ในฐานะคาถาอาคมที่หยั่งรู้ได้จากยอดเขาหลักแห่งภูเขาเทียนตู คาถาอาคมแขนงนี้ในสายตาของจ้าวฟู่อวิ๋นแล้ว 'เคล็ดวิชาแสงทองบั่นทอนความชั่วร้าย' นั้นลึกล้ำสุดหยั่งคาด หากไม่ได้หยั่งรู้โดยตรงจากในภูเขา ตัวเขาเองคิดจะฝึกฝนให้สำเร็จย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายดายอย่างเด็ดขาด
คาถาอาคมนี้หลอมรวมแนวคิดของคาถาอาคมมากมายในส่วนลึกของจิตใจเขา ทั้งที่เคยพบเห็นและไม่เคยพบเห็น หรือแม้แต่ในภาพยนตร์และโทรทัศน์ สุดท้ายจึงกลายเป็น 'เคล็ดวิชาแสงทองบั่นทอนความชั่วร้าย' นี้
ภายในนี้ผสมผสานด้วยมนตร์แสงทอง เคล็ดศัสตรา มนตราสัจจะวาจา และอื่นๆ เข้าด้วยกัน
เมื่อแสงทองบนปลายนิ้วกระบี่ของเขาตวัดผ่าแสงอาคมที่ราวกับเกลียวคลื่นนั้นออก แล้วพุ่งตรงเข้าสู่จุดศูนย์กลาง แสงทองจากนิ้วกระบี่ก็ร่วงหล่นลงบนไข่มุกเกลียวคลื่นมหรรณพอีกครั้ง ในชั่วพริบตานี้ เขาสัมผัสได้ว่าแสงทองนั้นควบแน่น ถึงกับคล้ายดั่งคมกระบี่ ทลายการป้องกันทางจิตสำนึกของตนเองลงโดยตรง
โจวสิงราวกับมองเห็นแสงทองสายหนึ่งผ่าทะลวงฟ้าดิน
จิตสำนึกของเขาที่ฝากฝังไว้ในไข่มุกเม็ดนั้น แตกซ่านสลายไปภายใต้แสงทองนี้
การเชื่อมต่อระหว่างเขากับไข่มุกเกลียวคลื่นมหรรณพจางหายไปในชั่วพริบตา เขาคิดจะเรียกไข่มุกเกลียวคลื่นมหรรณพกลับคืนมา ทว่ากลับมิอาจทำได้
เดิมทีไข่มุกวิเศษที่สั่งการได้ดั่งใจนึก เพียงจิตขยับก็ก่อเกิดอาคม กลับกลายเป็นหนักอึ้งติดขัด แสงอาคมหม่นหมอง ไม่รอให้เขาลงมือทำสิ่งใด ก็เห็นแสงไฟม้วนตลบขึ้นมาอีกครั้ง มือเปลวเพลิงข้างหนึ่งได้ม้วนเอาไข่มุกวิเศษจากไป
“ของวิเศษของข้า...” โจวสิงร้อนรนใจอย่างยิ่ง ยื่นมือออกไปคว้าจับ ในความว่างเปล่าก็บังเกิดมือยักษ์ที่ควบแน่นจากคลื่นน้ำปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่า พุ่งเข้าไปคว้าจับจ้าวฟู่อวิ๋น
ทว่ากลับมีมือยักษ์ที่ควบแน่นจากเปลวเพลิงสีทองบังเกิดจากความว่างเปล่า พุ่งเข้าปะทะกับมือยักษ์คลื่นน้ำนี้ ราวกับยักษ์ไร้รูปลักษณ์สองตนกำลังประทับฝ่ามือใส่กันกลางอากาศ
ร่างกายของโจวสิงสั่นสะท้าน ถอยหลังไปหลายก้าว ทว่าเขากลับรู้สึกว่าพลังเวทของอีกฝ่ายไม่ได้ล้ำลึกอย่างที่จินตนาการไว้
เพราะอีกฝ่ายถูกพลังเวทของตนผลักลอยขึ้นไปบนท้องฟ้า ราวกับถูกเกลียวคลื่นซัดกระเด็นไป
แสงอาคมรอบกายของจ้าวฟู่อวิ๋นล้วนหลวมคลายลงบ้างแล้ว ทว่าภายในใจกลับสงบนิ่งอย่างผิดปกติ ระดับความลึกล้ำของพลังเวทนั้นด้อยกว่าอีกฝ่าย เขาคาดการณ์ไว้แต่แรกแล้ว ทว่าการประลองอาคมมิใช่ดูเพียงว่าพลังเวทลึกล้ำหรือไม่เท่านั้น
เขาอาศัยจังหวะนั้นลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า ทอดสายตามองลงมายังโจวสิงที่อยู่เบื้องล่างจากมุมสูง
ทว่าโจวสิงที่อยู่กลางป่าเขากลับวิ่งหนีเข้าไปในป่าเขา พร้อมกับตะโกนเสียงดังว่า “นักพรตซือ ขวางพวกมันไว้ เมื่อกลับถึงเมืองหลวง ข้าจะให้เสด็จพ่อตกรางวัลอย่างงามแก่เจ้า”
เขาราวกับปลาแหวกว่าย มุดรอดเข้าไปในป่าเขา ไอหมอกแห่งขุนเขากลืนกินร่างกายของเขาไปอย่างรวดเร็ว
จ้าวฟู่อวิ๋นแกว่งโคมไฟในมือ แสงโคมสาดแทงทะลวงหมอกควันที่หลงลืมในขุนเขา
โจวสิงอ้าปากพ่นออก ภายในปากถึงกับพ่นฟองอากาศออกมานับไม่ถ้วน ฟองอากาศแต่ละฟองปรากฏขึ้นล่องลอยอยู่ในความว่างเปล่า ภายในฟองอากาศปรากฏเงาร่างคนขึ้นมา ท่ามกลางป่าเขานี้ราวกับกลายเป็นของจริง ในชั่วพริบตา ถึงกับกลายเป็นเงาร่างคนนับไม่ถ้วน ฟองอากาศนับไม่ถ้วนพุ่งทะยานไปทั่วทุกสารทิศ
บดบังความว่างเปล่าผืนนี้ ปั่นป่วนป่าเขาแห่งนี้จนวุ่นวาย
แสงโคมกะพริบไหว ฟองอากาศเหล่านั้นถูกแทงแตกสลายภายใต้แสงโคม ทว่าหลังจากฟองอากาศแตกสลาย กลับกลายเป็นหมอกควันผืนหนึ่ง
ยังคงปกปิดร่างกายของโจวสิงเอาไว้ และปกคลุมป่าเขาผืนนี้ไปพร้อมกัน
โจวสิงหลบซ่อนตัวอยู่ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า เขามองเห็นบนท้องฟ้าที่ถูกหมอกควันบดบัง มีโคมไฟดวงหนึ่งแขวนลอยอยู่เบื้องบน คล้ายดั่งดวงดาราสีทองแดงบนฟากฟ้า เปล่งประกายเรืองรอง จากนั้นก็แทงทะลวงหมอกควัน
เขาคิดในใจว่า โคมไฟดวงนั้นในมือของอีกฝ่ายช่างลึกล้ำนัก มีพลังในการทำลายภาพมายา ทำลายความหลอกลวง และทำลายการเร้นกาย
และด้านข้างก็มีลำธารสายเล็กสายหนึ่ง ภายในใจเขานึกถึงแผนการจักจั่นลอกคราบวิธีหนึ่งขึ้นมาได้
หากไปทางลำธารสายเล็กเขาทำได้เพียงแปลงกายเป็นปลาแล้วหลบหนี ทว่าเขารู้สึกว่าตนเองมีความเสี่ยงสูงมากที่จะถูกตามทัน
หากแสร้งหลบหนีจากไปด้วยสองวิถีทาง เมื่ออีกฝ่ายส่องแสงทำลายม่านลวงตาชั้นแรกได้ อีกฝ่ายย่อมต้องคิดว่าตนเองหลบหนีไปทางน้ำอย่างแน่นอน
เขาไม่ขยับเขยื้อนอีกต่อไป นั่งพิงต้นไม้ต้นหนึ่ง ในมือปรากฏยันต์อาคมสีดำขึ้นมาแผ่นหนึ่ง
นี่คือยันต์ลับเร้นเงา ซึ่งเป็นหนึ่งในยันต์ลับยิ่งใหญ่ไม่กี่แผ่นของราชวงศ์ เมื่อใช้วิชาเปิดใช้ยันต์นี้กับตัว ร่างกายจะไม่สามารถขยับเขยื้อนได้ ทว่าต่อให้เป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับจื่อฝู่ก็ใช่ว่าจะมองออกได้ ต่อให้มีผู้ที่สามารถใช้วิชาคำนวณทำนายฟ้าดิน ก็มิอาจค้นหาตำแหน่งของเขาพบ
จะคำนวณได้เพียงว่าไม่มีคนผู้นี้อยู่
ตบลงบนร่างกายของตนเอง จากนั้นร่างกายก็หลอมรวมเข้ากับความมืดมิดอย่างรวดเร็ว
ในเวลาเดียวกัน ที่เบื้องห่างไกลออกไป ท่ามกลางหมอกควัน กลับมีเงาสายหนึ่งที่ดูเลือนรางมุ่งหน้าจากไปไกล
จากนั้น เขาก็กดเก็บซ่อนจิตสำนึกของตนเองให้จมลึกลงไป ในช่วงเวลาสุดท้ายนี้ เขาพบว่าแม้แสงกระบี่ของซือซงเหนียนผู้นั้นจะโบยบินพลิ้วไหว ทว่ากลับไม่สามารถสะลัดหลุดจากงูขาวตัวนั้นได้ ในใจอดไม่ได้ที่จะลอบด่าทอว่าสวะคำหนึ่ง
แสงโคมกะพริบไหว สาดส่องลงมากลางป่า คนผู้หนึ่งร่วงหล่นลงมากลางป่า ทันทีที่คนผู้นั้นยื่นมือออกไป โคมไฟบนท้องฟ้าก็กลายสภาพเป็นดาวตกสายเพลิงร่วงหล่นลงบนมือของเขา
กลางป่าสว่างไสวขึ้นมาในชั่วพริบตา เงาโคมสั่นไหวอยู่ท่ามกลางใบไม้ในป่าตามโคมไฟในมือของเขา
เงาร่างคนที่ดึงดูดความสนใจของจ้าวฟู่อวิ๋นอยู่ที่เบื้องไกลนั้น ภายใต้แสงโคมที่สาดส่องลงมา ก็ได้สลายหายไปแล้ว
จ้าวฟู่อวิ๋นรู้สึกว่าโจวสิงผู้นั้นยังไม่ได้จากไป เขายังคงอยู่ที่นี่ เพียงแต่ชั่วขณะนี้หาตัวไม่พบเลยก็เท่านั้น
ภายในใจเขาก็ร้อนรนขึ้นมาเล็กน้อย เขาตระหนักดีว่า การที่ตนเองมาลอบสังหารองค์ชายแห่งราชวงศ์เช่นนี้ จะยืดเยื้อการต่อสู้โดยไร้ผลสัมฤทธิ์ไม่ได้อย่างเด็ดขาด
หากรอจนปีศาจในภูเขาแห่งนี้ได้สติกลับมา พวกมันล้วนต้องเข้ามาขัดขวางตนเองแน่ ตอนนี้ปีศาจในภูเขาเหล่านี้ก็แค่ยังไม่เข้าใจสถานการณ์ชัดเจนไปชั่วขณะเท่านั้น
ดวงตาทั้งสองของจ้าวฟู่อวิ๋นกะพริบแสงไฟลุกโชน สังเกตการณ์ป่าไม้ผืนนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า
ภายในป่าเงียบสงัด เขายืนอยู่บนเนินเขาแห่งหนึ่ง เบื้องหน้ามีหมอกควันพันเกี่ยวอยู่บนใบไม้ ลำต้น หญ้า ดิน ลำธาร และก้อนหิน สายตาของจ้าวฟู่อวิ๋นกวาดมองผ่านสถานที่อื่นๆ แล้วจึงมาหยุดลงที่ลำธารสายนั้นเป็นสำคัญ ในมุมมองของเขา โจวสิงผู้นี้คิดจะจากไปอย่างไร้สุ้มเสียง วิถีทางที่ดีที่สุดก็คือหลบหนีไปทางน้ำ
โคมไฟในมือของเขาสั่นไหว แสงโคมสะท้อนลงบนน้ำในลำธาร สายน้ำไหลริน ก่อเกิดเป็นประกายแสงระยิบระยับ สายตาของเขาจับจ้องมองลงบนผิวน้ำ มองทะลุปรุโปร่งเข้าไปในน้ำ เห็นงูน้ำตัวหนึ่งซุ่มซ่อนอยู่ภายในนั้น
ทั้งยังมีกุ้งตัวเล็กปลาตัวน้อยบางส่วนถึงกับจมตัวลงบนโคลนตม ดูไปแล้วราวกับเป็นการหวาดกลัวตามสัญชาตญาณ
ไม่ว่าผู้ใดเดินผ่านย่อมต้องทิ้งร่องรอยเอาไว้ ต่อให้หลบหนีผ่านไปก็ย่อมมีร่องรอยเช่นกัน ทว่าร่องรอยในน้ำนั้นค้นพบได้ยากที่สุด สายน้ำไหลไร้ร่องรอย
เขาจำได้ว่าเคยอ่านตำรา 'วิชาตรวจสอบร่องรอยแห่งสรรพคาถาหลบหนี' เล่มหนึ่ง ภายในนั้นกล่าวว่าหากมีคนหลบหนีผ่านไปในน้ำ ย่อมต้องบังเกิดหมอกควันขึ้น
ภายใต้สถานการณ์ปกติ หมอกควันที่ก่อเกิดจากคาถาหลบหนีในน้ำ จะมีน้อยกว่าในความว่างเปล่าเป็นอย่างมาก ทว่าก็ยังคงมองเห็นได้อย่างง่ายดาย แต่ทว่าท่ามกลางป่าเขาในยามนี้ ภายใต้สถานการณ์ที่มีหมอกควันตลบอบอวลอยู่เดิมแล้ว กลับแทบจะมองไม่ออกเลย
หมอกควันที่ตลบอบอวลอยู่บนลำธารสายเล็ก ทำให้ร่องรอยของคาถาหลบหนีที่อาจจะหลงเหลืออยู่นั้นไม่อาจมองเห็นได้เลย
ทว่าบางครั้งการมองไม่เห็นร่องรอยก็คือช่องโหว่ที่ใหญ่ที่สุด หลังจากที่จ้าวฟู่อวิ๋นมองดูตรงนั้นแล้ว เขาก็ฟันธงอย่างรวดเร็วว่าโจวสิงผู้นี้ไม่ได้หลบหนีไปทางลำธารสายเล็ก
ไม่เพียงเพราะว่าบนลำธารสายเล็กไม่ได้ก่อเกิดสายธารหมอกควันชนิดนั้นขึ้น แต่ยิ่งไปกว่านั้นเป็นเพราะจากช่วงเวลาสั้นๆ นี้ เขารู้สึกได้ว่านิสัยของโจวสิงผู้นี้รอบคอบระมัดระวัง อีกทั้งยังรู้จักประเมินสถานการณ์ เมื่อครู่นี้เพิ่งจะใช้อาคมสร้างภาพมายามาหลอกลวง ทั้งยังใช้อาคมสร้างหมอกควันขึ้นมาปกปิดป่าเขาผืนนี้อีก
ก่อนหน้านี้ อีกฝ่ายใช้อาคมแปลงกายเป็นปลาบินตัวหนึ่ง ใช่ว่าจะสามารถใช้คาถาหลบหนีทางน้ำได้
เขารู้สึกว่าอีกฝ่ายยังไม่ได้จากไป นี่คือสัญชาตญาณของเขา หลังจากที่ภายในใจบังเกิดความคิดนี้ขึ้นมา โคมไฟในมือของเขาก็สั่นไหว เงาบนพื้นดินในชั่วพริบตานี้ราวกับมีชีวิตขึ้นมา เมื่อโคมไฟสั่นไหว เงาในป่าก็แยกเขี้ยวตวัดกรงเล็บ เปลี่ยนจากความสงบนิ่งกลายเป็นเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว
ภายในภูเขามีภูตผีปีศาจอยู่มากมาย โคมไฟวิเศษส่องสว่างทะลวงป่าอันมืดมิด ปลุกให้พวกมันตื่นตระหนก เจตจำนงของจ้าวฟู่อวิ๋นได้หล่อหลอมร่างกายขึ้นมาให้พวกมัน
ในชั่วพริบตานี้ ท่ามกลางป่าเขามีเงาตะคุ่มๆ ไปทั่ว ผีเงาเหล่านี้ปฏิบัติตามเจตจำนงของจ้าวฟู่อวิ๋น ออกค้นหาโจวสิงผู้นั้น
และจ้าวฟู่อวิ๋นก็สัมผัสได้ถึงจุดที่ไม่สอดคล้องกันจุดหนึ่งในทันที เพราะมีเงาแห่งหนึ่งไม่ได้มีชีวิตขึ้นมา ที่ตรงนั้นทั้งชื้นแฉะและหนาวเหน็บ
เมื่อความคิดของเขาขยับ ผีเงาที่อยู่เต็มป่าต่างก็มุ่งหน้าไปรวมตัวกันที่จุดนั้น และจ้าวฟู่อวิ๋นก็ถือโคมไฟค่อยๆ เดินเข้าไปเช่นกัน
โคมไฟวิเศษเพลิงชาดในมือกะพริบแสงสีทอง สาดส่องลงไปใต้ต้นไม้ต้นนั้น แสงโคมสีทองแดงส่องทำลายความมืดมิดอันชื้นแฉะในจุดนั้น
ดวงตาทั้งสองของเขาปรากฏแสงไฟลุกโชน จับจ้องมองไปยังที่ตรงนั้น
เส้นแสงรวมตัวควบแน่นอยู่ในจุดเดียว แผดเผาทะลวงความมืดมิด ณ จุดนั้น
ความชื้นแฉะตรงจุดนั้นราวกับถูกปลุกให้ตื่นตระหนก โครงร่างจางๆ ร่างหนึ่งลุกขึ้นนั่งจากในความมืดมิด และมีชีวิตชีวาขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
นั่นคือคนผู้หนึ่ง เป็นโจวสิงที่เร้นกายหายตัวไปนั่นเอง
เมื่อตอนที่โจวสิงถูกแสงส่องจนเปิดเผยร่องรอยการซ่อนตัว ภายในดวงตาของเขาก็ปรากฏสีหน้าเหลือเชื่อขึ้นมา ทว่าก็เก็บซ่อนกลับไปอย่างรวดเร็ว แล้วกลายเป็นสงบนิ่งเยือกเย็นลง
เขาไม่ได้ขยับเขยื้อน แต่กลับมองจ้าวฟู่อวิ๋น แล้วเอ่ยถามว่า “ไม่ทราบว่าข้าไปล่วงเกินท่านที่ใดหรือ”
โจวสิงถาม ทว่าจ้าวฟู่อวิ๋นไม่ตอบ
โจวสิงกล่าวต่อไปว่า “ด้วยคาถาอาคมของท่าน ย่อมต้องมาจากสำนักใหญ่ของสำนักเร้นลับอย่างแน่นอน บางทีท่านอาจจะมีเหตุผลที่จะสังหารข้า ทว่าข้าขอพูดไว้ตรงนี้ว่า หากข้าตายอยู่ที่นี่ ไม่ว่าท่านจะมาจากที่ใด ล้วนต้องเกิดพายุโลหิตคาวเลือด ท่านจะต้องชักนำเภทภัยใหญ่หลวงมาสู่สำนักของท่านอย่างแน่นอน”
จ้าวฟู่อวิ๋นเงียบงันไม่ตอบคำ







