(อ่านฟรีจนจบ) บ้าไปแล้ว! นายมันไม่ใช่จิตแพทย์เลยสักนิด! · khram
ตอนที่ 209
บทที่ 209 ขันน็อตหนึ่งปี เปลี่ยนโชคชะตาในอนาคต
ซ่งเวยยืนอึ้งเป็นไก่ตาแตก
เพื่อนร่วมงานเคยเตือนเธอแล้วจริงๆ ว่าเล่นพนันเล็กน้อยพอสนุก เล่นมากไปจะเสียศูนย์
เว็บไซต์พนันมักจะให้สิทธิพิเศษและผลประโยชน์กับคนหน้าใหม่ เพื่อหลอกล่อให้ค่อยๆ ถลำลึกจนถอนตัวไม่ขึ้น
อีกฝ่ายย้ำเตือนเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า ว่าแต่ละครั้งให้ลงเดิมพันมากสุดแค่สามถึงห้าร้อย
หากได้กำไรเกินห้าพันแล้ว ให้ลดจำนวนเงินเดิมพันลงตามความเหมาะสม
หากเสียติดกันสามสี่ครั้ง ให้รีบถอนเงินออกทันที แล้วปิดบัญชีทิ้งซะ
การเสียติดๆ กัน หมายความว่าเว็บไซต์เตรียมจะเริ่มเชือดหมูแล้ว
ถ้ายังขืนลงเดิมพันต่อในตอนนั้น ก็ถือเป็นไอ้โง่ของแท้
เฉินหยูพูดเรียบๆ “นึกออกแล้วใช่ไหม? เพื่อนร่วมงานของคุณไม่ได้คิดจะทำร้ายคุณเลย พวกเขาแค่เห็นว่าคุณนิสัยดี แถมปกติยังคอยดูแลพวกเขาตลอด ก็เลยพาคุณไปหาเศษหาเลย หาเงินค่าขนมด้วยกัน”
“แต่คุณกลับกระโจนลงไปเต็มตัว คิดว่าตัวเองมีพรสวรรค์ ที่เสียเงินก็เพราะยังขาดประสบการณ์”
“ความโลภนั่นแหละ คือสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้คุณต้องมาลงเอยแบบนี้”
ซ่งเวยรู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้ง
ถ้าไม่ใช่เพราะขาสองข้างขยับไม่ได้ เธอคงอยากจะกระโดดลงจากตึกไปจริงๆ
เพื่อนร่วมงานอุตส่าห์เตือนเธอตั้งหลายครั้ง แต่เธอกลับทำเป็นเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา
หลังจากได้เงินมาหลายพันหยวน ซ่งเวยก็เจอกับสถานการณ์เล่นเสียติดๆ กัน
ในตอนนั้น เธอหน้ามืดตามัวเพราะผีพนันเข้าสิงไปแล้ว
คำเตือนของเพื่อนร่วมงานถูกโยนทิ้งไปไกลลิบ เธอควักเงินเก็บทั้งหมดออกมา แถมยังกดเงินสดจากบัตรเครดิตสารพัดใบ แล้วทุ่มสุดตัวลงไปรวดเดียว
คำกล่าวที่ว่า 'เล่นพนันสิบครั้ง เสียเก้าครั้ง' สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนในตัวเธอ
เพื่อจะเอาทุนคืน ซ่งเวยเริ่มเล็งไปที่เงินบำนาญของพ่อแม่ จากนั้นก็ไปยืมเงินญาติพี่น้องและเพื่อนฝูงมาแก้มือ
เมื่อทั้งธนาคารและญาติมิตรต่างพากันโทรศัพท์มาทวงหนี้ที่บ้าน เรื่องที่เธอติดพนันก็ปิดไม่อยู่อีกต่อไป
เมื่อต้องเผชิญกับการคาดคั้นอย่างเจ็บปวดของพ่อแม่ และคำพูดถากถางจากเพื่อนบ้านรอบข้าง
รวมถึงหนี้สินนอกระบบที่บานตะไทราวกับตัวเลขทางดาราศาสตร์ ซ่งเวยก็ทนรับไม่ไหวอีกต่อไป
เฉินหยูพูดขึ้นว่า “ถ้าผมบอกคุณว่า นอกจากการตายแล้ว คุณยังมีทางเลือกอื่นอีก คุณจะล้มเลิกความคิดที่จะฆ่าตัวตายไหม?”
“ทางเลือกอื่น...”
ซ่งเวยพึมพำกับตัวเอง พร้อมกับแค่นหัวเราะอย่างน่าเวทนา
“ไม่มีแล้วล่ะ ทางที่อยู่ตรงหน้าฉันเหลือแค่ความตายเท่านั้น”
ผลาญเงินบำนาญของพ่อแม่จนหมดเกลี้ยง แถมยังไปยืมเงินญาติพี่น้องและเพื่อนฝูงมาเป็นหนี้อีกเกือบล้าน
มันจะมีทางรอดไปได้ยังไง?
“ถ้าคุณตาย หนี้สินที่คุณก่อไว้ก็ไม่ได้หายไปด้วยหรอกนะ ไอ้อย่างที่บอกว่าคนตายหนี้สูญน่ะ มันก็แค่ความคิดฝ่ายเดียวของคุณเท่านั้นแหละ”
“เจ้าหนี้จะไปยื่นเรื่องต่อศาลเพื่อขอประมูลขายบ้านของคุณ พ่อแม่ของคุณจะต้องลากสังขารที่แก่ชราออกไปทำงานรับจ้างเพื่อใช้หนี้แทนคุณ”
“คุณอยากเห็นพวกท่านต้องกลายเป็นแบบนั้นจริงๆ เหรอ?”
เฉินหยูตั้งคำถามที่แทงทะลุไปถึงจิตวิญญาณ
ซ่งเวยตอบด้วยน้ำเสียงเศร้าหมอง “ฉันไม่อยากให้เป็นแบบนั้น แต่ว่า... แต่ว่าฉันจะทำยังไงได้ล่ะ?”
“ทำได้สิ”
เฉินหยูพูดแทรกซ่งเวย และหยิบยกสิ่งที่ตัวเองเพิ่งพูดไปเมื่อครู่ขึ้นมาพูดอีกครั้ง
ทางเลือกของซ่งเวย ไม่ได้มีแค่ความตายเพียงอย่างเดียว
ยังมีอีกวิธีหนึ่ง
“ถ้าคุณอยากชดใช้ให้พ่อแม่ ตอนนี้ก็ทำตามที่ผมบอกซะ”
“คุณชี้ทางที่สองให้ฉันได้จริงๆ เหรอ?”
ซ่งเวยเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง
“คุณกับผมไม่ใช่ญาติมิตรกัน ผมไม่มีความจำเป็นต้องแต่งเรื่องหลอกคุณ อีกอย่าง คุณจะอยู่หรือตายก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับผม ผมแค่ทนไม่ได้ที่เห็นพ่อแม่ของคุณต้องไร้ที่พึ่งในยามแก่เฒ่าก็เท่านั้น”
เฉินหยูบอกให้ซ่งเวยหยิบโทรศัพท์มือถือออกมา โทรไปบอกให้พ่อแม่ที่คอยเป็นห่วงเธออยู่ตลอดได้รับรู้ว่าเธอปลอดภัยแล้ว
หลังจากวางสายแล้ว ก็ให้ตามเขาไปที่ที่หนึ่ง
ในตอนนั้นเอง ซ่งเวยก็พบว่าขาทั้งสองข้างของตัวเองกลับมาขยับได้อีกครั้ง
“สิทธิ์ในการเลือกอยู่ในมือคุณแล้ว ถ้าคุณยังยืนกรานที่จะตาย ก็ก้าวไปข้างหน้าอีกก้าว แล้วคุณจะหายไปจากโลกนี้ตลอดกาล”
“แต่ถ้าคุณยอมเชื่อผม ก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วโทรหาพ่อแม่คุณซะ”
พูดจบ เฉินหยูก็ก้าวเดินไปหาพวกตำรวจ
ตำรวจวัยกลางคนเอ่ยถาม “คุณก็คือเฉินหยู หมอเฉินคนนั้นใช่ไหมครับ?”
เฉินหยูยิ้มบางๆ แล้วตอบ “หัวหน้าหลี่เป็นคนบอกคุณใช่ไหมครับ?”
ตำรวจวัยกลางคนพยักหน้าพลางพูด “เมื่อกี้ผมก็รู้สึกคุ้นหน้าคุณอยู่เหมือนกัน ยิ่งดูก็ยิ่งเหมือนหมอเฉินที่หัวหน้าหลี่เคยเล่าให้พวกเราฟัง”
เฉินหยูพูดพร้อมรอยยิ้ม “ทุกท่านครับ ผู้หญิงคนนั้นจะไม่ตายแล้วล่ะ เดี๋ยวผมจะพาเธอไปที่ที่หนึ่ง รบกวนพวกคุณช่วยอำนวยความสะดวกให้หน่อยนะครับ”
“ได้ๆๆ ไม่มีปัญหา”
ตำรวจหลายนายพยักหน้าหงึกๆ
เนื่องจากหน้าที่การงาน หลี่ชางจวินจึงเคยมาทำธุระที่เขตรับผิดชอบของพวกเขา
พอเห็นหลี่ชางจวินติดสติกเกอร์ผู้กองแมวดำไว้ที่หน้าอก ทุกคนก็พากันแปลกใจจนอดไม่ได้ที่จะถามถึงที่มาของสติกเกอร์
หลี่ชางจวินอวยเฉินหยูซะจนเก่งกาจไม่มีใครเทียบติด
พอได้ยินบ่อยๆ ทุกคนก็ย่อมมีความประทับใจในตัวเฉินหยู
เมื่อจัดการเรื่องต่างๆ เรียบร้อย เฉินหยูก็ยืนรออยู่ที่ทางเข้าอย่างอดทน
ไม่กี่นาทีต่อมา ซ่งเวยก็วางสายโทรศัพท์ แล้วเดินตามเฉินหยูมาที่ร้านอาหารเช้าใกล้ๆ
ตอนนี้เป็นเวลาเก้าโมงกว่าแล้ว เลยช่วงเวลาเร่งด่วนของอาหารเช้าไปแล้ว
เฉินหยูสั่งโจ๊กหนึ่งชามกับซาลาเปาหนึ่งเข่ง แล้วเลื่อนไปตรงหน้าหญิงสาว
“ในเมื่อคุณไม่อยากตาย ก็กินให้อิ่มท้องก่อน กินเสร็จแล้วค่อยคุยเรื่องของคุณ”
“ขอบคุณค่ะ”
ซ่งเวยสวาปามอาหารเช้าตรงหน้าอย่างตะกละตะกลาม
เฉินหยูถอนหายใจ
ดูท่าทางแล้ว ซ่งเวยคงไม่ได้กินข้าวเป็นกิจจะลักษณะมานานแล้ว
ไม่นานนัก ซ่งเวยก็กินอาหารเช้าจนหมด เธอเช็ดมุมปากพลางถามขึ้นว่า “คุณหมอคะ ตกลงว่าคุณมีวิธีอะไรที่จะช่วยให้ฉันหลุดพ้นจากวิกฤติตรงหน้านี้ได้เหรอคะ?”
เฉินหยูพูดว่า “เดี๋ยวคุณกลับไปที่บ้านพ่อแม่คุณนะ แล้วโทรเรียกเจ้าหนี้มาให้หมด”
“ไปปรึกษาหารือเรื่องการผ่อนชำระหนี้กับพวกเขา แล้วทำสัญญาการผ่อนชำระอย่างเป็นทางการซะ”
“ใช้วิธีผ่อนชำระ โดยหักเงินร้อยละเก้าสิบจากเงินเดือนของคุณในแต่ละเดือนไปคืนพวกเขา”
“พวกเขาไม่ยอมหรอกค่ะ”
ซ่งเวยเคยไปเจรจาเรื่องขอผ่อนชำระหนี้กับพวกเจ้าหนี้มาแล้ว
เธอขอร้องให้เจ้าหนี้ให้เวลาเธอสักระยะ ต่อให้ต้องไปขายเลือดขายไต เธอก็จะหาเงินมาคืนให้ได้
แต่กลับไม่มีเจ้าหนี้คนไหนยอมให้เวลาเธอเลย
ทุกคนต่างบอกว่าคำพูดของผีพนันนั้นเชื่อถือไม่ได้
“ตอนนั้นก็คือตอนนั้น ตอนนี้ก็คือตอนนี้”
“ครั้งนี้ พวกเขาจะยอมตกลงแน่นอน”
เฉินหยูยิ้มบางๆ แล้วพูดว่า “ฉากที่คุณเตรียมจะกระโดดตึกฆ่าตัวตาย ถูกคนนับไม่ถ้วนถ่ายคลิปเอาไว้ ตอนนี้มันว่อนไปทั่วอินเทอร์เน็ตแล้ว”
“พวกเจ้าหนี้ของคุณแทบทุกคนน่าจะได้เห็นกันหมดแล้วล่ะ”
“ถ้าไปคุยเรื่องผ่อนชำระกับพวกเขาตอนนี้ พวกเขาจะต้องยอมตกลงแน่ๆ”
“ถ้าคุณตาย เงินของพวกเขาก็จะสูญเปล่า”
“พ่อแม่คุณก็อายุไม่ใช่น้อยๆ แล้ว จะหาเงินมาใช้หนี้แทนคุณได้ไหม พวกเขาก็คงไม่มีความมั่นใจเลยสักนิด”
“ถ้าไปบีบคั้นคุณจนเกินไปแล้วคุณเลือกที่จะฆ่าตัวตายอีก เงินเป็นล้านที่พวกเขาให้คุณยืมไป ก็คงละลายแม่น้ำไปจริงๆ”
เมื่อพูดจบ เฉินหยูก็ขอโทรศัพท์มือถือของซ่งเวยมา
แล้วพิมพ์ที่อยู่แห่งหนึ่งลงไป
“คุณหมอคะ นี่คือที่ไหนเหรอคะ?”
ซ่งเวยพอจะจำได้ลางๆ ว่าที่อยู่ที่เฉินหยูพิมพ์ลงไปนั้น น่าจะเป็นเขตโรงงานแถบชานเมือง
เฉินหยูอธิบาย “คุณไปตามที่อยู่นี้ แล้วหาโรงงานแห่งนี้ให้เจอ”
“ตอนนี้โรงงานกำลังรับสมัครคนงานอยู่ ขอแค่คุณไปทำงานขันน็อตที่นั่นสักหนึ่งปี โชคชะตาของคุณก็จะเปลี่ยนไป”
ถ้าทำครบหนึ่งปี ซ่งเวยไม่เพียงแต่จะสามารถปลดหนี้ที่ยืมญาติพี่น้องมาได้จนหมด
แต่ยังสามารถทำให้พ่อแม่ได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอีกด้วย
“แค่นี้เองเหรอคะ?”
ซ่งเวยฟังแล้วก็รู้สึกเหลือเชื่อ
การไปทำงานเป็นคนงานในโรงงาน เธอรับได้
ยังไงซะ สิ่งที่ซ่งเวยต้องการมากที่สุดในตอนนี้ก็คือเงิน
แต่ที่เฉินหยูบอกว่าหลังจากผ่านไปหนึ่งปี โชคชะตาของเธอจะเปลี่ยนไป นี่สิที่มันแปลกๆ
อีกหนึ่งปีข้างหน้าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น ถึงสามารถเปลี่ยนโชคชะตาของตัวเองได้?







