"กังโจวซื่อสื่อเฝิงซื่อฮุ่ยยึดซินฮุ่ยแล้วก่อกบฏพะย่ะค่ะ"
ภายในตำหนักฉงเสียน ฮ่องเต้ยืนอยู่ท่ามกลางชั้นหนังสือเหล่านั้น อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา
การกบฏในหลิ่งหนานยังไม่จบสิ้น หนำซ้ำยังมีแนวโน้มว่าจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น กังโจวตั้งอยู่ตรงปากแม่น้ำจูเจียง ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของกว่างโจว ที่นี่ล้วนก่อกบฏไปแล้ว พอจะรู้ได้เลยว่าสถานการณ์นั้นดุเดือดถึงขั้นไหนแล้ว
หลี่อี้คอยปรนนิบัติรับใช้อยู่เคียงข้างฮ่องเต้ ในมือถือม้วนหนังสือตำราพลิกอ่าน ทว่ากลับไม่ค่อยใส่ใจนัก
"เฝิงซื่อฮุ่ยคือบุตรชายของเฝิงเซวียน เฝิงเซวียนร่วมมือกับหนิงฉางเจินและพวกก่อกบฏ บุตรชายของเขาไม่ช้าก็เร็วจะต้องก่อกบฏ เรื่องนี้ล้วนอยู่ในความคาดหมายอยู่แล้วพะย่ะค่ะ
กว่างโจวตูตูหลิวหลานเฉิงได้ถวายฎีกาต่อราชสำนักแล้ว หลังจากเขาเข้ารับตำแหน่งที่กว่างโจว ก็ได้ฝึกปรือกองกำลังทหารทั้งทางน้ำและทางบก เสริมความแข็งแกร่งให้แก่กำแพงเมือง การกบฏของเฝิงซานกวนนั้นเขาได้เตรียมการป้องกันไว้แต่เนิ่นๆ แล้วพะย่ะค่ะ
อันที่จริง เฝิงซานกวนจำใจต้องก่อกบฏ หากเขายังไม่ลงมือ หลิวหลานเฉิงก็จะไปจับกุมตัวเขาแล้ว การรีบร้อนก่อกบฏในตอนนี้ ก็เป็นเพียงการดิ้นรนก่อนตายเท่านั้นพะย่ะค่ะ
บัดนี้กังโจวตกอยู่ท่ามกลางวงล้อมของหลิวหลานเฉิงแห่งกว่างโจว เฉินหลงซู่แห่งหลงโจว และเฝิงอ้างแห่งเกาโจว อีกไม่นาน ฝ่าบาทก็จะได้ยินข่าวชัยชนะของหลิวหลานเฉิงแล้วพะย่ะค่ะ"
การกบฏของสองพ่อลูกเฝิงเซวียนและเฝิงซานกวน หลิวหลานเฉิงแทบไม่ต้องออกแรงมากนัก เพียงแค่ออกตัวสนับสนุนให้สองพ่อลูกเฝิงอ้างส่งทหารไปปราบปรามกบฏเหล่านี้ก็พอแล้ว
พี่น้องเฝิงอ้างและเฝิงเซวียนต่อสู้แย่งชิงกันมาหลายปี ตอนนี้เฝิงอ้างย่อมไม่พลาดโอกาสนี้อย่างแน่นอน
การกบฏในหลิ่งหนานครั้งนี้ แก่นแท้แล้วก็คือความขัดแย้งภายในของสามตระกูลใหญ่เฝิง หนิง และเฉิน เฝิงอ้างและพวกเลือกที่จะยืมพลังของราชสำนักมาจัดการกับเฝิงเซวียนและพวก ส่วนเฝิงเซวียนและหนิงฉางเจินรวมถึงคนอื่นๆ ก็ไปร่วมมือกับขุมกำลังชนเผ่าหลี่และเหลียว
ราชสำนักไม่จำเป็นต้องร้อนใจเลยสักนิด เพียงแค่รักษาสามจุดยุทธศาสตร์สำคัญอย่างกว่าง กุ้ย และเจียว เอาไว้ให้มั่นคงก็พอแล้ว
นั่งดูสถานการณ์อย่างใจเย็น
"เรื่องของหลิ่งหนาน ต้องค่อยเป็นค่อยไป ก่อนอื่นต้องเพิ่มการควบคุมสามโจวอย่างกุ้ย กว่าง และเจียว ส่งขุนนางไปประจำการ ตั้งค่ายทหาร ขณะเดียวกันก็พัฒนาการค้าทางทะเล
สนับสนุนเฝิงอ้างและพวกให้โจมตีกองกำลังของเฝิงเซวียนและพวกที่ต่อต้านราชสำนัก"
ฝ่ายหนึ่งอ่อนแอลงอีกฝ่ายก็เข้มแข็งขึ้น ราชสำนักสามารถแทรกซึมและขยายอำนาจในหลิ่งหนานได้อย่างต่อเนื่อง โดยใช้สามจุดสำคัญนี้ขยายออกไป จากจุดเชื่อมเป็นเส้น จากเส้นครอบคลุมเป็นพื้นที่
ท้ายที่สุด หลิ่งหนานทั้งหมดย่อมต้องยอมสยบต่อพระบารมี ถึงเวลานั้นการลงทะเบียนสำมะโนครัว การรังวัดที่ดิน การเสียภาษีและเกณฑ์แรงงาน ล้วนเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
พูดให้ถึงที่สุดแล้ว
ดินแดนหลิ่งหนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเช่นเจียวจื่อ
ทุกครั้งที่จงหยวนแข็งแกร่งรุ่งเรือง ย่อมทำได้เพียงยอมจำนนอย่างเชื่อฟัง ทว่าเมื่อใดที่จงหยวนเกิดความวุ่นวายครั้งใหญ่ มักจะฉวยโอกาสตั้งตนเป็นใหญ่ ผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นเหล่านั้นก็จะฉวยโอกาสลุกฮือขึ้นมา
"อ๋องอี้อันได้มาขอร้องให้เจ้าช่วยพูดหรือไม่" ฮ่องเต้ตรัสถาม
"ย่อมต้องมีแน่นอนพะย่ะค่ะ ภรรยาที่ลิ่วหลางบ้านเขาแต่งงานด้วยคือจีซื่อแห่งเหอหนาน เป็นน้องสาวของอนุภรรยาข้าน้อย ทางจวนอ๋องอี้อันนั้น ข้าน้อยกับลิ่วหลางมีความสัมพันธ์ค่อนข้างดี สองวันนี้เขาแทบจะมาขลุกอยู่ที่บ้านข้าน้อยเลยพะย่ะค่ะ"
หลี่อี้ก็ไม่ได้ปิดบังเรื่องนี้
"ฝ่าบาท หลี่อี้จงรนหาที่ตายเอง ความผิดของเขาสมควรตายแล้วพะย่ะค่ะ อ๋องอี้อันเองก็เสียใจเป็นอย่างมาก เขายินดีที่จะเป็นผู้นำในการให้ความร่วมมือรังวัดที่ดิน และจ่ายข้าวฟ่างอี้ชางพะย่ะค่ะ
อีกทั้งยังยินดีมอบที่ดินห้าพันหมู่ และข้าวฟ่างหนึ่งหมื่นสือให้แก่ราชสำนักด้วยพะย่ะค่ะ!"
"เพียงขอให้ฝ่าบาททรงอนุญาตให้พวกเขาเก็บศพหลี่อี้จงไปฝังโดยเร็ว และยังหวังว่าฝ่าบาทจะทรงปรานี ละเว้นภรรยา อนุภรรยา และลูกเต้าที่ยังเล็กของหลี่อี้จงด้วยพะย่ะค่ะ"
ที่ดินห้าพันหมู่ ข้าวฟ่างหนึ่งหมื่นสือ
นี่เดิมทีเป็นผลประโยชน์ที่หลี่เสี้ยวฉางให้บุตรชายอย่างอี้อวี๋มาขอความช่วยเหลือจากหลี่อี้แล้วรับปากเอาไว้
หลี่อี้แนะนำให้มอบให้แก่ราชสำนัก ที่สำคัญที่สุดคือให้พวกเขาแสดงท่าทีสนับสนุนกฤษฎีกาจำกัดที่ดินและนโยบายใหม่เรื่องภาษีข้าวฉางหลวง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเป็นผู้นำในการรังวัดที่ดิน
เปิดเผยที่ดินที่เดิมทีซุกซ่อนเอาไว้ออกมาให้หมด และเปิดเผยครัวเรือนซ่อนเร้นที่ให้ความคุ้มครองออกมาด้วย
ยอมรับผิดต้องจริงใจ เมื่อถูกตีก็ต้องยืดอกรับ
จวนอ๋องอี้อันมีเพียงการทำเช่นนี้ ถึงจะสามารถผ่านเคราะห์กรรมครั้งนี้ไปได้
หลี่ซื่อหมินแค่นเสียงหัวเราะเยาะ "ปีนั้นตอนกองทัพชูธงคุณธรรมบุกหัวเมืองใต้ หลี่เสี้ยวฉางในฐานะนายอำเภอหวาอิน เป็นฝ่ายริเริ่มมอบยุ้งฉางหย่งเฟิงเพื่อต้อนรับกองทัพ นับว่ามีความดีความชอบจริงๆ เสบียงจากยุ้งฉางหย่งเฟิงมาได้ทันท่วงทีมาก
ไท่ซั่งหวงเองก็ทรงคำนึงถึงมิตรภาพเก่าก่อนที่มีกับหลี่หยวนตงในปีนั้น บวกกับความดีความชอบที่เขามอบยุ้งฉางหย่งเฟิง ภายหลังจึงทรงปูนบำเหน็จบรรดาศักดิ์อ๋องอี้อันให้เขาเป็นพิเศษ ทั้งยังให้สังกัดศาลจงเจิ้ง ปฏิบัติต่อเขาไม่นับว่าบางเบาเลย
พูดตามตรงนะ
หลี่เสี้ยวฉางนอกจากจะมอบยุ้งฉางหย่งเฟิงในตอนนั้นแล้ว ภายหลังเขายังเคยสร้างความดีความชอบอะไรอีกหรือไม่
เดิมทีเขาก็เป็นเพียงนายอำเภอ เป็นผู้บัญชาการลี่โจวอยู่หลายปี ไม่เคยมีผลงานการปกครองอะไรเลย หนำซ้ำยังทำเรื่องผิดกฎหมายมากมาย
วันๆ เอาแต่ล่าสัตว์ เอะอะก็ข่มเหงกรรโชกทรัพย์พ่อค้า ถึงขั้นปล่อยทหารปล้นชิงชนเผ่าเหลียวหมานมาขายเป็นทาส..."
ฮ่องเต้ทอดพระเนตรมองหลี่อี้สองแวบ "ช่างเถอะ เรื่องพวกนั้นไม่ต้องพูดถึงแล้ว บัดนี้หลี่อี้จงถูกประหาร หลี่เสี้ยวฉางก็รู้สำนึกผิดแล้ว
เช่นนั้นเจิ้นก็จะละเว้นให้สักครั้ง ถือว่าเห็นแก่หน้าอู๋อี้อย่างเจ้าก็แล้วกัน"
ฮ่องเต้ทรงเรียกขันทีเข้ามา
ประกาศว่าภรรยา อนุภรรยา และลูกๆ ของหลี่อี้จงที่ถูกริบให้เป็นทาสรับใช้ทั้งหมดนั้น พระราชทานให้เป็นทาสของหลี่อี้
“ที่ดิน จวน เงินตรา ผ้าไหม เสบียงอาหาร ทาส วัวม้าและอื่นๆ ที่ถูกริบมาเหล่านั้น เจิ้นจะไม่พระราชทานให้เจ้าแล้ว ให้นำเข้าเป็นของแผ่นดินทั้งหมด”
ภรรยา อนุภรรยา และบุตรธิดาของหลี่อี้จง ฮ่องเต้พระราชทานให้หลี่อี้เป็นทาส ความจริงแล้วก็เพื่อให้หลี่อี้ได้รับน้ำใจ จากทาสรับใช้ของทางการเปลี่ยนเป็นทาสส่วนตัว เช่นนั้นคนเหล่านี้ก็สุดแล้วแต่หลี่อี้จะจัดการ
ถึงตอนนั้นเขาจะปล่อยคนเหล่านี้ให้เป็นอิสระ ก็เป็นเรื่องของเขาเช่นกัน
หลี่เสี้ยวฉางจะต้องขอบคุณหลี่อี้อย่างแน่นอน
“ขอบพระทัยฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ!”
“ไม่ต้องมาขอบใจข้า ความดีความชอบและน้ำมิตรในวันวานของหลี่เสี้ยวฉางผู้นั้น ก็นับว่าใช้จนหมดสิ้นแล้ว วันข้างหน้าจงอยู่อย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัวเสียบ้าง
บรรดาศักดิ์จวิ้นอ๋องอี้อันของเขา ครั้งนี้เจิ้นจะยังคงรักษามันไว้ให้เขา
แต่โอกาสก็มีเพียงครั้งนี้ครั้งเดียวเท่านั้น หากมีการกระทำผิดซ้ำอีก ก็อย่าหาว่ากฎหมายบ้านเมืองไร้ความปรานีก็แล้วกัน”
เมื่อได้รับพระราชโองการจากฮ่องเต้
หลี่อี้จึงตามขันทีไปรับคน
หลี่อี้จงมีภรรยาและอนุภรรยาเป็นฝูง อายุสามสิบกว่าปี แต่กลับมีบุตรธิดามากมายก่ายกอง
เมื่อเขาตาย ภรรยา อนุภรรยา และบุตรธิดาล้วนตกเป็นทาสรับใช้ของทางการ ก็เหมือนร่วงหล่นจากสรวงสวรรค์ลงสู่ขุมนรกในพริบตา แม้จะเป็นเวลาเพียงแค่สามวัน
แต่กลับได้ลิ้มรสความทุกข์ทรมานและความสิ้นหวังจนหมดสิ้นแล้ว
เมื่อถูกพาตัวออกมา
แววตาของแต่ละคนล้วนเต็มไปด้วยความด้านชา
รอจนกระทั่งได้เห็นหลี่อี้ และได้ยินพระราชโองการของฮ่องเต้ ว่าพระราชทานให้เป็นทาสของหลี่อี้ ในดวงตาก็พอจะมีปฏิกิริยาตอบสนองขึ้นมาบ้าง
ภรรยาของหลี่อี้จงก็เกิดในตระกูลหลิวซื่อผู้สูงศักดิ์ บรรพบุรุษเป็นลูกหลานของหลิวยวนเผ่าซยงหนู
สตรีผู้นี้ยังนับว่าเข้มแข็ง แม้เครื่องประดับล้ำค่าเต็มศีรษะและเสื้อผ้าไหมแพรพรรณบนร่างจะมลายหายไปนานแล้ว เปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าฝ้ายหยาบๆ
แต่ก็ยังคงเข้าใจได้ในทันทีจากพระราชโองการของฮ่องเต้ ว่ากำลังจะหลุดพ้นจากความทุกข์ยากนี้แล้ว
นางรีบก้าวออกไปทำความเคารพ “ทาสรับใช้ขอคารวะไต่อ๋องเพคะ”
“พี่สะใภ้ไม่ต้องเกรงใจถึงเพียงนี้ ข้าจะไปส่งพี่สะใภ้รวมถึงหลานชายและหลานสาวกลับจวนอ๋องอี้อันก่อน ประเดี๋ยวจะเขียนหนังสือปลดปล่อย แล้วค่อยไปลงทะเบียนที่ที่ว่าการ”
หลิวซื่อหลั่งน้ำตาออกมาในทันที
บรรดาอนุภรรยาของหลี่อี้จงที่ทำงานหยาบอย่างปัดกวาดเช็ดถูและซักล้างในตำหนักเย่ถิงมาหลายวัน กินไม่อิ่มนอนไม่หลับ แต่ละคนพากันร้องไห้ด้วยความดีใจ
ในอดีตหลี่อี้จงเป็นจวิ้นกง ภายหลังถูกลดขั้นเป็นเซี่ยนกง แต่ก็ยังคงเป็นบรรดาศักดิ์เซี่ยนกงอันสูงส่ง ยิ่งไปกว่านั้นเขายังเป็นบุตรชายคนโตภรรยาเอกของอ๋องอี้อันอีกด้วย
การใช้ชีวิตในวันธรรมดาสวมใส่เสื้อผ้าไหมและกินอาหารเลิศรส ช่างหรูหราฟุ่มเฟือยยิ่งนัก
สามวันมานี้
ช่างทำให้ผู้คนสิ้นหวังจนอยากฆ่าตัวตายเสียจริงๆ หากไม่ใช่เพราะขาดความกล้าหาญ อีกทั้งเวลายังค่อนข้างสั้น คงฆ่าตัวตายไปแล้วจริงๆ
หลังจากปลอบโยนกลุ่มสตรีที่กำลังร้องไห้กระซิกๆ แล้ว
หลี่อี้ก็พาบรรดาพี่สะใภ้กลุ่มนี้กลับจวนอ๋องอี้อัน
พวกนางเผชิญกับเคราะห์กรรมครั้งนี้ ได้รับความทุกข์ทรมานมาไม่น้อย อีกทั้งหลังจากเสื้อผ้า เครื่องประดับ เงินส่วนตัว สินสอดทองหมั้นและอื่นๆ ที่มีอยู่เดิมถูกริบไป ก็ย่อมไม่มีทางได้คืนกลับมาอีก
แม้แต่สาวใช้คนสนิทและหญิงรับใช้ที่คุ้นเคยกับการใช้งานอยู่ข้างกาย ไปจนถึงทาสรับใช้ที่ติดตามมากับสินสอดของแต่ละคน ก็ล้วนไม่ได้รับคืนมา
ตลอดทางต่างกอดคอกันร้องไห้อย่างเจ็บปวด
เมื่อถึงจวนอ๋องอี้อัน
หลี่เสี้ยวฉางก็ได้รับการแจ้งข่าวจากหลี่อี้อวี๋แล้ว จึงรีบพาคนทั้งครอบครัวออกมาต้อนรับ
บุตรชายคนโตภรรยาเอกตายไปแล้ว
ศพยังถูกแยกชิ้นส่วนแขวนประจานไว้ตามประตูเมืองฉางอันต่างๆ อย่างกระจัดกระจาย
แต่ไม่ว่าอย่างไรหลานชายและหลานสาวก็ยังกลับมา
“กลับมาก็ดีแล้ว กลับมาก็ดีแล้ว” หลี่เสี้ยวฉางกอดหลานชายคนโตภรรยาเอก มองดูหลานชายที่ผ่ายผอมลงไปรอบหนึ่ง อีกทั้งทั้งคนยังคงตกอยู่ในความหวาดผวา ก็ปวดใจอย่างหาที่สุดไม่ได้
คนกลุ่มหนึ่งกลับมาถึงบ้านอีกครั้ง
หลี่เสี้ยวฉางเชิญหลี่อี้ไปยังโถงใหญ่
หลิวซื่อต้มชาให้หลี่อี้ด้วยตัวเอง
หลี่อี้ขอพู่กันและกระดาษมา ก็เริ่มเขียนหนังสือปลดปล่อยในทันที ปลดปล่อยบรรดาพี่สะใภ้ หลานชายและหลานสาวเหล่านี้ที่ฮ่องเต้พระราชทานให้เขา ให้กลายเป็นสามัญชนทั้งหมด
หนังสือเขียนเสร็จแล้ว
หลิวซื่อก็อดไม่ได้ที่จะร้องไห้ออกมาอีกครั้ง
"ขอท่านลุงโปรดเก็บไว้ให้ดีขอรับ ประเดี๋ยวค่อยให้คนไปจัดการเรื่องเอกสารที่ที่ว่าการให้เรียบร้อย"
หลี่เสี้ยวฉางพยักหน้ารับมา
มองดูหนังสือปล่อยตัวเป็นอิสระ ตลอดจนสัญญาซื้อขายทาสเหล่านั้นที่หลี่อี้มอบให้ ในใจเพียงรู้สึกบาดตายิ่งนัก
จวิ้นอ๋องผู้สูงส่ง
บุตรชายคนโตภรรยาเอกนึกจะฆ่าก็ฆ่าทิ้งเสีย ทั้งภรรยา อนุภรรยา และบุตรธิดาของบุตรชายยังต้องตกเป็นทาสอยู่หลายวัน
ช่างน่าอัปยศอดสูยิ่งนัก
เป็นความอัปยศอดสูอย่างหาที่สุดไม่ได้
หลี่เสี้ยวฉางยากจะกล้ำกลืนความแค้นเคืองขุมนี้ในใจลงไปได้
"ท่านลุง ข้าขอแนะนำท่านสักหลายคำหน่อยเถิดขอรับ ท่านลุงเป็นถึงขุนนางผู้มีคุณูปการใหญ่หลวง เป็นขุนนางร่วมก่อการที่ไท่หยวน อีกทั้งยังเป็นเชื้อพระวงศ์ที่มีชื่ออยู่ในศาลจงเจิ้ง
บางเรื่องจำต้องทำตัวเป็นแบบอย่าง
เรื่องของต้าหลางในครั้งนี้ ก็นับว่าเอาตัวเข้าไปปะทะกับคมดาบโดยแท้
ทว่าการกระทำของต้าหลาง ก็มิใช่เพิ่งจะกำเริบเสิบสานมาแค่วันสองวัน หากท่านคอยควบคุมดูแลให้เร็วกว่านี้สักหน่อย คงไม่ถึงขั้นก่อภัยพิบัติใหญ่หลวงปานนี้หรอกขอรับ"
หลี่เสี้ยวฉางถอนหายใจ ทว่าในใจยังคงรู้สึกว่าแม้บุตรชายตนจะมีความผิด แต่ฮ่องเต้ก็ไม่สมควรไร้เยื่อใยถึงเพียงนี้
"การที่สามารถรับพี่สะใภ้ ตลอดจนหลานชายหลานสาวกลับจวนได้ในครั้งนี้ ข้าก็ต้องอ้อนวอนต่อหน้าฝ่าบาทอยู่นานทีเดียวขอรับ
ท่านลุงต้องจดจำไว้ว่าให้ความร่วมมือกับนโยบายใหม่ของราชสำนัก ทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดี รีบรายงานจำนวนที่นาตามความเป็นจริงโดยเร็วที่สุด ดำเนินการรังวัดให้เสร็จสิ้น และรีบส่งมอบภาษีข้าวฉางหลวงให้ครบถ้วนโดยเร็วที่สุดขอรับ"
"ยังมีอีกเรื่อง ลิ่วหลางเคยบอกก่อนหน้านี้ว่าจะนำที่นาห้าพันหมู่มาให้ข้าช่วยเหลือ พวกเราล้วนเป็นคนครอบครัวเดียวกัน ไม่จำเป็นต้องเห็นเป็นคนอื่นคนไกลถึงเพียงนั้นหรอกขอรับ
แต่ตอนที่ข้าร้องขอความเมตตาต่อฝ่าบาท ข้าได้อ้างนามของท่านลุงเพื่อบริจาคที่นาห้าพันหมู่ และเสบียงหนึ่งหมื่นสือแก่ราชสำนัก
เรื่องนี้จะผิดคำพูดไม่ได้เด็ดขาดขอรับ"
หลี่เสี้ยวฉางกัดฟันกล่าว "สามารถรับคนกลับมาได้ ลุงก็ซาบซึ้งใจอย่างหาที่สุดไม่ได้แล้ว ที่นาห้าพันหมู่และข้าวฟ่างหนึ่งหมื่นสือนี้ ลุงจะรีบจัดการให้คนนำไปมอบแก่ราชสำนักเดี๋ยวนี้"
หลี่อี้ประคองถ้วยชา
"ข้ามีข้อเสนอแนะเล็กๆ น้อยๆ ให้ท่านลุงขอรับ ที่นาในพื้นที่กวนจงและเหอหนาน โดยเฉพาะที่นาชั้นดีรอบๆ ฉางอันและลั่วหยาง แบ่งขายออกมาสักหน่อย ไม่ต้องมากนักหรอก หยิบยกออกมาสักแปดพันถึงหนึ่งหมื่นหมู่ ขายให้แก่ชาวนาที่ได้รับแจกที่ดินไม่เพียงพอ หรือขายให้แก่ผู้เช่านาไร้ที่ดินในจวนของท่านลุง
ฝ่าบาททรงผลักดันนโยบายใหม่ การทำเช่นนี้ของท่านลุงก็นับว่าเป็นการเริ่มต้นเป็นแบบอย่างที่ดีแล้วขอรับ"
สีหน้าของหลี่เสี้ยวฉางเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย
ที่นารอบๆ ฉางอันและลั่วหยาง หนึ่งหมู่ในบริเวณนั้นเทียบได้กับที่นาในตำบลกว้างถึงสิบหมู่ ทั้งยังเป็นที่นาชั้นเลิศที่มีเงินก็ใช่ว่าจะหาซื้อได้
แต่สุดท้ายเขาก็ยังคงกล่าวว่า "ตกลง เช่นนั้นลุงจะนำที่นารอบๆ ฉางอันและลั่วหยางออกมาขายอีกห้าพันหมู่"
"ท่านลุงโปรดจดจำไว้ว่า ที่นาเหล่านี้จะทำแบบอัฐยายซื้อขนมยาย ซ้ายจ่ายขวารับไม่ได้นะขอรับ และจะขายให้เครือญาติของตนเองก็ไม่ได้ แม้บรรดาผู้มีอิทธิพลและชนชั้นสูงจะเสนอราคาสูงลิ่วเพียงใดก็อย่าได้ขายเด็ดขาด
ต้องขายให้เฉพาะชาวบ้านที่ได้รับแจกที่นาไม่เพียงพอ หรือขายให้แก่ผู้เช่านาที่ไร้ที่ดินเท่านั้นขอรับ"
หลี่อี้ลี่ซึ่งอยู่ด้านข้างทนฟังต่อไปแทบไม่ไหวแล้ว
เพิ่งจะบริจาคที่นาห้าพันหมู่และเสบียงหนึ่งหมื่นสือ ตอนนี้ยังต้องเอาที่นาอันมั่งคั่งในเขตนครหลวงมาขายอีกห้าพันหมู่ ทั้งยังห้ามขายให้แก่ผู้มีอิทธิพลและชนชั้นสูงตระกูลใหญ่
"ขายให้ชาวบ้านและผู้เช่านา พวกเขาจะซื้อไหวหรือขอรับ"
หลี่อี้จิบชาอึกหนึ่ง กล่าวอย่างไม่รีบร้อนว่า "เอ้อร์หลางเอ๋ย การขายที่นาห้าพันหมู่นี้มิใช่เพื่อหาเงิน แต่เพื่อแสดงท่าที แสดงให้เห็นว่าจวนอ๋องอี้อันสนับสนุนนโยบายใหม่ของฝ่าบาทและราชสำนักอย่างเด็ดเดี่ยว
ต้องการบอกให้คนทั้งแผ่นดินรู้ว่า เรื่องของต้าหลางนั้นเป็นเพียงการระบายความแค้นส่วนตัวหลังเมาสุรา มิได้มีเจตนาต่อต้านนโยบายใหม่ของราชสำนักแต่อย่างใด
ส่วนเรื่องที่ว่าชาวบ้านและผู้เช่านาจะซื้อไหวหรือไม่นั้น มิใช่ประเด็นสำคัญ หากพวกเขาไม่มีเงิน ก็แบ่งที่นาขายกระจายออกไป ครัวเรือนละสิบหมู่แปดหมู่
หากจ่ายเงินสดไม่ไหว ก็ให้พวกเขาเขียนหนังสือสัญญาเงินกู้แล้วค่อยๆ ผ่อนชำระเอาสิ
ทว่ามีสิ่งหนึ่ง อย่าได้ทำเป็นปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยโหดก็แล้วกัน"
หลี่เสี้ยวฉางกัดฟันพยักหน้ารับคำ
ครั้งนี้ เขาต้องสูญเสียบุตรชายคนโตภรรยาเอก สูญเสียทรัพย์สินของตระกูลไปถึงหนึ่งในเจ็ดส่วน
จากนั้นยังถูกบีบบังคับให้บริจาคที่นาห้าพันหมู่และข้าวฟ่างหนึ่งหมื่นสือแก่ราชสำนัก ตอนนี้ยังถูกบีบให้ต้องรับปากขายที่นาชั้นเลิศรอบๆ ฉางอันและลั่วหยางอีกห้าพันหมู่
สูญเสียบุตรชายแล้วยังต้องเสียที่นาอีก!
ในเวลานี้ ขณะที่ในใจหลี่เสี้ยวฉางเคียดแค้นหลี่ซื่อหมิน ก็อดไม่ได้ที่จะหวนนึกถึงช่วงเวลาที่ไท่ซ่างหวงยังทรงครองราชย์
เมื่อเทียบกับฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน ไท่ซ่างหวงหลี่ยวนต่างหากที่เปี่ยมด้วยความมีน้ำใจ ใจกว้างและเผื่อแผ่
เรื่องในครั้งนี้ หากเป็นไท่ซ่างหวงจัดการ ย่อมไม่มีทางโหดร้ายไร้เยื่อใยถึงเพียงนี้เด็ดขาด