โกดังสินค้าในตรอกเปลี่ยวลึก มีกำแพงสูงทั้งสี่ด้าน ภายในกำแพงมีเสียงสุนัขเห่าดังมาเป็นระยะ
เสียงโลหะเสียดสีกันดังบาดหู ประตูเหล็กบานใหญ่ค่อยๆ เปิดออก ตู้ซานเหยียและหลงจู๊เซวียก้าวเดินออกมาอย่างเร่งรีบ ด้านหลังยังมีชายฉกรรจ์สี่คนเดินตามมาด้วย
"เจ้าฟังชัดเจนแล้วหรือ? เขาพูดถึงอ๋องหลูลิง?"
"ผู้น้อยได้ยินมาอย่างชัดเจนขอรับ เป็นอ๋องหลูลิงจริงๆ"
"คำพูดเดิมของเขาว่าอย่างไร? เจ้าอย่าให้ตกหล่นแม้แต่คำเดียว!!"
......
ภายในจวนตระกูลเล่อ เล่อจ้าน ขุนนางเปี๋ยจย้าแห่งจิงโจวประคองถ้วยชาไว้ในมือด้วยใบหน้าตกตะลึง "พวกอันธพาลกลุ่มหนึ่งกล้ามาลักพาตัวคนถึงหน้าประตูบ้านตระกูลหวังแห่งหลางหยา ไม่รักชีวิตแล้วหรือ?"
เล่อผังลอบมองสีหน้าของผู้เป็นบิดา แล้วพูดหยั่งเชิง "ตอนนั้นหวังหยางกำลังย้ายบ้าน คาดว่าคนพวกนั้นก็คงไม่รู้ว่าเป็นตระกูลหวังแห่งหลางหยา..."
"เด็กที่ถูกจับตัวไปเป็นคนของตระกูลหวังแห่งหลางหยาหรือไม่?"
เล่อผังกะพริบตา ก่อนจะรับคำราวกับผีผลัก "ขอรับ"
"อะไรนะ?!" เล่อจ้านวางถ้วยชากระแทกโต๊ะเสียงดังปัง แล้วร้องด้วยความตกใจ "เด็กคนนั้นก็เป็นคนของตระกูลหวังแห่งหลางหยาด้วยหรือ?!"
ความจริงเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ในแผนการของหวังหยาง เป็นเพียงการเล่นตามน้ำของเล่อผังที่จู่ๆ ก็นึกขึ้นมาได้เท่านั้น ยามนี้เมื่อเห็นปฏิกิริยาของบิดารุนแรงถึงเพียงนี้ก็เข้าทางเขาพอดี ในใจนึกว่าตัวเองช่างเป็นอัจฉริยะตัวน้อยเสียจริง จึงพูดต่อว่า "ขอรับ อาจจะตามหวังหยางมาเที่ยวเล่นที่จิงโจว นึกไม่ถึงว่าจะมาเจอเรื่องแบบนี้..."
เดิมทีเขาอยากจะพูดขยายความรุนแรงของเรื่องราว เพื่อให้บิดาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ จะได้ช่วยเหลือได้อย่างราบรื่นยิ่งขึ้น แต่ใครจะไปคิดว่าเล่อจ้านกลับร้อนรนขึ้นมาทันที
"ลักพาตัวคนของตระกูลหวังแห่งหลางหยา นี่มันไม่ก่อกบฏไปแล้วหรือ?! เจ้ารีบนำเทียบของข้าไป ให้ที่ว่าการอำเภอเจียงหลิงจับตัวคน! แล้วไปที่กองลาดตระเวนเมือง หาหลี่ต้าหย่งเพื่อขอกำลังทหารสักสองกองร้อย ไปทลายรังโจรนั่นพร้อมกับคนของที่ว่าการอำเภอ! ต้องช่วยคนออกมาให้ได้!"
คดีนี้ใหญ่หลวงนัก!
หากลูกหลานตระกูลหวังแห่งหลางหยาเกิดเรื่องขึ้นมาจริงๆ เผลอๆ เรื่องอาจจะลุกลามไปถึงราชสำนักได้!
เล่อจ้านครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า "ไม่ได้การ ข้าต้องไปหารือกับพวกขุนนางระดับสูงของที่ทำการโจวสักหน่อย"
เล่อผังคิดในใจ: ขืนทำแบบนั้น เรื่องโกหกของตนจะไม่บานปลายไปกันใหญ่หรอกหรือ? จึงรีบเอ่ยปากห้ามทัดทาน
"ท่านพ่ออย่าเพิ่งใจร้อนขอรับ พวกอันธพาลเหล่านั้นก็แค่หวังทรัพย์สินเท่านั้น ไม่น่าจะเกิดเรื่องใหญ่โตอะไร ทหารก็อย่าเพิ่งระดมไปเลยขอรับ หากเอิกเกริกไปจะยิ่งไม่ดีเปล่าๆ..."
เขากลัวว่าคำอธิบายของตนจะมีน้ำหนักไม่พอ จึงรีบพูดเสริมอีกประโยคทันที "หวังหยางก็หมายความเช่นนี้ ไม่ต้องการให้เป็นเรื่องเอิกเกริก... เอาอย่างนี้ ข้าจะไปช่วยคนออกมาก่อน หากช่วยคนได้แล้วจะรีบมาแจ้งท่านพ่อทันทีขอรับ!"
"ไปบอกอู๋ลวี่ด้วยนะ หากช่วยคนออกมาไม่ได้ ตำแหน่งนายอำเภอของเขาก็ไม่ต้องทำแล้ว!"
"ขอรับ ท่านพ่อวางใจได้!"
.....
เฉินชิงซานและเฮยฮั่นรออยู่หน้าจวนตระกูลเล่อ เมื่อเห็นเล่อผังเดินออกจากจวน เฮยฮั่นก็รีบเอ่ยถามด้วยความร้อนรน "คุณชายเล่อ เป็นอย่างไรบ้างขอรับ?"
เล่อผังตบเทียบกระดาษที่อยู่ในแขนเสื้อเบาๆ แล้วกล่าวด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม "เรื่องเล็กน้อย! ไป ไปที่ว่าการอำเภอกันก่อน!"
"ที่ว่าการอำเภอมีบันไดหรือไม่?" เฉินชิงซานเอ่ยถามขึ้นมากะทันหัน
"เจ้าจะเอาบันไดไปทำอะไร?"
......
ตลอดทางตู้ซานเหยียเดินอย่างเร่งรีบ ในใจรู้สึกหวาดหวั่น ทว่าไม่ได้กลัวเรื่องที่หวังหยางจะซักถามเรื่องของอาอู่
อันที่จริงก่อนหน้านี้เขาไม่เคยคิดเลยว่าหวังหยางจะสงสัยตน ทว่าเรื่องราวก็ผ่านมาตั้งนานแล้ว จะมาสงสัยเขา ก็ไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย!
อีกอย่าง ถึงจะสงสัยแล้วจะทำไมได้?
ดั่งคำที่ว่ามังกรพลัดถิ่นหรือจะสู้เจ้าถิ่น ต่อให้สายเลือดของเจ้าจะสูงส่งเพียงใด แต่ก็ไม่มีตำแหน่งขุนนางติดตัว เป็นแค่ศิษย์สำนักศึกษาประจำจวิ้นคนหนึ่ง เห็นได้ชัดว่าที่บ้านไม่มีคนหนุนหลังที่แข็งแกร่ง ดูเหมือนว่าจะมีท่านอาเป็นขุนนางผู้ช่วยที่ปรึกษา แต่แล้วอย่างไรเล่า? หากเทียบกับที่พึ่งพิงอันยิ่งใหญ่ระดับฟ้าที่อยู่เบื้องหลังของข้าแล้ว ขุนนางผู้ช่วยที่ปรึกษายังนับว่าไม่คู่ควรให้มองด้วยซ้ำ!
ต่อให้เจ้าจะสงสัยอย่างไร อย่างไรเสียเจ้าก็แตะต้องข้าไม่ได้ รอจนรุ่งสางเมื่อประตูเมืองเปิดออก แล้วส่งเด็กคนนั้นออกนอกเมืองไป จากนั้นก็ลบร่องรอยทิ้งเสีย เช่นนั้นก็ยิ่งไม่ต้องกลัวสิ่งใดแล้ว
ดังนั้นเขาจึงนั่งดูอยู่บนภูอย่างใจเย็น เดิมทีไม่ได้คิดจะสนใจหวังหยาง แต่พอหวังหยางพูดถึงอ๋องหลูลิง เรื่องนี้ก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว
หรือว่าเขาจะรู้แล้ว?
เป็นไปไม่ได้! เรื่องนี้ถูกปิดบังมิดชิดปานนี้ เขาไม่มีทางรู้ได้หรอก!
แต่เขาเป็นคนตระกูลหวังแห่งหลางหยา
ไม่แน่ว่าอาจจะสืบรู้อะไรขึ้นมาจริงๆ?
หรือว่าเขากำลังหลอกล่อข้า?
หรือว่าจะมีข่าวรั่วไหลมาจากที่อื่น?
เรื่องนี้สำคัญนัก ตู้ซานเหยียไม่สามารถนั่งนิ่งเฉยได้อีกต่อไป จำเป็นต้องไปยืนยันด้วยตัวเอง!
......
หวังหยางไม่รู้อะไรเลยสักอย่าง
การที่เขาหลอกล่อให้ตู้ซานเหยียมา และการให้หลงจู๊เซวียไปหาตู้ซานเหยีย ล้วนใช้หลักการเดียวกัน
หลงจู๊เซวียกลัวว่าจะทำให้เรื่องของตู้ซานเหยียเสียการ จึงไม่กล้าตัดสินใจซี้ซั้ว ดังนั้นจึงจำต้องไปเชิญตู้ซานเหยียมา
แล้วตู้ซานเหยียกลัวจะทำให้เรื่องของใครเสียการเล่า?
ย่อมต้องเป็นอ๋องหลูลิงอยู่แล้ว
ดังนั้นเพื่อรับประกันว่าจะลากตัวตู้ซานเหยียมาได้ หวังหยางจึงทำได้เพียงใช้อ๋องหลูลิงมาเป็นข้ออ้าง ทว่าการหลอกล่อให้ตู้ซานเหยียมาหาเป็นเพียงด่านแรกเท่านั้น ด่านที่ยากกว่าคือจะรั้งตู้ซานเหยียไว้ที่นี่อย่างไร เพื่อถ่วงเวลาให้พวกเด็กหนุ่มร่างท้วมลงมือ
ความยากของด่านนี้มีอยู่สองจุด
หนึ่งคือไม่อาจปล่อยให้ตู้ซานเหยียมองออกว่าตนกำลังถ่วงเวลา
สองคือเขาไม่รู้เลยแม้แต่น้อยว่าระหว่างตู้ซานเหยียกับอ๋องหลูลิงมีความลับอันใดต่อกัน จึงไม่อาจพูดเชื่อมโยงไปถึงอ๋องหลูลิงได้
แต่หากรู้ ก็มีวิธีเชื่อมโยงในแบบที่รู้
หากไม่รู้ ก็มีวิธีเชื่อมโยงในแบบที่ไม่รู้
ก็เหมือนกับพ่อค้าจับเสือมือเปล่าที่ต้องหว่านล้อมเหล่านักลงทุนในสถานการณ์ที่ตัวเองไม่มีทุนรอน
ก็เหมือนกับนักมายากลที่ต้องแสดงกลลวงตาอันแยบยลให้ผู้ชมที่จับผิดและฉลาดหลักแหลมได้ชม
หวังหยางเองก็เหมือนกับพวกเขา
สิ่งเดียวที่ต้องรับประกันให้ได้ก็คือ ต้องไม่ให้ถูกจับได้!
ทันทีที่ตู้ซานเหยียมาถึงก็สั่งให้ลูกน้องปิดร้าน และไล่ให้ทุกคนถอยออกไป
เมื่อหวังหยางเห็นสถานการณ์เช่นนี้ จึงให้ผู้ติดตามจวนตระกูลเล่อทั้งสี่คนรออยู่ด้านนอกเช่นกัน
"คุณชายหวัง ไม่ได้พบกันเสียนาน ไม่ทราบว่าที่มาเยือนในวันนี้ มีเรื่องอันใดจะชี้แนะหรือ?"
แม้ภายในใจของตู้ซานเหยียจะรู้สึกกระวนกระวาย แต่บนใบหน้ากลับยังคงประดับด้วยรอยยิ้มอบอุ่น
หวังหยางมองตู้ซานเหยียพลางเดาะลิ้นจึ๊จ๊ะ "ความกล้าของเจ้านี่มีมากจริงๆ!" เขาหยุดไปเล็กน้อย แล้วพูดด้วยน้ำเสียงขบขัน "แต่ก็นะ ความกล้าของเจ้าก็ยังสู้ของอ๋องหลูลิงไม่ได้หรอก"
คำพูดประโยคนี้ไม่มีที่ติ
เจ้า ตู้ซานเหยีย อาศัยบารมีของอ๋องหลูลิง เหยียบย่ำทั้งเส้นทางสีขาวและสีดำในจิงโจว ทั้งยังกล้าลักพาตัวคนกลางถนน หากบอกว่าเจ้าใจกล้า ก็คงพูดไม่ผิดกระมัง
ส่วนอ๋องหลูลิงนั้น แม้หวังหยางจะไม่รู้ถึงอุปนิสัยใจคอ แต่ในเมื่อเป็นถึงท่านอ๋อง หากจะบอกว่าเขามีความกล้ามากกว่าเจ้า ก็คงไม่ผิดเช่นกัน
ทว่าเมื่อคำพูดเหล่านี้เข้าหูตู้ซานเหยีย กลับไม่ต่างอะไรกับคลื่นลมพายุโหมกระหน่ำ!
หรือว่าเขาจะรู้แล้ว?
เป็นไปไม่ได้!
ต่อให้เดาได้ว่าตนเป็นคนจับตัวอาอู่ไป แต่จะคิดไปถึงท่านอ๋องได้อย่างไร?!
แล้วเหตุใดเขาจึงพูดเช่นนี้??
ตู้ซานเหยียหุบรอยยิ้มลงเล็กน้อย "ผู้น้อยไม่ทราบว่าคุณชายหมายความว่าอย่างไร? แล้วเรื่องนี้เกี่ยวอันใดกับท่านอ๋องด้วยหรือ?"
หวังหยางใช้พัดพับเคาะฝ่ามือของตน น้ำเสียงเจือความเย้ยหยัน "มาถึงขั้นนี้แล้ว ยังสงบนิ่งอยู่ได้อีก นับถือ นับถือจริงๆ"
สีหน้าของตู้ซานเหยียเปลี่ยนเป็นไม่เป็นธรรมชาติเล็กน้อย "คุณชายหวังมีอะไรโปรดพูดมาตามตรงเถิด"
มุมปากของหวังหยางยกขึ้นคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม แววตาเผยให้เห็นถึงความเจ้าเล่ห์ ราวกับกำลังหยอกล้อเด็กน้อย และราวกับกำลังล้อเล่นกับสัตว์ร้ายที่จนตรอกและไม่มีทางหนีพ้น เขาค่อยๆ เอ่ยว่า
"เจ้าแน่ใจหรือว่าต้องการให้ข้าพูดตามตรง? คำพูดบางคำหากพูดออกไปตามตรง เกรงว่าคงไม่เป็นผลดีต่อเจ้า" พูดมาถึงตรงนี้ก็หยุดชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็เน้นเสียงให้หนักขึ้น "และยิ่งไม่เป็นผลดีต่อท่านอ๋อง"
หางคิ้วของตู้ซานเหยียกระตุกอย่างควบคุมไม่อยู่ ภายในใจราวกับมีกลองใบหนึ่งกำลังรัวตีเสียงดังตึกตัก ฝ่ามือคล้ายกับจะสั่นเทาตามจังหวะกลอง ทว่าเขาก็หยุดยั้งมันไว้ได้ทันเวลา...
เวลาเดียวกันนี้ ที่ลึกเข้าไปในตรอกเปลี่ยว เสียงสุนัขเห่าดังระงม ประตูเหล็กบานใหญ่ถูกเคาะดังโครมคราม
"ใครกัน?" เสียงตะโกนถามทุ้มต่ำดังขึ้นจากหลังประตูเหล็ก
"ซานเหยียเรียกข้ามา"
"อ้อ..."
"ไอ้โง่ อย่าเปิดประตู!"
"เจ้าบอกว่าซานเหยียให้เจ้ามา รู้รหัสลับหรือไม่?"
"รู้สิ"
"พูดมา"
ภายใต้เงาจันทร์ เงาร่างกลุ่มหนึ่งกำลังปีนป่ายขึ้นไปบนกำแพงตามบันไดไม้ไผ่
"พูดสิ!" คนในประตูเร่งเร้า
สตรีชุดดำผู้หนึ่งกระโดดขึ้นไปบนกำแพงอย่างกะทันหัน ชายเสื้อปลิวไสวไปตามสายลมราวกับปีกผีเสื้อสีดำ
"บนกำแพงมีคน! หยิบอาวุ "
มีดบินหลุดจากมือ ประกายเย็นเยียบวาบผ่าน พุ่งปักเข้าที่ลำคอของผู้ที่ตะโกนแจ้งเตือนโดยตรง!
มือธนูสิบกว่านายปรากฏตัวขึ้นบนกำแพง ง้างธนูขึ้นพาดสาย "ที่ว่าการอำเภอเจียงหลิงมาจับกุมคนร้าย ผู้ใดต่อต้านขัดขืน ฆ่าทิ้งไม่ละเว้น!"
คืนเดือนมืดลมแรง เจ้าหน้าที่มือปราบชุดดำกลุ่มใหญ่ถือดาบหลั่งไหลพุ่งเข้าหาประตูเหล็ก...







