ยามพลบค่ำ
จุดโคมไฟนั่งล้อมวงกินหม้อไฟ
เตาถ่านดินเผาสีแดงขนาดเล็ก เผาถ่านไม้จากภูเขาจงหนาน
หลี่อี้นั่งล้อมเตาพร้อมกับภรรยาและอนุภรรยา พูดคุยเรื่องสัพเพเหระในครอบครัว
ท่ามกลางไอความร้อนที่ลอยกรุ่น
เนื้อแกะและเนื้อไก่สดๆ ที่เพิ่งหั่น ตลอดจนผักบางส่วนจากเรือนกระจกหลวง
รสชาติร้อยแปดหลอมละลายรวมกันในหม้อใบเล็ก อบอุ่นทั้งกระเพาะและหัวใจ เปี่ยมล้นไปด้วยกลิ่นอายของการใช้ชีวิต
"นึกไม่ถึงว่าในช่วงเดือนล่าเยว่เช่นนี้ ยังจะได้กินผักกาดขาวและแตงกวาอีก"
"สดฉ่ำจริงๆ เจ้าค่ะ"
ผักที่ปลูกในเรือนกระจกมีไม่น้อย ไม่เพียงแต่มีแตงกวา ผักกาดขาว แต่ยังมีต้นหอม กุยช่าย กุยช่ายขาว ผักโขม ผักกาดหอมก้าน และอื่นๆ
อันที่จริงผักฤดูหนาวที่ทนความหนาวเย็นก็มีอยู่ หัวไชเท้า ผักกาดขาว กระเทียม ขึ้นฉ่าย แครอท ผักโขม ผักชี เป็นต้น ขอเพียงปลูกไว้แต่เนิ่นๆ ก็ยังคงมีให้กินในฤดูหนาว
ส่วนรากบัวและหน่อไม้ฤดูหนาวก็เป็นของอร่อยที่หาได้ยาก
"ท่านอาหลัวซานมาฉางอันวันนี้ ส่งข้าวใหม่กุ้ยฮวาฉิวที่เก็บเกี่ยวในปีนี้มาให้ไม่น้อย อีกทั้งยังส่งรากบัวและแห้วมาให้ด้วย ทั้งสามอย่างนี้ล้วนเป็นของขึ้นชื่อของลำธารอวี้ซิ่วเราเลยนะเจ้าคะ"
"ท่านอาสามมาแล้วกลับบ้านไปโดยไม่รอข้าเลยรึ"
"ช่วงนี้ท่านอาหลัวซานยุ่งมากเจ้าค่ะ ตอนนี้รับตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านแล้ว ยังช่วยท่านดูแลเรื่องในไร่นาอีก แถมช่วงนี้ยังมีเรื่องดีๆ ด้วยนะเจ้าคะ"
"เรื่องดีอันใด คงมิใช่ว่าจะแต่งภรรยาใหม่หรอกนะ"
สือเหนียงพูดพลางหัวเราะ "อาหลางเดาถูกจริงๆ เจ้าค่ะ ตอนนี้แม่สื่อที่ไปทาบทามสู่ขอที่บ้านท่านอาหลัวซาน แทบจะเหยียบธรณีประตูจนพังแล้ว
โดยเฉพาะครั้งนี้ที่เขาสร้างถ้ำเหยาห้าช่องขึ้นใหม่ ท่านยังออกเงินช่วยเขาใช้หินทำประตูหน้าต่าง ดูโอ่อ่าขึ้นมาทันทีเลยเจ้าค่ะ"
ตอนนี้หลี่อี้เป็นขุนนางเมืองหลวงขั้นหก ย่อมไม่เป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านหลัวเจียอีก เขาเสนอชื่อหลัวซานให้ทางอำเภอรับช่วงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน เบื้องบนย่อมไม่คัดค้าน การเป็นผู้ใหญ่บ้านยังพอมีข้อดีอยู่บ้าง อย่างน้อยก็ได้รับการยกเว้นเกณฑ์แรงงาน
หลัวซานในตอนนี้ยังเป็นผู้ดูแลไร่นาของหลี่อี้ ได้รับค่าจ้างที่ไม่เลวเลย
เขายังให้หลัวซานช่วยรับซื้อลูกพลับ ให้ยืมเงินทุน ให้จ้างคนไปรับซื้อตามหมู่บ้าน และให้หลัวซานได้เงินค่าเหนื่อยจากส่วนนี้ด้วย
ความเปลี่ยนแปลงของบ้านของหลัวซานนั้นใหญ่หลวงมาก
ถ้ำเหยาใหม่ห้าช่อง หาเงินตามหลี่อี้ ได้เป็นผู้ใหญ่บ้าน อายุยังน้อย แม้จะบอกว่ามีลูกสามคนแล้ว แต่สำหรับในชนบท โดยเฉพาะในยุคสมัยนี้ ทุกคนก็ไม่ได้ใส่ใจเป็นพิเศษ
ตอนนี้ไม่เพียงแต่มีแม่ม่ายมากมายอยากแต่งงานกับหลัวซาน ชาวบ้านในละแวกสิบลี้แปดหมู่บ้านหลายคน ก็อยากยกลูกสาวที่ยังไม่ออกเรือนให้หลัวซานเช่นกัน
แต่งไปแล้วก็ไม่ต้องกังวลว่าจะกินไม่อิ่ม
"ท่านอาสามมีคนที่ถูกใจแล้วหรือ"
"อืม บอกว่าเลือกไว้คนหนึ่งแล้ว เป็นคนหมู่บ้านหวังชวี่ หญิงสาวอายุสิบแปดปี ทางบ้านยากจนไปสักหน่อย จัดหาสินเดิมให้ไม่ได้ จึงล่าช้ามาตลอดเจ้าค่ะ"
บ้านนั้นค่อนข้างยากจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีพ่อที่ป่วยกระเสาะกระแสะมาตลอด และมีพี่น้องชายอีกหลายคนที่ยังไม่ได้แต่งงาน คนทั่วไปย่อมไม่กล้าไปสู่ขอ
"มีเงื่อนไขอันใดบ้าง"
"บ้านตระกูลหวังเอ่ยปากขอผ้าไหมสิบพับ ข้าวสองสือ ลูกสาวไม่มีสินเดิมติดตัว ท่านอาสามเห็นว่าแม้แม่นางหวังจะอายุมากไปสักหน่อย แต่ทำงานเก่ง พูดจาคล่องแคล่ว จึงถูกใจ ยอมเสียเงินมากหน่อยก็ยินดีเจ้าค่ะ"
หลัวซานในตอนนี้ช่วยหลี่อี้รับซื้อลูกพลับ จ้างคนและรถจำนวนไม่น้อย ออกไปรับซื้อตามที่ต่างๆ ทุกวัน ได้กำไรส่วนต่างกึ่งกลางบ้าง ประกอบกับเขาช่วยหลี่อี้ดูแลไร่นา ก็มีค่าจ้างด้วย ดังนั้นตอนนี้จึงเก็บหอมรอมริบเงินได้บ้างแล้ว
"จัดงานเมื่อใด"
"มอบของหมั้นแล้ว วันรับเจ้าสาวก็กำหนดแล้ว รอจนถึงวันที่แปดเดือนล่าเยว่ก็จะรับเข้าประตูบ้านเจ้าค่ะ"
หลี่อี้ฟังแล้วก็ดีใจแทนหลัวซาน ครึ่งชีวิตของหลัวซานมานี้ไม่ง่ายเลย นี่เป็นการแต่งภรรยาคนที่สามของเขาแล้ว
เขาคีบเนื้อแกะสองสามชิ้นลงไปแกว่งในหม้อทองแดง "เช่นนั้นถึงเวลาพวกเราต้องไปร่วมแสดงความยินดีให้ได้ พอดีกับที่ป้อมอู๋จี๋แห่งนี้สร้างเสร็จแล้ว ภายในบ้านก็ตกแต่งเกือบเสร็จแล้ว ทิ้งไว้ให้ระบายอากาศสักหน่อย พอกลับไปก็เข้าอยู่ได้เลย"
"ปีนี้หมู่บ้านหลัวเจียเปลี่ยนแปลงไปมากทีเดียว ได้ยินว่าฤดูหนาวนี้ในหมู่บ้านมีคนแต่งภรรยาเจ็ดแปดคนเลยเจ้าค่ะ"
"มีมากถึงเพียงนั้นเชียว"
หมู่บ้านหลัวเจียเดิมทีเหลือสิบแปดครัวเรือน รวมหลี่อี้ ซิ่วจือ และชาวเชียงทั้งสี่อย่างชุนเสี้ยว ตอนนี้ก็เพิ่งจะมียี่สิบสี่ครัวเรือน
"อืม สิบลี้แปดหมู่บ้านล้วนเห็นว่าชีวิตความเป็นอยู่ของหมู่บ้านหลัวเจียดีขึ้น ก็ยินดียกลูกสาวให้แต่งงานเข้ามา มีหลายคนที่มาสอบถามถึงที่ด้วยตัวเองเลยนะเจ้าคะ
นอกจากบ้านตระกูลหวัง บ้านอื่นๆ ก็ไม่ได้เรียกสินสอดมากมายปานนี้ กระทั่งเพื่อให้ลูกสาวได้แต่งงานออกไปอย่างดี ยอมเรียกสินสอดน้อยหน่อยเสียด้วยซ้ำ"
ชาวบ้านในหมู่บ้านหลัวเจีย ตอนนี้หลายคนทำงานให้หลี่อี้ พวกผู้หญิงทำงานในโรงปฏิบัติงาน พวกผู้ชายก็ช่วยหลี่อี้ดูแลไร่นาและนำกองกำลังส่วนตัว บ้างก็ช่วยวิ่งเต้นเรื่องการค้าขายและการขนส่ง
ที่บ้านตนเองก็มีที่ดินแปลงหนึ่ง ช่วงว่างเว้นจากงานเกษตรก็ยังมีรายได้อีกทางหนึ่ง ชีวิตย่อมดีกว่าผู้อื่นมาก
หลี่อี้พูดพลางหัวเราะ "นี่ทำให้ข้านึกถึงเมื่อก่อน ก่อนที่จะเกิดมังกรพิโรธ ริมแม่น้ำฮ่าวเป็นแหล่งอู่ข้าวอู่น้ำ ดินดำน้ำชุ่ม คนบนที่ราบสูงอิจฉาบ้านเรือนในทุ่งนาสองฝั่งแม่น้ำฮ่าวของเราที่สุด
บนที่ราบสูงขาดแคลนน้ำและแห้งแล้งมาก ผลผลิตก็ต่ำ เมื่อก่อนหญิงสาวบนที่ราบสูงก็คิดอยากแต่งงานลงมาที่ทุ่งนาด้านล่างเพื่อจะได้กินข้าวสาร ตั้งแต่เกิดมังกรพิโรธ ก็ไม่เคยมีสถานการณ์เช่นนี้อีกเลยเป็นเวลานาน
ตอนนี้ชีวิตความเป็นอยู่ของหมู่บ้านหลัวเจียกลับมาดีอีกครั้งแล้ว ชายโสดทึนทึกและชายหนุ่มในหมู่บ้านหลัวเจีย ก็กลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง
นี่เป็นเรื่องดี
หลี่อี้รู้สึกว่าอดีตผู้ใหญ่บ้านอย่างเขา ก็พลอยได้หน้าไปด้วย
"จริงสิ หลี่ชุนเสี้ยวและพวกเขาทั้งสี่คน ก็ล้วนจะแต่งงานในเดือนล่าเยว่ ส่งเทียบเชิญมาแล้วเจ้าค่ะ"
หลี่ชุนเสี้ยวและพวกเมื่อก่อนเป็นทาสชาวเชียงของหลี่อี้ โชคดีสร้างความชอบ หลี่ยวนจึงแต่งตั้งให้เป็นผู้บังคับกองร้อยทหารรักษาพระองค์โดยตรง กลายเป็นนายร้อยแล้ว
แม้จะกล่าวว่าทั้งสี่คนตอนนี้เป็นขุนนางบู๊ขั้นเจ็ด แต่เวลาที่ไม่ได้เข้าเวร ก็มักจะมาคารวะที่จวนอยู่บ่อยครั้ง ทุกครั้งยังพกของขวัญติดมือมาด้วย หลี่อี้เห็นพวกเขาหัวนอนปลายเท้า รู้ความ ก็ค่อนข้างดีใจ ที่นาของพวกเขา คราวก่อนหลี่อี้ยังช่วยพวกเขาจ้างคน ทั้งยังช่วยซื้อวัวและอุปกรณ์การเกษตร ให้เพาะปลูกฤดูใบไม้ร่วงไปพร้อมกัน
"พวกเขาไม่ได้แต่งภรรยาที่เผ่าในหลงโย่วหรอกหรือ คราวก่อนฝ่าบาทตรัสว่าจะส่งคนไปรับลูกเมียและครอบครัวของพวกเขามาไม่ใช่หรือ"
"อาหลางยังไม่ทราบสินะ เผ่าของพวกเขานั้น ก่อนที่ราชโองการจะไปถึง ก็ถูกเผ่าเชียงตั่งเซี่ยงกวาดล้างไปแล้ว คนที่ยังไม่ตายล้วนถูกจับไปเป็นทาสหมดแล้วเจ้าค่ะ"
หลี่ชุนเสี้ยวและพวกก็กลายเป็นคนตัวเปล่า ทำได้เพียงแต่งภรรยาใหม่ที่นี่แล้ว
โชคดีที่ตอนนี้พวกเขาล้วนเป็นขุนนางบู๊ตำแหน่งผู้บังคับกองร้อยขั้นเจ็ด ภายใต้ชื่อยังมีที่นาและทรัพย์สินเงินทองไม่น้อย มีคนมากมายยินดีแต่งด้วย ขอเพียงสินสอดครบถ้วน ก็ไม่มีใครรังเกียจว่าพวกเขาเป็นชาวเชียง
ทั้งสี่คนล้วนไหว้วานแม่สื่อ หาหญิงสาวในตำบลอวี้ซิ่ว
"ก็ตั้งรกรากแต่งภรรยาที่ฉางอัน ภายหน้าเป็นคนถัง ก็ดีเหมือนกัน"
หม้อไฟทองแดงเป็นความเพลิดเพลินที่น่ารื่นรมย์ที่สุดในฤดูหนาวอย่างแท้จริง
ตู้สือเหนียงเห็นหลี่อี้อารมณ์ดี จึงพูดพลางหัวเราะว่า "ข้อเสียเพียงอย่างเดียวในความสมบูรณ์แบบนี้ ก็คือยังขาดลูกสักสองสามคน ซู่จวิน คืนนี้เจ้าปรนนิบัติอาหลาง รีบมีลูกสักคนนะ"
ทำเอาจีซื่อหน้าแดงก่ำไม่หยุด ทว่าในใจกลับแอบคาดหวัง สือเหนียงเคยคุยกับนางและอวี้ซู่ตามตรงแล้ว บอกว่าอาหลางตั้งใจจะให้นางรออีกสองปีค่อยตั้งครรภ์ ส่วนตัวสือเหนียงนั้นหวังว่าจีซื่อและจินซื่อ จะสามารถมีลูกให้อาหลางก่อนสักสองคน
หลี่อี้รินเหล้าพลับเผาให้ตัวเองหนึ่งจอก ไม่ยอมรับช่วงต่อบทสนทนา
ในยุคสมัยนี้ ในค่านิยมดั้งเดิมของสือเหนียงและพวกนาง แต่งงานออกเรือนแล้ว ย่อมต้องรีบมีลูก
แต่หลี่อี้ยังคงมีความลังเลอยู่บ้าง
เขาไม่อยากรีบมีลูก อันที่จริงหากไม่ได้พบกับตู้สือเหนียงที่รักมั่นถึงเพียงนี้ เขากระทั่งยังไม่พร้อมที่จะแต่งงานเลยด้วยซ้ำ
ทว่าดูชีวิตหลังแต่งงานในตอนนี้ อันที่จริงก็ไม่เลวเลย
กินอิ่มดื่มพอ
หลี่อี้ก็ไปเดินเล่นย่อยอาหารที่ระเบียงทางเดิน
เรือนระเบียงในยุคถังก็มีข้อดี ไม่ว่าจะลมพัด ฝนตก หรือหิมะตก ระเบียงทางเดินรอบๆ นี้ ไม่เพียงแต่เดินทอดน่องได้ แต่ยังใช้ชมทิวทัศน์ได้อีกด้วย
ยามค่ำคืน
สือเหนียงยังคงให้หลี่อี้ไปนอนที่ห้องตะวันตกจริงๆ
โครงสร้างของจวนสกุลหลี่ในฟางผิงคัง คือเรือนสองชั้นพร้อมปีกสองข้าง ปีกตะวันออกส่วนใหญ่เป็นคอกม้าของเรือนชั้นนอก ห้องพักแขกของเรือนชั้นใน และโกดัง
ส่วนเรือนคนรับใช้ที่ลานหน้าของเรือนชั้นกลาง ลานชั้นในหลี่อี้และสือเหนียงพักอยู่ที่เรือนหลักตรงกลาง อนุภรรยาทั้งสองพักที่ห้องปีกตะวันตก คนละหนึ่งห้อง ตอนนี้อวี๋โย่วเหนียงเป็นแม่บ้านดูแลเรือนชั้นใน ก็พักอยู่ที่ห้องปีกตะวันตกเช่นกัน
"อาหลางจะหมางเมินพวกนางทั้งสองไม่ได้นะเจ้าคะ คืนนี้ก็พักที่ห้องของซู่จวิน หรือว่าอาหลางจะเรียกซู่จวินมาปรนนิบัติที่ห้องตะวันออกของเรือนหลักก็ได้"
"อาหลางอย่าหัวเราะสิเจ้าคะ การสืบสกุลเป็นเรื่องใหญ่ ภาระของภรรยาเอกผู้ดูแลบ้านอย่างข้านั้นหนักหนานัก หากอาหลางมีหนึ่งภรรยาสองอนุ แล้วยังไม่มีลูกสักที ถึงเวลานั้นข่าวลือสารพัดคงได้แพร่ออกไปแน่"
มองดูสือเหนียงที่มีท่าทีจริงจังอย่างหาได้ยาก กระทั่งยกระดับไปถึงเรื่องชื่อเสียงและตระกูล หลี่อี้ก็ทำได้เพียงยอมจำนน
เขายังมีห้องนอนรองอีกห้องในเรือนหลัก จุดประสงค์หลักคือเพื่อความสะดวกในการพักผ่อนตอนกลางวันหรืออะไรทำนองนั้น
"ช่างเถิด ข้าไปที่ห้องของซู่จวินก็แล้วกัน"
สือเหนียงกล่าวอย่างจริงจังว่า "ห้ามสวมสิ่งนั้นเด็ดขาด ปล่อยเมล็ดพันธุ์ให้จีซื่อเถิด ของล้ำค่าปานนี้ จะปล่อยให้สูญเปล่าได้อย่างไร"
"การตั้งครรภ์ใช่ว่าปล่อยเมล็ดพันธุ์แล้วจะตั้งครรภ์ได้เลย ต้องดูวันด้วย ข้าจะบอกความลับเรื่องหนึ่งแก่เจ้า สตรีนั้นหนา ทุกเดือนมีเพียงเวลาสองสามวันนั้นที่ร่วมหอแล้วจึงจะตั้งครรภ์ได้ เวลาที่เหลือต่อให้พยายามแค่ไหนก็เปล่าประโยชน์"
นี่ไปแตะโดนจุดบอดทางความรู้ของตู้สือเหนียงเข้าแล้ว สีหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย
"หว่านเมล็ดพันธุ์แล้ว ก็ตั้งครรภ์ได้ไม่ใช่หรือเจ้าคะ"
"มีแค่เมล็ดพันธุ์จะไปได้ผลอันใด ความจริงยังต้องผสมกับเมล็ดพันธุ์ของสตรีด้วย ทว่าสตรีอย่างพวกเจ้าในทุกๆ เดือนจะปล่อยเมล็ดพันธุ์เพียงครั้งเดียว..."
ตู้ลี่ตื่นเต้นขึ้นมา "เช่นนั้นรีบไปเรียกจีซื่อมา ซูอิ่ง ไปเรียกจีซื่อมาที"
หลังอาหารค่ำ จีซู่จวินก็จงใจไปอาบน้ำที่ห้องน้ำในบ้าน ทั้งยังใช้สบู่เซฟการ์ดกลิ่นทับทิมแดงที่หลี่อี้มอบให้นาง ทำเอาตัวหอมฉุย
เปลี่ยนมาสวมชุดนอนผ้าไหมบางเบา แล้วยังให้สาวใช้ก่อไฟในเตาที่ห้องให้อุ่นขึ้นอีกหน่อย
"แม่นางจี ท่านหญิงให้ท่านไปหาเจ้าค่ะ"
จีซู่จวินทำได้เพียงผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าอีกครั้ง
เมื่อนางมาถึงห้องหลักของเรือนหลัก ตู้สือเหนียงก็จับมือนางด้วยความตื่นเต้น สอบถามถึงวันที่ระดูของนางมาและหมดไปในครั้งที่แล้ว
ถามเอานางงุนงงไปหมด
เหตุใดจึงถามเรื่องพวกนี้ต่อหน้าอาหลางเล่า
ซู่จวินมองไปยังหลี่อี้
หลี่อี้เองก็เสียใจที่ปากไว เหตุใดจึงต้องไปพูดเรื่องนี้กับสือเหนียง ตอนนี้เป็นอย่างไรล่ะ ภายหน้าขอเพียงถึงวัน เขามิต้องถูกจัดแจงให้ไปไถนาหว่านเมล็ดพันธุ์หรอกหรือ
"ความจริงนั่นก็ไม่ได้แม่นยำนัก ต้องเป็นคนที่วันระดูมาตรงกันทุกเดือนจึงจะใช้ได้"
สือเหนียงจึงหันไปถามจีซื่อ "วันระดูมาทุกเดือนของเจ้าตรงหรือไม่"
"ก็ราวๆ สองสามวันนั้นละมังเจ้าคะ"
"เช่นนั้นครั้งหน้าของเจ้าจะมาวันใด วันนั้นนับย้อนกลับไปสิบสี่วันคือวันใด"
จีซื่อหน้าแดงพลางคำนวณครู่หนึ่ง "เมื่อไม่กี่วันก่อนเพิ่งจะหมดไป ยังต้องรออีกหกเจ็ดวันกระมังเจ้าคะ"
สือเหนียงพอฟังจบ ก็หมดกำลังใจไปบ้าง "เหตุใดจึงไม่พอดีเช่นนี้หนอ เช่นนั้นวันนี้ก็ไม่ได้แล้ว"
นางถอนหายใจเฮือกหนึ่ง "ซูอิ่ง ไปเรียกอวี้ซู่มา"
จินอวี้ซู่ถูกเรียกมาอย่างกะทันหัน ก็ไม่เข้าใจสาเหตุเช่นกัน เมื่อถูกถามถึงระดู ต่อหน้าหลี่อี้ก็รู้สึกกระดากอายไม่น้อย ท้ายที่สุดแล้วในใจพวกนาง ล้วนรู้สึกว่าเรื่องนี้สกปรก
ถามตอบกันไปมา
ตู้ลี่นับนิ้วคำนวณอยู่ตรงนั้น จู่ๆ ก็พูดด้วยความตื่นเต้นว่า "ใช่แล้ว ใช่แล้ว นับตามวัน วันของอวี้ซู่ พอดีกับวันพรุ่งนี้เลย
อาหลางบอกว่าก่อนหลังหนึ่งถึงสองวันก็ย่อมได้ เช่นนั้นอวี้ซู่ก็พอดีเลย"
นางดึงมือของจินซื่อมาวางไว้ในมือหลี่อี้ "อาหลาง สามวันนี้ ไม่สิ ห้าวันนี้ ท่านล้วนต้องพักที่ห้องของจินซื่อนะเจ้าคะ"
จีซู่จวินเหม่อลอย นิ่งอึ้งไปบ้าง ส่วนจินอวี้ซู่กลับอดหัวเราะออกมาไม่ได้
ยังมีเรื่องดีๆ เช่นนี้อีกหรือ
"อวี้ซู่ เจ้าต้องทำผลงานให้ดีนะ ให้เวลาเจ้าห้าวัน ต้องตั้งครรภ์ให้ได้ล่ะ"
"ขอเพียงเจ้าตั้งครรภ์ได้ อยากได้รางวัลอะไรก็เอ่ยปากมาได้เลย"
หลี่อี้มองดูสตรีสามคนที่มีสีหน้าแตกต่างกัน รู้สึกเหมือนสมองหมุนตามไม่ทัน สตรีสามคนบุรุษหนึ่งคน ไม่มีการลงไม้ลงมือ ภรรยายังกระตือรือร้นให้สตรีอื่นมามีลูกกับสามีขนาดนี้ กระทั่งบอกว่าถ้าตั้งครรภ์ได้จะมีรางวัลให้อีก
เฮ้อ
ยุคสมัยศักดินาที่เน่าเฟะนี่นะ
ภรรยาเพียบพร้อมอนุภรรยางดงาม
ทว่าพอมองดูดวงตาที่เป็นประกายของตู้ลี่และจินอวี้ซู่ทั้งสองคน แล้วพอได้ยินว่าห้าวัน หลี่อี้ก็รู้สึกกดดันอย่างหนักขึ้นมาทันที
ไม่มีที่นาที่ถูกไถจนพัง มีแต่วัวที่เหนื่อยตายต่างหากล่ะ
จะไปไถนาติดกันห้าวันได้อย่างไร
"สือเหนียง สามถึงห้าวันกับวันเดียวไม่มีความแตกต่างกันอันใดหรอกนะ ยิ่งมากก็ยิ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพของเมล็ดพันธุ์เสียด้วยซ้ำ"
"ท่านพี่ก็เหนื่อยหน่อยเถิด พรุ่งนี้เช้าข้าจะตุ๋นเนื้อแกะบำรุงคืนให้เจ้าค่ะ"







