าพ่อกำลังยืนอยู่ตรงหน้าเขา
นั่คือบทสนทนาระหว่างลูกผู้ชายกับลูกผู้ชาย
คือการพูดคุยสัพเพเหระของสองพ่อลูกบนโต๊ะเหล้า
"พอจวนจะแก่ตัวลง ถึงเพิ่งคิดจะทบทวนความสัมพันธ์ฉันพ่อลูก..."
"พูดกันตามตรง..."
"จริงๆ แล้วมันคือการตอบคำถามตัวเอง กับโจทย์ที่ตอบส่งๆ มาครึ่งค่อนชีวิต..."
"โจทย์ที่แสนจะหนักอึ้ง"
"เขาอยู่ตรงนี้ ดึงตัวผม... กลับไปในอดีต..."
ลูกชายบนโต๊ะอาหารส่ายหน้าถอนหายใจเบาๆ
กระดกเหล้าในมือรวดเดียวหมดแก้ว
น่าเสียดาย ที่ฝั่งตรงข้ามของโต๊ะอาหาร ขาดเงาร่างอันชราภาพที่คุ้นเคยไปเสียแล้ว
"ราวกับเวทมนตร์อันศักดิ์สิทธิ์..."
"หลายปีที่ผ่านมาเอาแต่สนใจตัวเอง ถึงแม้สิ่งที่ผมใฝ่ฝัน... เขาจะไม่มีความสามารถ และไม่มีแรงมาร่วมด้วย..."
"จำได้แค่ว่าผมรีบร้อนมาก"
"อาจจะเป็นเพราะแบบนี้ ถึงไม่ได้ยินคำชื่นชมอันแผ่วเบาของเขา..."
พี่ใหญ่สะเทือนใจ
ห้วงความคิดราวกับย้อนกลับไปตอนที่มีปากเสียงกับพ่อในปีนั้นในชั่วพริบตา
เด็กหนุ่มผู้เต็มไปด้วยความห้าวหาญ
วันนั้น ความขัดแย้งทางความคิดทำให้เขากระแทกประตูเดินจากไป...
เขาทำงานอย่างบ้าคลั่ง พยายามหาเงิน
จนกระทั่งประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียงในภายหลัง
ถ้ามองในมุมหนึ่ง นั่นก็คือการอยากพิสูจน์ตัวเองไม่ใช่เหรอ...
ตอนนี้พอมองย้อนกลับไป...
นั่นไม่ใช่เพราะตัวเองรีบร้อนอยากจะพิสูจน์ตัวเองอย่างเอาเป็นเอาตายในช่วงหลายปีนั้นหรอกเหรอ...
ความขัดแย้งทางอุดมการณ์
กำแพงระหว่างพ่อกับลูก
ในที่สุดก็สุดจะกลั้นเอาไว้ ในท่อนต่อไปของเจียงเฟิง
"จริงๆ แล้วความห่วงหา... ไม่ใช่ใจความสำคัญของเพลงนี้..."
"ผู้ชายสองคน... ตลอดชีวิตเป็นไปได้อย่างยิ่งว่าอาจจะแค่หน้าตาคล้ายกันเท่านั้น!"
ใช่แล้ว!
ความรักของพ่อมันช่างเก็บงำเอาไว้ลึกเหลือเกิน
จนฉันแยกแยะไม่ออกแล้ว ว่ามันมีอยู่จริงหรือเปล่า!
เสียงของเจียงเฟิงค่อยๆ สูงขึ้น
แต่กลับแฝงไปด้วยความปลดปลงและผ่อนคลาย
"เพลงเก่าที่เขียนใหม่เพลงหนึ่ง..."
"มันควรจะถูกเขียนขึ้นมาตั้งนานแล้ว"
"เขียนถึงลูกชายคนหนึ่ง ที่กำลังสงบศึกกับพ่อผู้ล่วงลับ..."
"เพลงเก่าที่เขียนใหม่เพลงหนึ่ง..."
"ไม่กลัวที่จะให้คุณรู้หรอก"
"ว่าตัวเองในอดีตคนนั้น มันโง่เขลาขนาดไหน..."
"เพลงเก่าที่เขียนใหม่เพลงหนึ่ง..."
"ทำไมถึงกวนใจคนได้ขนาดนี้..."
"ทำให้ผู้ชายที่ผ่านโลกมาอย่างโชกโชน ต้องดื่มเหล้าแทนน้ำ..."
เรื่องราว ลูกผู้ชาย เก็บงำความรู้สึก
เจียงเฟิงแทบจะใช้น้ำเสียงของการบอกเล่าความในใจ ระหว่างลูกผู้ชายกับลูกผู้ชาย
ความรู้สึกอันซับซ้อนระหว่างลูกชายกับพ่อ
ตีแผ่ออกมาอย่างหมดเปลือก
พี่ใหญ่กัดริมฝีปากแน่น จ้องมองเจียงเฟิงเขม็ง!
ใช่แล้ว!
ความรู้สึกนี้แหละ!
เสียงแหบพร่าของเจียงเฟิงสูงปรี๊ดขึ้นมาอย่างกะทันหัน
"เรื่องราวในอดีตเหมือนหนังธรรมดาๆ เรื่องหนึ่ง"
"ตัวละครสองตัวที่ดูเหมือนจะอินกับบทได้ง่าย จะมีความรู้สึกร่วมกันได้สักแค่ไหนเชียว?!"
เรื่องราวในอดีตเปรียบดั่งภาพถ่ายเก่าๆ ที่สีซีดจาง
หากต้องนึกย้อนกลับไปจริงๆ
บทบาทระหว่างพ่อกับลูก คุณจะมีความรู้สึกร่วมได้สักแค่ไหน?
สภาพแวดล้อมที่กดดันอย่างหนักหน่วง พันธนาการของครอบครัวที่อยากจะดิ้นรนแต่กลับหลุดพ้นไปไม่ได้
ประโยคที่ดูเหมือนจะอินกับบทได้ง่าย แต่กลับไม่สามารถทำให้เกิดความรู้สึกร่วมได้
แทบจะบอกเล่าความน้อยเนื้อต่ำใจที่อัดอั้นอยู่ในใจพี่ใหญ่มาตลอดหลายปีนี้จนหมดสิ้น!
โฮฮฮฮฮ
พ่อ!
พี่ใหญ่ตัวสั่นเทิ้ม ขอบตาแดงก่ำในพริบตา!
ใช่แล้วล่ะ!
หัวข้อนี้มันหนักอึ้งเกินไป!
ผู้ชายสองคน บางทีตลอดชีวิตอาจจะแค่หน้าตาคล้ายกันเท่านั้น...
คนที่โชคดี ก็กลายเป็นรู้ใจ
คนที่โชคร้าย ก็เป็นได้แค่คนแปลกหน้า







