ไม่กี่วันต่อมา เหอซิ่วฉงก็โทรศัพท์มาจากไต้หวันเพื่ออธิบายสถานการณ์
ฉู่ชิงประหลาดใจเล็กน้อยที่ตัวเองได้รับบทนี้จริงๆ แม้จะเป็นแค่หลิวชิง ตัวประกอบอดทนในภาคแรก แต่อย่างน้อยก็ถือเป็นนักแสดงสมทบที่สำคัญ
หากยืมคำพูดของเจี่ยจางเคอมาใช้ ก็คือเป็นตัวละครที่คอยผลักดันให้เนื้อเรื่องเดินหน้าและเปิดปมเรื่องราวหลัก ซึ่งสำคัญมาก
แต่ตอนนี้ฉู่ชิงมีภูมิต้านทานคำพูดหลอกเด็กเหล่านั้นแล้ว ช่วงนี้เหล่าเจี่ยขังตัวเองอยู่ในห้องซอมซ่อที่ไม่มีแอร์เพื่อทำโพสต์โปรดักชัน จนสภาพดูไม่เป็นผู้เป็นคน คราวที่แล้วที่เจอกันยังทำเอาเขาตกใจแทบแย่
อวี๋ลี่เวยกลับฮ่องกงไปแล้ว ส่วนเหล่าเจี่ยก็ไม่ว่าง ฉู่ชิงจึงติดต่อกับกู้เจิ้งอยู่บ่อยๆ ซึ่งอีกฝ่ายก็สนับสนุนเรื่องที่เขาจะเล่นละครโทรทัศน์อย่างมาก
ค่าตัวที่เหอซิ่วฉงเสนอให้เขาคือตอนละหนึ่งพันห้าร้อยหยวน หลิวชิงมีบทปรากฏตัวประมาณสองตอน ถ่ายทำจบก็น่าจะได้เงินอย่างน้อยสามพันหยวน
ตรงนี้คงต้องพูดถึงปัญหาเรื่องค่าตัวนักแสดงละครโทรทัศน์กันสักหน่อย
เป็นที่รู้กันดีว่านักแสดงจะคิดเงินเป็นตอนๆ แต่ในรายละเอียดนั้นเขาคิดกันอย่างไรล่ะ
ยกตัวอย่างเช่นหวนหวนที่โด่งดังเป็นพลุแตกในยุคหลัง ว่ากันว่าค่าตัวในการถ่ายทำละครเรื่องนั้นของเธอสูงถึงตอนละสามแสนหยวน ดังนั้นหลายคน ซึ่งแน่นอนว่าส่วนใหญ่คือแฟนคลับ จึงคิดเอาเองว่าเหนียงเหนียงทำเงินจากละครเรื่องนี้ไปได้หลายสิบล้าน
เอาเถอะ ข้อมูลที่ฟังดูไร้สาระพรรค์นี้มองข้ามไปให้มากที่สุดจะดีกว่า
โดยทั่วไปแล้ว วิธีคำนวณในวงการคือจะนับจากเวลาที่นักแสดงปรากฏตัวจริงๆ โดยนำเวลาเหล่านั้นมาตัดต่อรวมกันแล้วค่อยนำไปคำนวณ
อย่างหวนหวน ฉบับตัดต่อท้ายสุดคือ 76 ตอน จำนวนตอนที่นำมาคำนวณค่าตัวของเหนียงเหนียงน่าจะอยู่ที่ประมาณ 50 ตอน หากคิดตามความเป็นไปได้มากที่สุดว่าค่าตัวต่อตอนคือหนึ่งแสนห้าหมื่นหยวน ค่าตัวจากละครโทรทัศน์เรื่องนี้ของเหนียงเหนียงก็น่าจะอยู่ที่ไม่ต่ำกว่าเจ็ดล้านหยวน
ตัวเลขนี้แซงหน้าค่าตัวภาพยนตร์ของเธอไปแล้ว แต่ละครโทรทัศน์แบบนี้จะมีสักกี่เรื่องกันเชียว
เพราะงั้น พวกที่เอะอะก็บอกว่าค่าตัวตอนละหลายแสนน่ะ ไปเล่นที่อื่นไป!
ฉู่ชิงไม่ได้ทำตัวโอ้อวดไปเยาะเย้ยเหล่าเจี่ย เพราะเขารู้ดีว่า 'เสี่ยวอู่' กับ 'องค์หญิงกำมะลอ' เป็นผลงานสองประเภทที่ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันเลยแม้แต่น้อย
แม้ความตั้งใจแรกในการถ่ายทำของเขาคือการหาเงิน แต่หลังจากถ่ายเรื่อง 'เสี่ยวอู่' จบ เขาก็รู้สึกว่าตัวเองได้รับบางอย่างที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน ส่วนการถ่าย 'องค์หญิงกำมะลอ' นอกจากค่าตัวแล้ว เขาก็นึกไม่ออกจริงๆ ว่าจะได้อะไรกลับมาอีก
เดิมทีเหอซิ่วฉงบอกเขาว่าเวลาเข้ากองถ่ายคือช่วงเดือนกันยายน ซึ่งก็คือหลังจากถ่ายทำที่สถานที่ตากอากาศบนภูเขาเสร็จ และย้ายกองกลับมาที่เมืองหลวงแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายภาพยนตร์หรือละครโทรทัศน์ นักแสดงก็ไม่จำเป็นต้องอยู่กับกองถ่ายตลอดเวลา ผู้กำกับจะแบ่งเนื้อเรื่องออกเป็นหลายๆ ส่วน ถ่ายทำส่วนของคุณเสร็จก็ชิ่งได้เลย ยกเว้นแต่จะเป็นตัวละครที่มีความเกี่ยวพันกับคนจำนวนมาก ถึงอาจจะต้องอยู่กับกองถ่ายไปจนจบ
แต่ฉู่ชิงกลับหน้าด้านตื๊อเหอซิ่วฉง เพื่อขอทำงานจิปาถะในกองถ่ายด้วย แบบนี้เขาจะได้อยู่กับกองถ่ายตลอดเวลา
แน่นอนว่าเขาไม่มีทางยอมรับหรอกว่าทำไปเพื่อหาเงินเพิ่ม
ตัวเองก็อายุขนาดนี้แล้วยังต้องไปทำตัวน่ารักใสซื่อใส่ชาวบ้านอีก ชีวิตผมมันไม่ง่ายเลยจริงๆ!
เหอซิ่วฉงสงสัยอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ตอบตกลงไปเพราะไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ถือเสียว่าเขาแค่อยากเก็บเกี่ยวประสบการณ์ให้มากขึ้นก็แล้วกัน
……
ต้นเดือนกรกฎาคม กลางฤดูร้อนอันแสนอบอ้าว เมืองหลวงร้อนระอุราวกับเตาไฟขนาดใหญ่ บนถนนมีคลื่นความร้อนแผ่ซ่าน แค่เหยียบลงไปนาทีเดียวก็ร้อนจนแทบจะทนไม่ไหว
ที่เกสต์เฮาส์ใกล้กับถนนเจินอู่เมี่ยวเอ้อร์เถียว เหล่าทีมงานหลักได้มารวมตัวกันพร้อมหน้าแล้ว
จ้าวเวยกับหลินซินหรูเบิกตาโตแข่งกัน ดูงุนงงและยังอ่อนต่อโลกมาก จ้าวเวยยังเป็นนักศึกษา เคยเป็นตัวประกอบในละครมาบ้าง นี่ถือเป็นผลงานเรื่องแรกที่เธอได้รับบทนำ แถมยังเป็นละครของคุณย่าฉยงเหยาอีก เธอจึงระมัดระวังตัวในกองถ่ายเป็นอย่างมาก
หลินซินหรูเป็นศิลปินในสังกัดบริษัทเอเจนซี่ของฉงเหยาอยู่แล้ว การได้มารับบทจื่อเวยถือเป็นโชคหล่นทับ ความจริงแล้วคนที่ถูกวางตัวให้เล่นบทเสี่ยวเยี่ยนจื่อคือนักแสดงหญิงอีกคนที่มีประสบการณ์เล่นฉากแอ็กชัน แต่ปรากฏว่าอีกฝ่ายกลับเบี้ยวงานไม่ยอมเล่น จึงต้องให้จ้าวเวยที่เดิมทีรับบทจื่อเวยมาเล่นเป็นเสี่ยวเยี่ยนจื่อแทน แล้วเรียกตัวหลินซินหรูมาช่วยกู้สถานการณ์กะทันหัน
เธอรู้ดีว่าตัวเองได้บทนี้มาอย่างไร จึงยิ่งระมัดระวังตัวมากกว่าจ้าวเวยเสียอีก
ซูโหย่วเผิงกับเฉินจื้อเผิงถือเป็นคนที่มีชื่อเสียงที่สุดในกองถ่าย แต่ก็ไม่ได้ถือตัวอะไรและเป็นมิตรกับทุกคนมาก
ยุคทองของวงเสียวหู่ตุ้ยผ่านพ้นไปนานแล้ว ทั้งคู่มีชื่อเสียงครึ่งๆ กลางๆ ในไต้หวัน และกำลังรอคอยที่จะได้พลิกฟื้นกลับมาโด่งดังอีกครั้งด้วยละครฉงเหยาเรื่องนี้ แน่นอนว่าพวกเขาคงไม่ยอมให้ชื่อเสียงต้องมัวหมองเพราะเรื่องมนุษยสัมพันธ์เป็นแน่
ทั้งสี่คนนี้อายุไล่เลี่ยกันและมีฉากที่ต้องเล่นด้วยกันเยอะ ผ่านไปไม่กี่วันก็สนิทสนมกลมเกลียวและหยอกล้อกันเสียงดัง มีเพียงโจวเจี๋ยที่อายุมากกว่าพวกเขาค่อนข้างเยอะและมีโลกส่วนตัวสูง จึงไม่ค่อยชอบมาเล่นสนุกกับพวกเขาสักเท่าไหร่
นานๆ ทีจะได้เห็นท่าทางอ่อนวัยของเหล่าดาราดังพวกนี้ ฉู่ชิงก็แค่รู้สึกทึ่งอยู่เงียบๆ แต่ไม่ได้เข้าไปตีสนิทด้วย
หน้าที่ของเขาตอนนี้คือฝ่ายจัดการทั่วไปในกองถ่ายควบตำแหน่งนักแสดง ด้วยสถานะนี้ เขาจึงได้ห้องพักเดี่ยวเล็กๆ มาหนึ่งห้อง ซึ่งนอกจากเตียงนอนหนึ่งหลังแล้ว ภายในห้องยังมีอุปกรณ์ประกอบฉากจิปาถะที่ต้องใช้ตอนถ่ายทำกองอยู่เต็มไปหมด
ในห้องไม่มีแอร์ มีแค่พัดลมเพดานเก่าๆ ที่พอหมุนทีก็ส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด ฉู่ชิงมักจะกลัวว่ามันจะหล่นลงมาสับหัวเขาแบะอยู่เสมอ
เขาถอดเสื้อ ท่อนล่างสวมกางเกงขาสั้นตัวโคร่ง นั่งอยู่บนม้านั่งตัวเล็กพลางแอบกินแตงโมอย่างเงียบๆ
แตงโมนี่ซื้อมาตั้งแต่เช้า แช่ไว้ในตู้แช่ของโรงอาหารเล็กๆ ในเกสต์เฮาส์มาครึ่งค่อนวัน กำลังเย็นได้ที่เลยทีเดียว
กัดเข้าไปคำหนึ่ง ความเย็นฉ่ำก็ซึมผ่านไรฟันลงไปถึงอวัยวะภายใน แผ่ซ่านไปทั่วร่าง ช่างสบายเสียจริง!
"ฮ่า..."
ฉู่ชิงฟาดแตงโมครึ่งซีกเรียบในรวดเดียว ความร้อนอบอ้าวที่เกาะติดอยู่ตามตัวมลายหายไปจนสิ้น รู้สึกเหมือนได้เกิดใหม่เลยทีเดียว
เขาไม่ได้แบ่งแตงโมให้คนอื่น เพราะคนในกองถ่ายมีตั้งเยอะแยะ จะให้คนนั้นแต่ไม่ให้คนนี้มันก็ทำตัวลำบาก
"ก๊อก ก๊อก ก๊อก!"
มีคนเคาะประตู
"ใครครับ?" ฉู่ชิงถามอย่างระแวดระวัง
"ฉันเอง รีบเปิดประตูเร็ว!"
พอได้ยินเสียงนี้ ฉู่ชิงก็โล่งใจ เขาเดินไปเปิดประตูทั้งที่ยังถอดเสื้ออยู่แบบนั้น
คนที่เดินเข้ามาคือเด็กสาวคนหนึ่ง ดวงตากลมโตหลังกรอบแว่นเล็กๆ กลิ้งกลอกไปมา ดูทะเล้นไม่เบา
ทันทีที่เหลือบไปเห็นแตงโมบนโต๊ะน้ำชาตัวเล็ก เธอก็อ้าปากเตรียมจะโวยวาย ฉู่ชิงจึงรีบดึงตัวเธอเข้ามาในห้องแล้วล็อกประตู
"นายคนไร้จิตสำนึก แอบมากินของอร่อยอยู่คนเดียวได้ไง!"
เด็กสาวคนนี้ก็คือเสี่ยวถง ผู้ช่วยของเหอซิ่วฉง ไม่รู้ทำไมพวกเขาสองคนถึงคุยกันถูกคอและมักจะขลุกอยู่ด้วยกันเสมอ พอตอนนี้เห็นฉู่ชิงซุกตัวกินแตงโมอยู่ในห้อง เธอก็ทำหน้าเหมือนถูกชายคนรักทอดทิ้งเสียอย่างนั้น
ฉู่ชิงเองก็รู้สึกเกรงใจนิดหน่อย จึงพูดขึ้นว่า "เพิ่งกินเอง เพิ่งกิน ยังไม่ทันได้เรียกเธอเลย"
พูดจบก็ทำตัวประจบประแจงด้วยการหั่นชิ้นใหญ่ยื่นให้เธอ
เสี่ยวถงแค่นเสียงฮึดฮัด รับมากัดคำโต
"ซี๊ด..."
เธอไม่คิดว่าแตงโมจะเย็นขนาดนี้ ความเย็นจี๊ดขึ้นสมองจนขนลุกซู่ไปทั้งตัว พอตั้งสติได้ก็อดไม่ได้ที่จะร้องออกมาว่า "สะใจ!"
ฉู่ชิงที่อยู่ข้างๆ ถึงกับเหงื่อตก แม่คุณคนนี้คือต้นแบบของสาวห้าวในยุคหลังชัดๆ เล่นตะโกนว่าสะใจเสียงดังซะขนาดนี้ ไม่กลัวคนอื่นได้ยินแล้วจะเข้าใจผิดบ้างหรือไง
"ห้องนายนี่ดีจริงๆ เงียบสงบ แถมยังมีของอร่อยให้กินด้วย" เสี่ยวถงจัดการแตงโมชิ้นนั้นอย่างรวดเร็วพลางพูดอย่างพึงพอใจ
"เธอไม่ออกไปช่วยงานข้างนอก แล้ววิ่งมาทำอะไรที่ห้องฉันเนี่ย?" ฉู่ชิงถาม
"พวกเขาจัดการกันเสร็จหมดแล้ว จะให้ฉันไปช่วยอะไรอีกล่ะ!" เสี่ยวถงพูดอย่างไม่ใส่ใจ
"พวกเราจะออกเดินทางวันไหน?" ฉู่ชิงถาม
"อืม อาจจะพรุ่งนี้ หรือไม่ก็มะรืนนี้แหละ ยังไงก็คงภายในสองวันนี้แหละ" เสี่ยวถงตอบ
ฉู่ชิงพยักหน้า รอให้นักแสดงมากันครบ กองถ่ายก็จะมุ่งหน้าไปยังสถานที่ตากอากาศบนภูเขา เพื่อเปิดกล้องถ่ายทำฉากแรก
ฉากในวังส่วนใหญ่ของเรื่ององค์หญิงกำมะลอล้วนถ่ายทำที่สถานที่ตากอากาศบนภูเขา อย่างเซ่อฟางไจก็คือหอเยียนอวี่ในสถานที่ตากอากาศ ส่วนฉากในเขตพระราชฐานชั้นในก็ไปถ่ายทำที่ตากวนหยวนและตำหนักกง มีฉากในพระราชวังต้องห้ามเพียงน้อยนิด จากนั้นก็เป็นฉากนอกสถานที่ที่ทุ่งหญ้าป้าซ่าง และฉากถนนหนทางในสวนวัฒนธรรมพื้นบ้านเก่าแก่ของเมืองหลวง
บทของหลิวชิงส่วนใหญ่ถ่ายทำในสวนวัฒนธรรมพื้นบ้าน หรือก็คือลานบ้านรวมแห่งนั้น ทว่ากว่าจะถึงคิวที่เขาต้องเข้าฉากก็ต้องรอไปอีกอย่างน้อยสองเดือน
เสี่ยวถงเองก็เป็นสายกิน แตงโมอีกครึ่งซีกที่เหลือจึงถูกจัดการเรียบภายในเวลาไม่กี่นาทีอย่างสบายๆ ทั้งสองคนคุยสัพเพเหระกันอยู่พักใหญ่ เสี่ยวถงก็เหมือนเพิ่งนึกอะไรขึ้นมาได้ "จริงสิ พี่ฉงตามหานายอยู่น่ะ เหมือนจะมีธุระอะไรสักอย่าง"
เวรเอ๊ย! ทำไมไม่รีบบอกตั้งแต่แรกล่ะ! พี่สาว เธอทำฉันซวยแล้วนะเนี่ย!
ฉู่ชิงลุกพรวดขึ้นยืน ทำตาขวางใส่
เสี่ยวถงหดตัวถอยหลัง ทำหน้าตาน่าสงสาร "อย่าตีฉันนะ พอเห็นแตงโมฉันก็ลืมไปเลยนี่นา!"
ฉู่ชิงขี้เกียจจะถือสาหาความกับเธอ เขาคว้าเสื้อแขนสั้นมาใส่แล้วเดินออกจากห้องไป
เหอซิ่วฉงกำลังคุยโทรศัพท์อยู่ในห้อง ประตูเปิดทิ้งไว้
ฉู่ชิงยืนรออยู่ข้างนอกครู่หนึ่ง พอเห็นว่าเสียงเงียบไปแล้วถึงเดินเข้าไป
"พี่ฉง เรียกหาผมเหรอครับ?"
"อ้อ เสี่ยวชิง มานั่งสิ" เหอซิ่วฉงบอก
ฉู่ชิงถึงกับมีเส้นดำสามเส้นโผล่ขึ้นมาบนหัว "พี่ช่วยอย่าเรียกผมว่าเสี่ยวชิงได้ไหมครับ เรียกเสี่ยวฉู่ก็ได้นี่นา!"
"ไม่มีปัญหา เสี่ยวชิง!"
เหอซิ่วฉงพูดติดตลก ก่อนจะเข้าเรื่อง "ตอนบ่ายจะมีนักแสดงมาอีกคน ถ้านายไม่ติดอะไรก็ช่วยไปรับให้ฉันหน่อยสิ"
"เธอมาเองไม่ได้เหรอครับ?" ฉู่ชิงถามอย่างสงสัย หรือว่ายังหาทางมาไม่ถูก?
"พี่เสวี่ยหัวเป็นคนแนะนำมาน่ะ พวกเราเองก็คาดหวังในตัวเธอไว้มากเหมือนกัน เด็กสาวอายุแค่สิบหกปี ตัวคนเดียวในเมืองหลวง ครอบครัวก็ไม่ได้อยู่ข้างๆ พวกเราก็ต้องดูแลเธอสักหน่อย ขืนเกิดเรื่องอะไรขึ้นมาจะอธิบายให้ทางนั้นฟังลำบาก" เหอซิ่วฉงอธิบาย
"ตกลงครับ งั้นเดี๋ยวผมไปรับให้" ฉู่ชิงพยักหน้ารับ
"เธอชื่อฟ่านปิงปิง นี่ที่อยู่" เหอซิ่วฉงยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้
ฉู่ชิงรู้สึกมึนงงไปชั่วขณะ สมองตื้อไปหมด
รับใครนะ?
ฟ่านปิงปิง?
ฟ่านเหยีย!
พระเจ้าช่วย!
นักแสดงที่แจ้งเกิดจากองค์หญิงกำมะลอ ภายหลังบ้างก็ไปเป็นผู้กำกับ บ้างก็ผันตัวไปอยู่เบื้องหลังเป็นนักลงทุน บ้างก็ไปเป็นครูสอนที่โรงเรียน และยังมีคนที่เจริญก้าวหน้าในเส้นทางนักแสดงต่อไป
แต่ไม่ว่าจะเป็นใคร หากพูดถึงความเก่งกาจ ประเด็นให้พูดถึง หรืออัตราการปรากฏตัวตามสื่อ ล้วนไม่มีใครเทียบสาวใช้ตัวน้อยในวันวานคนนี้ได้เลย
ความน่าเกรงขามและความมั่นใจแบบนั้น ไม่ว่าจะไปยืนอยู่ตรงไหน แค่เชิดคางขาวๆ ขึ้น แล้วยกมุมปากขึ้นสี่สิบห้าองศาตามมาตรฐาน ก็สามารถบดขยี้ดาราสาวในยุคเดียวกันกว่าเก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์ได้ในชั่วพริบตา
"ทำไมฉันต้องแต่งเข้าตระกูลเศรษฐีด้วยล่ะ? ตัวฉันเองนี่แหละคือเศรษฐี!"
โคตรเจ๋งเลย!
ฉู่ชิงชอบฟ่านเหยีย ด้วยเหตุผลเดียวกับผู้ชายส่วนใหญ่ นั่นก็คือเพราะเธอสวย! สวย! สวยแบบไร้ที่ติ!
ส่วนเรื่องที่ว่าเธอเคยเล่นภาพยนตร์หรือละครโทรทัศน์เรื่องไหนที่เป็นผลงานชิ้นโบแดงบ้าง นอกจากองค์หญิงกำมะลอแล้ว ฉู่ชิงก็นึกไม่ออกจริงๆ จนถึงขั้นมีอยู่ช่วงหนึ่ง เขาคิดว่าฟ่านเหยียอำลาวงการบันเทิงไปมุ่งเอาดีด้านแฟชั่น ว่างๆ ก็ไปเดินเฉิดฉายบนพรมแดงที่ต่างประเทศอะไรทำนองนั้นเสียอีก
ฉู่ชิงก็แค่สัตว์กินเนื้อที่ตัดสินคนจากหน้าตา ตอนที่เขามองจ้าวเวยกับหลินซินหรู ก็แค่รู้สึกตื่นเต้นนิดหน่อย ซึ่งเป็นปฏิกิริยาปกติเวลาเจอคนดัง แต่สำหรับฟ่านเหยียในแง่หนึ่งแล้ว เธอได้ก้าวข้ามคำว่าดาราไปแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น นั่นคือฟ่านเหยียในวัยเพียงสิบหกปีเชียวนะ...
จุ๊ๆ แค่คิดก็ทำเอาตื่นเต้นแล้ว!







