กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว...
โอ๊ะ ซอร์รี่ เอาใหม่:
ว่ากันว่าในเรื่องราวระดับตำนานหลายๆ เรื่อง ตัวเอกชายมักจะต้องเผชิญกับความยากลำบากแสนสาหัส ยกตัวอย่างเช่น พ่อตาย แม่ตาย ปี้เหยาตาย อะไรเทือกนั้น จนทำให้กลายเป็นคนสิ้นหวังและไม่สนใจโลกอีกต่อไป
ในเวลาแบบนี้ พวกเขามักจะเลือกแผนที่ที่ดูเหมือนจะไม่มีตัวตนเอาเสียเลย เพื่อเอาไว้ปั่นกระแสความมีตัวตนอันยิ่งใหญ่ที่ซ่อนเอาไว้ไม่ค่อยมิดของตัวเอง
เรามักจะเรียกฉากที่มีเอ็นพีซีตัวประกอบทั่วไป เพื่อให้ตัวเอกได้ระเบิดพลังและฟื้นคืนชีพกลับมาเลือดเต็มหลอดนี้ว่า เมืองเล็กๆ หรือ อำเภอเล็กๆ
เช้าตรู่ หกโมงครึ่ง
ตามหลักแล้ว ฤดูกาลในเดือนตุลาคม ท้องฟ้ายังควรจะสว่างสดใส แต่วันนี้ก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไร เมฆลอยต่ำเตี้ย อึมครึมแฝงไปด้วยความอ้างว้าง ราวกับเป็นสภาพอากาศในช่วงต้นฤดูหนาว
ฉู่ชิงเดินไปข้างหน้าตามตรอกยาวซอมซ่อ สองข้างทางคือตึกที่พักอาศัยเก่าๆ บริเวณนี้คือหอพักพนักงานของเหมืองถ่านหิน สร้างมาหลายปีแล้ว สิ่งปลูกสร้างยังคงหนาแน่น มีทั้งร้านอาหาร เกสต์เฮาส์ ฟลอร์เต้นรำ ห้องบิลเลียด หรือกระทั่งโรงภาพยนตร์เล็กๆ... เมื่อก่อนโซนที่อยู่อาศัยนี้คงจะคึกคักมาก ทว่าตอนนี้มันร้างไปนานแล้ว เหลือเพียงกำแพงผุพังกับป้ายร้านที่หลุดลอกอยู่เต็มไปหมด
ตึกหลายสิบหลัง แต่ละหลังถ้าหาคนอยู่ได้สักสิบครอบครัวก็ถือว่าคึกคักแล้ว คนที่ย้ายได้ก็ย้ายไปหมด ส่วนคนที่ย้ายไม่ได้ก็จำต้องดิ้นรนต่อไป
ฉู่ชิงเดินช้ามาก ใต้ฝ่าเท้าคล้ายกับกำลังเหยียบย่ำเศษถ่านหินบด ในอากาศมีฝุ่นผงสกปรกปลิวว่อน ราวกับว่าถ้าสูดดมเข้าไปอีกเฮือกเดียว อายุขัยคงจะสั้นลงไปหลายชั่วโมง
จิตใจค่อนข้างหดหู่ เมื่อคืนเขานอนไม่ค่อยหลับ หรือจะพูดให้ถูกก็คือ สามวันมานี้นอนหลับได้แย่สุดๆ เตียงเล็กแถมยังแข็งจนเหยียดขาไม่ได้เลย ต้องนอนขดตัวเท่านั้น ผ้าห่ม ปลอกหมอน ผ้าปูที่นอน ล้วนมีกลิ่นเหม็นอับโชยออกมา แม้แต่ในห้องก็ยังมีกลิ่นเหม็นเปรี้ยว
ขนาดนี้แล้ว นี่ยังเป็นสถานที่ที่วังเชาอุตส่าห์หามาได้ตั้งนาน หอพักคนงานแบบดั้งเดิมแท้ๆ และเป็นฉากในหนังด้วย เดิมทีก็กะว่าจะทำความสะอาดสักหน่อย อย่างน้อยก็เปลี่ยนชุดเครื่องนอนใหม่สักชุด แต่ไอ้หมอนั่นไม่รู้ว่าสมองกลับหรือวิญญาณศิลปินเข้าสิง ดันทำตัวเป็นพวกผู้ดีทางจิตวิญญาณ ปฏิเสธไปเสียหมด แล้วย้ายออกจากโรงแรมเข้ามาอยู่เลย
ผลสรุปคือ โคตรจะเสียใจเลย!
คืนแรก นอนไม่หลับเลยสักนิด เอาแต่จะอ้วก คืนที่สอง ดีขึ้นหน่อย หลับไปได้สองชั่วโมง คืนที่สาม ดีขึ้นมาอีกนิด ร่างกายบอบบางที่อาจจะคุ้นชินกับการนอนเตียงไม้บีชสีเลือด ในที่สุดก็ฟื้นฟูความอึดถึกทนเหมือนตอนคุ้ยขยะกลับมาได้นิดหน่อย
มิน่าล่ะปราชญ์โบราณถึงกล่าวไว้ว่า จากประหยัดไปฟุ่มเฟือยนั้นง่าย จากฟุ่มเฟือยกลับมาประหยัดนั้นยาก
เขายักไหล่ นี่มันหาเรื่องใส่ตัวชัดๆ ไม่ใช่หรือไง?
เมื่อถึงปากซอย ก็เป็นถนนกว้างขวางที่ทอดยาวเข้าสู่ตัวเมืองหลัก ทุกวันจะมีรถเมล์สามคันวิ่งเอื่อยเฉื่อยราวกับครึ่งเป็นครึ่งตายผ่านมา แทบจะไม่มีผู้โดยสารเลย สิ่งอำนวยความสะดวกสาธารณะในย่านนี้ ตอนนี้เหลือเพียงร้านขายของชำหนึ่งร้าน ตลาดสดที่เล็กมากๆ หนึ่งแห่ง และร้านอาหารอีกหนึ่งร้าน
ร้านขายของชำอยู่ฝั่งซ้ายของถนน ตลาดสดอยู่ฝั่งขวา ร้านอาหารดูประหลาดหน่อย ถึงจะอยู่ติดกับตลาด แต่เนื่องจากภูมิประเทศที่ลุ่มต่ำ มองเผินๆ จึงเหมือนกับส้วมหลุมที่สร้างอยู่ในหลุมบ่อขนาดใหญ่
ตอนที่เขาเพิ่งมาถึง รู้สึกอยากรู้อยากเห็นกับร้านอาหารนี้มาก มักจะคิดว่าข้างในมีภารกิจลับซ่อนอยู่ และอาจจะดรอปอุปกรณ์ระดับท็อปอะไรทำนองนั้น พอได้กินอาหารเช้าไปสองวัน ก็พบว่า เรื่องอุปกรณ์ระดับท็อปน่ะเลิกคิดไปได้เลย แต่ซุปหูล่าทังระดับท็อปน่ะถือว่ารสชาติดีไม่เบา
“คุณลุง เอาแบบผสมชามนึงครับ!”
ฉู่ชิงผลักประตูไม้ที่ส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด ไอน้ำสีขาวร้อนฉ่าก็พวยพุ่งเข้าใส่หน้า เขาตะเบ็งเสียงร้องบอก พร้อมกับลากม้านั่งยาวมานั่งอย่างลวกๆ
ตาเฒ่าต้มซุปหูล่าทังหม้อใหญ่เสร็จแล้ว น้ำซุปข้นคลั่กกระเพื่อมอยู่ในหม้อ ดูเหมือนกับเยลลี่สีน้ำตาลแดงก้อนโต แกไม่ได้ตอบอะไร เพียงหยิบทัพพีไม้มาคนสองสามทีอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ขยับแขนและพลิกข้อมืออย่างชำนาญ ตักซุปพูนๆ ใส่ชาม รับรองว่าได้ทั้งน้ำและเนื้อมาแบบจัดเต็ม
จากนั้นก็เปลี่ยนเป็นทัพพีเหล็ก ตักเต้าฮวยสีขาวสะอาดเนื้อเนียนนุ่มจากอีกถังหนึ่ง ราดลงบนซุปหูล่าทัง สุดท้ายก็หยดน้ำมันงาลงไปสองสามหยด ตักซอสงาใส่ไปอีกหนึ่งช้อนเล็ก แล้วเหยาะจิ๊กโฉ่วลงไปอีกนิดหน่อย
“เฮ้ย ผมจัดการเองๆ!”
ฉู่ชิงเห็นแกกำลังจะยกชามด้วยท่าทีสั่นเทา จึงรีบยื่นมือไปประคองมาวางบนโต๊ะด้วยตัวเอง พลางถาม “แป้งทอดยังมีอยู่ไหมครับ?”
“หมดแล้ว มีแป้งทอดไส้เนื้อ!” น้ำเสียงของตาเฒ่าไม่ได้แหบพร่าเลยแม้แต่น้อย มันแหลมปรี๊ดทิ่มแทงเหมือนกับสภาพของร้านนี้ไม่มีผิด
“งั้น... งั้นเอาแป้งทอดไส้เนื้อสองชิ้นครับ ชิ้นหนึ่งกินนี่ อีกชิ้นห่อกลับ”
เขากำชับ จากนั้นก็ก้มหน้าลง ซดน้ำซุปตื้นๆ ตรงขอบชามไปหนึ่งอึก ทั้งร้อน กลมกล่อม หอมกรุ่น และเผ็ดนิดๆ แต่ไม่กัดกระเพาะ รู้สึกสบายท้องสุดๆ
การตัดสินว่าซุปหูล่าทังชามไหนอร่อยหรือไม่อร่อยนั้นง่ายนิดเดียว หากในซุปมีแค่หมูสับ วุ้นเส้น และหมี่กึง ซึ่งเป็นเครื่องปรุงแบบดั้งเดิมเพียงสามอย่าง แต่ร้านก็ยังมั่นใจที่จะยกออกมาเสิร์ฟ ก็ซดให้เกลี้ยงได้เลย รับรองว่าต้องอร่อยแน่ ในทางกลับกัน ยิ่งเป็นซุปที่รสชาติไม่ค่อยได้เรื่องเท่าไหร่ ก็ยิ่งต้องใส่เครื่องเคียงลงไปผสมเยอะๆ
เห็นได้ชัดว่าตาเฒ่ามั่นใจในฝีมือของตัวเองสุดๆ เก๋าเสียยิ่งกว่าเก๋า
ส่วนเรื่องการใส่เต้าฮวยลงไปน่ะเหรอ นั่นเป็นเพราะเมื่อวานฉู่ชิงเห็นคนอื่นกิน ก็เลยลองทำตามดูบ้าง รู้สึกว่ารสชาติใช้ได้เลย มันช่วยเบรกความเผ็ดลงไปได้นิดหน่อย แถมยังนุ่มลื่นคอมากขึ้นด้วย
ส่วนแป้งทอดไส้เนื้อก็เป็นไส้หมูสับวุ้นเส้น ชิ้นหนาเตอะ ถูกหั่นเป็นสี่ชิ้นเล็กอย่างเป็นระเบียบ พอกินคู่กับซุปหูล่าทังแล้ว มันช่างยอดเยี่ยมไร้ที่ติ!
“ไอ้หนุ่ม ฉันอยู่ที่นี่มาสี่สิบปีแล้ว ทำไมเมื่อก่อนไม่เคยเห็นหน้านายเลยวะ”
สงสัยตาเฒ่าจะเห็นเขากินอย่างเอร็ดอร่อย ใบหน้าที่แข็งทื่อจึงยอมเผยความมีชีวิตชีวาออกมานิดๆ และเป็นฝ่ายเอ่ยปากถามก่อน
“อ้อ ผมเพิ่งย้ายมาน่ะครับ”
“ป่านนี้แล้วยังมีคนย้ายมาที่นี่อีกเรอะ?” ตาเฒ่าหัวเราะอย่างประหลาดใจ เห็นได้ชัดว่าแกไม่เชื่อ จึงถามต่อ “ทำงานอะไรล่ะ?”
“ผมเหรอ ผมก็เปิดร้านอาหารเหมือนกันครับ” ฉู่ชิงกัดแป้งทอดไส้เนื้อไปคำหนึ่งแล้วพูดพลางหัวเราะ
“พั่บ!”
ตาเฒ่าสะบัดผ้าขี้ริ้วในมือทิ้งลงไปแล้วพูดว่า “ไอ้หนุ่ม อย่ามาหลอกฉันเลย ฉันเห็นคนทำธุรกิจมาเยอะแล้ว ทั้งสูงเตี้ยดำขาว ก็เหมือนๆ กันหมดนั่นแหละ แต่นายไม่ใช่”
“งั้นลุงดูสิว่าผมทำงานอะไร?” เขาเคี้ยวตุ้ยๆ อยู่ในปาก เอ่ยถามเสียงอู้อี้
“นายงั้นเรอะ...” ตาเฒ่าหรี่ตามองเขาแล้วบอก “ดูเหมือนพวกช่างฝีมือมากกว่า”
“หืม?” ฉู่ชิงกะพริบตา ค่อนข้างแปลกใจ “โห ลุงนี่เด็ดขาดจังนะครับ ลดขั้นผมจากเถ้าแก่ใหญ่ลงมาติดดินรวดเดียวเลย”
“เถ้าแก่ใหญ่?”
ตาเฒ่าแค่นหัวเราะแล้วพูดว่า “ช่างตัดผมหรือช่างขัดส้นเท้า ก็ต้องอาศัยฝีมือหากินทั้งนั้นแหละ ไม่เห็นน่าอายตรงไหน!”
พูดจบ แกก็คว้าทัพพีมาเคาะขอบหม้อดังปุๆ แล้วพูดอีกว่า “ไอ้หนุ่มอย่างนาย ก็คือพวกที่อาศัยฝีมือหากินนั่นแหละ อย่ามาคิดจะหลอกฉันให้ยากเลย”
“นี่ลุงก็ดูออกด้วยเหรอครับเนี่ย”
ฉู่ชิงหัวเราะแห้งๆ สองสามทีแล้วบอก “ผม เอ่อ ความจริงแล้วผมเป็นช่างซ่อมรถครับ”
…………
แปดโมงเช้า ในตัวเมืองหลัก
ที่นี่คือด้านนอกกำแพงเขตบ้านพักข้าราชการ มีถนนเส้นเล็กๆ คั่นกลาง ฝั่งตรงข้ามมีแผงซ่อมรถตั้งอยู่ เดินตามถนนไปอีกร้อยกว่าเมตร ก็จะถึงถนนสายหลัก หากเดินไกลออกไปอีกหน่อย ก็จะมีโรงเรียนมัธยมอยู่ด้วย
สรุปก็คือ ทำเลไม่เลวเลย มีคนขี่จักรยานเยอะมาก
เหล่าจู้กำลังนั่งยองๆ อย่างมั่นคง เขาสวมชุดคนงานสีน้ำเงินที่เปรอะเปื้อนคราบน้ำมันจนดำปี๋ กำลังต่อโซ่ให้กับจักรยานซอมซ่อคันหนึ่ง เจ้าของจักรยานก็อาศัยอยู่ในเขตบ้านพักข้าราชการ เดินผ่านที่นี่ทุกวันจนคุ้นเคยกันดี เขายืนรอพลางชวนคุยเล่น “เอ้อ แล้วลูกศิษย์นายล่ะ?”
“ลูกศิษย์อะไรกัน ไม่เห็นจะรู้จักเลย”
“ไม่รู้จักเรอะ? แล้วที่เขาเรียกนายว่าอาจารย์แถมนายยังสอนเขาซ่อมรถอีกล่ะ?” ชายคนนั้นประหลาดใจ
“นายถามฉัน แล้วฉันจะไปถามใครวะ?”
เหล่าจู้พอพูดถึงเรื่องนี้ก็กลุ้มใจขึ้นมาพลางกล่าวว่า "พอดีเลย ฉันขอเล่าให้นายฟังหน่อย นายเป็นคนมีความรู้ ช่วยฉันคิดทีสิ คือว่าคนคนนั้นน่ะ เมื่อเช้าวานซืนวิ่งมาหาฉันที่นี่ บังคับให้ฉันสอนเขาซ่อมรถ มีงานก็ให้เขาทำ ฉันแค่คอยช่วยอยู่ข้างๆ ก็พอ เงินที่หามาได้เขาก็ไม่เอา ยกให้ฉันหมด แล้วจากนั้น ทุกวันเขายังให้ฉันเท่านี้อีก..."
เขายื่นมือออกมา ชูนิ้วขึ้นมาห้านิ้ว
"ห้าหยวน?"
"ที่ไหนล่ะ ห้าสิบ!"
"ทะ... เท่าไหร่นะ?"
"ห้าสิบไง!"
คนคนนั้นแทบฉี่ราดในพริบตา วันละห้าสิบ เดือนนึงก็หนึ่งพันห้าร้อยหยวนเชียวนะ ถ้าเป็นเดือนที่มีสามสิบเอ็ดวัน ก็ตั้งหนึ่งพันห้าร้อยห้าสิบหยวนเลย! เงินเดือนของฉันแม่งเพิ่งจะหนึ่งพันสองร้อยเอง!
คนบ้าที่ไหนโผล่มาเนี่ย!
"งั้นลุงก็... ลุงก็รับไว้เหรอ?" เขาถาม
เหล่าจู้ทำหน้าเจื่อนพลางตอบ "ตอนแรกฉันก็ไม่กล้ารับหรอก ใครจะไปรู้ว่าเขาเป็นบ้าอะไร ต่อมาเขาพูดดีด้วยบ้างขู่บ้าง ทู่ซี้ไม่ยอมไปไหน ฉันไม่มีทางเลือก ก็เลย... ก็เลยรับไว้"
"แล้วเขาได้บอกไหมว่าจะเรียนนานแค่ไหน?"
"เอ่อ นานสุดก็คงสักหนึ่งอาทิตย์ล่ะมั้ง"
"อ้อ งั้นก็ไม่น่าจะมีอะไรหรอก" คนคนนั้นรู้สึกสบายใจขึ้นมาก เขาเดาะลิ้นแล้วช่วยวิเคราะห์ "ฉันว่านะ เขาคงต้องไปทำธุระอะไรสักอย่าง ที่จำเป็นต้องใช้วิชาซ่อมรถนี่แน่ๆ"
"ธุระอะไรล่ะ? หวังว่าจะไม่ลากฉันเข้าไปเอี่ยวด้วยนะ" เหล่าจู้ชะงักไป รู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อย
"โธ่ ไม่หรอกน่า" เขาโบกมือไปมาแล้วพูด "เขาอาจจะทำไปเพื่อจีบเด็กสาวก็ได้ จักรยานผู้หญิงพังบ่อย ชายหนุ่มเลยยอมควักเงินมาเรียนโดยเฉพาะ วัยรุ่นสมัยนี้ชอบอะไรแบบนี้กันทั้งนั้นแหละ โรแมนติกจะตาย ไม่ต้องกังวลหรอก"
จะโรแมนติกหรือไม่ เหล่าจู้ไม่อยากรู้ เขาสนใจแค่หาเงินอย่างสุจริต เลี้ยงดูครอบครัวอย่างมั่นคง จึงรีบพูดขึ้น "ใช่ ฉันก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน ไม่งั้นนายลองคิดดูสิ วันๆ ฉันหาเงินได้แค่สิบกว่าหยวน จู่ๆ ก็เอาเงินมาให้ฉันตั้งห้าสิบหยวน ฉันรู้สึกไม่ค่อยสบายใจเลย"
"มีอะไรไม่สบายใจกัน ได้เงินฟรีๆ ไม่ดีหรือไง!"
คนคนนั้นยืดตัวขึ้น จับจักรยานหงายท้องแล้วเตะสองที เอ่ยชมว่า "ฝีมือลุงนี่มันสุดยอดจริงๆ!"
"หนึ่งหยวน!" เหล่าจู้ไม่สนใจคำประจบสอพลอของเขา พูดเข้าประเด็นเรื่องเงินโดยตรง
"รู้แล้วๆ! ฉันจะติดหนี้ลุงหรือไง..."
คนคนนั้นพูดพลางล้วงกระเป๋า แต่ควานหาซ้ายทีขวาทีก็ไม่เจอเศษเงินสักแดงเดียว จึงหัวเราะออกมาอย่างช่วยไม่ได้ "อูย ขอโทษที พอดีรีบออกจากบ้าน เลยลืมหยิบเงินมาด้วย นี่ฉันก็ใกล้จะสายแล้ว เดี๋ยวตอนเย็นเอามาให้นะ..."
"นั่นมันอะไรล่ะ!" เหล่าจู้เหลือบไปเห็นเหรียญสองสามเหรียญซ่อนอยู่ในผ้าเช็ดหน้าของเขาชัดๆ แต่หมอนี่กลับแกล้งทำเป็นมองไม่เห็น
"อ๊ะ! โอ๊ะ ดูตาฉันสิ!"
คนคนนั้นหยิบเหรียญออกมา ยัดใส่มือของเขา แล้วขึ้นคร่อมจักรยานพร้อมบอกลา "ไปแล้วนะ!"
เหล่าจู้ขานรับ ก่อนจะก้มมองนาฬิกาเรือนเก่าของตัวเอง ป่านนี้แล้ว คงไม่มาแล้วมั้ง
จะว่าไปชายหนุ่มคนนั้นก็หัวไว นิสัยก็ดี แถมยังเรียนรู้ได้เร็วและเชี่ยวชาญมาก โดยเฉพาะตอนปะยางจักรยาน เขาขัดแผ่นยางชิ้นเล็กๆ ได้อย่างละเอียดลออ แปะติดได้แนบสนิทราวกับเป็นช่างเก่าแก่ที่ทำมาหลายสิบปี ไม่มีวี่แววของมือใหม่เลยแม้แต่น้อย
ถ้ามีลูกศิษย์แบบนี้จริงๆ ไม่ว่าจะสืบทอดกิจการหรือสืบทอดตระกูล ก็ถือว่าเพียงพอแล้ว น่าเสียดายที่การซ่อมรถไม่ใช่อาชีพหลัก เป็นงานที่ไม่มีหน้ามีตา และตั้งตัวไม่ได้ ทำได้แค่หาเงินไม่กี่หยวนประทังชีวิตไปวันๆ
ขณะที่เขากำลังคิดอยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงตะโกนดังมาจากด้านหลัง "อาจารย์ รับไปครับ!"
พอหันหน้าไป ยังไม่ทันตั้งตัว ถุงพลาสติกใบหนึ่งก็ถูกโยนเข้ามาในอ้อมแขน มันคือพายเนื้อทอดหอมฉุยที่ยังมีไออุ่นๆ อยู่
"รีบกินตอนร้อนๆ เถอะครับ วันนี้ผมมาสายไปหน่อย"
"เอ๊ะ นี่... แบบนี้ไม่ได้นะ!" เหล่าจู้เหม่อลอยไปอย่างไม่มีสาเหตุ ชะงักไปครู่หนึ่ง ถึงได้รีบดันกลับไป
"ไม่ได้อะไรกัน ผมซื้อมาแล้ว ลุงก็กินไปเถอะ"
"ฉัน... ฉันกินมาแล้ว"
"พอเถอะน่า หมั่นโถวครึ่งลูกของลุงนั่นเรียกว่ากินข้าวแล้วเหรอ รีบกินเถอะ เดี๋ยวจะเย็นซะก่อน มา เอาเสื้อตัวนี้ของลุงให้ผมยืมใส่หน่อย" ฉู่ชิงไม่พูดพร่ำทำเพลง ถอดเสื้อคลุมของอีกฝ่ายมาสวมทับอย่างดึงดัน แล้วหิ้วเก้าอี้พับมานั่งกางขาอย่างผ่าเผย ก่อนจะเอ่ยปากถาม "อาจารย์ เมื่อวานเราซ่อมไปกี่คันครับ?"
"สิบสี่คัน"
เขาพยักหน้า มองซ้ายมองขวาอย่างเบื่อหน่าย รออยู่นานพักใหญ่ ถึงได้เห็นผู้หญิงคนหนึ่งปั่นจักรยานโซเซมาทางนี้แต่ไกล เขาตบต้นขาตัวเองดังฉาด แล้วพูดขึ้น "งานมาแล้ว!"
"สูบลม!"
พอผู้หญิงคนนั้นมาถึงตรงหน้า ก็โยนคำสองคำออกมาตรงๆ
"..."
ฉู่ชิงดึงสายสูบลมส่งให้อย่างหงุดหงิดพลางบอก "หนึ่งเจี่ยว" จากนั้นเขาก็จ้องมองผู้หญิงคนนั้นเริ่มขยับที่สูบลมดังฟืดฟาด
รอจนเธอจากไป เขาก็รีบเสนอแนะทันที "ผมว่านะอาจารย์ ลุงน่าจะขึ้นราคาบ้างนะ สูบลมแค่หนึ่งเจี่ยวเอง ขึ้นเป็นสองเจี่ยวก็ได้"
เหล่าจู้กินพายเนื้อจนหมด สีหน้าดูเปล่งปลั่งขึ้นมา เขาหัวเราะพลางว่า "โธ่ ฉันทำอยู่ที่นี่มาห้าปีแล้ว ค่าสูบลมก็หนึ่งเจี่ยวมาตลอด ขึ้นราคาไม่ได้หรอกน่า"
"แล้วอย่างอื่นล่ะ ปะยาง ขัดยาง..."
"หึ พวกเราซ่อมจักรยาน ราคาก็เป็นแบบนี้มาตลอดนั่นแหละ"
ฉู่ชิงเบ้ปาก ไม่ได้พูดอะไรต่อ และรอรับงานอย่างเบื่อหน่ายต่อไป
ธุรกิจในวันนี้เห็นได้ชัดว่าสู้สองวันก่อนไม่ได้ เลยเที่ยงมาแล้ว ถึงเพิ่งจะได้รับลูกค้าคนที่สาม แถมยังยุ่งยากหน่อย เพราะเบรกพัง
เขาเพิ่งเรียน เลยไม่ค่อยกล้าลงมือ จึงยกให้อาจารย์เป็นคนจัดการ ทางด้านเหล่าจู้ถอดสายเบรกออกมาดู ก่อนจะต่อกลับเข้าไปอย่างคล่องแคล่ว แล้วออกแรงบีบสองสามทีให้แน่น ลองทดสอบดูหลายครั้ง เมื่อเห็นว่าไม่มีปัญหาแล้วจริงๆ ถึงได้วางใจ
การซ่อมครั้งนี้ ได้เงินสองหยวน
จนกระทั่งถึงตอนเย็น หักค่าสูบลมออกไปแล้ว ทั้งสองคนซ่อมจักรยานไปทั้งหมดแค่เจ็ดคัน ได้เงินมาสิบหยวนห้าเจี่ยว
ตอนที่ฉู่ชิงกำลังจะกลับ เขาล้วงเงินห้าสิบหยวนออกมาให้อีกฝ่ายตามปกติ แต่เหล่าจู้ไม่ได้รับไว้เหมือนสองวันก่อน เขาผลักคืนไปพลางพูด "พ่อหนุ่ม ฉันไม่รู้หรอกนะว่านายชื่ออะไร แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่าทำไมนายถึงยืนกรานจะเรียนซ่อมรถให้ได้ การที่นายมาพูดคุยเป็นเพื่อนชายชราที่ใกล้จะลงโลงอย่างฉันได้ ฉันก็ดีใจมากแล้ว ตอนนี้นายก็ซ่อมเป็นแล้ว พรุ่งนี้ไม่ต้องมาแล้วล่ะ ฉันเองก็ต้องไปแล้วเหมือนกัน"
"ฉันจะบอกนายให้นะชายหนุ่ม ทั้งชีวิตของฉัน นอกจากการทำนาแล้ว ก็มีแต่เรี่ยวแรงนี่แหละ หลายปีก่อนตอนที่เข้ามาทำงานในเมือง มารับจ้างแบกหามที่ไซต์ก่อสร้าง รายได้ก็ไม่เลวเลย ต่อมาขาเกิดหัก ก็เลยมาเรียนวิชาพวกนี้"
"ตอนนี้อายุเริ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆ ลูกเต้าก็ไม่มี ฉันเลยเตรียมตัวจะกลับบ้านเกิด อย่างน้อยคนบ้านเดียวกันก็ยังรู้จักกัน พอจะพึ่งพาดูแลกันได้ ตอนตายไปก็จะได้มีคนรู้"
...
ตอนกลางคืน ฉู่ชิงนั่งรถประจำทางที่โคลงเคลงไปมา กลับมาถึงเขตหอพัก
เดินผ่านทางเดินในตึกที่ทั้งมืดและเงียบสงบ พอเปิดประตูเข้าไป กลิ่นเหม็นบูดก็โชยมาเตะจมูกอย่างรุนแรง เตียงเล็กๆ โต๊ะตัวเล็ก ทีวีเครื่องเล็ก ถ้วยกระเบื้องที่สกรีนโลโก้โรงงานเหมืองถ่านหิน รวมถึงส้วมซึมที่มีน้ำเน่าเหม็นหยดติ๋งๆ
เขากินข้าวไปแค่มื้อเดียวตอนเช้า น่าแปลกที่ไม่ค่อยหิวเท่าไหร่ เขานอนตัวแข็งทื่ออยู่บนเตียง ขางอคู้เข้าหากัน ยกแขนขึ้นมาปิดบังดวงตา ไม่มีเรี่ยวแรงหลงเหลืออยู่อีกต่อไป
วันนี้มันช่างเป็นวันที่เฮงซวยจริงๆ...







