"คุณจ้าวเวย ขอลายเซ็นหน่อยได้ไหมคะ?"
"พี่เสี่ยวเยี่ยนจื่อ ถ่ายรูปด้วยกันหน่อยได้ไหมคะ?"
"เสี่ยวเยี่ยนจื่อ ฉันชอบคุณที่สุดเลย..."
บนเครื่องบินของสายการบินไชน่าแอร์ไลน์ ผู้โดยสารพากันเดินขวักไขว่ไปมาตามทางเดิน แม้แต่แอร์โฮสเตสยังอาศัยจังหวะทำงาน ถือสมุดมาขอลายเซ็นจ้าวเวย
คุณหนูฟ่านนั่งอยู่ด้านหลังรู้สึกหึงหวงเล็กน้อย หันไปเบะปากใส่แฟนหนุ่ม ฉู่ชิงบีบแก้มเธอแล้วกระซิบว่า "จินสั่ว ฉันชอบเธอที่สุดเลย มาจุ๊บทีสิ"
เด็กสาวเอาไหล่ดันเขาไปทีหนึ่ง ทำปากจู๋ห่างออกไปสองนิ้ว แล้วส่งเสียง "จุ๊บ" เบาๆ
"อะแฮ่ม!"
จางเถี่ยหลินที่นั่งอยู่ด้านในสุดวางนิตยสารในมือลงแล้วพูดว่า "พวกเธอสองคนระวังหน่อยสิ รบกวนฉันอ่านหนังสือนะ"
ทั้งสองคนแสดงสีหน้าดูถูกออกมาพร้อมกัน: อ่านหนังสือบ้าอะไร ถ้าคุณไม่ได้จ้องพวกเราอยู่ จะรู้ได้ไงว่าพวกเราทำอะไรกันอยู่?
คุณหนูฟ่านชอบนั่งริมทางเดินด้านนอกสุดอย่างผิดคาด ฉู่ชิงนั่งตรงกลาง แถวหน้าก็คือจ้าวเวย ส่วนโจวเจี๋ยนั่งอยู่ถัดไปอีกสองแถวด้านหลัง นั่งคู่กับผู้ช่วย
สถานะของกิจกรรมในครั้งนี้ถูกยกระดับขึ้นไปถึงขั้นการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างสองฝั่งช่องแคบ ซึ่งดูเว่อร์วังเกินไปมาก ทางแผ่นดินใหญ่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก โอวหยางจากสถานีโทรทัศน์หมางกั่วนำทีมมาด้วยตัวเอง คณะเดินทางมีกันสิบกว่าคน แต่ระดับผู้บริหารใหญ่นั้นนั่งอยู่ชั้นเฟิร์สคลาส เดิมทีจะจัดชั้นเฟิร์สคลาสให้จ้าวเวยด้วยซ้ำ โชคดีที่อีคิวของเสี่ยวเยี่ยนจื่อยังไม่ต่ำขนาดนั้น เธอจึงมานั่งชั้นประหยัดร่วมกับทุกคน
"นี่! จินสั่ว เซ็นชื่อให้ฉันหน่อยสิ"
ตอนนั้นเอง เด็กสาวคนหนึ่งที่ต่อแถวรอเข้าเฝ้าจ้าวเวยอยู่ด้านหลังเกิดเบื่อจัด หันซ้ายหันขวาก็ไปเจอคุณหนูฟ่านเข้า ดูจากสีหน้าก็รู้ว่าไม่ได้ชอบเด็กสาวเท่าไหร่นัก แต่ยังไงซะก็ถือว่าจับตัวดาราได้คนหนึ่ง
"ได้สิคะ!" คุณหนูฟ่านยิ้มแฉ่งราวกับดอกไม้บาน รับสมุดมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเป็นมิตร แถมยังถามชื่อของอีกฝ่าย แล้วเขียนคำอวยพรโย้เย้ไปสองสามประโยค
พอเธอเขียนเสร็จ เด็กสาวคนนั้นก็ข้ามหน้าฉู่ชิงไปส่งสมุดให้จางเถี่ยหลินทันที พร้อมกับยิ้มพูดว่า "ฮ่องเต้ หนูเองก็ชอบคุณมากเลยค่ะ"
จางเถี่ยหลินหัวเราะฮ่าๆ แล้วตวัดปากกาเซ็นชื่อตัวเองลงไป
ตอนนั้นเอง คนที่อยู่ข้างหน้าเธอน่าจะได้โอบไหล่จ้าวเวยไปทีหนึ่งแล้วเดินกลับที่นั่งไปอย่างฟินจัด เด็กสาวจึงรีบขยับเข้าไปรับช่วงต่อ ตั้งแต่ต้นจนจบไม่ได้สนใจไอ้หมอนั่นที่นั่งอยู่ตรงกลางเลยแม้แต่น้อย
ฉู่ชิงกับแฟนสาวหันหน้ามามองสบตากันพร้อมกัน ความหมายสื่อชัดเจน คนหนึ่งบอกว่า "นายน่าสงสารจัง มาให้กอดที" ส่วนอีกคนก็บอกว่า "ฉันไม่แคร์หรอก!"
วันนี้คือวันที่ 9 เมษายน คณะเดินทางขึ้นเครื่องที่สนามบินโส่วตูตั้งแต่เช้าตรู่ เนื่องจากยังไม่มีเที่ยวบินบินตรงไปไทเป จึงต้องไปแวะพักเครื่องที่ฮ่องกงก่อน
เมื่อคืนกลางดึกคุณหนูฟ่านเพิ่งจะเดินทางจากเหิงเตี้ยนกลับมาถึงเมืองหลวง พอตีห้าก็ถูกฉู่ชิงลากออกจากผ้าห่มอีก ต้องแบกขอบตาดำคล้ำสองข้าง นั่งรถมาก็หงุดหงิดงัวเงียใส่เขามาตลอดทาง จนกระทั่งขึ้นเครื่องบินถึงได้สงบลง
รอจนผู้โดยสารทั้งเครื่องผลัดกันมาเข้าเฝ้าจ้าวเวยจนครบรอบแล้ว ฉู่ชิงก็ถามขึ้นว่า "เธอรู้ไหมว่าทำไมทุกคนถึงไปขอลายเซ็นเธอ?"
"ทำไมล่ะ?" คุณหนูฟ่านถาม
"ก็เพราะตาเธอโตกว่าเธอไง" ฉู่ชิงพูดด้วยสีหน้าจริงจัง
เด็กสาวก็พยักหน้าด้วยสีหน้าจริงจังเช่นกัน "อืม ปากเธอก็กว้างกว่าฉันด้วย"
"นี่! พวกเธอสองคน! นินทาคนอื่นให้มันเบาๆ หน่อยได้ไหม?" จ้าวเวยหันกลับมามองคู่หูตัวตลกสองคนนี้อย่างจนใจ พวกเขามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน รู้ว่าเป็นการล้อเล่น จึงไม่โกรธอะไร
ฉู่ชิงยิ้มถาม "เออ แล้วอัลบั้มของเธอขายดีไหม?"
"แสนแผ่นแรกล็อตแรกถูกสั่งจองหมดแล้วนะ" เธอก็ยิ้มตอบ กลับมาภาคภูมิใจเล็กน้อย
"ว้าว!"
พอพูดจบ ก็เห็นไอ้สองตัวแสบที่อยู่ตรงข้ามอ้าปากค้างพร้อมกัน แล้วอุทานออกมาอย่างโอเวอร์สุดๆ
จ้าวเวยนวดขมับ รู้สึกว่าการไปต่อปากต่อคำกับพวกเขามันเป็นความผิดพลาดชัดๆ เธอพิงพนักเก้าอี้หลับตาลง ต้องการความสงบสติอารมณ์อย่างมาก
ฉู่ชิงโอบคุณหนูฟ่านเข้ามา ทั้งสองคนหัวเราะกันจนตัวงอ ตอนที่เขาอยู่คนเดียวกับตอนที่อยู่กับแฟนสาว สภาพจิตใจของเขามันเหมือนคนเป็นโรคจิตเภทชัดๆ เป็นสองบุคลิกที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
อัลบั้มแผ่นนั้นของจ้าวเวย เมื่อก่อนเขายังเคยซื้อแผ่นผีมาฟังเลย รู้สึกจะชื่อเพลงอะไรนะ มีแม่นางคนหนึ่ง ยัยนั่นค่อนข้างเอาแต่ใจ แล้วก็ยังกร่างนิดๆ... พูดตามตรง ฝีมือการร้องเพลงของเธอไม่ไหวจะเคลียร์จริงๆ ยังสู้คุณหนูฟ่านบ้านเขาไม่ได้เลย
เอาเถอะ เด็กสาวก็ร้องเพลงไม่ค่อยได้เรื่องเหมือนกัน แต่อย่างน้อยเสียงก็เพราะนะ โดยเฉพาะตอนที่ตะโกนใส่เขา คีย์นั่น แผดเสียงสูงทะลุปรอทได้สบายๆ ไม่มีสะดุด แต่เสียงของจ้าวเวยน่ะแย่กว่าหน่อย เหมือนซดซีอิ๊วเข้าไปสองเหลียง เค็มปี๋จนบาดคอ
ช่วงเก้าโมงกว่าก็มาถึงฮ่องกง ทุกคนลงจากเครื่องไปที่ห้องรับรอง น่าจะต้องรออีกประมาณสิบห้านาที
"ฉันหิวแล้ว"
คุณหนูฟ่านเพิ่งจะนั่งลงก็โวยวาย อาหารบนเครื่องบินแค่นั้น ย่อยหมดไปตั้งนานแล้ว
ฉู่ชิงรู้อยู่แล้วว่าเธอต้องมาไม้นี้ จึงตั้งใจหิ้วกระเป๋าลงมาด้วย หยิบกล่องข้าวพลาสติกออกมาจากข้างใน "นี่ไง!"
"ฮิฮิ!"
เด็กสาวเปิดออกดูก็พบว่าเป็นปอเปี๊ยะทอดไส้เนื้ออัดแน่นเต็มกล่อง จะว่าไปเจ้านี่ได้แซงหน้าหมูสามชั้นผัดซอส ขึ้นแท่นกลายเป็นของโปรดอันดับหนึ่งของเธอไปแล้ว
ฉู่ชิงเห็นเธออยากกินแต่ก็เกรงใจมองซ้ายมองขวา จึงหัวเราะแล้วพูดว่า "เธอกินส่วนของเธอไปเถอะ ฉันพกมาเผื่อพวกนั้นแล้ว"
พูดพลางหยิบกล่องข้าวออกมาอีกกล่อง วิ่งไปทางจางเถี่ยหลิน ไม่เว้นแม้แต่ทีมงาน ได้กินกันคนละชิ้น พอดีหมดเกลี้ยง
ยกเว้นจ้าวเวยไว้คน เพราะรอบตัวเธอมีแต่คนรุมล้อม มีแฟนคลับที่สืบข่าวมาล่วงหน้า ใช้เส้นสายสารพัดแฝงตัวเข้ามา เพียงเพื่อจะได้เห็นหน้าไอดอลสักครั้ง แต่ตอนนี้ที่ฮ่องกงยังไม่ได้ฉายเรื่องหวนจู ต้องรอจนถึงปลายเดือนมิถุนายน สถานีโทรทัศน์เอทีวีถึงจะใช้ละครเรื่องนี้โค่นสถานีโทรทัศน์ทีวีบีลงได้เป็นครั้งแรก ดังนั้นแฟนคลับที่มาก็เลยเป็นคนที่มาจากแผ่นดินใหญ่หรือไต้หวัน ส่วนคนท้องถิ่นนั้นแทบจะไม่มีเลย
พอถึงเวลาขึ้นเครื่องอีกครั้ง ในมือของจ้าวเวยก็มีของขวัญชิ้นเล็กชิ้นน้อยหลากหลายแบบเพิ่มขึ้นมา ในอ้อมแขนยังอุ้มขวดโหลใบใหญ่ ข้างในมีนกกระเรียนกระดาษตัวเล็กๆ หลากสีสันอยู่เต็มไปหมด
ฉู่ชิงอดถามไม่ได้ "นี่มันกี่ตัวกันเนี่ย?"
จ้าวเวยก็ถอนหายใจตอบ "หนึ่งพันตัว เด็กสาวคนนั้นเป็นคนพับเองทั้งหมดเลย"
เขาพยักหน้า เลื่อมใสในความมุ่งมั่นของแฟนคลับเหล่านี้จริงๆ แล้วพูดต่อว่า "เอาเถอะ ขอให้หลังจากนี้เธอแคล้วคลาดปลอดภัยก็แล้วกัน"
จู่ๆ จ้าวเวยก็มีสีหน้าแปลกประหลาดขึ้นมา เอ่ยว่า "นี่ไม่ได้เอาไว้ปกป้องคุ้มครองให้ปลอดภัยหรอกนะ เธอบอกว่าเอาไว้ให้ฉันป้องกันไวรัสวายทูเคน่ะ"
…………
"ทำไมถึงมีไข้ได้ล่ะเนี่ย?"
ฉู่ชิงลองแตะหน้าผากคุณหนูฟ่าน ความร้อนแผ่ออกมาอย่างชัดเจนจนเขาอดขมวดคิ้วไม่ได้ ส่วนยายหนูก็นอนซมอยู่บนเตียงอย่างหมดอาลัยตายอยาก ดวงตาปรือเปิดครึ่งปิดครึ่ง
วันนี้ทั้งวันเรียกได้ว่ามาตกระกำลำบากแท้ๆ แน่นอนว่าแค่ทางร่างกายเท่านั้น ส่วนในใจยังคงรู้สึกภูมิใจอยู่มาก
ตอนเที่ยง พวกเขาก็มาถึงสนามบินจงเจิ้ง พอเพิ่งเดินออกจากประตูเครื่องบิน ก็ถูกคนกลุ่มหนึ่งล้อมรอบอีกแล้ว แม้แต่พนักงานร้านค้าปลอดภาษีและเจ้าหน้าที่ศุลกากรยังเข้ามารุมขอลายเซ็นและถ่ายรูปด้วย
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงแฟนคลับหลายร้อยคนที่มารอรับที่สนามบิน ร้องห่มร้องไห้ตะโกนเรียกกันอย่างบ้าคลั่ง เป็นฉากใหญ่โตจริงๆ จ้าวเวยเกือบจะร้องไห้ออกมาเหมือนกัน ไม่รู้ว่าซาบซึ้งหรือว่าตกใจกันแน่ ส่วนไอ้บ้าโจวเจี๋ยก็ยังอุตส่าห์พกกล้องวิดีโอมาถ่ายรูปกับแฟนคลับด้วย
คนเยอะ บวกกับขั้นตอนการเข้าเมืองที่ยุ่งยาก แค่ที่สนามบิน พวกเขาก็ติดแหง็กอยู่นานกว่าหนึ่งชั่วโมง จางเถี่ยหลินสบายที่สุด เพราะหมอนั่นถือพาสปอร์ตอังกฤษ
พอเข้าไปในฐานที่มั่นหลักของสถานีโทรทัศน์จงซื่อ ก็เป็นเวลาบ่ายสองกว่าแล้ว มีการจัดพิธีต้อนรับที่มีกลิ่นอายแบบพื้นบ้านอย่างเต็มที่ ทั้งตีฆ้องร้องป่าว เชิดมังกรเชิดสิงโต ประทัดสายยาวหมื่นนัดปูเต็มพื้น เสียงดังปังๆ ราวกับว่าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยี่ห้อถงอีสามารถโค่นล้มคังซือฝุได้ในที่สุดอย่างนั้นแหละ
ตามแผนเดิม ควรจะต้องมีงานพบปะสื่อมวลชนทันที แต่ผลคือพอมองดูสภาพแต่ละคนที่เหมือนผู้ลี้ภัย ทั้งหิวทั้งเหนื่อย ไม่สนภาพพจน์อะไรทั้งนั้น คว้าขนมที่เตรียมไว้ในงานยัดเข้าปากกันใหญ่ เลยต้องยอมให้พวกเขาพักผ่อนกันชั่วคราวก่อน
ตลอดช่วงบ่ายจนถึงเย็น พวกฉู่ชิงต้องอยู่ในสตูฯ เพื่อร่วมบันทึกเทปงานต้อนรับ กว่าจะเสร็จสิ้นได้ก็แทบแย่ ทว่าสื่อมวลชนหลายสำนักก็ยังไม่จุใจ สถานีโทรทัศน์จงซื่อจึงต้องเพิ่มงานแถลงข่าวแบบกะทันหันอีกรอบ
ตอนที่จัดการทุกอย่างเสร็จสรรพ ก็ปาเข้าไปสี่ทุ่มแล้ว
เมื่อคืนคุณหนูฟ่านก็หลับไม่ค่อยสนิทอยู่แล้ว โดนจับโยกย้ายไปมา แถมสภาพอากาศฝั่งไทเปก็ต่างจากเมืองหลวงมาก คงจะยังปรับตัวไม่ได้ พอถึงโรงแรมก็เริ่มเวียนหัว บอกว่าจะขอนอนพักบนเตียงสักเดี๋ยว แต่ผลคือนอนไปนอนมาก็หลับๆ ตื่นๆ สะลึมสะลือไปเลย
"เธออยู่เฉยๆ นะ ฉันจะไปหายามาให้" ฉู่ชิงบอก
"อืม... นายรีบหน่อยนะ จะไปไหนเนี่ย..." ยายหนูส่งเสียงแผ่วเบา พูดจาเริ่มไม่รู้เรื่อง เหมือนจะไข้ขึ้นจนเบลอไปหน่อยแล้ว
ฉู่ชิงถอนหายใจ แล้วห่มผ้าให้เธอดีๆ
สถานีโทรทัศน์จงซื่อทุ่มเทอย่างหนักสำหรับทริปไต้หวันขององค์หญิงในครั้งนี้ แค่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยกับผู้ติดตามก็ปาไปสี่สิบคนแล้ว ในจำนวนนั้นมีหลายคนที่อยู่ประจำ กินนอนกับพวกเขาและคอยตามประกบตลอดทาง ซึ่งก็พักอยู่ในโรงแรมด้วยเหมือนกัน
ยกเว้นห้องของโอวหยางแล้ว ฉู่ชิงก็ไล่เคาะประตูทีละห้อง ทุกคนต่างก็เหนื่อยล้ามาทั้งวัน บางคนหลับไปแล้วก็ต้องตื่นขึ้นมาเพราะเสียงรบกวน
เขาก็รู้สึกเกรงใจอยู่เหมือนกัน เคาะไปรอบนึง ไม่มีใครพกยาสามัญประจำบ้านมาเลย สักพักก็ตบหัวตัวเอง โง่จริง! โรงแรมต้องมีสิ
เขาจึงรีบวิ่งไปที่เคาน์เตอร์บริการทันที พอถามดูก็มีจริงๆ ผู้จัดการกะดึกคนนั้นเป็นผู้หญิง ทำงานละเอียดรอบคอบและมีความรับผิดชอบมาก เธอยังตามฉู่ชิงมาดูที่ห้องด้วย
ผลคือพอเขาเข้าห้องไปก็รู้สึกถึงความผิดปกติ เห็นยายหนูหน้าแดงก่ำ พลิกตัวไปมาบนเตียงเป็นพักๆ ปากก็ส่งเสียงหอบหายใจอย่างอึดอัด ในเวลาสั้นๆ ดูเหมือนอาการจะหนักกว่าเมื่อครู่เสียอีก
"คุณฉู่คะ ฉันคิดว่าควรจะรีบส่งโรงพยาบาลไปให้หมอดูอาการนะคะ" ผู้จัดการเอ่ยอย่างเป็นห่วง ขืนเกิดเรื่องอะไรขึ้นมา เธอรับผิดชอบไม่ไหวหรอก
ฉู่ชิงมองท่าทางทรมานของคุณหนูฟ่าน แล้วก็รู้สึกว่าการกินยาคงไม่ช่วยอะไรแล้ว จึงรีบถาม "แถวนี้มีโรงพยาบาลที่ไหนบ้างครับ?"
ผู้จัดการคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบ "มีแค่โรงพยาบาลเล็กๆ แห่งหนึ่งค่ะ แต่ว่าอยู่ไกลไปหน่อย"
เขารีบวิ่งออกไปทันที เคาะประตูห้องของทีมงานสถานีโทรทัศน์จงซื่ออีกครั้งและอธิบายสถานการณ์ให้ฟัง สองคนนั้นก็หัวไว รีบสวมเสื้อผ้าและลงไปเตรียมรถชั้นล่างอย่างรวดเร็ว
ฉู่ชิงช่วยคุณหนูฟ่านใส่รองเท้า สวมเสื้อคลุมให้ แล้วแบกเธอขึ้นรถ
ขับรถไปยี่สิบกว่านาที ก็ถึงโรงพยาบาลเล็กๆ แห่งนั้น หมอวัดอุณหภูมิร่างกายดู ให้ตายเถอะ สามสิบเก้าจุดสององศา! จึงรีบฉีดยาลดไข้ให้หนึ่งเข็ม แถมให้กินยาอีก อาการแบบนี้ยังกลับไม่ได้ ต้องรอดูอาการสักพัก ให้มีสัญญาณที่ดีขึ้นก่อนถึงจะกลับได้ ทีมงานสองคนนั้นก็ช่วยเหลืออย่างเต็มที่ นั่งรอเป็นเพื่อนด้วยกัน
ยายหนูนอนอยู่บนเตียงคนไข้ ส่งเสียงครางออกมาไม่หยุด ตอนนี้สติสัมปชัญญะของเธอเริ่มไม่ค่อยรับรู้อะไรแล้ว ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองอยู่ที่ไหน รู้สึกแค่ว่าทั่วทั้งร่างกายไม่มีตรงไหนที่ไม่ทรมานเลย
ฉู่ชิงหาเก้าอี้มานั่งข้างเตียง แววตาเต็มไปด้วยความปวดใจ เขาก็เคยเป็นไข้สูงเหมือนกัน เข้าใจความรู้สึกแบบนี้ดี ร่างกายทั้งร่างเหมือนถูกขังไว้ในไหที่ปิดสนิท น้ำในร่างกายค่อยๆ ระเหยออกไปทีละนิด ตอนที่หนักที่สุด ถึงขั้นรู้สึกเหมือนตัวเองจะช็อกตายให้ได้
เขามองดูนาฬิกา เที่ยงคืนแล้ว
ตอนออกเดินทางเมื่อเช้า ทั้งสองคนยังมองว่ามันเป็นทริปท่องเที่ยวที่แสนสุข ใครจะไปคิดล่ะว่า คืนแรกที่มาถึงไทเปก็ดันต้องมาเข้าโรงพยาบาลซะแล้ว
ฉู่ชิงกุมมือเธอไว้แน่น สัมผัสได้ถึงความร้อนจากฝ่ามือของเธอ ซึ่งร้อนระอุพอๆ กับในใจของเขาเลย
เขาเหนื่อยกว่าคุณหนูฟ่านมาก ความกดดันก็สูงกว่า ต้องรับมือกับความวุ่นวายมาเกือบยี่สิบสี่ชั่วโมงเต็ม ตอนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ เขาก็เริ่มทนไม่ไหว ค่อยๆ ก้มหัวลงอย่างช้าๆ...
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน ถึงได้ยินเสียงประโยคหนึ่งดังขึ้น "ที่นี่ที่ไหนเนี่ย?"
"หืม?"
เขาเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว ปรับตัวอยู่ไม่กี่วินาทีเพื่อให้สมองตื่นตัว พอเห็นว่ายายหนูลืมตาขึ้นมาแล้ว ก็รีบถาม "ยังทรมานอยู่ไหม?"
ยายหนูตอบเสียงเบา "ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน แค่รู้สึกว่ารู้เรื่องขึ้นมาหน่อยแล้ว ที่นี่ที่ไหนเหรอ?" เธอถามย้ำอีกครั้ง
"ที่นี่คือโรงพยาบาล เมื่อกี้นี้เธอไข้ขึ้นจนเบลอไปหมดเลยนะ"
เขาพูดพลางเรียกหมอมาตรวจอีกครั้ง วัดอุณหภูมิร่างกายใหม่ ในที่สุดก็ลดลงมาอยู่ในระดับที่ปลอดภัยแล้ว
"ขอบคุณพี่ชายทั้งสองคนมากครับ ขอบคุณจริงๆ!"
เมื่อกลับมาถึงโรงแรม ฉู่ชิงจับมือของชายสองคนนั้นและกล่าวขอบคุณจากใจจริง
"เอ๊ย! พวกคุณไม่เป็นไร พวกเราก็เบาใจแล้วล่ะ" หนึ่งในนั้นพูดพลางหัวเราะ
นี่ก็ตีสี่ตีห้าเข้าไปแล้ว พี่ชายสองคนนี้เกรงใจไม่กี่ประโยคก็รีบกลับไปนอนเอาแรง ฉู่ชิงเองก็ง่วงจนแทบทนไม่ไหว พอเห็นว่าคุณหนูฟ่านอาการดีขึ้นแล้ว ก็ตั้งใจจะกลับห้อง
"นายอย่าเพิ่งไปสิ อยู่เป็นเพื่อนฉันก่อน..."
ยายหนูแสดงความอ่อนแอออกมาได้อย่างถูกจังหวะเหลือเกิน ไม่รู้ว่ารู้สึกแบบนั้นจริงๆ หรือว่าแกล้งทำกันแน่ แต่ก็ทำให้คนไม่อาจปฏิเสธได้ พูดจบเธอก็ขยับตัวเข้าไปด้านใน เพื่อเว้นที่ว่างเอาไว้ให้
ฉู่ชิงเองก็ไม่ได้เล่นตัว ถอดเสื้อคลุมออกแล้วเบียดตัวขึ้นไปบนเตียง พร้อมกับพูดกลั้วหัวเราะ "คราวนี้ไม่กลัวฉันรังแกแล้วเหรอ?"
คุณหนูฟ่านกอดเขาไว้ หลับตาลงอย่างสบายใจ แล้วพูดว่า "ยังไงฉันก็ขยับไม่ได้อยู่แล้ว นายอยากรังแกก็รังแกไปสิ"
ฉู่ชิงเอาถูจมูกเธอเบาๆ แล้วพูด "พอเถอะ ฉันยังกลัวจะติดเชื้อไขว้กันเลย"
เดิมทีควรจะเป็นบรรยากาศหวานแหวว โรแมนติกปั้นดินเป็นรูปเธอกับฉัน แต่หมอนี่กลับพูดจาหาเรื่องทำลายบรรยากาศซะอย่างนั้น ตอนนี้ยายหนูไม่มีแรงจะกัดเขาแล้ว จึงทำได้เพียงพูดจาอาฆาตมาดร้าย "ถ้าเก่งจริง วันหลังนายก็อย่ามาแตะต้องตัวฉันอีกนะ!"







