หวังหยางตั้งแต่ทะลุมิติมา ก็คอยสังเกตรายละเอียดของสังคม เมื่อสนทนากับผู้คนก็รู้จักชักนำหัวข้อสนทนาเพื่อเก็บเกี่ยวข้อมูล ประกอบกับปกติเขาเป็นคนชอบคิดและอ่านหนังสือไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย จึงได้ข้อคิดมาไม่น้อย ตอนนี้อวี่อี้ถามขึ้นมา ประการแรกเขารู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจของอวี่อี้ที่คอยปกป้อง ประการที่สองเขายังมีเรื่องต้องขอร้องอวี่อี้ ย่อมไม่ปิดบังซ่อนเร้น จึงอธิบายว่า
"สิ่งที่การคลังให้ความสำคัญมาแต่ไหนแต่ไร ไม่มีอะไรเกินสองประการนี้ หนึ่งคือประชากร สองคือที่ดิน เมื่อตกผลึกลงมาที่การเก็บภาษี อย่างแรกก็คือภาษีประชากร อ้อ หรือที่เรียกกันว่าภาษีรายหัวและภาษีรายครัวเรือน (อย่างแรกเก็บตามจำนวนคน อย่างหลังเก็บตามจำนวนครัวเรือน) ส่วนอย่างหลังคือค่าเช่าที่ดิน ภาษีทั้งสามนี้รวมเรียกว่า 'สามการเกณฑ์' ซึ่งเป็นแหล่งที่มาหลักของภาษีอากร สามการเกณฑ์นี้ล้วนมีเกษตรกรรมเป็นรากฐาน ดังนั้นทุกราชวงศ์จึงถือเอาการให้ความสำคัญกับเกษตรกรรมเป็นรากฐาน เหตุที่ต้องให้ความสำคัญกับเกษตรกรรม หนึ่งคือราษฎรถือเอาอาหารเป็นแผ่นดินฟ้า จึงไม่อาจไม่ให้ความสำคัญ สองคือการคลังของชาติพึ่งพาเกษตรกรรม จึงจำต้องให้ความสำคัญขอรับ!"
สีหน้าของอวี่อี้จริงจังขึ้นเรื่อยๆ ส่วนเด็กหนุ่มอีกหลายคนมองหวังหยางราวกับมองเทพเซียน
หวังหยางมีสีหน้าครุ่นคิด น้ำเสียงหนักแน่น "......ทว่าการพึ่งพาเกษตรกรรมย่อมมีข้อเสียในตัวเอง หนึ่งคือที่ดินมีจำกัด สองคือผลผลิตมีจำกัด สามคือต้องพึ่งพาดินฟ้าอากาศ ดังนั้นเมื่อยามการคลังตกต่ำทรุดโทรม จึงทำได้เพียงเพิ่มภาษีขึ้นค่าเช่า เมื่อเพิ่มภาษีและค่าเช่าราษฎรก็แบกรับไม่ไหว เมื่อแบกรับไม่ไหวก็ก่อกบฏ เมื่อราษฎรก่อกบฏก็ต้องยกทัพปราบปราม เมื่อยกทัพปราบปรามก็ต้องเพิ่มภาษี เมื่อเพิ่มภาษีราษฎรยิ่งก่อกบฏ วนเวียนเป็นวัฏจักรเช่นนี้ จนกระทั่งบ้านเมืองพังพินาศขอรับ"
หลายคนที่นั่งอยู่ล้วนฟังจนกลั้นหายใจตั้งสมาธิ ไม่ส่งเสียงออกมาแม้แต่แอะเดียว
หวังหยางพูดจนคอแห้ง จึงดื่มเหล้าในจอกรวดเดียวหมด เมื่อเตรียมจะรินเหล้าอีก ถึงเพิ่งพบว่าบนโต๊ะไม่มีกาเหล้า ก่อนหน้านี้มีบ่าวคอยรินเหล้าให้ตลอด อวี่เฉียนโหลวเห็นดังนั้นจึงพูดว่า "เด็กๆ!"
อวี่อี้ขมวดคิ้ว "เรียกคนทำไม! เจ้าไป!"
"ขอรับ"
อวี่เฉียนโหลวลุกขึ้นหมายจะรินเหล้าให้หวังหยาง หวังหยางรีบพูดว่ามิกล้า
อวี่อวี๋หลิงเสนอตัวอย่างกระตือรือร้น "ข้าเอง!"
หวังหยางไหนเลยจะกล้าให้อวี่อวี๋หลิงปรนนิบัติ จึงจะลุกขึ้นไปหยิบกาเหล้า อวี่อี้กล่าวว่า "จือเหยียนนั่งลงเถิด นับตามอายุเจ้าโตกว่าบุตรชายข้าหนึ่งปี ว่าด้วยเรื่องความรู้และวิสัยทัศน์ เจ้ายิ่งเหนือกว่าเขาสิบเท่า! รินเหล้าให้เจ้าสักจอกจะเป็นไรไป?"
เขาหันไปมองอวี่อวี๋หลิง "อาเจี้ย ต่อไปปฏิบัติต่อจือเหยียน ต้องปรนนิบัติด้วยจริยวัตรดั่งพี่ชาย!"
อวี่อวี๋หลิงพูดอย่างดีใจ "น้อมรับคำสั่งท่านพ่อขอรับ!"
หวังหยางเห็นว่าอวี่อี้ถึงกับเรียก "จือเหยียน" แล้ว จึงไม่ปฏิเสธอีก สุราชางผู่หนึ่งจอกไหลลงคอ เขาก็พูดต่อไปว่า
"การเก็บภาษีพึ่งพาเกษตรกรรม ก็จำต้องกดขี่พ่อค้าเอกชน จุดประสงค์สำคัญประการหนึ่งในการกดขี่พ่อค้าเอกชน อยู่ที่การป้องกันไม่ให้ชาวนาเอาเป็นเยี่ยงอย่าง ละทิ้งการเกษตรไปค้าขาย เพื่อรักษาภาษีการเกษตรไว้ ดังนั้นจึงคอยกดขี่พ่อค้าอยู่เสมอ การกดขี่พ่อค้าเอกชน ก็ไปยับยั้งการพัฒนาด้านการค้า ทั้งยังมักทำให้พ่อค้าตกอยู่ในสภาวะถูกขูดรีด หากเป็นส่วนกลางก็เช่น 'คำสั่งเก้าหมิน' ของฮั่นอู่ตี้ หากเป็นส่วนท้องถิ่นก็มีการกดขี่ข่มเหงจากขุนนางและคหบดี เมื่อไม่มีสภาพแวดล้อมการค้าขายที่ดี ภาษีการค้าก็ย่อมไม่เจริญ เมื่อภาษีการค้าไม่เจริญ การเก็บภาษีก็ยิ่งพึ่งพาการเกษตร เมื่อยิ่งพึ่งพาการเกษตรก็ยิ่งกดขี่พ่อค้าเอกชน นี่จึงก่อเกิดเป็นอีกหนึ่งวัฏจักรขอรับ"
อวี่อี้พยักหน้า ถามว่า "จือเหยียน เช่นนั้นเจ้าคิดว่าควรทำอย่างไรจึงจะทำลายสองวัฏจักรนี้ได้?"
เซี่ยซิงหานกระแอมเบาๆ ดวงตาเปล่งประกายดุจดวงดาวกะพริบปริบ "คุณชายหวัง ท่านยังไม่ได้ทานข้าวเลยใช่ไหมเจ้าคะ อย่ามัวแต่พูดจนลืมทานข้าวนะเจ้าคะ"
หวังหยางหันไปมองเซี่ยซิงหาน เห็นเซี่ยซิงหานขยิบตาให้เขา
อวี่อี้ยิ้มขออภัย "เป็นความผิดของข้าเอง จือเหยียนทานข้าวก่อนเถิด"
จากนั้นก็สั่งอวี่เฉียนโหลว "เจ้าไปจัดการ นำอาหารชุดใหม่มาให้จือเหยียน"
อวี่เฉียนโหลวไม่อยากจากไป ยังอยากฟังหวังหยางพูดต่อ แต่บิดาสั่งการ เขาก็ไม่มีวิธีอื่น ได้แต่ลุกจากที่นั่ง
อวี่อี้สั่งการบุตรชายเสร็จ ก็มองหวังหยาง
หวังหยางรู้ดีว่าอวี่อี้ไม่ได้เรียกบ่าวรับใช้มาโดยตรง แต่ให้อวี่เฉียนโหลวไป "จัดการ" ความหมายก็คือช่วงก่อนที่อาหารจะมา หวังหยางสามารถพูดต่อได้
เขายังเดาความตั้งใจของเซี่ยซิงหานออกด้วย สาวน้อยแสนฉลาดผู้นี้เกรงว่าคงคิดได้แล้วว่า การตอบคำถามของอวี่อี้อาจเกี่ยวพันไปถึงเนื้อหาที่ล้ำเส้นเกินไป จึงเตือนให้เขาระมัดระวังตัว
อันที่จริงไม่ต้องให้เซี่ยซิงหานขัดจังหวะ หวังหยางเองก็ระวังตัวไว้อยู่แล้ว แม้อวี่อี้จะบอกว่าในที่นี้ไม่มีคนนอก แต่หัวข้อที่ละเอียดอ่อนบางเรื่องหวังหยางก็ยังไม่ได้พูดถึง อย่างเช่นบทบาทของชนชั้นตระกูลใหญ่ในรูปแบบการเมืองและธุรกิจปัจจุบัน และอย่างเช่นการกดขี่พ่อค้ายังมีจุดประสงค์สำคัญอีกประการหนึ่ง นั่นคือการป้องกันการเคลื่อนย้ายของประชากร สาเหตุที่ต้องป้องกันการเคลื่อนย้ายนอกจากจะเพื่อความสะดวกในการเก็บภาษีและเกณฑ์แรงงานแล้ว ยังมีการพิจารณาถึงความมั่นคงของการปกครองด้วย พ่อค้าเดินทางไปทั่วสารทิศ ขนส่งสินค้าทั้งในและนอก ทำให้ผู้คนมีชีวิตชีวา กระจายข่าวสาร ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อระบอบเผด็จการ นอกจากนี้การกดขี่พ่อค้ายังมีปัจจัยทางการเมืองอย่างเช่นการป้องกันไม่ให้พ่อค้าเติบโตจนมีอำนาจมากเกินไปอีกด้วย
สรุปคือปัญหานี้ซับซ้อนมาก ไม่ใช่พูดไม่กี่ประโยคก็จะอธิบายได้ชัดเจน บางจุดยังต้องขบคิดพิจารณาให้ละเอียด และบางจุดก็ไม่เหมาะที่จะขยายความ
หวังหยางจึงพูดอย่างง่ายๆ ว่า "การทำลายวัฏจักร ประเด็นสำคัญอยู่ที่การหาแหล่งรายได้เพิ่ม นั่นคือขณะที่รับประกันเรื่องเกษตรกรรม ก็ต้องขยายรายได้ที่นอกเหนือจากภาษีการเกษตรไปด้วย ภายในให้ใช้การค้าเพิ่มรายได้ ภายนอกให้เปิดการคมนาคมค้าขายระหว่างกันขอรับ"
อวี่อี้ซักไซ้ทันที "ทำอย่างไรจึงจะรับประกันเรื่องเกษตรกรรมได้? ทำอย่างไรจึงจะใช้การค้าเพิ่มรายได้? แล้วทำอย่างไรจึงจะค้าขายระหว่างกันได้?"
หวังหยางลังเลไม่ตอบ อวี่เฉียนโหลวถืออาหารเดินกลับมาแล้ว
อวี่อี้เห็นหวังหยางครุ่นคิดเงียบงัน จึงพูดว่า "จื่อเจิน คีบอาหารให้จือเหยียน!"
หวังหยางรีบปฏิเสธ แต่อวี่อี้ยืนกรานเช่นนั้น จากนั้นก็ปรากฏภาพอันแปลกประหลาดขึ้นภาพหนึ่ง
สองคุณชายแห่งตระกูลอวี่แห่งซินเหย่ ยืนขนาบซ้ายขวาปรนนิบัติอยู่ข้างกายหวังหยาง คนหนึ่งรินเหล้า คนหนึ่งคีบอาหาร มาตรฐานการให้เกียรติแบบนี้ทะลุเพดานสูงสุดแล้ว หวังหยางเองยังรู้สึกว่าถ้าไม่พูดต่ออีกสักหน่อย ก็ดูจะเกรงใจเกินไปแล้ว!
......
ภายในโถงห้องหนึ่งของจวนตระกูลหลิว แขกประจำจวนแปดคนยืนสำรวมมือตกลงขนาบอยู่สองข้าง
จู่ๆ เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้น ทั้งแปดคนประสานมือค้อมกายลงพร้อมกัน
หลิวเฉิงใบหน้าซีดขาว ในดวงตามีเส้นเลือดฝอยเล็กน้อย สีหน้าเคร่งขรึมอำมหิต ก้าวเท้ายาวเดินผ่านตรงกลางไปนั่งอย่างโดดเดี่ยวอยู่บนที่นั่งประธาน ประตูหน้าต่างก็ปิดลงดังปังพร้อมกับจังหวะที่หลิวเฉิงนั่งลง
หลิวเฉิงตีหน้าเย็นชา พูดเปิดประเด็นว่า "พวกท่านติดตามข้ามาเป็นเวลาไม่สั้นแล้ว ตอนนี้ข้าขอถามเพียงประโยคเดียว หากข้าถูกหยามเกียรติ พวกท่านจะทำอย่างไร?"
คนหนึ่งก้าวออกมาอย่างรวดเร็ว "นายทุกข์ข้าเหนื่อย นายถูกหยามเกียรติข้าขอตาย! หากคุณชายถูกหยามเกียรติ พวกข้ามีแต่ต้องตายเท่านั้นขอรับ!"
อีกคนเบิกตากว้างราวดวงตาพยัคฆ์ ประสานมือดังป้าบ "ยินดีบุกน้ำลุยไฟเพื่อคุณชาย! ต่อให้ต้องตายก็ไม่เสียดายขอรับ!"
"ใครกล้าหยามเกียรติคุณชาย? นี่มันรนหาที่ตายแล้วหรือไร?! ข้าจะต้องแก้แค้นแทนคุณชายให้ได้ขอรับ!"
"หากไม่แก้แค้นให้คุณชาย พวกข้าจะมีหน้ายืนอยู่บนโลกนี้ได้อย่างไร?"
"พูดถูก! ผู้ใดล่วงเกินคุณชาย แม้อยู่ไกลก็ต้องถูกสังหาร!"
"คุณชาย เดรัจฉานผู้นี้คือใคร ต้องการให้พวกข้าทำสิ่งใด ท่านเอ่ยปากมาเถิดขอรับ!"
แววตาของทุกคนดุดัน อารมณ์พลุ่งพล่าน แต่ละคนทำราวกับตนเองถูกหยามเกียรติเสียเอง ดูแล้วแทบอยากจะไปตายแทนหลิวเฉิงเสียเดี๋ยวนี้ มีเพียงคนสุดท้ายที่ยืนอยู่ด้านหลังสุดไม่ได้ปริปาก ทว่าภายใต้การบดบังของเสียงอันมากมายนี้ ก็ไม่มีใครสนใจเขา
หลิวเฉิงรู้สึกโล่งใจขึ้นมาบ้าง พยักหน้าพูดว่า "ดีมาก คนที่หยามเกียรติข้า แซ่หวังนามหยาง เป็นเพียงกิ่งก้านสายรองของตระกูลหวังแห่งหลางหยา ฐานะครอบครัวตกต่ำมานานแล้ว เป็นเพียงบุคคลที่ไม่มีความสำคัญ พวกเจ้าคนใดสามารถแก้แค้นให้ข้าได้ ข้ามีรางวัลใหญ่มอบให้!"
พอทุกคนได้ยินว่าเป็นหวังหยาง ก็เงียบกริบลงทันที
หากเป็นชนชั้นตระกูลใหญ่ระดับสามที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงคนไหน หรือเป็นขุนนางระดับหางแถวที่ไม่รู้ประสีประสา ก็แค่รุมกระทืบสักรอบ ระบายโทสะให้คุณชายก็สิ้นเรื่องแล้ว ส่วนพวกที่ต่ำต้อยกว่านั้น ลองหาวิธีจัดการ หรือกระทั่งฆ่าทิ้งโดยตรงก็ไม่ใช่เรื่องยาก อย่างไรเสียเบื้องหลังก็คือตระกูลหลิวแห่งเหอตง ใครจะกล้ามากระตุกหนวดเสือ?
แต่คนที่คุณชายพูดถึงคนนี้......
ล้อเล่นหรือเปล่า! ชาติตระกูลต่อให้ตกต่ำลงแค่ไหนก็ยังเป็นตระกูลหวังแห่งหลางหยาอยู่นะ!!!!! ตระกูลขุนนางระดับสูงสุด!!!! หากว่ากันแค่เรื่องสายเลือด ตระกูลหลิวแห่งเหอตงยังด้อยกว่าอยู่เล็กน้อยเลย
ยิ่งไปกว่านั้นคนผู้นี้ก็ใช่จะไม่มีความสำคัญนะ! เขาสามารถพูดคุยหัวร่อต่อกระซิกกับอ๋องปาตงได้ สามารถเป็นแขกวีไอพีในตระกูลใหญ่หลายตระกูลของจิงโจวได้! บุคคลเช่นนี้ อย่าว่าแต่ทำให้ถึงตายเลย ต่อให้มีแผลถลอกปอกเปิก ก็จบไม่สวยแน่! หากเกิดเรื่องอะไรขึ้นมาจริงๆ อย่าว่าแต่ตัวเองเลย ต่อให้เป็นคุณชาย ก็เกรงว่าจะหนีความผิดไม่พ้น
หลิวเฉิงเห็นทุกคนก้มหน้าเงียบงัน ไม่กล้าสบตากับเขา ก็บันดาลโทสะทันที "ทำไมไม่พูดกันแล้วล่ะ? เมื่อครู่ไม่ใช่ว่าเก่งกันนักหรือ? นายถูกหยามเกียรติข้าขอตาย บุกน้ำลุยไฟ แม้อยู่ไกลก็ต้องถูกสังหาร พูดออกมาให้หมดเดี๋ยวนี้!!!"
คนที่พูดว่า 'นายถูกหยามเกียรติข้าขอตาย' ก่อนหน้านี้พูดอย่างตัวสั่นงันงก "คุณชาย หวังหยางมีฐานะพิเศษ มิสู้ไปปรึกษากับคุณชายรองก่อน แล้วค่อยตัดสินใจดีกว่าขอรับ"
ส่วน 'บุกน้ำลุยไฟ' ก็พูดอึกๆ อักๆ ว่า "วิญญูชนแก้แค้น สิบปีก็ยังไม่สาย แทนที่จะบาดเจ็บทั้งสองฝ่าย มิสู้ชั่วคราว......อดทนไว้ชั่วคราว รอจนเวลาสุกงอมแล้วค่อย......"
'แม้อยู่ไกลก็ต้องถูกสังหาร' แอบมองหลิวเฉิงแวบหนึ่ง ก่อนรับคำเสียงเบาว่า "ประเด็นหลักคือคุณชายจะเข้ารับราชการในเดือนสิบปีนี้ ก่อนหน้านี้ ดูเหมือนจะไม่เหมาะที่จะสร้างความวุ่นวายให้มากความ และในจิงโจวก็ไม่เหมาะที่จะลงมือ เหตุใดไม่รอให้กลับไปเจี้ยนคังก่อนเล่าขอรับ "
หลิวเฉิงโกรธจัดจนหัวเราะออกมา "ฮะ! เมื่อครู่แต่ล่ะคนฮึกเหิมมุ่งมั่น จิตใจห้าวหาญ ตอนนี้กลับทำเสียงสั่นขลาดกลัว หวาดระแวงไปหมด! ข้าให้พวกเจ้ามาเพื่อคิดหาวิธีแก้แค้นให้ข้า! ไม่ใช่ให้มาเกลี้ยกล่อมให้ข้ากลืนเลือดตัวเอง! ไอ้เด็กเมื่อวานซืนหวังหยางหยามเกียรติข้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความแค้นนี้หากไม่ชำระ ข้าหลิวเฉิงก็เสียชาติเกิดเป็นลูกผู้ชาย!!! ผู้ใดไม่ยินดีช่วยข้า ก็จงออกไปเดี๋ยวนี้!"
คนหนึ่งพูดว่า "คุณชาย ท่านกั๋วกงมีลูกน้องเก่าอยู่ในจิงโจว หรือว่า "
"ไม่ได้ เรื่องนี้จะลากทางบ้านเข้ามาเกี่ยวข้องไม่ได้!" หลิวเฉิงปฏิเสธเสียงแข็ง
"ข้ามีแผนหนึ่ง มิสู้ติดสินบนหญิงสาวสักคน ให้รถม้าชนกับรถม้าของหวังหยางกลางทาง จากนั้นล่อเขาไปที่โรงหมอ แล้วล่อคนข้างกายเขาออกไป ถึงตอนนั้นก็ฟ้องร้องว่าเขามีเจตนาขืนใจ แม้อาจจะไม่สามารถเอาผิดเขาได้ แต่ก็สามารถทำลายชื่อเสียงเขาได้ขอรับ"
หลิวเฉิงหน้าทะมึน "แผนการต่ำช้าแบบนี้ ไม่ต้องพูดออกมาหรอก"
"ได้ยินว่าหวังหยางผู้นั้นกำลังกว้านซื้อผ้าไหมขนานใหญ่ มิสู้ไปกดดันพวกพ่อค้า ให้พวกเขาอย่าขายสินค้าให้เขาขอรับ"
"ไม่เจ็บไม่คัน แบบนี้จะนับว่าเป็นการแก้แค้นอะไรได้?"
"ดักซุ่มกำลังคน ฉวยโอกาสตอนที่เขาออกนอกเมือง จู่โจมตอนที่เขาไม่ทันตั้งตัว ซ้อมเขาสักรอบให้หลาบจำ!"
หลิวเฉิงขมวดคิ้ว "หากทางการสืบสวน จะจัดการปัดกวาดเช็ดถูอย่างไร? คนเยอะขนาดนี้ จะรับประกันได้หรือว่าจะซ่อนร่องรอยได้? หากมีคนถูกจับได้จะทำอย่างไร?"
ทุกคนถกเถียงกันมั่วซั่วไปหมด ในใจล้วนไม่อยากให้หลิวเฉิงแตกหักกับหวังหยาง ดังนั้นจึงพูดวิธีส่งเดชมาส่งๆ ไป ส่วนพวกแผนการเหี้ยมโหดที่ทำร้ายคนอื่นและทำร้ายตัวเอง นำภัยมาสู่ตัวและครอบครัว ยิ่งไม่มีใครยอมเสนอ ขนาดหลิวเฉิงเองยังไม่ได้คิดไปถึงจุดนั้นเลย
หลิวเฉิงฟังจนครบวง ในใจก็รู้สึกรำคาญ จึงไล่ทุกคนออกไปให้หมด ขณะที่กำลังนั่งหงุดหงิดอยู่คนเดียว จู่ๆ หนึ่งในแปดคนที่เงียบมาตลอดก่อนหน้านี้ ก็ย้อนกลับมาขอเข้าพบ
หลิวเฉิงพูดอย่างเย็นชาว่า "เจ้ามาเป็นแขกอาศัยกินอยู่ใต้สังกัดข้าได้สามปีแล้ว แม้ข้าจะเทียบไม่ได้กับการเลี้ยงดูผู้มีความรู้ของเมิ่งฉางจวินและหลวี่ปู้เหวย แต่ก็ถือว่าปฏิบัติต่อเจ้าไม่เลวเลย ทว่าวันนี้ข้ามีเรื่อง เจ้ากลับไม่พูดอะไรสักคำ นี่คือมีใจแต่ไร้กำลัง จนปัญญา หรือว่ามีใจเป็นอื่น ไม่ได้เก็บเรื่องของข้ามาใส่ใจเลยตั้งแต่แรก?"
คนผู้นั้นประสานมือค้อมตัวลงลึกๆ ก่อน แล้วจึงกล่าวว่า "เรื่องสำเร็จได้ด้วยความลับ ล้มเหลวได้เพราะปากโป้ง ข้าน้อยคิดแผนออกแล้วหนึ่งแผน เพียงรอให้ทุกคนแยกย้ายกันไปก่อนจึงจะนำเสนอต่อคุณชาย เพียงแต่เพื่อให้รัดกุม ขอคุณชายโปรดให้เวลาข้าน้อยเตรียมตัวเพิ่มสักหน่อย รอจนโอกาสมาถึง แล้วค่อยดำเนินการขอรับ"
หลิวเฉิงดีใจยิ่ง "พูดได้ดี! เรื่องนี้ย่อมต้องถือความรอบคอบรัดกุมเป็นสำคัญ! เจ้ามีแผนการอันใด พูดมาได้เลยไม่ต้องเกรงใจ!"







