แสงแดดสาดส่องเข้ามาในเรือน ตกกระทบลงบนธรณีประตู อาบย้อมรองเท้าบูตลายกล้วยไม้สีดำของสวินหลานอินให้ราวกับคลุมด้วยม่านทองคำบางเบาชั้นหนึ่ง
“ท่านเจ้าสำนักปรมาจารย์ยังมีชีวิตอยู่จริงๆ หรือ” จ้าวฟู่อวิ๋นเอ่ยถาม
แม้ว่าเจ้าสำนักแห่งภูเขาเทียนตูคนปัจจุบันจะไม่ใช่ปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนัก แต่เมื่อทุกคนกล่าวถึง ก็ยังคงเรียกขานว่าเจ้าสำนักปรมาจารย์ ส่วนเจ้าสำนักคนปัจจุบันนั้นโดยทั่วไปจะเรียกว่าเจ้าสำนักเฉยๆ
แน่นอนว่าเขาเคยได้ยินมาว่าเจ้าสำนักผู้ก่อตั้งยังมีชีวิตอยู่ เพียงแต่หลายปีมานี้ไม่มีใครเคยพบเห็นเท่านั้น จ้าวฟู่อวิ๋นถึงกับรู้สึกว่านั่นเป็นเพียงคำกล่าวอ้างเพื่อการโฆษณาต่อภายนอก แท้จริงแล้วอาจจะหายสาบสูญไปตั้งนานแล้ว หรือบางทีอาจจะยังมีชีวิตอยู่แต่ตามหาตัวไม่พบแล้วเท่านั้น
“ปรมาจารย์ย่อมยังมีชีวิตอยู่ ทั้งยังมีบัญชาสวรรค์ถ่ายทอดลงมาด้วย” สวินหลานอินกล่าว
“เช่นนั้นตอนนี้ท่านปรมาจารย์อยู่ที่ใดหรือ” จ้าวฟู่อวิ๋นเอ่ยถาม
“ผู้บำเพ็ญเพียรขั้นฮว่าเสิน [แปลงวิญญาณ] ท่องเที่ยวไปทั่วมหาพันภพ แล้วจะมีผู้ใดรู้เล่าว่าอยู่ที่ใด” สวินหลานอินกล่าว
“เช่นนั้นพวกเรามาที่นี่เพื่อสิ่งใดกันแน่ อาจารย์สวินก็ไม่ทราบหรือ” จ้าวฟู่อวิ๋นเอ่ยถาม
“รู้แล้วจะเป็นอย่างไร ไม่รู้แล้วจะเป็นอย่างไร” อาจารย์สวินกล่าว “เจ้ากำลังคิดใช่หรือไม่ว่า คนของภูเขาเทียนตูอย่างพวกเราควรจะบำเพ็ญเพียรอยู่บนภูเขาให้ดี มุ่งแสวงหาการก่อเกิดขั้นจินตัน [ปราณทองคำ] ในภายภาคหน้า ก้าวสู่ขั้นอิงเปี้ยน [ทารกเปลี่ยนสภาพ] และฮว่าเสิน ในท้ายที่สุดก็ท่องไปทั่วมหาพันภพดั่งเช่นท่านปรมาจารย์ นั่นจึงจะนับว่าเป็นการบำเพ็ญเพียรที่แท้จริง”
จ้าวฟู่อวิ๋นพยักหน้าเงียบๆ เขารู้สึกว่า การต้องมาพัวพันกับการแก่งแย่งชิงดีในเมืองแห่งนี้ ช่างเป็นการสิ้นเปลืองเวลาและเรี่ยวแรงโดยเปล่าประโยชน์ ทำให้คนเกิดความหงุดหงิดรำคาญใจ จิตใจไม่ปลอดโปร่ง แล้วจะสามารถบำเพ็ญเพียรอย่างสงบปลอดภัยได้อย่างไร
ยิ่งไปกว่านั้นการบำเพ็ญเพียรของเขาสามารถเรียกได้ว่าเป็นการบำเพ็ญตบะอย่างหนักหน่วง แม้แต่ศิลาวิญญาณก็ไม่ต้องการ เพียงแค่ซึมซับและหลอมรวมไอวิญญาณหยินหยางในทุกๆ วัน ดึงเข้าสู่จุดตันเถียนของตนเอง เพื่อก่อกำเนิดเป็นพลังเวท
ดังนั้นเขาจึงไม่ชอบการรั้งอยู่ที่นี่
“หากการนั่งบำเพ็ญตบะอย่างสันโดษในขุนเขาสามารถทะลวงด่านพลังได้ตามลำดับขั้นตอน เช่นนั้นโลกใบนี้จะมีการต่อสู้แย่งชิงมากมายปานนั้นไปได้อย่างไร
“ทุกคนต่างกล่าวว่าจิตเต๋าบริสุทธิ์ สะท้อนสรรพสิ่งในฟ้าดินแล้วก่อกำเนิดเป็นวิชา ทว่าเจ้าลองดูสิ ยามที่พวกเราสร้างรากฐานวิถีเต๋าและผูกร่างยันต์ขึ้นในทะเลลมปราณแห่งจุดตันเถียน ล้วนต้องใช้ปราณซาเป็นตัวชักนำ และเมื่อถึงยามเปิดยันต์ม่วง ก็ยังคงต้องใช้พลังเทียนกัง [ดาวเหนือ] มาชี้แนะ เพื่อผูกร่างเป็นยันต์เส้นใหม่ขึ้นมาหนึ่งสาย”
“ทุกสิ่งล้วนไม่อาจหลุดพ้นจากสิ่งของภายนอก”
จ้าวฟู่อวิ๋นกลับไม่คิดเช่นนั้น เขาแย้งว่า “แต่สิ่งเหล่านั้นล้วนได้มาจากธรรมชาติของฟ้าดิน”
“การบำเพ็ญเพียรของมนุษย์ หัวใจสำคัญอยู่ที่การขัดเกลาจิตใจ เมื่อจิตปณิธานแข็งแกร่ง พลังเวทจึงจะสามารถเติบโตได้ และการเติบโตของจิตวิญญาณ ก็จำเป็นต้องผ่านประสบการณ์ทางโลก การต่อสู้ในภูเขาคือเรื่องทางโลก การต่อสู้ในที่แห่งนี้ก็คือเรื่องทางโลกเช่นกัน”
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าในภูเขาเทียนตู มีผู้บำเพ็ญเพียรขั้นจู้จี [สร้างรากฐาน] เท่าใด ขั้นจื่อฝู่ [ตำหนักม่วง] เท่าใด และมีขั้นจินตันอยู่เท่าใด” สวินหลานอินเอ่ยถาม
จ้าวฟู่อวิ๋นส่ายหน้า แน่นอนว่าเขาย่อมไม่รู้ ในวันนั้นที่ได้เข้าสู่อารามบนพร้อมกัน ก็มีถึงเจ็ดคน
“ในอารามบนแห่งภูเขาเทียนตู ผู้บำเพ็ญเพียรขั้นจู้จีที่ขึ้นมาจากอารามล่างอย่างแท้จริง และมีบันทึกในทะเบียน มีทั้งหมดสามหมื่นเจ็ดพันห้าร้อยยี่สิบสามคน ทว่าผู้ที่สามารถทิ้งตะเกียงวิญญาณไว้ในหอบรรพชนได้ กลับมีเพียงสี่พันสองร้อยคน และขั้นจื่อฝู่ที่ตอนนี้ยังคงสามารถติดต่อได้อย่างชัดเจนนั้นมีอยู่เจ็ดสิบสองคน”
ตอนนี้จ้าวฟู่อวิ๋นทราบแล้วว่า ผู้ที่จะทิ้งตะเกียงวิญญาณไว้ได้ ล้วนต้องเป็นผู้บำเพ็ญเพียรขั้นจื่อฝู่ ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า ต้องสำเร็จขั้นจื่อฝู่เท่านั้นจึงจะถือว่าเป็นศิษย์สายตรงของภูเขาเทียนตู แน่นอนว่า คนที่มาจากอารามล่างอย่างเขาก็นับรวมอยู่ด้วย
ภูเขาเทียนตูก่อตั้งสำนักมานับพันปี ทว่ากลับมีเพียงสี่พันสองร้อยกว่าคน แม้ว่าในตอนแรกอาจจะไม่ได้เปิดรับศิษย์มากนัก แต่หลังจากแคว้นต้าโจวก่อตั้งประเทศขึ้น ภูเขาเทียนตูถึงได้เริ่มเจริญรุ่งเรือง ถึงกระนั้นก็ยังถือว่ามีจำนวนไม่มากอยู่ดี
“ผู้บำเพ็ญเพียรขั้นจินตันที่มีรายชื่อในทะเบียนมีอยู่ร้อยห้าสิบหกคน ส่วนในหอบรรพชนนั้น มีตะเกียงวิญญาณที่ยังคงไม่ดับมอดอยู่ห้าสิบสามดวง ทว่าบนภูเขากลับมีเพียงสามคน และมีขั้นอิงเปี้ยนอีกหนึ่งคน”
พอจ้าวฟู่อวิ๋นได้ฟัง ขั้นจื่อฝู่สี่พันกว่าคนในทะเบียน กลับมีขั้นจินตันเพียงร้อยกว่าคน ในมุมมองของเขา ผู้บำเพ็ญเพียรที่สามารถบรรลุถึงขั้นจื่อฝู่ได้ ล้วนเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์ดีเลิศทั้งสิ้น ยกตัวอย่างเช่นอาจารย์สวินที่อยู่เบื้องหน้าของตนผู้นี้
นี่เป็นครั้งแรกที่จ้าวฟู่อวิ๋นเพิ่งรู้ว่า แท้จริงแล้วบนภูเขามีผู้บำเพ็ญเพียรขั้นจินตันเพียงสามคน และมีผู้บำเพ็ญเพียรขั้นอิงเปี้ยนเพียงหนึ่งคน
เขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกใคร่รู้ว่า ทั่วทั้งแผ่นดินนี้จะมีผู้บำเพ็ญเพียรขั้นจินตันกี่คน และมีขั้นอิงเปี้ยนกี่คน เวลานี้ช่างเป็นโอกาสอันดี อาจารย์สวินดูเหมือนจะมีอารมณ์สุนทรีย์ในการพูดคุย เขาจึงได้เอ่ยปากถามออกไป
“ขั้นจินตันหนึ่งคนมีอายุขัยห้าร้อยปี สามารถทำให้แคว้นหนึ่งเจริญรุ่งเรืองได้ ทั่วแผ่นดินนี้มีผู้บำเพ็ญเพียรขั้นจินตันอยู่เท่าใด แล้วจะมีผู้ใดอธิบายได้อย่างชัดเจนเล่า ผู้บำเพ็ญเพียรขั้นจินตันของภูเขาเทียนตูพวกเรา อาจจะจู่ๆ ในวันหนึ่งเกิดอยากตัดขาดการติดต่อกับภูเขาเทียนตูขึ้นมา เช่นนั้นในภูเขาก็จะติดต่อพวกเขาไม่ได้แล้ว พวกเขายังสามารถดับตะเกียงวิญญาณในหอบรรพชนทิ้งได้ด้วย ไม่มีใครรู้ว่าพวกเขายังอยู่หรือตายไปแล้ว”
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าท่านปรมาจารย์ใช้เวลาไปนานเท่าใด จากขั้นจินตันไปสู่ขั้นอิงเปี้ยน และไปสู่ขั้นฮว่าเสิน” สวินหลานอินเอ่ยถาม
“นานเท่าใดหรือ” จ้าวฟู่อวิ๋นเอ่ยถาม
“เป็นเวลาเพียงแค่ราวๆ ร้อยปีเท่านั้น และเจ้าสำนักคนปัจจุบันของพวกเราก็เป็นศิษย์ที่ท่านปรมาจารย์รับเอาไว้ในช่วงเวลานั้น เป็นขั้นอิงเปี้ยนเพียงหนึ่งเดียวนอกเหนือจากท่านปรมาจารย์ ในประวัติศาสตร์นับพันปีของการมีอยู่ของสำนักภูเขาเทียนตูทั้งหมด”
เมื่อสวินหลานอินกล่าวถึงตรงนี้ จ้าวฟู่อวิ๋นก็ดูเหมือนจะจับข้อมูลบางอย่างได้ เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงกล่าวว่า “ช่วงเวลาที่ท่านปรมาจารย์เลื่อนระดับจากขั้นจินตันไปถึงขั้นฮว่าเสิน หรือว่าจะเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ท่านช่วยเหลือราชวงศ์ต้าโจวก่อตั้งประเทศหรือ”
“ถูกต้องแล้ว จากขั้นจินตันไปจนถึงขั้นฮว่าเสินของท่านปรมาจารย์ก็คือช่วงเวลานั้นนั่นเอง” สวินหลานอินลุกขึ้นจากเก้าอี้เอน ก้าวข้ามธรณีประตูออกมาที่หน้าลานเรือนเล็ก รับแสงยามเช้า แสงอาทิตย์ที่สาดส่องลงบนร่างของนาง ดูราวกับกำลังเกิดสายรุ้งขึ้น
แม้ว่านางจะไม่ได้ใช้ปราณซาธาตุไฟในการสร้างรากฐาน แต่ใช้ปราณซาธาตุน้ำ ตอนนี้ทั่วทั้งร่างเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังเวทเสวียนอิน [หยินลี้ลับ] ทว่านางก็ยังคงซึมซับไอม่วงของแสงตะวันยามเช้า เพื่อนำมาหลอมรวมขัดเกลาพลังเวทของตนเอง เพราะหยินโดดเดี่ยวย่อมไม่เจริญงอกงาม
“นั่นก็หมายความว่า การที่ภูเขาเทียนตูของพวกเราเข้ามาสู่โลกโลกีย์ในตอนนี้ ก็เป็นเพราะต้องการให้ทางโลกเกิดความวุ่นวายอย่างนั้นหรือ” จ้าวฟู่อวิ๋นเอ่ยถามด้วยความตื่นตระหนกปนสงสัย เขารู้สึกหวาดกลัวต่อข้อสันนิษฐานนี้ของตัวเอง
สวินหลานอินนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวว่า “ในตอนนี้มีคำกล่าวเช่นนี้อยู่จริงๆ ว่ากันว่ายามที่ฟ้าดินปั่นป่วนวุ่นวายและเต็มไปด้วยเคราะห์กรรมซ้อนทับกันนั้น ยิ่งเหมาะสมแก่การทะลวงด่านพลัง เนื่องจากในช่วงเวลาหลายร้อยปีแห่งความสงบสุขที่ผ่านมานี้ ผู้บำเพ็ญเพียรระดับสูงแทบจะไม่มีการทะลวงระดับได้มากนัก ผู้บำเพ็ญเพียรขั้นจินตันมีจำนวนน้อยลง ส่วนขั้นอิงเปี้ยนแทบจะไม่มีเลย ดังนั้นจึงมีคนเชื่อว่า โลกที่ปั่นป่วนสั่นคลอนเท่านั้น ถึงจะเหมาะสมต่อการทะลวงระดับของผู้บำเพ็ญเพียร เคราะห์กรรมและวาสนานั้นมาคู่กัน”
จ้าวฟู่อวิ๋นรับฟังอย่างเงียบๆ สวินหลานอินกล่าวต่อไปว่า “แต่ภูเขาเทียนตูของพวกเราไม่เคยคิดที่จะเป็นฝ่ายสร้างเคราะห์กรรมและความขัดแย้งใดๆ ขึ้นมาก่อน เพียงแต่ในปัจจุบันนี้ ระหว่างฟ้าและดินล้วนเต็มไปด้วยความขัดแย้งมากมายไม่ต่างกัน และมันก็ถึงเวลาที่จะต้องล้างไพ่จัดระเบียบใหม่แล้วจริงๆ”
“เจ้าดูแคว้นต้าโจวแห่งนี้สิ ก่อตั้งมานานเพียงนี้ ทั้งตระกูลใหญ่ ราชวงศ์ และสำนักเล็กๆ ภายในนั้น ล้วนมีความขัดแย้งระหว่างกันมากมาย เจ้านั้นไม่ค่อยได้เดินทางท่องไปในใต้หล้า จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะยังสัมผัสเรื่องพวกนี้ได้ไม่ลึกซึ้งพอ อีกทั้งวิถีที่เจ้ากำลังเดินก็เป็นวิถีแห่งการบำเพ็ญตบะอย่างหนักหน่วง ดังนั้น เจ้าจึงไม่อาจรับรู้ได้เลยว่า คนเหล่านั้นมักจะลอบสังหาร ท้าประลอง หรือแม้แต่ยกพวกเข้าต่อสู้กัน เพื่อแย่งชิงทรัพยากรเหล่านั้น ทั้งศิลาวิญญาณสำหรับการบำเพ็ญเพียร โอสถ และวัตถุดิบในการหลอมของวิเศษ”
“อย่างเช่นเมื่อไม่กี่วันก่อน เหตุการณ์ที่เผ่าวารีลอบโจมตีหมู่บ้านหลายสิบแห่งในคืนเดียวที่ปากทะเลสาบซานชวน วิธีการนั้นเหี้ยมโหดอำมหิตเป็นอย่างยิ่ง สาเหตุก็คือการที่เผ่าวารีถูกไล่ล่าสังหารมาเป็นเวลานาน อีกทั้งยังไร้หนทางร้องเรียน ดังนั้นเมื่อบันดาลโทสะ จึงได้เข้าลอบโจมตีหมู่บ้านริมทะเลสาบไปกว่าสิบแห่ง”
“นอกจากนี้ การต่อสู้แย่งชิงที่เกิดขึ้นเพราะแร่ธาตุต่างๆ ก็ไม่เคยหยุดนิ่งลงเลยแม้แต่น้อย ในช่วงหลายปีมานี้ การที่โจรผู้ร้ายลุกฮือขึ้นในทุกหนทุกแห่งก็เป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนอยู่แล้ว”
จู่ๆ สวินหลานอินก็ยื่นมือออกไปวาดลวดลายในอากาศ ท่าทางนั้นไม่ได้นับว่ารวดเร็วนัก แต่กลับดูราวกับว่านางกำลังใช้อากาศธาตุแทนกระดาษ เพื่อเขียนคาถาบทหนึ่งอยู่
“เช่นนั้นภูเขาเทียนตูของพวกเราจะรับหน้าที่เป็นผู้ปกป้องอย่างนั้นหรือ” จ้าวฟู่อวิ๋นเอ่ยถาม
“ทั้งใช่ และไม่ใช่” ท่าทางของสวินหลานอินยังคงไม่หยุดนิ่ง
“ประการแรกคือมีบัญชาสวรรค์จากท่านปรมาจารย์ ประการที่สองคือราชวงศ์ต้าโจวได้มอบผลประโยชน์ชิ้นใหญ่ให้กับพวกเราจริงๆ ซึ่งในภายภาคหน้าเจ้าก็จะรู้เอง”
“อีกประการหนึ่งก็คือ คนส่วนใหญ่บนภูเขาก็อยากจะเข้ามามีส่วนร่วมในเรื่องนี้ด้วย แม้จะไม่ได้เป็นต้นตอของความวุ่นวาย แต่ก็อยากจะลงมายังทางโลกเพื่อเผชิญกับเคราะห์กรรมในครั้งนี้ดูสักครา”
จ้าวฟู่อวิ๋นเข้าใจแล้ว ท้ายที่สุดทุกคนก็ยังคงเป็นผู้บำเพ็ญเพียร ในยามที่ได้เห็นฟ้าดินปั่นป่วนสั่นคลอน ก็ไม่ได้อยากที่จะปิดประตูสำนักและเฝ้าอยู่แต่ในถ้ำบำเพ็ญเพียร แต่อยากจะลงมาต่อสู้ดิ้นรนดูสักตั้งเช่นกัน
“เช่นนั้นตอนนี้คนหรือขุมกำลังที่ต้องการจะก่อให้เกิดภัยพิบัติและเคราะห์กรรมเช่นนี้คือใครกันล่ะ” จ้าวฟู่อวิ๋นเอ่ยถาม
“เรื่องนี้ก็พูดยากนัก ราชวงศ์ต้าโจวมีข้อสันนิษฐานของตัวเอง หนึ่งคือแคว้นพันยอดเขา สองคือดินแดนอเวจีทางทิศตะวันตก และอีกหนึ่งก็คือเผ่าสมุทรที่มาจากท้องทะเล” สวินหลานอินกล่าว
“เผ่าสมุทรหรือ” จ้าวฟู่อวิ๋นไม่ค่อยมีความเข้าใจเกี่ยวกับเผ่าสมุทร จึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามขึ้นมา “เผ่าสมุทรอาศัยอยู่ในทะเล แล้วจะมามีเรื่องบาดหมางอะไรกับคนที่อาศัยอยู่บนแผ่นดินอย่างพวกเราได้เล่า”
“ในหมู่เผ่าสมุทรนั้น เคยมีมากมายที่อาศัยอยู่บนแผ่นดิน เพียงแต่ถูกขับไล่ลงไปในทะเลเท่านั้น ซึ่งในบรรดานั้นก็มีเผ่าสมุทรอยู่ไม่น้อยที่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ทั้งบนบกและในน้ำ ยิ่งไปกว่านั้น เผ่าวารีบนแผ่นดินนี้ก็ยังคงติดต่อกับเผ่าสมุทรอยู่เสมอ ความเคียดแค้นชิงชังของพวกเขาที่สะสมมานานหลายปีเช่นนี้ ไม่เคยขาดห้วงไปเลย”
จ้าวฟู่อวิ๋นค่อนข้างจะนิ่งเงียบไป เพราะเขาพบว่า แม้ตัวเขาเองจะเป็นถึงผู้บำเพ็ญเพียร แต่ก็ไม่อาจรับรู้ได้ถึงอารมณ์ความรู้สึกยินดี โกรธ เศร้า และเบิกบานที่เกิดขึ้นกับผู้อื่นได้เลย







