ตู้หรูฮุ่ยมาเยือนถึงประตู
หลี่อี้รีบออกไปต้อนรับให้เข้ามาข้างใน ตู้สือเหนียงยิ่งมีสีหน้ารอคอยมองไปที่พี่ชาย
“ข้าเดินทางไปกลับเป็นร้อยลี้ แต่น้ำยังไม่ได้ดื่มสักอึกเลยนะ” ตู้หรูฮุ่ยกล่าวพลางหัวเราะ
“ข้าจะต้มชาให้พี่ชายเจ้าค่ะ”
สือเหนียงรีบต้มชา ชุดเครื่องชาที่ใช้บังเอิญเป็นชุดเดียวกับที่หลี่อี้มอบให้ตอนไปเยี่ยมตู้หรูฮุ่ยที่ตู้ชวี่พอดี
“สือเหนียงนี่เริ่มทำตัวเป็นแม่บ้านแม่เรือนแล้วหรือ” ตู้หรูฮุ่ยเย้าแหย่น้องสาวลูกพี่ลูกน้อง
สือเหนียงหน้าแดงด้วยความเขินอาย “พี่ชายได้พบท่านย่าแล้วหรือเจ้าคะ”
“ข้ายังไม่ได้ดื่มชาเลยนะ”
สือเหนียงหยิบก้อนชามาด้วยความลุกลี้ลุกลน
“ข้าชงชาใบอวี้ให้ใต้เท้าตู้เลยดีกว่า เป็นชาที่จงเฉิงซุนศิษย์พี่ของข้ามอบให้คราวก่อน มารดาของเขาเป็นคนเก็บและทำเองกับมือ ช่วยดับร้อนแก้ร้อนในได้ดีนัก”
ตู้หรูฮุ่ยกล่าวพลางหัวเราะ “เช่นนั้นต้องลองชิมเสียหน่อยแล้ว”
รอจนชงชาเสร็จ ตู้หรูฮุ่ยดื่มหมดไปหนึ่งจอก จึงค่อยกล่าวว่า “เตรียมห่านป่าไว้คู่หนึ่งเถอะ”
พอได้ยินคำนี้ สือเหนียงก็ดีใจอย่างยิ่ง
งานแต่งงานของคนถัง โดยเฉพาะตระกูลใหญ่ผู้ดีมีสกุล ธรรมเนียมพิธีการนั้นซับซ้อนมาก กล่าวโดยสรุปคือหนังสือสามพิธีหก และตามธรรมเนียมทุกครั้งจะต้องเตรียมห่านป่าคู่หนึ่งไว้ด้วย
“ท่านย่าเห็นด้วยแล้วหรือเจ้าคะ”
ตู้หรูฮุ่ยหัวเราะ “ท่านย่าของเจ้า ข้ารับกลับไปที่ฟางอันเหรินแล้ว ประเดี๋ยวพวกเจ้าก็จงตามข้าไปคารวะ แต่จำไว้ว่าอย่าได้หลุดปากออกไปเชียวล่ะ
ข้าบอกกับฮูหยินเฒ่ากัวไปว่าพวกเจ้าสองคนมีความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยากันแล้ว ทั้งยังบอกว่าเมื่อคืนพวกเจ้าก็พักอยู่ห้องเดียวกันที่จวนของข้า
เพราะเรื่องนี้ข้าถึงกับโดนฮูหยินเฒ่ากัวตบหน้าไปหนึ่งฉาดเชียว
นี่ข้ามารับโทษแทนพวกเจ้าทั้งนั้นเลยนะ”
ตู้สือเหนียงหน้าแดงก่ำ แม้นี่จะเป็นแผนการที่ตกลงกันไว้แต่แรกแล้ว แต่ตอนนี้นางยังรู้สึกอับอายมาก เป็นหญิงสาวบริสุทธิ์ผุดผ่องแท้ๆ
“ขอบพระคุณใต้เท้าตู้ขอรับ”
ตู้หรูฮุ่ยวางถ้วยชาลง “ยังจะทำตัวห่างเหินไปไย ต่อไปก็เรียกพี่ชายเถิด ภายหน้าผูกไมตรีสองตระกูล ก็เป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว”
“ขอบคุณพี่รองขอรับ” หลี่อี้เองก็ฉวยโอกาสตามน้ำไปทันที
“ฮ่าๆๆ ดี ด่านแรกตอนนี้ดูเหมือนจะพอผ่านไปได้อย่างถูไถแล้ว อู๋อี้ เจ้าไปหาแม่สื่อผู้ใหญ่มาสักคน”
“พี่รอง ท่านคิดว่าให้ศิษย์พี่ของข้าเป็นเถ้าแก่เจรจาสู่ขอจะเป็นอย่างไรขอรับ”
คนมีฐานะที่หลี่อี้รู้จักนั้นมีไม่กี่คน ตู้หรูฮุ่ยเป็นคนหนึ่ง แต่เขาเป็นพี่ชายลูกพี่ลูกน้องของสือเหนียง ซุนฝูเจียก็นับเป็นคนหนึ่ง
อ๋องฉินก็พอนับได้คนหนึ่ง แต่ตอนนี้หลี่ซื่อหมินออกไปประจำการที่วังฉางชุน ที่นั่นอยู่ริมแม่น้ำฮวงโหเมืองถงโจว คุมกำลังทหารกวนตงทั้งหมด ไม่มีเวลามาเป็นเถ้าแก่สู่ขอให้เขาหรอก
“จงเฉิงซุนย่อมได้ เป็นถึงจื้อซูซื่ออวี้สื่อขั้นห้าอย่างสง่าผ่าเผย ทั้งยังสอบได้จิ้นซื่อ แถมยังเป็นศิษย์พี่ร่วมสำนักของเจ้า เป็นเถ้าแก่เจรจาสู่ขอนี้ย่อมได้” ตู้หรูฮุ่ยพยักหน้า
หลี่อี้ประหลาดใจกับความสามารถในการจัดการธุระของตู้หรูฮุ่ยมากทีเดียว
แม้จะหลอกพวกฮูหยินเฒ่ากัวว่าข้าวสารกลายเป็นข้าวสุกแล้ว แต่เพียงอาศัยข่าวที่ไม่ได้รับการยืนยันข้อนี้ก็ไม่น่าจะเกลี้ยกล่อมกัวซื่อได้ง่ายดายถึงเพียงนี้
สือเหนียงทั้งตื่นเต้น และหวาดหวั่นใจ
กลัวเหลือเกินว่าพอได้พบท่านย่าแล้วเรื่องราวจะพลิกผันอีก
แต่ลูกสะใภ้อัปลักษณ์อย่างไรก็ต้องพบหน้าพ่อแม่สามี เรื่องนี้ตอนนี้ก็จำเป็นต้องเผชิญหน้ากับด่านของกัวซื่อ
โชคดีที่มีตู้หรูฮุ่ยยืนอยู่ข้างพวกเขาอย่างหนักแน่น ทั้งช่วยออกความเห็นวางแผน ทั้งยังวิ่งเต้นออกแรง
หลี่อี้ตั้งใจไปเปลี่ยนชุดใหม่
“ฝ่าบาทพระราชทานชุดคลุมสีแดงให้เจ้าไม่ใช่หรือ สวมใส่มันเถอะ เอาเข็มขัดเตี๋ยเซี่ยประดับทองที่องค์รัชทายาทมอบให้มาคาดด้วย” ตู้หรูฮุ่ยเห็นเขาสวมชุดยาวสีเขียวอ่อน ก็ส่ายหน้าแล้วเอ่ยแนะนำ
“ไม่จำเป็นกระมังขอรับ ถึงข้าจะสวมชุดสีแดง แต่ต่อหน้าสกุลตู้แห่งจิงเจ้า ก็ไม่นับเป็นอะไรได้เลย”
“แต่งตัวให้ดูดีหน่อยจะดีกว่า เจ้าก็ไม่จำเป็นต้องดูถูกตัวเอง ตอนนี้เจ้าเป็นถึงไคกั๋วจื่อเจวี๋ยแห่งอำเภอเฉี่ยนสุ่ย เป็นขุนนางลอยตำแหน่งแม่ทัพใหญ่เก้าจ้วนอย่างสง่าผ่าเผยนะ นี่คือสิ่งที่เจ้าแลกมาด้วยความสามารถของตนเอง มิหนำซ้ำยังใช้เวลาเพียงร้อยวัน ก็สร้างความดีความชอบใหญ่หลวงถึงสามครั้ง
ข้ายังรู้สึกอิจฉาอยู่บ้างเลย ตำแหน่งขั้นห้าอย่างข้า ยังไม่มีบรรดาศักดิ์เลยนะ”
หากมิใช่ความดีความชอบใหญ่หลวงก็ไม่พระราชทานบรรดาศักดิ์
การจะแต่งตั้งบรรดาศักดิ์โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องใช้ความดีความชอบทางทหาร
หลี่อี้ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์สองครั้ง นั่นล้วนเกี่ยวข้องกับความดีความชอบทางทหารทั้งสิ้น ความดีความชอบก็ไม่ใช่น้อยๆ เลย ครั้งหนึ่งคือถวายยาแก่อ๋องฉิน มีความชอบช่วยให้อ๋องฉินพลิกกลับมาชนะ เป็นชัยชนะครั้งใหญ่ที่ฉางอู่
อีกครั้งคือยามคับขันได้รวบรวมชาวบ้านเจ็ดหมู่บ้านในเขตซิงเซิ่งต่อต้านการก่อกบฏของทหารเชียง ไม่เพียงปกป้องชาวบ้านไว้ได้หลายร้อยครัวเรือน ยังสังหารหัวหน้ากบฏชาวเชียง ตัดหัวโจรเชียงไปได้สิบสองคน นั่นล้วนเป็นผลงานที่เห็นเป็นรูปธรรม แม้เขาจะไม่ใช่คนลงมือเอง แต่ก็เป็นทาสของเขาลงมือ ย่อมต้องนับเป็นความชอบของเขาด้วย
คราวก่อนที่ติดตามออกศึก ก็สร้างความดีความชอบไว้ไม่น้อยเช่นกัน
ตู้หรูฮุ่ยแม้นจะเป็นนายอำเภอมาตั้งแต่ราชวงศ์ก่อน ปัจจุบันในต้าถังก็เป็นถึงขุนนางขั้นห้า แต่ก็สะสมความชอบได้เพียงห้าจ้วน ยังไม่มีโอกาสได้รับแต่งตั้งบรรดาศักดิ์เลย
หลี่อี้กลับเข้าไป
จีซื่อช่วยเขาเปลี่ยนเสื้อผ้า
ไก่งามเพราะขนคนงามเพราะแต่ง เมื่อหลี่อี้เปลี่ยนมาสวมชุดคลุมผ้าหลิงสีแดงที่ขุนนางขั้นห้าขึ้นไปจึงจะสวมใส่ได้ คาดเข็มขัดเตี๋ยเซี่ยประดับทองเจ็ดเส้น แล้วประดับด้วยมีดสั้นทองคำที่อ๋องฉินประทานให้ ดาบเหิงเตาฝักหุ้มหนังปลาฉลามเลี่ยมทองที่องค์รัชทายาทประทานให้ และอื่นๆ อีก
ทั้งคนก็ดูแตกต่างไปจากเดิมอย่างแท้จริง
“ลวดลายดอกไม้กิ่งก้านไขว้กันบนพื้นเหลืองของผ้าหลิงนี้ช่างงดงามนัก”
เสื้อผ้าของขุนนางใช้ผ้าหลิง ยิ่งขั้นสูงเท่าใด เนื้อผ้าหลิงก็ยิ่งดีขึ้นเท่านั้น แม้กระทั่งลวดลายบนนั้นก็ยังแตกต่างกันไป
ชุดคลุมผ้าหลิงของขุนนางขั้นหกลงมาจะไม่มีลวดลาย
ขั้นสี่และขั้นห้ามีลวดลายดอกไม้กิ่งก้านไขว้กันบนพื้นเหลือง ขั้นสามขึ้นไปจะมีลวดลายนกยูงคู่ ห่านป่าคาบสายไหม เหยี่ยวคาบหญ้ามงคล เป็นต้น
อีกทั้งขนาดของลวดลายก็ยังแตกต่างกันด้วย
ลวดลายบนชุดคลุมผ้าหลิงของขุนนางชั้นสูงบางคนมีขนาดใหญ่มาก ลวดลายดอกไม้เดี่ยวขนาดใหญ่อาจมีเส้นผ่านศูนย์กลางถึงสี่สิบกว่าเซนติเมตร
แน่นอนว่าสิ่งที่สะดุดตาที่สุดก็ยังคงเป็นสีของชุดคลุม
แม้จนถึงปัจจุบัน ต้าถังจะยังไม่ได้กำหนดเรื่องสีของชุดคลุมไว้อย่างเข้มงวดนัก แต่ก็มีกฎที่รู้กันดีอยู่คร่าวๆ
ขั้นสามขึ้นไปสวมชุดสีม่วง ขั้นสี่ขั้นห้าสวมสีแดง ขั้นหกขั้นเจ็ดสวมสีเขียว ขั้นแปดขั้นเก้าสวมสีเขียวอ่อน
พวกขุนนางนอกทำเนียบก็คือสีแดงเข้ม ต่ำลงไปกว่านั้นก็คือชุดสีดำ เสื้อสีเหลือง ส่วนชาวบ้านส่วนใหญ่มักจะเป็นชุดสีน้ำตาล ชุดขาว ชุดคลุมสีเทา เป็นต้น
ชายหนุ่มอายุสิบหกปีคนหนึ่ง
สวมชุดคลุมสีแดงคาดเข็มขัดประดับทอง
บนชุดคลุมผ้าหลิงมีลวดลายดอกไม้สี่ดอกกิ่งก้านไขว้กันบนพื้นเหลือง
โดดเด่นสะดุดตาเป็นอย่างมาก ราวกับกระเรียนในฝูงไก่ สง่างามเหนือใคร
คนส่วนใหญ่ที่เห็น ล้วนต้องคิดว่านี่คือคุณชายจากตระกูลสูงศักดิ์
ใครจะไปคิดว่านี่คือชายหนุ่มที่สร้างตัวขึ้นมาจากสองมือเปล่า มิหนำซ้ำยังใช้เวลาเพียงร้อยกว่าวันเท่านั้นสำหรับทั้งหมดนี้
จีลิ่งอี๋มองจนเหม่อลอยไปบ้าง ราวกับนึกถึงเรื่องราวในอดีตของตนเอง
“นายท่านยังขาดหยกไปหนึ่งชิ้น หากผูกหยกด้วยก็จะยิ่งดีเจ้าค่ะ”
หลี่อี้มีหยกอยู่ชิ้นหนึ่ง เป็นหยกที่อู๋อี้พกติดตัวมาตั้งแต่เด็ก หยกชิ้นที่สลักตัวอักษรหลี่ คราวก่อนเคยให้ตู้สือเหนียงดูแล้ว นางบอกว่าเป็นหยกที่ดีมาก
หลี่อี้ไม่เต็มใจพกมันไว้ อย่างที่เขาเคยบอกสือเหนียงไป ไม่ว่าตระกูลหลี่บนหยกนั้นจะเป็นตระกูลสูงศักดิ์มีชื่อเสียงตระกูลใดในเมืองฉางอัน ในเมื่อปีนั้นทอดทิ้งเขาเช่นนี้ เขาก็ไม่มีความจำเป็นต้องกลับไปหาอีก
เขาถึงกับไม่อยากพกหยกชิ้นนั้นติดตัวอีกต่อไป
“อีกประเดี๋ยวนายท่านไปพบฮูหยินเฒ่ากัว จะต้องมีมารยาทให้มาก ต้องมีความสุขุม นางอาจจะสร้างความลำบากใจให้นายท่าน หรืออาจถึงขั้นพูดจาไม่น่าฟัง แต่ก็ต้องอดทนไว้นะเจ้าคะ จะเสียมารยาทไม่ได้เป็นอันขาด
งานแต่งงานครั้งนี้ เดิมทีก็เป็นการเด็ดดอกฟ้าอยู่แล้ว”
หลี่อี้ไม่ชอบฟังคำพูดนี้เอาเสียเลย แต่ก็รู้ว่านางหวังดีกับตน “หรือเจ้าจะไปกับข้าด้วยเลยล่ะ”
จีลิ่งอี๋ส่ายหน้า “นายท่านจำไว้ว่ามารยาทงามไว้ก่อนไม่มีใครว่าก็พอเจ้าค่ะ”
หลี่อี้หัวเราะกล่าว “คงต้องพูดให้น้อยหน่อย หากข้าทำให้ฮูหยินเฒ่ากัวโกรธจนตาย เรื่องนี้คงยุ่งยากแน่”
“คำล้อเล่นนี้ไม่ขำเลยสักนิด ฮูหยินเฒ่ากัวเกิดในตระกูลผู้ดี ทั้งยังกุมอำนาจในจวนโหวเฟิงเซียงมาหลายปี ย่อมต้องอยู่อย่างสุขสบาย วางอำนาจจนเคยชิน ท่านอย่าได้ไปต่อปากต่อคำเด็ดขาด ถือเสียว่าทำเพื่อสือเหนียงก็แล้วกันเจ้าค่ะ”
“เจ้าพูดถูก นางอายุเจ็ดสิบเก้าแล้ว ข้าจะไปถือสากับนางทำไมกัน”
หลี่อี้สวมชุดคลุมสีแดงเดินมาที่โถงกลาง
ตู้หรูฮุ่ยยิ้มพร้อมเอ่ยชมเชยอย่างยิ่ง “หล่อเหลาสง่างาม รูปลักษณ์โดดเด่น”
ตู้สือเหนียงก็ยกมือปิดปากหัวเราะเบาๆ ชื่นชอบเป็นอย่างมาก
“ท่านพี่ยังขาดหยกไปหนึ่งชิ้นนะเจ้าคะ วิญญูชนหากไร้เหตุจำเป็น หยกจะไม่ห่างกาย วิญญูชนผู้นอบน้อม อบอุ่นดั่งหยก” สือเหนียงยิ่งมองหลี่อี้ก็ยิ่งชอบ ปกติหลี่อี้มักจะแต่งตัวตามสบาย แต่พอวันนี้แต่งกายเต็มยศขึ้นมา ก็หล่อเหลาเป็นพิเศษเลยทีเดียว
“ข้ามีหยกอยู่ชิ้นหนึ่ง ท่านพี่สวมไว้สิเจ้าคะ” ตู้สือเหนียงนำป้ายหยกชิ้นหนึ่งของตนเองมาผูกไว้ที่เอวของหลี่อี้
นี่คือป้ายหยกที่ประกอบด้วยลวดลายเมฆและค้างคาว ลายเมฆมีรูปร่างคล้ายคทาหยูอี้ที่เกี่ยวพันกันไม่ขาดสาย มีความหมายว่าสมปรารถนายืนยาว ค้างคาวสื่อถึงความโชคดี ความสุขทอดยาวไร้ขอบเขต
ตู้หรูฮุ่ยรู้จักป้ายหยกเมฆาล่องลอยร้อยมงคลชิ้นนี้ เป็นของที่ฮูหยินเฒ่ากัวมอบให้สือเหนียง นางพกติดตัวมาตั้งแต่เด็ก หยกชิ้นนี้มีราคาแพงมาก
“ไปกันเถอะ”
“ไปซื้อห่านป่าที่ตลาดตะวันออกก่อนเถอะขอรับ!” หลี่อี้กล่าว
ตู้หรูฮุ่ยหัวเราะฮ่าๆ “เจ้าตั้งใจจะหิ้วห่านป่าสองตัวไปที่ประตูจริงๆ หรือ วันนี้แค่ไปคารวะฮูหยินเฒ่าก่อน รอให้เจ้าเชิญแม่สื่อไปที่จวน ถึงตอนนั้นค่อยพาห่านป่าไป”
พิธีที่หนึ่งในหกพิธี น่าไฉ่
ฝ่ายชายเชิญแม่สื่อไปสู่ขอที่บ้าน มอบของขวัญขอแต่งงาน เมื่อได้รับการยินยอม จึงเชิญแม่สื่อไปมอบของหมั้นแก่ฝ่ายหญิงอย่างเป็นทางการ
โดยทั่วไปพิธีน่าไฉ่มักจะจัดขึ้นพร้อมกับพิธีเวิ่นหมิงและน่าจี๋ สอบถามชื่อและวันเดือนปีเกิดของฝ่ายหญิงเพื่อมาทำนายโชคชะตา หลังจากผูกดวงแล้ว จึงแจ้งผลให้ฝ่ายหญิงทราบ พร้อมมอบของขวัญตกลงหมั้นหมาย
รอจนถึงพิธีน่าเจิง ก็คือการนำของหมั้นไปมอบให้บ้านฝ่ายหญิงอย่างเป็นทางการ เจิง มีความหมายว่าสำเร็จ
มอบของหมั้นก่อนแล้วจึงแต่งงาน ผ่านพิธีนี้จึงจะถือว่าสัญญางานแต่งเสร็จสมบูรณ์ ในขั้นตอนนี้ฝ่ายชายก็จะมอบสัญญาสู่ขอให้ฝ่ายหญิงด้วย
หลี่อี้ไม่เข้าใจกฎเกณฑ์หนังสือสามพิธีหกเหล่านี้เลยจริงๆ
ตู้หรูฮุ่ยบอกว่าไม่ต้อง เขาก็เลยเดินตามไปที่จวนโดยตรง
ตลอดทาง ตู้สือเหนียงทั้งตื่นเต้นและกังวลใจ
เมื่อมาถึงหน้าจวนของตู้หรูฮุ่ย นางถึงกับไม่กล้าเดินเข้าไป
ท้ายที่สุดเป็นหลี่อี้ที่จับมือนางไว้ จึงจะมอบความกล้าหาญให้นางได้
ตู้หรูฮุ่ยเห็นแล้ว ก็เพียงหัวเราะหึๆ พาคนทั้งสองตรงไปยังโถงกลางของเรือนชั้นใน
กัวซื่อนั่งรถม้ามาตลอดทางจนถึงเมืองฉางอัน นางนั่งอยู่ที่นั่นด้วยท่าทางอ่อนล้าเล็กน้อย
“ท่านย่า สือเหนียงกับอู๋อี้มาคารวะเจ้าค่ะ”
กัวซื่อปรือตาขึ้น
แววตาอันขุ่นมัวคู่หนึ่ง กลับกลายเป็นเฉียบคมขึ้นมาในทันที
นางนั่งตัวตรง พยายามรักษาความน่าเกรงขามเอาไว้
แต่เมื่อเห็นหลานสาวสือเหนียง เดินจับมือกับหลี่อี้มาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้า ก็ยังแทบจะโมโหจนเป็นลมล้มพับไป ตลอดทางที่มา ความจริงนางคิดมาตลอดว่าตู้หรูฮุ่ยกำลังหลอกนาง สือเหนียงคือนางมองเติบโตมาตั้งแต่เด็ก ย่อมไม่มีทางไร้ยางอายไม่รู้จักธรรมเนียมเช่นนี้ จะไปหนีตามชายบ้านนอกแล้วหลับนอนด้วยกันได้อย่างไร
แต่ในวินาทีนี้
นางเชื่อแล้ว
ริมฝีปากของกัวซื่อสั่นระริก นางยกมือขึ้นอยากจะดุด่าสือเหนียง
แต่สุดท้ายกลับพูดไม่ออกเลยแม้แต่ประโยคเดียว
นางมองไปที่ท้องของหลานสาว แม้ตอนนี้ทุกอย่างจะดูเป็นปกติ แต่บางทีในนั้นอาจจะตั้งท้องมารหัวขนไปแล้วก็ได้
บาปกรรมแท้ๆ
แก้วตาดวงใจที่นางชื่นชอบและรักใคร่เอ็นดูที่สุด คุณหนูสายตรงแห่งจวนโหวเฟิงเซียงสกุลตู้แห่งจิงเจ้า เหตุใดจู่ๆ ถึงได้เป็นเหมือนคนโดนของเช่นนี้
“หลี่อี้แห่งลำธารอวี้ซิ่ว คารวะฮูหยินเฒ่าขอรับ”
สือเหนียงพูดตะกุกตะกัก “ท่านย่าเจ้าคะ”
กัวซื่อถอนหายใจยาว
ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว
หญิงสาวเติบโตแล้ว ข้อศอกย่อมหันออกด้านนอก หญิงสาวที่เติบโตแล้วก็เหมือนน้ำที่สาดออกไป เก็บกลับคืนมาไม่ได้อีก
กัวซื่อยยกมือขึ้นกุมขมับ “นั่งรถม้าโคลงเคลงมาจากตู้ชวี่ ข้ารู้สึกเหนื่อยแล้ว จะไปพักผ่อนก่อน เรื่องของพวกเจ้า ก็ให้พี่ชายของเจ้าช่วยจัดการให้เถิด
สมควรเชิญแม่สื่อก็เชิญแม่สื่อ เลือกวันดี แล้วรีบดำเนินการตามธรรมเนียมพิธีซะ”
“สือเหนียง เจ้ามานี่ ประคองข้ากลับห้อง”
กัวซื่อลุกขึ้น กวักมือเรียกสือเหนียงให้เข้าไปหา
นางมองไปที่หลี่อี้ “ก่อนพิธีน่าเจิงมอบของหมั้นและส่งสัญญาสู่ขอ พวกเจ้าก็ไม่ต้องมาพบหน้ากันอีก”
พูดจบ นางก็ปรายตามองท้องของสือเหนียงอีกครั้ง แล้วกล่าวกับตู้หรูฮุ่ยว่า “เดือนเก้าทองเดือนสิบเงิน เดือนนี้เป็นเดือนที่ดี พยายามจัดงานแต่งงานให้เสร็จภายในเดือนนี้เลยก็แล้วกัน”
จะรอให้ท้องโย้แล้วค่อยจัดงานแต่งงานไม่ได้ ยิ่งไม่อาจรอให้เด็กคลอดออกมาแล้วค่อยจัดงานแต่ง สกุลตู้แห่งจิงเจ้า ยังมีกัวซื่ออย่างนางและตู้เยียน ไม่อาจเสียหน้าเช่นนี้ได้
กลายเป็นลาภลอยของไอ้บ้านนอกคนนี้ไปเสียแล้ว
ในใจกัวซื่อยิ่งเกลียดชังตู้หรูฮุ่ยมากขึ้นไปอีก นางนึกเกลียดชังคนทั้งสองไปพร้อมกัน
(จบตอน)







