126. บทที่ 125 ตกลงว่ามีกี่แต้ม?
ตอนที่ซูอวี่ตื่นขึ้นมา ท้องฟ้าก็มืดสนิทแล้ว
ความเจ็บปวดก่อนหน้านี้หายไปจนหมดสิ้น เขารู้สึกเพียงความปลอดโปร่งและสดชื่นกระปรี้กระเปร่า
ตอนนี้เขาไม่ได้อยู่ในห้องโถงนั้นแล้ว แต่มาอยู่ที่โซนที่พักอาศัย
เขามองดูที่นอนของตัวเอง มันคือโซฟาสภาพเก่าซอมซ่อ ซูอวี่ยิ้มออกมาเล็กน้อยแล้วมองไปรอบๆ แต่ไม่เห็นจ้าวลี่
ซูอวี่ไม่รีบร้อนที่จะจากไป เขาลองสัมผัสถึงศาสตราเทวะของตัวเองดู
วินาทีต่อมา มีดสั้นสีดำเล่มหนึ่งก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า
เขารู้สึกว่ามันไม่ค่อยต่างจากเดิมเท่าไหร่ เพียงแต่ดูควบแน่นขึ้นเล็กน้อย ให้ความรู้สึกที่พึ่งพาได้มาก
"ตื่นแล้วเหรอ?"
ขณะที่ซูอวี่กำลังสังเกตดู จ้าวลี่ก็ก้าวเดินเข้ามาและพูดเสียงเรียบ "ลองผสานอักษรเทวะดูสิ!"
พูดจบ เขาก็เสริมว่า "ลองผสานอักษรเทวะเอกเทศๆ ดูก่อน!"
ซูอวี่คิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วผสานอักษรเทวะคำว่า 'สายฟ้า' ลงไป เขารู้สึกว่ามันง่ายกว่าเมื่อก่อนมาก จากนั้นอักษรเทวะก็ระเบิดพลังออกมา!
เปรี้ยง!
เสียงดังกึกก้องดังขึ้น สายฟ้าระเบิดออก ภายในโซนที่พักอาศัยสว่างวาบสลับมืดมิด อากาศเกิดการระเบิด!
จ้าวลี่ไม่ได้ใส่ใจนัก เขาปัดผ่านด้วยพลังเจตจำนง ดับสายฟ้านั้นลง
"เป็นยังไง?"
ตอนนี้ซูอวี่รู้สึกตกตะลึงอย่างหนัก เขาสัมผัสได้ว่าอานุภาพสายฟ้าของตัวเองเพิ่มขึ้นมาก
แถมยังรู้สึกสบายขึ้นตั้งเยอะ!
"อาจารย์ครับ..."
ซูอวี่เบิกตากว้าง รีบพูดขึ้น "ศาสตราเทวะมีผลลัพธ์แข็งแกร่งขนาดนี้เลยเหรอครับ? ผมรู้สึกว่ามันเพิ่มพูนขึ้นเยอะมาก ถ้าตอนแรกพลังทำลายล้างคือ 10 ตอนนี้อย่างน้อยก็ต้อง 12!"
"เรื่องปกติ"
จ้าวลี่กล่าวอย่างสงบ "ไม่อย่างนั้นปราชญ์อารยะจะมีศาสตราเทวะไปทำไม? ศาสตราเทวะระดับเสวียนขั้นล่างเล่มหนึ่งยังขายได้ถึงหลักพันแต้มผลงาน ถ้าไม่มีค่าขนาดนั้น ใครมันจะไปซื้อ?"
พอได้ยินคำพูดนี้ ซูอวี่ก็พูดด้วยความเสียดายเล็กน้อยว่า "ผมจำได้ว่าตัวเองน่าจะโดนทุบไปแค่ 29 ค้อน..."
หน้าของจ้าวลี่ดำคล้ำ ไม่อยากสนใจเขา
ซูอวี่รีบพูดต่อ "อาจารย์ครับ อาจารย์ใส่วัสดุให้ผมไปตั้งเยอะ ต้องใช้แต้มผลงานเท่าไหร่ครับ?"
พูดจบ เขาก็มองจ้าวลี่แล้วพูดอย่างจริงใจ "อาจารย์ครับ ค่าวัสดุเดี๋ยวผมจ่ายเอง ส่วนค่าหลอม ตอนนี้ผมยังจ้างอาจารย์ไม่ไหว อาจารย์ไม่เก็บเงินได้ไหมครับ?"
เมื่อเห็นท่าทางของเขา จ้าวลี่ก็หลุดขำออกมาเล็กน้อย
ซูอวี่พูดถูก ตอนนี้เขาจ้างจ้าวลี่ไม่ไหวจริงๆ
ด้วยแต้มผลงาน 180 แต้มที่มีติดตัว การจะจ้างนักหลอมอาวุธที่ใกล้เคียงระดับปฐพีนั้น เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย
เมื่อเห็นเขาพูดตรงไปตรงมา จ้าวลี่ก็คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วยิ้ม "ได้ งั้นฉันไม่คิดค่าหลอมกับแกก็แล้วกัน! อักษรเทวะสี่ตัว ฉันเพิ่มวัสดุคุณลักษณะเข้าไปสี่อย่าง แล้วก็เพิ่มวัสดุเสริมความมั่นคงให้ศาสตราเทวะอีกสองสามอย่าง คิดราคาต้นทุนกับแก เอามา 120 แต้มผลงานก็พอ"
"120 แต้ม..."
ซูอวี่รู้สึกปวดใจเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร เขารีบหยิบบัตรแต้มผลงานของตัวเองออกมาโอนให้จ้าวลี่ไป 120 แต้ม
จ้าวลี่ยิ้ม ไม่ได้ใส่ใจนัก เขาเอ่ยว่า "ศาสตราเทวะของแกเล่มนี้ ตอนนี้ใกล้เคียงระดับเสวียนแล้ว แต่ยังเลื่อนระดับจริงๆ ไม่ได้ ไม่อย่างนั้นแกจะควบคุมมันไม่อยู่ ถือว่าเป็นระดับครึ่งเสวียนก็แล้วกัน"
สิ่งที่เรียกว่าระดับครึ่งเสวียน ก็คือมีอานุภาพพอๆ กับระดับเสวียน แต่สามารถให้คนขั้นบ่มเพาะจิตใช้งานได้
ซึ่งของสิ่งนี้ ความจริงแล้วล้ำค่ากว่าศาสตราเทวะระดับเสวียนขั้นล่างเสียอีก!
เปรียบเหมือนอาวุธเลเวล 30 แต่เลเวล 20 ก็สามารถสวมใส่ได้ มูลค่าที่แท้จริงยังมากกว่าศาสตราเทวะระดับเสวียนขั้นล่างของจริงด้วยซ้ำ
แน่นอนว่าเรื่องนี้จ้าวลี่ขี้เกียจจะพูด
ตัวอ่อนศาสตราเทวะชิ้นนี้ เดิมทีก็เป็นตัวอ่อนระดับหวงขั้นสูงสุดที่ยอดเยี่ยมที่สุดอยู่แล้ว
"วันหลังพอร่างอักษรเทวะแล้ว ค่อยๆ เพิ่มเข้าไปทีละนิด รอให้วันไหนที่แกวาดทักษะการต่อสู้อักษรเทวะเสร็จสมบูรณ์ ค่อยนำศาสตราเทวะมาหลอมรวมกับทักษะการต่อสู้อักษรเทวะ สร้างเป็นศาสตราเทวะสั่งทำพิเศษที่เป็นของแกอย่างแท้จริง เมื่อถึงตอนนั้น ความแข็งแกร่งของแกถึงจะถูกดึงออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ที่สุด!"
ซูอวี่รีบพยักหน้า
จ้าวลี่มองออกไปข้างนอก แล้วเอ่ยขึ้น "กลับไปเถอะ มืดค่ำแล้ว มีเวลาว่างก็เรียนรู้ความรู้ของภาควิชาหลอมศาสตราไว้บ้าง ทำความเข้าใจเกี่ยวกับคุณลักษณะวัสดุต่างๆ เอาไว้ก็ดี เวลาอยู่ข้างนอกไปเจอเข้าจะได้รู้จักของดี"
"อาจารย์ครับ งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ รบกวนอาจารย์แล้ว!"
"ไปเถอะ!"
จ้าวลี่โบกมือ ไล่หลังส่งซูอวี่จากไป
รอจนเขาเดินจากไป จ้าวลี่ก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ คิดไม่ได้ ยิ่งคิดก็ยิ่งนึกเสียดาย
ต้นกล้าชั้นดีจริงๆ!
ทุกครั้งที่นึกถึงเรื่องนี้ เขาก็อยากจะไปอัดไป๋เฟิงให้ตาย
เมื่อนั่งลงบนโซฟา จ้าวลี่ยกถ้วยชาขึ้นมาดื่ม ค้อนยักษ์ปรากฏขึ้นในดวงตา พลังเจตจำนงเกิดการสั่นกระเพื่อม ค้อนขนาดมหึมาทุบตีทะเลเจตจำนงของเขาอยู่ในที่ที่ไม่มีใครมองเห็น
ขยายเจตจำนง!
อายุ 120 ปี ลูกชายของเจ้าสำนักรุ่นที่สี่ ขั้นหลิงอวิ๋นระดับเจ็ด
บ่มเพาะได้ช้ามาก!
แต่ที่ช้า มันก็มีเหตุผลของมัน
ทะเลเจตจำนงของคนอื่นคือชาม ทะเลเจตจำนงของเขา... คือถังใบใหญ่!
จ้าวลี่เองก็ไม่ได้ใส่ใจ ระดับพลังอะไรนั่น ความจริงแล้วไม่สำคัญหรอก
หลอมศาสตราก็คือหลอมศาสตรา ยังไงก็ต้องดูที่ความทนทาน
ไม่อย่างนั้นต่อให้อยู่ขั้นซานไห่แล้วจะทำไม?
พลังเจตจำนงแข็งแกร่งน่ะแข็งแกร่งจริง แต่ถ้าทนอยู่ได้แค่สามถึงห้านาที จะไปหลอมศาสตราเทวะหาพระแสงอะไร!
ค้อนยักษ์ทุบตีลงบนทะเลเจตจำนงของเขาครั้งแล้วครั้งเล่า แต่จ้าวลี่กลับมีสีหน้าเรียบเฉย นั่งดื่มชาพลางครุ่นคิดเรื่องต่างๆ
อักษรเทวะพื้นฐานสำหรับทักษะการต่อสู้อักษรเทวะมีมากกว่า 20 ตัว ไอเด็กนี่จะรับไหวไหม?
"เคล็ดขยายเทวะ..."
จ้าวลี่พึมพำ ตัวเขา... ควรจะถ่ายทอดให้หมอนั่นไหม?
รู้สึกไม่ค่อยยินยอมพร้อมใจเท่าไหร่!
รู้สึกทำใจลำบาก!
รู้สึกโมโหอยู่นิดๆ!
แถมพูดกันตามตรง 'เคล็ดขยายเจตจำนง' ก็ใช่ว่าจะเป็นของดีเสมอไป ทะเลเจตจำนงขยายใหญ่ขึ้น รากฐานล้ำลึกขึ้น แต่รากฐานล้ำลึกแล้วมันจะมีประโยชน์อะไร ขยายทะเลเจตจำนงไป ความเร็วในการเลื่อนระดับก็จะช้าลง
ยกตัวอย่างเช่นเขา จนป่านนี้ยังอยู่แค่ขั้นหลิงอวิ๋นระดับเจ็ด
ลำดับอาวุโสของเขาสูงมาก พูดตามตรงคือสูงกว่าว่านเทียนเซิ่งหนึ่งรุ่นเสียด้วยซ้ำ แต่ผลคือคนเขาไปถึงขั้นซานไห่ตั้งนานแล้ว ส่วนเขายังอยู่แค่ขั้นหลิงอวิ๋น
ขั้นหลิงอวิ๋นที่แกร่งแค่ไหน มันก็ยังเป็นขั้นหลิงอวิ๋นอยู่วันยังค่ำ
ถ้าเจอว่านเทียนเซิ่ง โดนตบทีเดียวเขาก็ตายแล้ว
แถม... ยังมีเรื่องขีดจำกัดอายุขัยอีก
ปกติแล้วปราชญ์อารยะไม่ค่อยสนใจเรื่องร่างกายที่เสื่อมถอยนัก แต่อายุที่มากขึ้น ทะเลเจตจำนงก็จะค่อยๆ เหี่ยวเฉาไปตามกาลเวลา
ขั้นหลิงอวิ๋น ขีดจำกัดตามทฤษฎีคือสามารถอยู่ได้ถึงอายุ 200 ปี
ขีดจำกัดของขั้นซานไห่ ตามทฤษฎีคืออยู่ได้ถึงอายุ 300 ปี
แต่ในความเป็นจริง จะมีชีวิตอยู่ได้นานขนาดนั้นจริงๆ เหรอ?
คนที่อยู่ขั้นซานไห่และเกิดหลังศักราชอันผิงปีที่ 50 ตอนนี้ยังเหลือรอดอยู่กี่คน?
ขั้นทะยานเวหา มีชีวิตอยู่ได้ถึงอายุ 150 ปีก็ถือว่าเก่งแล้ว
อีกไม่กี่ปี ถ้าตัวเองไม่เลื่อนระดับขึ้นซานไห่ ทะเลเจตจำนงก็คงต้องเริ่มเสื่อมถอยแล้ว แน่นอนว่าเขามีรากฐานล้ำลึก ต่อให้เสื่อมถอย พอถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ก็ยังมีพลังต่อสู้ที่แข็งแกร่งสุดๆ อยู่ดี
ซึ่งจุดนี้ เป็นสิ่งที่คนอื่นเทียบไม่ติด
"รอดูก่อนก็แล้วกัน..."
จ้าวลี่หลับตา ไม่คิดเรื่องนี้อีก
'เคล็ดขยายเจตจำนง' ไม่แน่ว่าจะเป็นของดี บางทีก็มีแต่จะทำร้ายคนซะเปล่าๆ สำหรับปราชญ์อักษรเทวะสายโจมตีสังหารอย่างซูอวี่ การเลื่อนระดับช้าเกินไปไม่ใช่เรื่องดี
สายโจมตีสังหาร มักจะต้องเผชิญหน้ากับการต่อสู้อยู่เสมอ ต้องเดินเต็ดเตร่อยู่บนเส้นแบ่งความเป็นความตาย พวกเขาจำต้องพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดดถึงจะรอด
ตอนที่ปฏิเสธไป๋เฟิงในปีนั้น ก็มีความหมายแฝงในแง่นี้เช่นกัน
หงถานมองเห็นแค่ว่ามันเพิ่มความทนทานได้มากกว่า แต่กลับไม่รู้เลยว่า ถ้าหากฝึกฝน 'เคล็ดขยายเจตจำนง' ไป๋เฟิงในตอนนี้อาจจะยังวนเวียนอยู่แค่ขั้นบ่มเพาะจิตก็ได้
ไม่มีของดีอะไรที่ทำให้แข็งแกร่งขึ้นได้มาเปล่าๆ ปลี้ๆ หรอก!
เมื่อได้มา ก็ย่อมต้องมีสิ่งตอบแทน
...
ศูนย์วิจัยเหวินถาน
ห้องเศษชิ้นส่วน
แววตาของซูอวี่ดูแปลกไป ตอนนี้ในที่สุดเขาก็สัมผัสได้ถึงความแตกต่างบางอย่างแล้ว!
'พลังเจตจำนงของฉัน... ระดับความจุลดลงเหรอ?'
ซูอวี่จมอยู่ในห้วงความคิดมาพักใหญ่แล้ว!
ใช่แล้ว พลังเจตจำนงของเขาลดลง!
ก่อนหน้านี้ระดับความจุยังอยู่ที่ 55% ทว่าตอนนี้... คงเหมือนเพิ่งก้าวเข้าสู่ขั้นบ่มเพาะจิตหมาดๆ กระมัง
สีหน้าของซูอวี่ดูซับซ้อน แน่นอนว่าเขาสามารถสัมผัสได้ พลังเจตจำนงไม่ได้อ่อนแอลงจริงๆ แต่ระดับความจุกลับลดลง นี่หมายความว่ายังไง?
ขีดจำกัดเพิ่มขึ้นอีกแล้ว?
ซูอวี่ทั้งร้องไห้ไม่ออกทั้งหัวเราะไม่ได้!
ตาเฒ่าจ้าวทำอะไรกับเขากันแน่?
หรือว่าค้อนนั่น จะทุบตีจนขีดจำกัดของตัวเองพุ่งสูงขึ้นไปแล้ว?
กว่าจะยกระดับความจุขึ้นมาถึง 55% ได้ตั้งยากลำบาก พริบตาเดียวก็ตกลงไปอีกแล้ว
'ขีดจำกัดเพิ่มขึ้น... ระดับความจุลดลง แต่พลังต่อสู้ไม่ได้ลดลง'
น่าจะเป็นเรื่องดีล่ะมั้ง?
ซูอวี่ประเมินอยู่ในใจ เขารู้สึกว่าเป็นเรื่องดี ทว่าก็ยังรู้สึกหงุดหงิดอยู่บ้าง เขารู้สึกว่าการเลื่อนไปขั้นทะยานเวหาของตัวเองคงต้องเลื่อนออกไปอีกสักระยะแล้วล่ะ
'เพิ่งเข้าขั้นบ่มเพาะจิต ดีเลย เอาไว้แกล้งหมูกินเสือโดยเฉพาะ! แถมไม่ใช่ฉันที่แกล้งเป็นหมูด้วยนะ แต่มีแค่นี้จริงๆ...'
ซูอวี่ไม่คิดอะไรให้มากความอีก ในครั้งนี้เขาไม่ได้หยุดอยู่ที่เขตแรกของห้องเศษชิ้นส่วน แต่ก้าวเดินเข้าไปในเขตที่สอง!
พลังเจตจำนงอันแข็งแกร่งระลอกแล้วระลอกเล่า เริ่มปะทะเข้าใส่เขา
พลังเจตจำนงของซูอวี่ระเบิดออก เริ่มต่อต้านการฝึกฝน
สิบนาที ครึ่งชั่วโมง...
ซูอวี่พบว่า ตัวเองสามารถทนอยู่ได้นานกว่าเดิมมาก เขาไม่รู้สึกถึงการมาเยือนของขีดจำกัด แต่เขาสามารถสัมผัสได้ว่า แรงกระแทกจากพลังเจตจำนงในตอนนี้ สำหรับเขาแล้ว ความเจ็บปวดที่เหมือนร่างถูกฉีกขาดแบบก่อนหน้านี้ลดน้อยลงไปบ้าง
จนกระทั่งซูอวี่ทนไม่ไหวจึงยอมถอยออกมา เมื่อรอให้พลังเจตจำนงฟื้นฟู เขาก็รู้สึกเลือนรางว่า ระดับความจุของพลังเจตจำนงเพิ่มขึ้นมานิดหน่อย มากกว่าก่อนหน้านี้เสียอีก
ที่ระดับ 1% เท่ากัน เขารู้สึกว่าตอนนี้แข็งแกร่งกว่า 1% ในตอนแรกที่เพิ่มขึ้นมา
'ศาสตราเทวะแข็งแกร่งขึ้น พลังเจตจำนงแข็งแกร่งขึ้น...'
จิตสำนึกของซูอวี่สัมผัสไปถึงลูกน้อง 'เลือด' ตกลงว่าเจ้านี่จะเลื่อนระดับหรือไม่เลื่อนกันแน่?
ถ้าไปถึงระดับสองได้ พลังต่อสู้ของตัวเองก็จะเพิ่มขึ้นอีกระดับหนึ่ง
อย่างน้อยอานุภาพของภาพมายาก็จะแข็งแกร่งขึ้น!
เมื่อเข้ามาในห้องกรอง ลูกน้อง 'เลือด' ก็เริ่มดูดซับโลหิตแก่นแท้อีกครั้ง ส่วนซูอวี่เองก็เริ่มกลืนกินโลหิตแก่นแท้เพื่อบ่มเพาะเช่นกัน
วันนี้ใช้โลหิตแก่นแท้ในมือจนหมด เขาก็หมดตัวแล้ว
เหลือแต้มผลงานแค่ 60 แต้ม...
'ไม่มีเงินอีกแล้ว!'
แต้มผลงานนับพันแต้ม ถูกใช้ไปจนหมดเกลี้ยงแบบนี้ ซูอวี่เองก็จนปัญญาเหมือนกัน
ซูอวี่ไม่ได้สนใจเรื่องนี้อีก เขาฝึกฝนไปพลาง สังเกตกระบวนท่าที่สองของ 'สังหารทลายฟ้า' ไปพลาง
สังหารทลายฟ้า จุดชีพจร 16 จุดรวมกันเป็นหนึ่งกระบวนท่า
กระบวนท่าที่สอง ปลิดชีพ!
เปิดจุดชีพจร 32 จุด หลังจากทลายกำแพง ทลายการป้องกันของศัตรู กระบวนท่าที่สอง นั่นแหละคือการปลิดชีพของจริง!
ทำลายการป้องกันก่อน ค่อยเอาชีวิต!
กระบวนท่าแรก ไม่ใช่ว่าไร้ประโยชน์ แต่มีจุดเด่นของมันเอง เน้นการทำลายการป้องกันเป็นหลัก เหมือนกับวันนั้น ที่ทำลายการป้องกันทั้งหมดของเฉินฉี่ได้ในพริบตา
'กระบวนท่าที่สอง สิ่งสำคัญที่พูดถึงคือการฆ่า!'
ซูอวี่เริ่มเข้าใจเลือนรางแล้วว่าเคล็ดอักษรคำว่า 'ฆ่า' ของตัวเองใช้ยังไง
เปิดจุดชีพจร 32 จุด จุดชีพจรทั้ง 32 จุดนี้ ซูอวี่ล้วนเปิดมาหมดแล้ว สิ่งที่ต้องทำในตอนนี้คือจะเชื่อมโยงพวกมันเข้าด้วยกันและก่อตัวเป็นระบบได้อย่างไร
หากไม่มีอักษรเจตจำนง 'สังหารทลายฟ้า' คอยช่วยเหลือ เขาคงต้องไปขบคิดเอาเองทีละจุด พอมีสิ่งนี้ ก็ช่วยประหยัดเวลาซูอวี่ไปได้เยอะเลย
'เปิดจุดชีพจร ยกระดับพลังเจตจำนง เสริมความแกร่งอักษรเทวะ เรียนรู้วิทยายุทธ์...'
ซูอวี่ในวินาทีนี้ ยุ่งมาก ยุ่งสุดๆ!
ยุ่งจนไม่อยากนอนเลยจริงๆ!
จนกระทั่งตีสามกว่า ซูอวี่ถึงได้บังคับตัวเองให้ไปพักผ่อน เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ตัวเองตายกะทันหันจริงๆ
ในคืนนี้ ความฝันที่มักจะโผล่มาเป็นครั้งคราว ก็ได้มาเยือนอีกครั้ง
ในความฝัน ซูอวี่ยังคงถูกฆ่าตายเช่นเคย
ถ้าเป็นเมื่อก่อน เขาคงจะสะดุ้งตื่น
ทว่าตอนนี้... ดูเหมือนจะไม่ค่อยเจ็บปวดขนาดนั้นแล้ว ร่างกายสั่นสะท้านเล็กน้อย ซูอวี่ก็ยังคงหลับสนิท หลับอย่างหอมหวานต่อไป
...
วันที่ 17 กันยายน
ซูอวี่ยังคงมาถึงห้องเรียนแต่เช้าตรู่เหมือนเช่นเคย
อู๋หลานที่อยู่ด้านข้างก็มาค่อนข้างเช้า ปกติซูอวี่ไม่ค่อยได้คุยกับเธอมากนัก แต่วันนี้ อู๋หลานกลับเป็นฝ่ายเอ่ยปากพูดก่อน "ซูอวี่ อีกสองวันฉันก็จะทะลวงระดับแล้วนะ!"
"ครั้งนี้ ฉันจะก้าวเข้าสู่ขั้นพันชั่งระดับสาม!"
อู๋หลานมีสีหน้าภาคภูมิใจ!
ฉันจะตามนายทันแล้ว!
ตอนที่เธอเข้าเรียนก็อยู่ขั้นไคหยวนระดับเก้าแล้ว สิ่งที่ฝึกฝนก็คือ 'เคล็ดเทพสงคราม' ฉบับพัฒนา จนถึงวันนี้ ในที่สุดเธอก็เปิดจุดชีพจรได้ 12 จุดแล้ว!
ใกล้จะก้าวเข้าสู่ขั้นพันชั่งระดับสามแล้ว!
ซูอวี่เหลือบมองเธอแวบหนึ่ง รู้สึกพูดไม่ออกเล็กน้อย
เธอแน่ใจนะ?
มั่นใจอะไรเบอร์นั้น!
เธอแน่ใจนะว่าพอเข้าไปในแดนลับแล้ว จะสามารถเปิดจุดชีพจรได้อีก 24 จุด?
ทำไมในสายตาของผู้หญิงคนนี้ ขั้นพันชั่งก็คือพุ่งไประดับสามเลย ไม่มีคอนเซปต์ของระดับหนึ่งกับระดับสองบ้างหรือไง?
"เธอใช้โลหิตแก่นแท้อะไรน่ะ?"
"แน่นอนว่าต้องเป็นโลหิตแก่นแท้วัวทะลวงภูเขาสิ!"
อู๋หลานพูดอย่างเป็นเรื่องที่สมควรอยู่แล้ว!
ไร้สาระ ฉันเป็นอัจฉริยะนะ แน่นอนว่าต้องใช้โลหิตแก่นแท้วัวทะลวงภูเขาอยู่แล้ว
ซูอวี่เหนื่อยใจ เธอดูอย่างเฉินฉี่สิ ดูหลินเย่าสิ เพื่อโลหิตแก่นแท้วัวทะลวงภูเขา ต้องสู้กันจนหัวร้างข้างแตก บ้านเธอรวยจริงๆ เอะอะก็โลหิตแก่นแท้วัวทะลวงภูเขา
"ฉันจำได้ว่าเธอเคยบอกฉันครั้งหนึ่งไม่ใช่เหรอ ว่าเธอไม่รับการสนับสนุนจากที่บ้านแล้ว?"
ใบหน้าของอู๋หลานแดงก่ำ เธอพูดด้วยความอับอายปนโมโหเล็กน้อย "ใช่ เดิมทีฉันก็ไม่ได้ขอนะ! ฉันยืมมาต่างหาก... ไม่สิ คุณทวดของฉันยืนกรานจะให้ฉันยืมต่างหาก!"
"..."
ซูอวี่ด่าทอในใจ คำพูดแบบนี้เธอยังกล้าพูดออกมาอีกนะ
แถมยังยืนกรานจะให้ยืมอีกต่างหาก!
คุณทวดแบบนี้ ขอให้ฉันสักโหลเถอะ!
"อาจารย์ของเธอคือใคร?"
จู่ๆ ซูอวี่ก็นึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ เขายังไม่เคยถามเลยว่าอาจารย์ของนักเรียนในห้องคือใครกันบ้าง
"พี่สาวฉันไง!"
"..."
เป็นความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนจริงๆ!
ซูอวี่เหนื่อยใจ!
พี่สาวเธอคืออาจารย์ของเธอ... เอาเถอะ ชินซะก็ดี ในสถานศึกษา ความจริงแล้วก็ไม่ได้เคร่งครัดเรื่องพวกนี้นักหรอก
"พี่สาวเธอเก่งไหม?"
ซูอวี่ไม่ได้สนใจเรื่องที่อู๋หลานจะเลื่อนระดับ ความจริงแล้วเขาสนใจศิษย์ระดับตำนานรุ่นก่อนหน้ากลุ่มนั้นมากกว่า
ไป๋เฟิง... สัมผัสมาเยอะ ซูอวี่ไม่รู้สึกอะไรแล้วล่ะ
หูเหวินเซิง ถูกจัดการในกระบวนท่าเดียว ซูอวี่ก็รู้สึกว่าตำนานถูกทำลาย ความเลื่อมใสลดลงไปหลายส่วน
หลิวหง... ก็แค่ไอ้สารเลวไร้ยางอาย ซูอวี่รังเกียจเขา
คนรุ่นพวกเขา ตอนนี้มีสองคนที่ยังไม่เคยเจอ คนหนึ่งคือเซี่ยอวี้เหวิน อีกคนคืออู๋ฉี
"แน่นอนสิ!"
พอพูดถึงพี่สาวของตัวเอง อู๋หลานก็มีสีหน้าภาคภูมิใจ "พี่สาวฉันอยู่ขั้นทะยานเวหาระดับเก้าแล้ว ใกล้จะเข้าสู่ขั้นหลิงอวิ๋นแล้วด้วย! อาจารย์ของนายไม่ใช่คู่มือของพี่ฉันหรอก พี่ฉันสามารถจัดการเขาได้ในกระบวนท่าเดียวเท่านั้น!"
"หึหึ!"
ซูอวี่หัวเราะในลำคอ ไม่ถามต่ออีก
ช่างเถอะ ถามไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมาหรอก
ก็แค่มีความสงสัยใคร่รู้อยู่บ้างก็เท่านั้น
"ซูอวี่ รอให้ฉันไปถึงขั้นพันชั่งระดับสามก่อนเถอะ ฉันจะทำให้นายรู้ ว่าฉันเองก็เก่งเหมือนกัน!"
"ใช่ เธอเก่งมาก!"
ซูอวี่พยักหน้า เธอไปถึงแล้วค่อยว่ากันอีกทีเถอะ
นอกจากนี้... ตอนที่เธอไปถึงระดับสาม ฉันคงอยู่ระดับหกหรือไม่ก็ระดับเจ็ดไปแล้วล่ะ น่าจะได้อยู่นะ?
เธอก็พยายามวิ่งตามต่อไปเถอะ!
ขณะที่กำลังพูดอยู่ เซี่ยหู่โหยวก็เดินเข้ามาในห้อง แล้วโบกมือเรียกซูอวี่
ซูอวี่ขมวดคิ้วเล็กน้อย ไม่ส่งเสียงอะไร ลุกขึ้นเดินออกไป
...
"ซูอวี่ ยังเห็นฉันเป็นพี่น้องอยู่ไหม?"
"อะไร?"
"นายจะประลองกับเจิ้งอวิ๋นฮุยใช่ไหม?"
"ไม่มีเรื่องนั้นสักหน่อย"
"นายหลอกฉัน!"
เซี่ยหู่โหยวทำหน้าเหมือนคนบาดเจ็บ "ฉันได้ยินข่าวลือมาบ้างแล้ว เซี่ยหู่โหยวคนนี้เป็นถึงพ่อค้าข่าวกรองของสถานศึกษานะ นายยังจะปิดบังฉันอีก! ฉันไม่เพียงแต่ได้ยินเรื่องนี้ ฉันยังสืบมาได้อีกว่า ระหว่างพวกนายมีข้อตกลงเดิมพันอยู่ เป็น 'สังหารทลายฟ้า' ใช่ไหม?"
รายละเอียดที่แน่ชัดเขาไม่รู้ รู้แค่ว่าระหว่างสองคนนี้น่าจะมีการเดิมพันกันอยู่
น่าจะเป็น 'สังหารทลายฟ้า' นั่นแหละ!
ซูอวี่มีรอยยิ้มประดับบนใบหน้า เขาหัวเราะ "ฟังใครพูดมาน่ะ? พูดจาเหลวไหล! แล้วก็นะ นายเลิกคิดจะเปิดโต๊ะพนันไปได้เลย ไม่มีประโยชน์หรอก ต่อให้พวกเราประลองกันจริงๆ ก็ไม่เปิดเผยหรอก ไม่ประลองฝีมือต่อหน้าคนนอกแน่"
"พูดแบบนี้ แสดงว่ามีการประลองกันจริงๆ สินะ?"
เซี่ยหู่โหยวเกิดความสนใจขึ้นมาทันที "นายมั่นใจหรือเปล่า? หมอนั่น... ฉันละสงสัยจริงๆ ว่าเขาจะไปถึงขั้นพันชั่งระดับแปดได้ สองวันนี้เขาคงไม่มาเข้าเรียนแล้ว ขั้นพันชั่งระดับแปด... เขามีหวังที่จะไปประมือกับพวกในทำเนียบร้อยอันดับแล้วนะนั่น"
"ไว้ค่อยว่ากันเถอะ!"
ซูอวี่ไม่อยากพูดอะไรมาก เรื่องนี้มันคือกับดัก เซี่ยหู่โหยวอย่าเข้ามามีส่วนร่วมเลยจะดีกว่า
ขณะที่กำลังเตรียมตัวจะจากไป จู่ๆ เซี่ยหู่โหยวก็พูดขึ้นว่า "ซูอวี่... อย่าทำเรื่องโง่ๆ เชียวนะ! อนาคตของนายยังอีกยาวไกล ไม่มีเหตุผลเลยที่จะต้องมาทำลายอนาคตของตัวเองเพียงเพราะอารมณ์ชั่ววูบ!"
ซูอวี่หันกลับมา!
เขามองเซี่ยหู่โหยวแวบหนึ่ง บนใบหน้าของเซี่ยหู่โหยวไม่มีรอยยิ้มอีกต่อไป เขาพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "ข่าวลือ... ฉันพอจะได้ยินมาบ้าง! หวังว่ามันจะไม่ใช่เรื่องจริง ไม่อย่างนั้น... ถ้านายแพ้ขึ้นมา คงได้ก่อปัญหาใหญ่แน่!"
ซูอวี่ยิ้ม "ฉันเป็นคนแบบนั้นหรือไง?"
เซี่ยหู่โหยวจ้องมองเขา ชั่วขณะหนึ่งก็ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี
จู่ๆ ซูอวี่ก็เกิดความสนใจขึ้นมา "นายสามารถเบิกแต้มผลงานมาใช้ได้เท่าไหร่?"
"ทำไม?"
"ช่วยปั่นราคาหน่อย เป็นไง?"
ไม่ได้พูดอะไรมาก ทว่าสีหน้าของเซี่ยหู่โหยวกลับเปลี่ยนไป จากนั้นเขาก็ทำท่าครุ่นคิด
หลังจากใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็เชื่อมโยงเบาะแสต่างๆ เข้าด้วยกัน
ผ่านไปพักใหญ่ เซี่ยหู่โหยวก็พูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า "ตอนตรวจสอบ... จะมีคนแอบดูอยู่นะ!"
"ไม่เป็นไร!"
ซูอวี่หัวเราะ เขาเตรียมตัวมาพร้อมแล้ว
ไม่กลัวหรอก!
"เข้าใจแล้ว!"
เซี่ยหู่โหยวอมยิ้ม "เรื่องนี้ก็ยังบอกฉันเหรอ?"
"ก็บอกว่าเป็นพี่น้องไง?"
แววตาของซูอวี่ดูแปลกไปเล็กน้อย "แถม... มันก็เป็นเรื่องจริงด้วย!"
"..."
สีหน้าของเซี่ยหู่โหยวเปลี่ยนไปอีกครั้ง หมายความว่ายังไง?
คำพูดที่ซูอวี่พูดเมื่อกี้ เขาคิดว่าเป็นเรื่องหลอก แต่ผลลัพธ์คือทำไมมันถึงกลายเป็นเรื่องจริงไปได้อีกล่ะ?
"ซูอวี่..."
ซูอวี่ยิ้มบาง "ฉันมั่นใจว่าฉันจะไม่แพ้! ถ้าแพ้จริงๆ... ยังไงซะสายอักษรเทวะพหุคูณก็อยู่ยากแล้วล่ะ ฉันกำลังคิดปัญหาข้อหนึ่งอยู่ ตัวฉัน... ตอนนี้เปลี่ยนไปอยู่สายอักษรเทวะเดี่ยวยังมีอนาคตอยู่ไหม?"
เซี่ยหู่โหยวขมวดคิ้วมองเขา!
ซูอวี่ไม่พูดอะไรอีก หมุนตัวเดินจากไป
เซี่ยหู่โหยวปวดหัว ตกลงว่ามันจริงหรือหลอกกันแน่?
เรื่องจริงเรื่องหลอก ตอนนี้ตัวเขาเองก็แยกแยะไม่ออกแล้วเหมือนกัน!
...
วันที่ 17 ซูอวี่ก็เปิดจุดชีพจรได้อีกหนึ่งจุด ตอนนี้เขาเปิดจุดชีพจรไปแล้ว 64 จุด
แต้มผลงานที่เหลืออีก 60 แต้ม เขาไปหาเซี่ยหู่โหยวอีกครั้ง แล้วเปลี่ยนเป็นโลหิตแก่นแท้ของวิหคปีกเหล็กทั้งหมด 20 หยด
มาถึงจุดนี้ ซูอวี่ก็หมดตัวแล้วจริงๆ!
วันที่ 18 ซูอวี่ลาหยุด
วันนั้น เขาเอาแต่บ่มเพาะตั้งแต่เช้าจรดค่ำ!
หยดโลหิตแก่นแท้ถูกใช้ไปหยดแล้วหยดเล่า เขาสลับเข้าออกห้องกรองกับห้องเศษชิ้นส่วนไปมา บ่มเพาะอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
โลหิตแก่นแท้ 20 หยด ภายในวันนั้นซูอวี่ใช้ไปถึง 8 หยด!
แต่ผลลัพธ์กลับไม่ค่อยเป็นที่น่าพอใจนัก การฝึกฝนที่เข้มข้นขนาดนี้ ทำให้สิ้นเปลืองทรัพยากรไปอย่างมหาศาล ผ่านไปหนึ่งวัน ซูอวี่ทำได้แค่อาศัยความพยายามอย่างหนักเปิดจุดชีพจรได้เพียงจุดเดียวเท่านั้น
ถึงแม้เงินที่ใช้ไปจะไม่เยอะเท่าตอนอยู่ในแดนลับ แต่ถ้าพูดกันตามตรง ไม่เพียงแต่ต้องเสียเวลาและแรงกาย ค่าใช้จ่ายก็ไม่ใช่น้อยๆ เลย ราคาทางการ โลหิตแก่นแท้ 8 หยดก็ต้องใช้ 40 แต้มผลงานแล้ว
วันที่ 19 ซูอวี่ยังคงลาหยุดต่อ
เขายังคงเก็บตัวบ่มเพาะ!
ในวันนี้ เขาเปิดจุดชีพจรได้อีกหนึ่งจุด โดยใช้โลหิตแก่นแท้ไป 9 หยด
เหลือโลหิตแก่นแท้ 3 หยด!
ส่วนซูอวี่ เปิดจุดชีพจรได้ 66 จุด ทรัพยากรที่ตอนแรกเตรียมไว้สำหรับฝึกฝนให้ถึงขั้นพันชั่งระดับหกก็ถูกใช้ไปจนหมดเกลี้ยงแล้ว ยังห่างจากระดับหกอยู่อีก 6 จุดชีพจร
ความเร็วระดับนี้ ถือว่าเร็วมากแล้ว
คนทั่วไป การจะเปิดจุดชีพจรหนึ่งจุดในขั้นพันชั่ง หากนานหน่อยก็หนึ่งเดือน เร็วหน่อยก็สิบวันถึงครึ่งเดือน
ซูอวี่อาศัยโลหิตแก่นแท้เปิดสมุดภาพ ความเร็วในการบ่มเพาะของเขาเร็วกว่าอัจฉริยะในระดับเดียวกันถึงสิบเท่า
...
ในขณะเดียวกับที่ซูอวี่เก็บตัว
ข่าวลือวงในก็เริ่มแพร่กระจายไปในกลุ่มคนเฉพาะบางกลุ่ม
ห้องทำงานของหลิวหง
ประตูถูกผลักออก
วินาทีต่อมา โจวผิงเซิงก็ก้าวเดินเข้ามา
"ศิษย์พี่โจว..."
หลิวหงรีบลุกขึ้นยืน แล้วยิ้มรับ "วันนี้ลมอะไรหอบศิษย์พี่โจวมาถึงที่นี่ได้ครับ..."
"รีบนั่งลงเถอะ!"
หลิวหงรีบเอ่ยทักทาย โจวผิงเซิงเองก็ไม่ได้อ้อมค้อม เมื่อนั่งลงเขาก็เอ่ยถามทันที "การประลองระหว่างซูอวี่กับเจิ้งอวิ๋นฮุยเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า?"
"อะไรนะครับ?"
"หลิวหง!"
โจวผิงเซิงพูดอย่างไม่พอใจว่า "มาถึงป่านนี้แล้ว นายยังจะปิดบังฉันอีกเหรอ?"
หลิวหงยิ้ม "ศิษย์พี่เข้าใจอะไรผิดไปหรือเปล่าครับ? พี่พูดถึงการประลอง... ก็มีเรื่องแบบนั้นอยู่จริงๆ แหละครับ แค่เด็กเล่นขายของกันเท่านั้น ผมลืมไปแล้วด้วยซ้ำ ทำไมจู่ๆ ศิษย์พี่ถึงพูดเรื่องนี้ขึ้นมาล่ะครับ?"
โจวผิงเซิงกล่าวเสียงเย็น "เด็กเล่นขายของ? ฉันได้ยินข่าวลือมาว่า นี่ไม่ใช่แค่เด็กเล่นขายของแล้วนะ! พวกเขาสองคน... ลงเดิมพันไว้ไม่ใช่น้อยๆ เลย!"
"เดิมพัน?"
"หลิวหง เลิกเล่นลิ้นกับฉันได้แล้ว!"
โจวผิงเซิงพูดด้วยความไม่สบอารมณ์ "นายรับซื้อทรัพยากรในตลาดมืดให้เจิ้งอวิ๋นฮุยไปตั้งเยอะ นายคิดว่าฉันไม่รู้จริงๆ หรือไง?"
หลิวหงยิ้มรับ "มีเรื่องนี้อยู่จริงๆ ครับ เจิ้งอวิ๋นฮุยอยากท้าประลองกับพวกในทำเนียบร้อยอันดับ ก็เลยมาหาผมให้รับซื้อของล็อตหนึ่งให้..."
"หมอนั่นมีแต้มผลงานด้วยเหรอ?"
โจวผิงเซิงแค่นเสียงเย็น "นายเป็นคนออกให้ใช่ไหม?"
"ใช่ครับ แต่เขายืมผมนะ คิดดอกเบี้ยด้วย..."
"นายยังจะมาเล่นลิ้นกับฉันอีก!"
โจวผิงเซิงพูดด้วยความโกรธเกรี้ยวเล็กน้อย "หลิวหง นายกลัวว่าฉันจะแย่งความดีความชอบของนายไปหรือไง? น่าขัน! ฉันจำเป็นต้องทำแบบนั้นเหรอ? ฉันแค่กลัวว่านายจะทำให้เรื่องใหญ่เสียการก็เท่านั้น! ถ้าข่าวลือเป็นความจริงล่ะก็ ของในครั้งนี้ พวกเราต้องได้มาให้จงได้!"
"นายกลับไม่รายงานขึ้นมา แอบไปตกลงกับเจิ้งอวิ๋นฮุยเป็นการส่วนตัว นายอยากทำอะไรกันแน่? อยากฮุบไว้คนเดียวงั้นเหรอ?"
หลิวหงขมวดคิ้ว เอ่ยอย่างช้าๆ "ศิษย์พี่ครับ ผมไม่ได้มีความหมายแบบนั้น แค่ตอนนี้เรื่องยังไม่แน่ชัด แยกแยะจริงเท็จได้ยาก ผมยังคงสงสัยอยู่ว่าซูอวี่อาจจะไม่ได้เอาของสิ่งนั้นออกมาจริงๆ... ถ้าผมรายงานขึ้นไปตอนนี้ แล้วถ้ามันเป็นของปลอมล่ะ จะไม่กลายเป็นตัวตลกให้คนเขาหัวเราะเยาะเอาเหรอครับ?"
เมื่อพูดคำนี้ออกมา โจวผิงเซิงก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย แล้วพูดขึ้นอย่างช้าๆ "นั่นก็จริง แล้วนายคิดว่ามันจริงหรือหลอกล่ะ?"
"เรื่องนี้..."
หลิวหงยิ้มตอบ "ผมก็พูดยากเหมือนกันครับ ตอนนี้ผมตกลงกับเจิ้งอวิ๋นฮุยไว้ชั่วคราวแล้วว่า ถ้าเป็นของจริง เขาจะขายให้ผมในราคา 5 หมื่นแต้มผลงาน! ถ้าเป็นของปลอม... เขาเอาของผมไปเท่าไหร่ ไม่ช้าก็เร็วเขาต้องคายออกมาทั้งหมด!"
"ความจริงถ้าศิษย์พี่ไม่มา อีกสองวันผมก็กะจะเรียกศิษย์พี่ไปด้วยกันอยู่แล้ว..."
หลิวหงพูดอย่างเก้อเขินเล็กน้อย "ผมขัดสนเรื่องเงินทองขนาดนี้ จะไปทำเรื่องแบบนั้นด้วยตัวเองได้ยังไง ทุนรอนก็ไม่มีด้วย! อีกอย่างความสามารถของผมก็ต่ำต้อย ยากที่จะแยกแยะความจริงความเท็จ ขืนโดนหลอกขึ้นมา... ผมคงเดือดร้อนแน่ๆ เพราะงั้นการแยกแยะจริงเท็จ ก็ยังต้องพึ่งพาศิษย์พี่ล่ะครับ!"
หลิวหงพูดอย่างจริงจัง "ศิษย์พี่ดูแลหอตำรา มีความรู้กว้างขวาง หากพูดถึงความรู้รอบตัว ในสายของพวกเรา ศิษย์พี่ถือเป็นที่หนึ่งแน่นอน! ผมแค่ยังไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่ รู้สึกว่ามันง่ายเกินไป..."
หลิวหงขมวดคิ้ว "ผมไม่ได้ตั้งใจจะปิดบังศิษย์พี่จริงๆ นะครับ แต่ผมรู้สึกว่ามันได้มาง่ายเกินไป ของที่พวกเราพยายามดิ้นรนอยากจะได้มา ผลสุดท้ายกลับไปได้มาจากหัวของซูอวี่ซะอย่างนั้น..."
หลิวหงยิ้มขื่น "ศิษย์พี่ครับ พี่คิดว่าผมจะกล้ารายงานสุ่มสี่สุ่มห้าในตอนนี้เหรอครับ? ขืนเป็นของปลอมขึ้นมา คงขายหน้าแย่เลย!"
หลังจากฟังโจวผิงเซิงจบ เขาก็พยักหน้าเล็กน้อย
จากนั้นก็ยิ้มแล้วเอ่ยว่า "ไม่เป็นไร นายพูดถูก หลายปีมานี้ฉันดูแลหอตำรา ก็พอจะมีความรู้ติดตัวอยู่บ้าง! เมื่อถึงเวลา ฉันจะเป็นคนแยกแยะของจริงของปลอมเอง..."
หลิวหงพูดอีกว่า "ศิษย์พี่ครับ จะเรียกผู้เชี่ยวชาญด้านนี้มาอีกสักสองสามคนดีไหมครับ..."
"ไม่ต้อง!"
โจวผิงเซิงส่ายหน้า "คนมากปากก็มาก เผลอๆ จะทำให้เสียเรื่องซะมากกว่า!"
"งั้นแต้มผลงาน 5 หมื่นแต้ม..."
หลิวหงพูดอย่างลำบากใจ "เรื่องนี้ผมจ่ายไม่ไหวหรอกครับ หรือศิษย์พี่จะเป็นคนไปติดต่อและส่งมอบกับเจิ้งอวิ๋นฮุยโดยตรงดี..."
พูดจบ เขาก็ทำท่าอึกอักเล็กน้อยแล้วเอ่ยต่อ "ก่อนหน้านี้ผมสำรองจ่ายไป 2,000 แต้ม..."
โจวผิงเซิงคิดอยู่ครู่หนึ่ง จู่ๆ ก็ส่ายหน้า "ฉันจะออกหน้าไม่ได้ นายเป็นคนจัดการก็พอ! นายควบคุมการค้าในตลาดมืด นั่นคือการซื้อขายในตลาดมืด ขืนฉันออกหน้าไป... ก็คงพูดยากแล้วล่ะ! ถ้าถูกตรวจสอบขึ้นมา มันจะยุ่งยากเอา!"
พูดจบ เขาก็ขมวดคิ้ว "5 หมื่นมันไม่มากไปหน่อยเหรอ เจิ้งอวิ๋นฮุยนี่โลภมากจริงๆ!"
เขาเตรียมตัวซุ่มอยู่แต่ในเงามืด ส่วนเรื่องการออกหน้าน่ะเหรอ... แน่นอนว่าต้องให้หลิวหงเป็นคนจัดการ!
ถ้าถูกจับได้จริงๆ คนที่โดนจับก็คือหลิวหงนั่นแหละ
"5 หมื่นก็ไม่มากแล้วล่ะครับ..." หลิวหงยิ้มขื่น "ตอนแรกหมอนั่นเปิดปากมาก็ 1 แสนแล้ว! ผมบอกว่าเป็นไปไม่ได้ เขาบอกว่าเขาเข้าใจความสำคัญของของสิ่งนี้ดี ถ้าเป็นของจริง ต่อให้เป็นล้านก็ยังคุ้ม!"
หลิวหงพูดอย่างกลัดกลุ้ม "ผมต่อรองกับเขาอยู่นาน เขาก็เอาตระกูลเซี่ยมาขู่อีก... ช่วยไม่ได้ ผมก็เลยต้องยอมตกลง กดราคาลงมาเหลือ 5 หมื่น ศิษย์พี่คิดว่าไม่เหมาะสมล่ะก็ งั้น... ให้ผมไปคุยกับเขาอีกทีไหมครับ?"
โจวผิงเซิงขมวดคิ้ว "ช่างเถอะ ปล่อยไว้นานจะมากความ! แล้วก็อย่าไปติดต่อกับคนตระกูลเจิ้งมากเกินไปด้วย!"
เขาพูดต่อว่า "ฉันจะไปหาศิษย์พี่เจิ้ง แต้มผลงานตั้งเยอะขนาดนี้ ฉันก็เอาออกมาไม่ได้หรอก!"
เขาเพิ่งจะเตรียมตัวจากไป หลิวหงก็จู่ๆ พูดขึ้นด้วยความลำบากใจ "ศิษย์พี่ครับ... คือว่า... คือว่ารายงานไปสัก 5 หมื่น 2 พันแต้มได้ไหมครับ? ในนั้น 1 พันแต้ม... เป็นของศิษย์พี่ครับ ส่วนผม... ช่วงนี้ผมขัดสนเรื่องเงินทองจริงๆ ครับ!"
"..."
โจวผิงเซิงหลุดขำออกมาทันที แล้วเอ่ยว่า "ได้สิ! นายนี่มัน... ของที่ผู้อาวุโสจ้าวทิ้งไว้ให้..."
"ของพวกนั้นห้ามแตะต้องเด็ดขาดครับ อาจารย์ของผมยังเก็บตัวอยู่นะครับ!"
หลิวหงรีบพูด "ศิษย์พี่ครับ ผมก็มีหลักการของผมนะ! ก็แค่รายงานเพิ่มไปสองพันแต้ม ผมเอาแค่พันเดียวเอง..."
โจวผิงเซิงยิ้ม พยักหน้า ไม่ได้พูดอะไรมาก
จากนั้นก็ก้าวเดินออกจากห้องไป
5 หมื่น 2 พันแต้ม?
มันคือ 6 หมื่นแต้มต่างหากล่ะ!
แบ่งให้หลิวหงสัก 1,000 แต้มก็ได้ ช่วงแรกเขาก็เป็นคนจัดการทั้งหมด ยังไงก็ต้องปล่อยให้เขาได้ลิ้มรสความหอมหวานบ้างล่ะนะ







