"เฉียวอวี้นั่นป่วยแน่ๆ สมองเขาอาจจะมีปัญหา"
อวี๋เหวยที่เดินห่างออกไปอีกด้านพ่นประโยคนี้ออกมาจากปาก น้ำเสียงจริงจังมาก
โค้ชที่อยู่ข้างๆ ยิ้มและไม่ได้พูดอะไรต่อ
การที่ผู้ป่วยย้ำคิดย้ำทำระดับปานกลางซึ่งมีจิตใจหยิ่งทะนงและอ่อนไหวอย่างยิ่ง บอกว่าเด็กหนุ่มอัจฉริยะด้านคณิตศาสตร์อีกคนหนึ่งป่วย เป็นเรื่องที่น่าสนใจดี
แม้ว่าจะเป็นครั้งแรกที่ลูกศิษย์คนนี้เป็นฝ่ายเริ่มวิจารณ์ใครสักคนก่อน แต่เขาเป็นแค่โค้ชคณิตศาสตร์โอลิมปิกวิชาการ ไม่ได้ถนัดเรื่องการให้คำปรึกษาทางจิตวิทยาเท่าไรนัก
"ไม่ ไม่ใช่อาจจะ สมองเขาต้องมีปัญหาแน่ๆ เขาป่วย!"
ตอนที่เดินเล่นรอบเกสต์เฮาส์ไปแล้วสองรอบและตั้งใจจะกลับห้อง อวี๋เหวยก็เน้นย้ำอีกครั้ง
……
เสี่ยวหลี่ปาปามีความจริงใจในการรับรองแขกมากทีเดียว
แม้การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศจะจบลงแล้ว แต่ผู้เข้าแข่งขันตัวน้อยที่ได้รับเชิญมาร่วมการแข่งขันในครั้งนี้ก็ไม่จำเป็นต้องรีบกลับ
เสี่ยวหลี่ปาปาให้เวลาทุกคนพักผ่อนหนึ่งสัปดาห์ หลังจากจัดการตารางเวลาเรียบร้อยแล้วก็ไปหาผู้ประสานงานเพื่อจองตั๋วได้เลย
พูดอีกอย่างก็คือ หากมีผู้เข้าแข่งขันอยากจะเที่ยวในเซียวโจวหนึ่งสัปดาห์จริงๆ เสี่ยวหลี่ปาปาก็จะให้ที่พักและอาหารฟรีตลอดช่วงเวลานี้ หากอยากเที่ยวนานกว่านั้นก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ เพียงแต่เรื่องกินอยู่ฟรีคงต้องเลิกคิด และต้องจองตั๋วขากลับเอง
พูดตามตรงว่ากฎนี้ใจดีมาก เทียบเท่ากับได้กินอยู่ฟรีและเที่ยวหนึ่งสัปดาห์เต็ม
ถ้าให้เวลานานขนาดนี้แล้วยังไม่พอใจอีก ก็ถือว่าไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำเกินไปหน่อยแล้ว
ทว่าสำหรับคนที่ได้รับเชิญมาเข้าร่วมการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศเหล่านี้ ส่วนใหญ่อาจจะไม่มีอารมณ์อยากไปเที่ยวเท่าไรนัก
จุดนี้สามารถดูได้จากข้อมูลการจองตั๋วที่พนักงานต้อนรับของเสี่ยวหลี่ปาปาได้รับในครั้งนี้
มีคนประมาณครึ่งหนึ่งเลือกที่จะเดินทางกลับในวันรุ่งขึ้น หากนับรวมถึงวันมะรืน ตัวเลขนี้จะพุ่งสูงถึง 90% และพอถึงวันที่สามก็ไม่มีใครเลือกที่จะอยู่เซียวโจวต่อแล้ว
ด้านหนึ่งคงรู้สึกว่าไม่มีความจำเป็นต้องเอาเปรียบเรื่องนี้ อีกด้านหนึ่งคือเด็กมัธยมที่เข้าถึงรอบชิงชนะเลิศได้ล้วนยุ่งกันมาก สัปดาห์ที่สองของเดือนกันยายน การแข่งขันคณิตศาสตร์ลีกจะเริ่มขึ้นในแต่ละมณฑล หากต้องการเข้าร่วมค่ายฤดูหนาวคณิตศาสตร์ระดับมัธยมศึกษาระดับชาติ ก็ต้องทำคะแนนให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ในลีก
นักเรียนแต่ละคนที่สามารถเป็นตัวแทนมณฑลไปแข่งระดับชาติได้นั้น ล้วนต้องเหยียบย่ำซากศพนับไม่ถ้วนมาแล้ว นี่ไม่ใช่เรื่องตลกเลย
นักเรียนมัธยมที่สามารถคว้ารางวัลจากการแข่งขันคณิตศาสตร์เสี่ยวหลี่ปาปาในครั้งนี้ ส่วนใหญ่มีเป้าหมายคือติด 60 อันดับแรกของการแข่งขันระดับชาติ ท้ายที่สุดแล้วขอเพียงแค่ได้เข้าทีมฝึกซ้อมระดับชาติ ไม่ว่าเดือนมีนาคมปีหน้าจะโดดเด่นจนกลายเป็นหนึ่งในทีมชาติเพื่อไปแข่งระดับโลกได้หรือไม่ อย่างน้อยก็ได้รับโควตาเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยชั้นนำอย่างมหาวิทยาลัยเยียนเป่ยหรือมหาวิทยาลัยหัวชิงโดยตรง
สำหรับเด็กที่มาสายการแข่งขัน การไม่ต้องสอบเกาเข่าถือเป็นเรื่องสำคัญมากทีเดียว
ไม่ใช่ทุกคนจะเป็นอัจฉริยะรอบด้าน เมื่อเลือกเส้นทางการแข่งขันแล้ว ย่อมหมายความว่าต้องเสียสละเวลาจำนวนมากที่เดิมทีใช้สำหรับเรียนวิชาอื่น หากต้องไปสอบเกาเข่าจริงๆ ก็ใช่ว่าจะได้เปรียบนักเรียนทั่วไป
ส่วนเฉียวอวี้กลับไม่ได้รีบขนาดนั้น
ทว่าหลังจากที่เขาปรึกษากับหลานเจี๋ยแล้ว ก็ยังตัดสินใจว่าจะกลับเมืองดาราในวันพรุ่งนี้ ทางด้านเสี่ยวหลี่ปาปาก็ทำหน้าที่ได้ดีเยี่ยม สมกับเป็นบริษัทที่มีชื่อเสียงที่สุดในเซียวโจว พอหลานเจี๋ยส่งข้อความไปหาอีกฝ่าย สิบนาทีต่อมาในโทรศัพท์ก็ได้รับข้อความแจ้งว่าจองตั๋วเรียบร้อยแล้ว
เป็นที่นั่งชั้นหนึ่งเช่นกัน แถมยังเป็นที่นั่งติดกันด้วย
ช่วงปิดเทอมฤดูร้อนตั๋วรถไฟความเร็วสูงหายากอยู่แล้ว แต่กลับจองปุ๊บได้ปั๊บ จะบอกว่าไม่มีเส้นสายอะไรแอบแฝง เฉียวอวี้คงไม่เชื่อเด็ดขาด ทว่าครั้งนี้เขาไม่ได้แสดงความเห็นใดๆ
……
วันรุ่งขึ้นหลานเจี๋ยกับเฉียวอวี้ตื่นนอนตรงเวลาเจ็ดโมงเช้า หลังจากล้างหน้าแปรงฟันเสร็จ ก็ลงไปกินมื้อเช้าที่ชั้นล่าง กลับมาพักผ่อนที่ห้องสักครู่ รถที่จะไปส่งพวกเขาทีสถานีรถไฟความเร็วสูงก็มารับ
เดิมทีหลานเจี๋ยตั้งใจจะพาเฉียวอวี้เรียกแท็กซี่ไปตรงๆ แต่ทางนั้นกระตือรือร้นเกินไป ยืนกรานที่จะจัดรถรับส่งส่วนตัวให้ทั้งสองคน
หลังจากมาถึงสถานีรถไฟความเร็วสูงล่วงหน้า เฉียวอวี้ก็ลากหลานเจี๋ยไปที่ตู้ขายตั๋วอัตโนมัติก่อน แล้วพิมพ์ใบเสร็จตั๋วไปกลับในครั้งนี้ออกมาทั้งหมด
หลานเจี๋ยพูดไม่ออกเลยทีเดียว
"อาจารย์หลาน ไม่ต้องเกรงใจหรอกครับ ครูใหญ่จางกลัวอาจารย์จะลืม เลยทักวีแชตมาเตือนผมโดยเฉพาะ ว่าให้เก็บใบเสร็จไว้ไปเบิกตอนกลับ ตั๋วสี่ใบ เกือบสามพันหยวน เท่ากับเงินเดือนทั้งสัปดาห์ของอาจารย์เลยนะครับ"
"ได้ เบิกเสร็จแล้วฉันจะโอนให้เธอ" หลานเจี๋ยรีบแสดงจุดยืนทันที
เฉียวอวี้ปฏิเสธอย่างเด็ดขาด "ไม่ต้องครับ ผมไม่ใช่คนเห็นแก่ของเล็กๆ น้อยๆ แบบนั้นซะหน่อย"
หลานเจี๋ยเชื่อแล้ว
พอขึ้นรถ เฉียวอวี้ก็หยิบโทรศัพท์ออกมา แล้วก็พบว่ามีการทิ้งระเบิดข้อมูลในวีแชตจากใครบางคน
"ลูกพี่ ทำไมไปซะแล้วล่ะ"
"เวรเอ๊ยๆๆ เมื่อวานฉันส่งข้อความหานายไม่ใช่เหรอ นัดนายไปเที่ยวทะเลสาบเซียวหูกันวันนี้น่ะ"
"นานๆ จะได้ออกมาสักที ทำไมไม่พักสักวันล่ะ รีบกลับไปรับกรรมเหรอ"
……
เฉียวอวี้กวาดตามองข้อความที่อวี๋หย่งจวิ้นส่งมา ถึงได้นึกขึ้นได้ว่าเมื่อคืนหมอนี่ส่งข้อความมานัดเขาไปเที่ยวทะเลสาบเซียวหูหนึ่งวันจริงๆ
ทว่าหลังจากเขาเห็นข้อความก็ไปอาบน้ำ พอออกมาก็ไปปรึกษากับหลานเจี๋ยเรื่องกลับเมืองดาราเลย
แน่นอนว่าหลานเจี๋ยหวังอยากจะกลับเมืองดาราให้เร็วขึ้นหน่อย
คนดีศรีสังคมไม่ค่อยชินกับการเอาเปรียบคนอื่น อีกอย่างชั้นเรียนโอลิมปิกวิชาการของโรงเรียนในช่วงฤดูร้อนก็ยังต้องดำเนินต่อไป เขาต้องกลับไปคุมสถานการณ์
ช่วยไม่ได้ ปกติพอเปิดเทอมปุ๊บการแข่งขันระดับมณฑลก็จะเริ่มขึ้นทันที พื้นฐานเดิมก็สู้เด็กโรงเรียนดังๆ เหล่านั้นไม่ได้อยู่แล้ว หากช่วงปิดเทอมฤดูร้อนยังไม่รักษาความเข้มข้นของการฝึกซ้อมไว้ในระดับหนึ่ง ก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะสร้างผลการเรียนที่ดี เขาต้องรับผิดชอบต่อเด็กๆ ที่เชื่อใจเขาสิ
สรุปคือแบกรับภาระหน้าที่อันหนักอึ้ง ไม่มีอารมณ์จะไปเที่ยวหรอก
เฉียวอวี้ย่อมไม่รู้สึกอะไรอยู่แล้ว
เคยดูทิวทัศน์ของทะเลสาบเซียวหูในวิดีโอแล้ว ต่อให้มีชื่อเสียงแค่ไหนมันก็เป็นแค่ทะเลสาบเท่านั้น ไม่มีอะไรน่าสนใจเลย
เฉียวอวี้ก็ขี้เกียจอธิบาย ถ่ายรูปนอกหน้าต่างรถไปหนึ่งรูป แล้วก็อธิบายส่งๆ ไปประโยคหนึ่ง "โทษทีนะ ฉันค่อนข้างชอบดูทิวทัศน์บนรถไฟมากกว่าน่ะ"
อีกฝ่ายตอบกลับมาเป็นสติกเกอร์หน้าน้อยใจ
เฉียวอวี้ยิ้ม จากนั้นก็เกิดความคิดประหลาดขึ้นมา จึงตั้งกลุ่มขึ้นมาลวกๆ แล้วดึงอวี๋เหวยกับอวี๋หย่งจวิ้นเข้ามาในกลุ่มด้วยกัน
แล้วก็เปลี่ยนชื่อกลุ่มเป็น 'ผู้เข้าแข่งขันเหรียญทองเสี่ยวหลี่ปาปา 2024 และผองเพื่อน'
ยังไงนั่งรถก็ค่อนข้างน่าเบื่ออยู่แล้ว
ได้ผลดีมาก ไม่ถึงสองวินาที อวี๋เหวยก็ตอบข้อความกลับมา "?"
ใช่แล้ว เครื่องหมายคำถามแค่ตัวเดียว
เฉียวอวี้ตอบกลับอย่างรวดเร็ว "นายบอกว่าความหวังคือการได้เห็นวีแชตฉันเพื่อเป็นแรงผลักดันให้ตัวเองไม่ใช่เหรอ ตอนนี้นายเห็นชื่อกลุ่มนี้แล้ว รู้สึกมีแรงผลักดันเพิ่มขึ้นบ้างไหมล่ะ"
พิมพ์จบก็รู้สึกว่าการกระตุ้นแค่นี้ยังไม่ใส่ใจพอ จึงส่งสติกเกอร์รูปหัวแพนด้าลูบหัวยิ้มแห้งๆ หัวเราะเหอๆ ไปอีกหนึ่งตัว
ทั้งสองคนเพิ่งคุยกันจบ อวี๋หย่งจวิ้นก็พิมพ์มาว่า "เอ๊ะ ลูกพี่ 'จักจั่นไม่รู้หิมะ' คนนี้คือใครอะ"
'จักจั่นไม่รู้หิมะ' เป็นชื่อวีแชตของอวี๋เหวย ส่วนชื่อวีแชตของอวี๋หย่งจวิ้นคือพินอิน dayu ทั้งสองคนไม่ได้เพิ่มวีแชตซึ่งกันและกัน แน่นอนว่าย่อมไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร
"แนะนำให้พวกนายรู้จักกันหน่อย 'จักจั่นไม่รู้หิมะ' คืออวี๋เหวย dayu คืออวี๋หย่งจวิ้น พวกนายเคยเจอกันในชีวิตจริงแล้ว น่าจะรู้จักกันใช่ไหม"
ข้อความส่งไปไม่ถึงหนึ่งวินาที dayu ก็ส่งเครื่องหมายอัศเจรีย์อันเบ้อเริ่มสามตัวเข้ามาในกลุ่ม
"!!!"
จากนั้นข้อความส่วนตัวของอวี๋หย่งจวิ้นก็ส่งมาอีกครั้ง เป็นแบบคอมโบสามข้อความรวด
"ลูกพี่ ทำไมถึงไปแอดวีแชตหมอนั่นด้วยล่ะ"
"หมอนั่นวันๆ วางมาดหยิ่งยโสจะตายไป เจอใครก็ทำหน้าเหมือนคนอื่นติดหนี้เขาสักสองสามล้านอย่างนั้นแหละ นายก็ยังทนได้เหรอ"
"เชื่อฉันสิ คบกับหมอนี่เป็นเพื่อน อายุสั้นแน่ๆ!"
เฉียวอวี้ตอบกลับในแชตส่วนตัวทันที "เขาเป็นลูกเศรษฐี!!!"
dayu: "ลูกเศรษฐีแล้วไงอะ เขาเป็นลูกเศรษฐีแล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉันล่ะ"
เฉียวอวี้: "ข้างกายเขามีโค้ชคณิตศาสตร์โอลิมปิกเหรียญทองตามติดต้อยๆ เป็นแบบที่เรียกใช้ได้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงเลยนะ วันหลังถ้านายมีโจทย์ข้อไหนทำไม่ได้ แล้วหาครูไม่ได้ชั่วคราว ก็ไปถามเขาโดยตรงได้เลยไง"
dayu: "ฉันถามนายตรงๆ ไม่ได้เหรอ"
เฉียวอวี้: "ฉันคิดแพงนะ ความคุ้มค่าไม่สูงหรอก เขาเป็นลูกเศรษฐี ตอบคำถามให้นายฟรีๆ เลย"
dayu: "แพง?"
เฉียวอวี้: "ใช่แล้ว หลักการของฉันคือต้องจ่ายเงินเพื่อความรู้! เพราะฉะนั้นเวลาฉันอธิบายโจทย์คือคิดเงินนะ ทั้งชั้นเรียนโอลิมปิกวิชาการของโรงเรียนมัธยมการรถไฟที่หนึ่งรู้กันหมดแหละ"
dayu: "!!!"
พอเห็นเครื่องหมายอัศเจรีย์สามตัวนี้ เฉียวอวี้ก็ยิ้มออกมา จากนั้นก็มองไปที่กลุ่มอีกครั้ง
ดีมาก อวี๋เหวยไม่ได้กดออกจากกลุ่มทันที ด้วยอุปนิสัยแปลกๆ ของเขา แสดงว่ายอมรับการมีอยู่ของกลุ่มนี้แล้ว
จากนั้นเฉียวอวี้ก็ออกจากวีแชต
ต่อไปก็ต้องดูว่าเจ้าสองคนที่มองหน้ากันไม่ค่อยติด จะสามารถเข้ากันได้เป็นปี่เป็นขลุ่ยหรือไม่
ชีวิตมันน่าเบื่อ ก็ต้องหาวิธีหาความสนุกเอาเองนี่แหละ
……
ต้องขอบคุณความเร็วของรถไฟความเร็วสูง ระยะทางเกือบเก้าร้อยกิโลเมตร ใช้เวลาเพียงสี่ชั่วโมงกว่าๆ เท่านั้น
ช่วงบ่ายโมงกว่า เฉียวอวี้ก็กลับมาถึงเมืองดาราที่คุ้นเคย
แม้ว่าอากาศของเมืองดาราจะทำให้ผู้คนบ่นอุบ ไม่หนาวเกินไปก็ร้อนเกินไป อุณหภูมิที่พอเหมาะมีเพียงช่วงสั้นๆ สองสามเดือนเท่านั้น และส่วนใหญ่ฝนก็ตกทุกวันจนเสื้อผ้าที่ตากไว้ขึ้นราได้เลย
แต่วินาทีที่ลงจากรถไฟความเร็วสูง ก็ยังทำให้เฉียวอวี้รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาวูบหนึ่ง
ในวินาทีนี้ เฉียวอวี้ก็แยกไม่ออกว่ามันเป็นความผูกพันกับบ้านเกิด หรือเป็นเพราะเฉียวซียังคงอยู่ที่เมืองดารากันแน่
ทว่าเฉียวอวี้กลับซ่อนความรู้สึกตื้นตันเล็กๆ นั้นไว้อย่างระมัดระวัง
อารมณ์แบบนี้เจือกลิ่นอายความอ่อนแออยู่เล็กน้อย เฉียวอวี้ไม่ค่อยชอบให้ใครรู้สึกว่าเขาก็มีมุมอ่อนแอเหมือนกัน
……
"ปังๆๆ..."
"มาแล้ว"
เฉียวซีเปิดประตูออกมา พอเห็นเฉียวอวี้ก็มีท่าทีสงสัยเล็กน้อย "ทำไมสองวันก็กลับมาแล้วล่ะ แล้วก็ไม่บอกกันล่วงหน้าสักคำด้วย กับข้าวฉันก็ยังไม่ได้ซื้อเลย!"
เฉียวอวี้เดินเข้าบ้านพลางพูดว่า "จงใจไม่บอกแม่ต่างหาก ที่ต้องการก็คือผลของการจู่โจมกะทันหันเนี่ยแหละ จะดูว่าแม่แอบดื่มเหล้าอีกไหมตอนที่ผมไม่อยู่"
เปลี่ยนรองเท้าเสร็จ เฉียวอวี้ก็เดินสำรวจดูรอบๆ บ้านก่อนจริงๆ
อืม ไม่เลว น่าชื่นชม ในบ้านไม่มีเหล้าสักขวดจริงๆ ถึงได้หิ้วกระเป๋าเข้าห้องไปอย่างพึงพอใจ
เธอพิงอยู่ที่หน้าประตูห้องของเฉียวอวี้ กอดอกมองเฉียวอวี้ที่กำลังเก็บของอยู่ในห้อง พลางถามว่า "สอบรอบชิงชนะเลิศเป็นไงบ้าง"
"ยังต้องถามอีกเหรอ อุตส่าห์ถ่อไปถึงเซียวโจวทั้งที ต้องได้เหรียญทองแน่ๆ อยู่แล้ว! ศาสตราจารย์ที่ตรวจข้อสอบพูดเองจากปากเลยนะ คำพูดเดิมคือต่อให้การแข่งขันพีชคณิตปีนี้จะมีการระเบิดฟอร์มเก่งกันออกมา ระดับการตอบคำถามของผมก็คว้าเหรียญทองมาได้อยู่ดี เข้าใจป้ะ เขาบอกอ้อมๆ ว่าผลการเรียนของผมได้คะแนนเต็มชัวร์"
ต่อหน้าแม่ตัวเอง เฉียวอวี้เก็บความระมัดระวังตัวที่อยู่ข้างนอกจนหมดสิ้น และโอ้อวดตัวเองอย่างเต็มที่
"อ้อ งั้นก็ยินดีด้วยนะ ได้เงินรางวัลแล้วสิ" เฉียวซีไม่มีท่าทีภูมิใจเลยแม้แต่น้อย แค่ตอบส่งๆ ไปประโยคหนึ่ง
"อืม น่าเสียดาย ผลการเรียนต้องรอประกาศเดือนสิงหาคมนู่น เงินรางวัลก็คงต้องรอถึงตอนนั้นถึงจะได้ กระดาษคำตอบแค่แปดร้อยคนเอง ไม่รู้ทำไมถึงตรวจให้เร็วกว่านี้ไม่ได้นะ" เฉียวอวี้บ่นพึมพำ
รายละเอียดพวกนี้จริงๆ แล้วไม่สำคัญอะไรหรอก
บ้านตระกูลเฉียวก็ไม่ได้ขัดสนเงินทองถึงขั้นไม่มีอะไรจะกินทันที ก็แค่เด็กหนุ่มคนหนึ่งชินกับความคิดแบบคนใจแคบที่ว่าของอยู่ในมือแล้วถึงจะอุ่นใจก็เท่านั้น
"ได้เรื่องจริงๆ! เขาก็มีขั้นตอนของเขาแหละ เสี่ยวหลี่ปาปาไม่มานั่งเสียดายเงินรางวัลแค่นั้นของแกหรอก" เฉียวซีสวนกลับเฉียวอวี้จนเป็นนิสัย
เฉียวอวี้ที่เพิ่งเก็บของเสร็จพอดีไหวไหล่ จู่ๆ ก็เอ่ยปากถามขึ้น "จริงสิแม่ ผมลืมถามตลอดเลย สรุปว่าผู้ชายคนนั้นแซ่อะไรอะ"
เห็นได้ชัดว่าในบ้านตระกูลเฉียว คำว่า 'ผู้ชายคนนั้น' มีความหมายเฉพาะเจาะจง เฉียวซีเข้าใจทันทีว่าเฉียวอวี้กำลังพูดถึงใคร เธอถลึงตาใส่ลูกชายอย่างระแวดระวังและถามว่า "ทำไมจู่ๆ ถึงนึกอยากถามเรื่องนี้ล่ะ"
"ไปเซียวโจวคราวนี้ เจอศาสตราจารย์เซวียคนหนึ่ง ประสบการณ์ของเขาคล้ายกับผู้ชายคนนั้นมากเลย เรียนจบมัธยมปลายก็ไปเรียนต่อต่างประเทศเหมือนกัน เข้าเรียนที่โรงเรียนนานาชาติพรินซ์ตันอะไรสักอย่างนี่แหละ แล้วก็เข้าเรียนมหาวิทยาลัยพรินซ์ตันโดยตรงจนจบปริญญาเอกถึงได้กลับประเทศ แต่ผมตั้งใจไปสืบมาแล้ว เขาเป็นคนหลินไห่"
เฉียวอวี้อธิบาย
เฉียวซีคลายความกังวล พลางพูดว่า "ตอนที่เขาอยู่ประเทศนี้ยังไงก็ไม่ได้แซ่เซวียหรอก อีกอย่างเขาน่าจะตั้งรกรากอยู่ที่อเมริกาแล้ว แซ่คงเปลี่ยนไปตั้งนานแล้วล่ะ แล้วอีกอย่าง จะไปถามหาเขาทำไม ตาก็บอกแกไปตั้งกี่รอบแล้ว แกก็คิดซะว่าเขาตายไปแล้วก็พอ!"
เฉียวอวี้แย้งว่า "ทำแบบนั้นได้ไงล่ะ เมื่อก่อนก็ช่างมันเถอะ แต่ตอนนี้ผมก็นับว่าเป็นคนในแวดวงวิชาการแล้วนะ! อาจารย์หลานยังบอกเลยว่าผมทำงานวิจัยทางวิชาการที่ยอดเยี่ยมมากสำเร็จไปแล้วแบบไม่รู้ตัว ต่อไปการมีชื่อเสียงก็เป็นเรื่องของเวลาเท่านั้นแหละ
ก่อนหน้านี้แม่ก็บอกเองว่าตอนนั้นเขาผลการเรียนดีมาก ไม่แน่ตอนนี้อาจจะวนเวียนอยู่ในแวดวงวิชาการก็ได้นะ! ในกรณีที่เราโชคดีได้เจอกัน ผมก็ต้องทำผลงานให้ดีๆ หน่อย แล้วเหยียบเขาไว้ใต้ฝ่าเท้าเพื่อระบายความแค้นให้แม่แบบเจ็บๆ หน่อยสิ!"
"ฮะ..." เฉียวซีหัวเราะ จากนั้นก็พิจารณาเฉียวอวี้อย่างละเอียดครู่หนึ่ง แล้วพูดว่า "ไม่เป็นไร ถ้าแกเจอเขาจริงๆ ก็น่าจะจำได้แหละ ตอนนั้นเขาหน้าตาคล้ายแกตอนนี้มากเลย"
เฉียวอวี้เงียบไป จากนั้นก็วิจารณ์ว่า "เอาเถอะ ถึงแม่จะดูคนไม่ค่อยแม่น แต่ก็ยังรู้จักชื่นชมความงามภายนอกอยู่นะ"
"เหอะ..." เฉียวซีแค่นหัวเราะ ปล่อยแขนลง แล้วหันหน้าเตรียมจะเดินหนี
"สรุปว่าแซ่อะไรล่ะ บอกผมมาเถอะน่า ผมอายุสิบห้าแล้วนะ!" เฉียวอวี้อ่อนข้อให้แผ่นหลังของผู้เป็นแม่ จากนั้นก็อ้อนวอนประโยคหนึ่ง
"เฝิง" ในที่สุดเสียงพยางค์หนึ่งก็ลอยออกมาจากปากเฉียวซี
"เฝิง? เฝิงที่มีขีดสองขีดกับตัวหม่าตัวนั้นใช่ไหม"
"ตอนเย็นอยากกินอะไร ฉันจะไปซื้อกับข้าว!" เฉียวซีไม่ได้ตอบ แต่เดินมาที่ประตูแล้วเริ่มเปลี่ยนรองเท้า
เฉียวอวี้รู้ดี นี่หมายความว่าเขาเข้าใจไม่ผิด จึงตอบกลับไปอย่างซื่อตรง "ผมอยากกินน่องไก่ทอดฝีมือแม่น่ะ"
"ได้!"
พูดจบเฉียวซีก็เดินออกจากบ้านไป
เมื่อได้ยินเสียงปิดประตูดังแว่วมา เฉียวอวี้ก็บ่นพึมพำอย่างไม่ใส่ใจ "แซ่เฝิงเหรอ โชคดีนะที่ใช้แซ่ตามแม่ เฝิงอวี้เนี่ยฟังดูไม่ได้เรื่องจริงๆ"
……
สำหรับเฉียวอวี้แล้ว สิ่งที่ได้รับมากที่สุดจากการเดินทางไปเซียวโจวในครั้งนี้ นอกจากการยืนยันได้แล้วว่าจะได้รับเงินรางวัลแน่ๆ ก็คงเป็นการได้รู้แซ่ของพ่อแท้ๆ จากปากแม่นี่แหละ
แต่ก็ไม่ได้มีผลกระทบใดๆ ต่อช่วงปิดเทอมฤดูร้อนนี้เลย
หลานเจี๋ยไม่ได้เรียกร้องให้เฉียวอวี้ต้องไปโรงเรียนเพื่อเรียนและทำโจทย์ทุกเช้าเหมือนเพื่อนร่วมชั้นในชั้นเรียนโอลิมปิกวิชาการคนอื่นๆ ดังนั้นเขาก็ยังคงรักษาจังหวะของตัวเองในตอนกลางวันไว้ นั่นคือการดูวิดีโอ ดูดซับความรู้ และเพิ่มพูนความรู้ให้กว้างขวางขึ้น
ส่วนตอนบ่ายก็เริ่มทำความเข้าใจแบบฝึกหัด IMO ของปีก่อนๆ
ช่วงสุดสัปดาห์ บางครั้งก็จะถูกยัยเด็กเซี่ยเข่อเข่อตามตื๊อให้ไปเดินเล่นรอบๆ เป็นเพื่อนบ้าง
พูดตามตรง เฉียวอวี้รู้สึกว่าตั้งแต่เขามีความมุ่งมั่นที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม ช่วงปิดเทอมฤดูร้อนที่ไม่มีความกดดันใดๆ แบบนี้ก็เริ่มทำให้เขารู้สึกน่าเบื่อขึ้นมาบ้างแล้ว







