ยังมีหวังไท่ผู้นั้นอีก เขาก็ไม่ใช่คนที่จะรับมือได้ง่ายๆ เช่นกัน
เขากับผู้หญิงคนนั้น คนหนึ่งเป็นเฒ่าตัวแสบ อีกคนเป็นเด็กตัวแสบ ต่างก็จับจ้องอ๋องปาตง หวังจะจับจุดอ่อนของเขาให้ได้
ดังนั้นหากคิดจะพลิกกระดาน ก็มีอยู่สองแนวทาง
หนึ่งคือวางแผนยั่วยุให้สองตัวแสบนั่นสู้กันเอง
แนวทางนี้เมื่อมองเผินๆ เหมือนจะเข้าที แต่ปัญหาคือเขารู้ตื้นลึกหนาบางของตัวแสบทั้งใหญ่และเล็กนี้น้อยเกินไป หากบังเอิญเป้าหมายของพวกเขาเหมือนกัน แล้วไม่ยอมสู้กันแต่กลับร่วมมือกันแทนเล่าจะทำอย่างไร? หากเขาต้องกลายเป็นหมากสังเวยหลังจากการประลองกำลังของทั้งสองฝ่ายเล่าจะทำอย่างไร?
ช่องว่างของข้อมูลมีมากเกินไป ขั้นตอนตรงกลางก็ควบคุมได้ยาก การด่วนลงมือทำจึงเป็นเหมือนการพนันสุ่มสี่สุ่มห้าที่ไร้แบบแผน
ไม่ควรเสี่ยง
สองคือขอยืมอำนาจของอ๋องปาตงมาตอบโต้ ศัตรูของศัตรูก็คือมิตรนั่นแหละ
แต่หากเป็นมิตรกันได้ไม่ดี ก็อาจถึงตายได้เช่นกัน กุญแจสำคัญคือต้องดูว่าจะยืมอำนาจนี้อย่างไรถึงจะปลอดภัย
หรือจะสารภาพออกไปตรงๆ แล้วหักหลังสองตัวแสบนั่นให้กับอ๋องปาตงเลย?
ไม่เหมาะสม
หากอ๋องปาตงรู้ว่าฐานะของเขาเป็นของปลอม ผลลัพธ์ย่อมยากจะคาดเดา
เขาจะจัดการกับสองตัวแสบนั่นอย่างไร? พวกเขากุมจุดตายของเขาเอาไว้ หากถูกเปิดโปงออกมาตรงๆ ต่อให้อ๋องปาตงก็คงคุ้มครองเขาไว้ไม่ได้ แล้วอ๋องปาตงจะสนความเป็นตายของเขาหรือ?
อีกทั้งอ๋องเปลี่ยนหน้าผู้นี้ เมื่อเทียบกับสองตัวแสบนั่นแล้วก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันสักเท่าไร ตอนนี้เป็นเพราะเขามีฐานะเป็นชนชั้นสูง อีกฝ่ายจึงไม่กล้าทำอะไรเกินเลยไปนัก หากรู้ว่าฐานะของเขาเป็นของปลอม การลงมือก็คงปราศจากความเกรงใจอีกต่อไป
หากโชคดีหน่อย ก็แค่หนีเสือปะจระเข้ จากที่ถูกสองตัวแสบบีบ ก็เปลี่ยนมาถูกอ๋องปาตงบีบแทน
หากโชคร้ายหน่อย ก็อาจกลายเป็นแค่หมากสังเวยไปเลย ไม่แน่ว่าอาจจะจับเขากับสองตัวแสบนั่นมัดรวมกันแล้วจัดการทิ้งไปพร้อมกัน หรืออาจจะหลอกใช้เขาไปกำจัดสองตัวแสบ จากนั้นก็เสร็จนาฆ่าโคถึก
เช่นนั้นมีวิธีใดหรือไม่ที่ทั้งขอยืมอำนาจมาโต้กลับ และทำให้ตัวเองรอดพ้นจากความเสี่ยงที่จะถูกเปิดโปงฐานะต่อหน้าอ๋องปาตงได้?
จะไม่มีได้อย่างไร!
เค้าโครงของแผนการหนึ่งเริ่มปรากฏขึ้นในใจของหวังหยาง
แผนการนี้หากทำได้ดีก็จะสามารถพลิกกระดานได้ ทว่าเรื่องธุรกิจของอ๋องปาตง... ยังจำเป็นต้องหยั่งเชิงเขาเสียหน่อย
หวังหยางแสร้งทำเป็นบ่ายเบี่ยงว่า
“ขอบพระทัยท่านอ๋องที่ทรงเห็นคุณค่า! แต่การเรียนของผู้น้อยนั้นรัดตัวยิ่งนัก เกรงว่าจะไม่มีกำลังเหลือพอ...”
อ๋องปาตงพูดแทรกขึ้นมาทันที “คำพูดจอมปลอมพวกนี้ไม่ต้องพูดแล้ว! แม้เปิ่นหวังจะไม่เข้าใจหลักปรัชญาขงจื๊อนั่น แต่ตั้งแต่วันที่ถกวิชาความรู้ก็มองออกแล้ว ด้วยระดับความรู้ของเจ้า ยังจะมาพูดเรื่องการเรียนบ้าบออะไรอีก! เจ้าเรียนจบไปตั้งนานแล้ว! หรือคิดจะร่ำเรียนตำราจนหัวหงอกเพื่อเป็นนักปราชญ์จริงๆ! เปิ่นหวังขอถามเจ้าแค่คำเดียว เจ้าเต็มใจจะทำงานให้เปิ่นหวังหรือไม่?”
“ผู้น้อยย่อมเต็มใจทำงานรับใช้ท่านอ๋อง ทว่าท่านอ๋อง ผู้น้อยติดขัดอยู่จริงๆ...” หวังหยางเผยสีหน้าลำบากใจ
อ๋องปาตงใบหน้าเย็นชาลง เขาย่ำก้านหญ้าเดินเข้าไปหาหวังหยางทีละก้าว แววตาดุจสระน้ำเย็นเยียบ
“จือเหยียน คนอย่างเปิ่นหวังนั้นชัดเจนยิ่งนัก หากไม่ใช่มิตร ก็คือศัตรู ตอนนี้ข้าจะถามเจ้าแค่ประโยคเดียว เจ้าเต็มใจจะเป็นมิตรของเปิ่นหวัง หรือจะเป็นศัตรูของเปิ่นหวัง?”
หวังหยางเคยคิดเอาไว้แล้วว่าหลังจากการบ่ายเบี่ยง อ๋องปาตงคงจะไม่พอใจ แต่คาดไม่ถึงเลยว่าท่าทีของเขาจะรุนแรงถึงเพียงนี้!
ในเรื่องนี้มีปัญหาอยู่จริงๆ ด้วย!
แค่หาคนมาทำธุรกิจแทน ถึงกับต้องทั้งซื้อใจทั้งข่มขู่กันเลยหรือ?
ทว่าปัญหาย่อมมีลำดับก่อนหลัง จากสถานการณ์ปัจจุบัน หวังไท่และผู้หญิงคนนั้นคือสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก ต้องจัดการพวกเขาสองคนก่อนแล้วค่อยว่ากัน ทว่าแผนการนี้จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนเล็กน้อย ต้องเตรียมทางหนีทีไล่ไว้ป้องกันอ๋องปาตงด้วย
เมื่อหวังหยางคิดถึงตรงนี้จึงเอ่ยขึ้นว่า
“ผู้น้อยย่อมไม่มีทางเป็นศัตรูกับท่านอ๋องอยู่แล้วขอรับ! ผู้น้อยตั้งใจจะทุ่มเทแรงกายแรงใจให้กับการศึกษาจริงๆ แต่ในเมื่อท่านอ๋องทรงเชื่อใจผู้น้อยถึงเพียงนี้ เรื่องเรียนจะพักไว้ก่อนก็ไม่เสียหาย เพียงแต่ท่านอ๋อง ที่ท่านเคยบอกไว้ก่อนหน้านี้ว่าตัดเสื้อคลุมผ้าไหมตัวหนึ่งใช้เงินไม่เกินห้าพัน เสื้อบุนวมสีแดงเข้มสี่พัน ราคานี้เป็นราคาที่แน่นอนใช่หรือไม่ขอรับ? อย่าให้พอผู้น้อยรับธุรกิจนี้มา พอไปสอบถามถึงได้รู้ว่าถูกหลอก เงินยี่สิบล้านไม่เพียงแต่จะส่งของไม่ได้ แต่ยังต้องควักเนื้อจ่ายเพิ่ม หากเป็นเช่นนั้น...”
หวังหยางหลุบตาลง ทำสีหน้าไม่แยแส “เช่นนั้นผู้น้อยก็ขอยอมเป็นศัตรูดีกว่า”
อ๋องปาตงเห็นสีหน้าหน้าเงินและท่าทางเจ้าเล่ห์ของหวังหยาง สีหน้าก็ผ่อนคลายลงทันที เขาระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างเบิกบาน “ดูเจ้าทำตัวเข้าสิ! เจ้าเห็นเปิ่นหวังเป็นคนเช่นไรกัน? ธุรกิจยี่สิบล้านเปิ่นหวังยังทำมาแล้ว ยังจะมาหลอกเอาเงินเล็กๆ น้อยๆ ของเจ้าอีกหรือ? ราคาตลาดก็เป็นเช่นนี้ เจ้าไปถามดูก็รู้! ในเมื่อรับปากว่าจะให้เจ้าได้กำไรสองล้าน ก็มีแต่จะมากไม่ใช่ว่าน้อย ในเมื่อเปิ่นหวังจะใช้งานเจ้า ก็รับรองว่าต้องให้เจ้าได้กำไรอย่างแน่นอน!”
หวังหยาง “ถอนหายใจอย่างโล่งอก” ทันที เขาค้อมตัวประสานมือ น้ำเสียงหนักแน่น “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้น้อยยินดีรับใช้ท่านอ๋องขอรับ!”
อ๋องปาตงหัวเราะอย่างร่าเริงพลางตบไหล่หวังหยาง “ต้องเช่นนี้สิ ต่อให้เรียนเก่งแค่ไหน สุดท้ายก็ต้องเข้าสำนักศึกษาของรัฐมิใช่หรือ? ยังต้องสอบตอบคำถามนโยบาย อธิบายตำราเพื่อประเมินขั้น ช่างยากลำบากยิ่งนัก รอจนกว่าเจ้าจะได้รับการประเมินขั้น เปิ่นหวังจะให้เจ้าเป็นขุนนางโดยตรง จะได้ไม่ต้องยุ่งยากอีก แบบนี้ไม่ดีกว่าหรือ?”
เมื่ออ๋องปาตงพูดถึงตรงนี้ น้ำเสียงก็เพิ่มความจริงใจขึ้นมาอีกหลายส่วน
“ใต้บังคับบัญชาของเปิ่นหวังส่วนใหญ่เป็นผู้ฝึกยุทธ์ ขาดแคลนผู้มีความสามารถเช่นเจ้า เงินทองนับเป็นอันใด? ขอเพียงทำงานได้ดี ผลประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่กว่ายังรออยู่เบื้องหลัง ความจริงเรื่องนี้ ไม่ใช่ว่าเปิ่นหวังไม่มีตัวเลือกอื่น เพียงแต่มอบหมายให้เจ้าทำนั้นเหมาะสมที่สุด ประการแรกเปิ่นหวังต้องการใช้งานเจ้า ก็ต้องทดสอบความสามารถในการทำงานของเจ้าดูก่อน อีกทั้งยังจะได้ดูด้วยว่านิสัยใจคอของเจ้าเป็นอย่างไร พึ่งพาได้หรือไม่ ประการที่สองเรื่องที่เจ้าขนส่งเสบียงเมื่อคราวก่อนได้แพร่สะพัดไปทั่วเมืองจิงโจวแล้ว คราวนี้มาทำธุรกิจผ้าไหมอีกจึงดูสมเหตุสมผล เปิ่นหวังได้ใช้ชื่อของเจ้าเช่าโกดังหลายแห่งในคลังสินค้าหลินเจียงเอาไว้แล้ว เงินก็ถูกเก็บไว้ที่นั่น ตอนนี้เจ้าสามารถนำสัญญาเช่าไปเบิกออกมาได้เลย ต่อไปผ้าไหมและเสื้อคลุมที่เจ้ารับซื้อมาก็ให้เก็บไว้ที่คลังสินค้าด้วย รอจนผ่านไปอีกสองเดือนถึงค่อยบรรทุกขึ้นเรือขนส่ง ถึงเวลานั้นข้าจะส่งคนไปรับช่วงต่อเอง”
อ๋องปาตงหยิบสัญญาเช่ากระดาษสีเหลืองม้วนหนึ่งออกมาจากสาบเสื้อ หวังหยางฟังสิ่งที่อ๋องปาตงพูดไปพลางขบคิดแผนการในใจไปพลาง ตอนนี้แผนการสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้นแล้ว เขาจึงเอ่ยถามขึ้นว่า “ผ้าไหมมีราคาแพง คลังสินค้าหลินเจียงปลอดภัยหรือไม่ขอรับ?”
“เรื่องนี้เจ้าวางใจได้ เบื้องหลังของคลังสินค้านี้คือเสด็จอาของข้า ก่อตั้งมาสิบปีแล้ว การป้องกันรัดกุม การเฝ้ายามก็เข้มงวด เข้าออกได้ด้วยสัญญาเช่าเท่านั้น ของเก็บไว้ที่นั่นไม่มีทางเกิดปัญหาใดๆ อย่างแน่นอน”
เสด็จอา?
อ๋องอวี้จาง?
หวังหยางไม่ได้ถามอะไรมาก เขายื่นมือออกไปหวังจะรับสัญญาเช่ามา แต่อ๋องปาตงกลับไม่ยอมปล่อยมือ ทว่ากลับเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า “นับจากนี้เป็นต้นไป ธุรกิจนี้ตกเป็นของเจ้าแล้ว เปิ่นหวังชื่นชมในตัวเจ้ามาก แต่ขอพูดเรื่องบาดหมางไว้ก่อนล่วงหน้า หากเจ้ากล้าแพร่งพรายเรื่องของเปิ่นหวังให้ผู้อื่นรู้แม้เพียงครึ่งคำ ถึงเวลานั้นก็อย่าหาว่าเปิ่นหวังไม่เกรงใจก็แล้วกัน...”
หวังหยางสบเข้ากับสายตาอันแหลมคมของอ๋องปาตง เปลวไฟดวงเล็กๆ ในดวงตาลุกโชน แสงสว่างจ้าบริสุทธิ์ ประทับคำว่า “จงรักภักดี” ออกมาให้เห็นอย่างเด่นชัด!!!
......
ระหว่างทางกลับเมือง หวังหยางเริ่มเรียบเรียงแผนโต้กลับใหม่อีกครั้ง ทบทวนถึงความเป็นไปได้ และปรับปรุงรายละเอียดให้สมบูรณ์
ตอนนี้ปัญหาแรกที่ต้องเผชิญคือ ควรจะนำเรื่องที่อ๋องปาตงให้ตนเป็นตัวแทนทำธุรกิจผ้าไหม ไปแพร่งพรายให้หวังไท่กับหญิงลึกลับรู้หรือไม่?
คำตอบคือไม่ควรอย่างแน่นอน
ข้อแรก แตกต่างจากคำพูดที่อ๋องปาตงพูดในงานเลี้ยง เรื่องผ้าไหมนี้อ๋องปาตงพูดกับเขาแบบตัวต่อตัว หากแพร่งพรายออกไปก็จะสืบสาวมาถึงตัวเขาได้ง่ายมาก ก่อนหน้านี้ที่หวังไท่ให้เขาเขียนข้อความที่ปั้นน้ำเป็นตัวขึ้นมา หากถูกเปิดเผยจริงๆ เขาก็ยังพอหาข้ออ้างมาแก้ตัวได้ แต่เมื่อเรื่องผ้าไหมถูกเปิดโปงออกไป ต่อให้อยากจะบ่ายเบี่ยงก็บ่ายเบี่ยงไม่ได้แล้ว
ข้อสอง หากสารภาพเรื่องนี้ออกไป ไม่แน่ว่าทั้งสองคนอาจจะมอบหมายภารกิจใหม่ให้เขา ซึ่งยากต่อการควบคุมเกินไป
ข้อสาม ความจริงแล้วธุรกิจนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของแผนโต้กลับของหวังหยางเช่นกัน หากให้สองคนนี้รู้ แม้จะไม่ถึงกับทำให้แผนการพังพินาศ แต่ก็จะเป็นการเพิ่มอุปสรรคให้แผนการโดยใช่เหตุ
ข้อสี่ และเป็นข้อที่หวังหยางกังวลมากที่สุดคือ เขากลัวว่าทั้งสองคนจะฆ่าปิดปากหลังจากหลอกใช้เขาเสร็จแล้ว
หวังหยางต้องใช้เวลาในการดำเนินแผนการ ทว่าหากทั้งสองคนฆ่าปิดปากเขาก่อนที่แผนการจะสำเร็จลุล่วง เช่นนั้นคงไม่มีแม้แต่ที่จะให้ร้องไห้แล้ว
แล้วจะป้องกันการถูกฆ่าปิดปากได้อย่างไร?
นั่นก็คือการทำให้ทั้งสองคนตกอยู่ในสถานะที่ยังต้องหลอกใช้เขาต่อไปเรื่อยๆ
ในเมื่อพวกเขากำลังตามหาจุดอ่อนของอ๋องปาตง เช่นนั้นก็ปล่อยให้พวกเขาติดอยู่ในขั้นตอนของการ ‘ตามหา’ ต่อไป
ทว่าการปิดบังเรื่องนี้ก็จะนำไปสู่ปัญหาใหม่เช่นกัน
นั่นก็คือเมื่อธุรกิจผ้าไหมเริ่มต้นขึ้น จะอธิบายเรื่องแหล่งที่มาของเงินทุนของตัวเองให้ทั้งสองคนฟังได้อย่างไร?
ธุรกิจใหญ่โตถึงเพียงนี้ จะปิดปังก็ย่อมปิดไม่มิดอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้นหวังหยางก็ไม่ได้อยากจะปิดบังด้วย จุดนี้ก็เกี่ยวข้องกับแผนการเช่นกัน
ก่อนหน้านี้อ๋องปาตงเคยพูดว่าเพราะเขาเคยเป็นธุระเรื่องขนส่งเสบียง ดังนั้นการมาทำธุรกิจผ้าไหมอีกจึงดูสมเหตุสมผล คำพูดนี้ไม่ผิดเลยจริงๆ ท้ายที่สุดแล้วในสายตาของชาวเมืองจิงโจว ผมก็คือคุณชายผู้สูงศักดิ์แห่งตระกูลหวังแห่งหลางหยา ซ้ำยังสามารถขนส่งเสบียงได้มากมายหลายลำเรือเช่นนี้ ย่อมต้องมีกำลังทรัพย์มหาศาล
ทว่าสองคนนั้นกลับรู้ว่าฐานะของผมเป็นของปลอม กระนั้นพวกเขาก็ไม่ได้เอ่ยถามถึงเรื่องเสบียงเลย นั่นอาจเป็นเพราะพวกเขารู้อยู่แล้วว่านี่เป็นฝีมือของเซี่ยซิงหานที่คอยช่วยเหลือผมอยู่ สิ่งที่เรียกว่าการขนส่งเสบียงล้วนเป็นเพียงการจัดฉากหลอกตา หรือไม่ก็เป็นเพราะแม้พวกเขาจะคิดว่าฐานะของผมเป็นของปลอม แต่ผมก็ยังพอมีฐานะอยู่บ้าง อีกทั้งพวกเขาเพียงแค่ต้องการหลอกใช้ผมให้คอยจับตาดูอ๋องปาตง และไม่ค่อยสนใจเรื่องฐานะและธุรกิจของผมเท่าไรนัก
หากเป็นอย่างหลังก็ยังดีหน่อย เช่นนี้เมื่อผมเริ่มต้นธุรกิจผ้าไหมในอนาคต พวกเขาก็คงจะไม่ใส่ใจมากนัก
แต่หากเป็นอย่างแรก คงต้องเล่นลูกไม้ แสร้งซ่อมสะพานไม้ ลอบข้ามเฉินชาง (ตบตาด้วยสิ่งหนึ่งเพื่อแอบทำอีกสิ่งหนึ่ง) เสียแล้ว
ทันใดนั้นเสียงร้องกังวานก็ดังขึ้น หวังหยางที่ขี่ม้าอยู่อดไม่ได้ที่จะเงยหน้าขึ้นมอง ท่ามกลางแสงอาทิตย์อัสดง เขาเห็นห่านป่าคู่หนึ่งบินต่ำเทียมเมฆาคล้อย! อ๋องปาตงที่อยู่ด้านข้างตื่นเต้นขึ้นมาทันที เขาปลดธนูลงมาหมายจะยิง!
หวังหยางมองตามห่านป่าที่บินไป นัยน์ตาของเขาหรี่ลงเล็กน้อย ‘เฒ่าตัวแสบ เด็กตัวแสบ พวกคุณออกกระบวนท่ามาแล้ว ตอนนี้... ถึงตาผมเป็นฝ่ายออกกระบวนท่าบ้างล่ะ!’







