(อ่านฟรีจนจบ) บ้าไปแล้ว! นายมันไม่ใช่จิตแพทย์เลยสักนิด! · khram
ตอนที่ 236
บทที่ 236 ผุดลุกขึ้นนั่งด้วยความตกใจตอนใกล้ตาย ที่แท้ตัวตลกก็คือคุณนายซะเอง
ลูกสาวคนโตฉลาดมาตั้งแต่เด็ก เรียนอะไรก็ไม่ต้องให้เธอต้องเหนื่อยใจ
สอนนิดหน่อยก็เข้าใจได้ทันที
ตอนอนุบาลปีหนึ่ง ลูกสาวคนโตไปสอบวัดระดับเปียโนและได้คะแนนออกมาดีมาก
ความสามารถในด้านอื่นๆ ก็โดดเด่นไม่แพ้กัน
ไม่อย่างนั้นก็คงไม่ผ่านการสอบเข้าโรงเรียนประถมฉลุย และผ่านการสัมภาษณ์มาได้อย่างราบรื่น
"ฉัน... ลูกสาวคนโตของฉัน อนาคต... อนาคตเธอจะเดินไปบนเส้นทางชีวิตแบบไหนคะ?"
พอพูดประโยคนี้จบ หัวใจของสู้แล้วชีวิตถึงจะดีก็เต้นระทึกขึ้นมาทันที
เฉินหยูถอนหายใจแล้วพูดว่า "เส้นทางชีวิตในอนาคตของเธอ เต็มไปด้วยเรื่องไม่คาดฝันและสีสันมากมายครับ"
"อีกไม่นาน เธอจะได้เข้าเรียนในโรงเรียนประถมชื่อดังแห่งนั้นอย่างราบรื่นตามการจัดการของคุณ"
"หลายปีต่อมา ก็เรียนจบด้วยคะแนนอันดับหนึ่ง"
"ถึงตอนนั้น ธุรกิจของสามีคุณก็เริ่มดีขึ้นแล้ว มีรายได้คงที่ปีละกว่าสามล้าน"
"ด้วยรายได้ก้อนนี้ คุณจัดการให้ลูกสาวคนโตเข้าเรียนมัธยมต้นและมัธยมปลายชื่อดัง แล้วก็สอบติดมหาวิทยาลัยชิงเป่ยซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศได้อย่างราบรื่น"
เมื่อได้ยินแบบนี้ สู้แล้วชีวิตถึงจะดีก็รู้สึกเบาใจลงเล็กน้อย
ไม่ว่าชีวิตในอนาคตของลูกสาวจะเกิดความเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้น
การมีวุฒิการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชื่อดัง มีประวัติการศึกษาที่โดดเด่น
ก็ย่อมมีที่ยืนในสังคมได้เสมอ
ทว่าคำพูดต่อมาของเฉินหยู กลับเหมือนน้ำเย็นจัดสาดรดลงบนหัวของสู้แล้วชีวิตถึงจะดี
"ตอนอยู่ปีสอง ลูกสาวของคุณเลือกที่จะลาออกครับ"
พอได้ยินประโยคนี้ สู้แล้วชีวิตถึงจะดีก็รู้สึกราวกับถูกฟ้าผ่า
"คุณได้รับข่าวก็รีบไปที่มหาวิทยาลัย หัวเด็ดตีนขาดก็ไม่ยอมให้เธอลาออก"
"ในเมื่อคุณไม่อนุญาต ลูกสาวของคุณจึงเลือกที่จะหนีไปโดยไม่บอกลา"
"คุณกับสามีตามหาเธออยู่สองเดือนกว่าถึงจะเจอ ตอนนั้นเธอก็ไปเป็นพนักงานต้อนรับในบริษัทแห่งหนึ่งแล้ว"
"และเนื่องจากขาดเรียนมากเกินไป เธอจึงถูกมหาวิทยาลัยไล่ออก"
เลือดในกายของสู้แล้วชีวิตถึงจะดีแทบจะเย็นเฉียบ
"หมอเฉิน คุณแน่ใจนะคะว่ากำลังพูดถึงลูกสาวของฉัน?"
สมองของสู้แล้วชีวิตถึงจะดีอื้ออึงชาหนึบไปหมด
ลูกสาวเธอมีพรสวรรค์ด้านการเรียนเป็นเลิศ แถมยังมีนิสัยว่านอนสอนง่ายมาก
สิ่งที่เฉินหยูพูดต้องไม่ใช่ลูกบ้านเธอแน่ๆ
ลูกสาวเธอไม่มีทางทำเรื่องนอกลู่นอกทางแบบนี้เด็ดขาด!
"ลูกสาวเธอไปโดนกระตุ้นอะไรมาเนี่ย? ทำไมถึงยอมทิ้งมหาวิทยาลัยชิงเป่ยล่ะ?"
"มหาวิทยาลัยชิงเป่ย มหาวิทยาลัยชั้นนำอันดับหนึ่งของประเทศ เป้าหมายที่เด็กสอบเข้าแข่งขันกันแทบตาย นึกจะไม่เอาก็ไม่เอา โคตรใจเด็ดเลย"
"พอลาออกไม่ได้ก็หนีไปดื้อๆ ถ้าไม่โดนกดดันอย่างหนัก ไม่มีทางทำเรื่องแบบนี้แน่"
"ที่คุณคิดว่าเป็นประตูมังกร ในสายตาคนอื่นมันก็แค่ประตูอัตโนมัติแหละ"
"นี่มัน... นึกอยากมาก็มา นึกอยากไปก็ไป"
"ผมก็เป็นนักศึกษาที่ลาออกจากชิงเป่ยเหมือนกันครับ สาเหตุที่ลาออกก็คือนาฬิกาปลุกดัง"
ชาวเน็ตจำนวนมากเดาว่าการลาออกของลูกสาวคนโต น่าจะเกี่ยวข้องกับการควบคุมอย่างเข้มงวดตลอดหลายปีที่ผ่านมาของสู้แล้วชีวิตถึงจะดี
"ผุดลุกขึ้นนั่งด้วยความตกใจตอนใกล้ตาย ที่แท้ตัวตลกก็คือคุณนายซะเอง"
คอมเมนต์เอฟเฟกต์พิเศษข้อความหนึ่ง อธิบายผลลัพธ์จากความอุตสาหะปลุกปั้นมานับสิบปีของสู้แล้วชีวิตถึงจะดีได้อย่างสมบูรณ์แบบ
"ไม่... ไม่มีทาง! เธอไม่มีทางต่อต้านแบบนี้ และยิ่งไม่มีทางทำตัวตกต่ำแน่!"
สู้แล้วชีวิตถึงจะดียกสองมือกุมหัว สีหน้ามีทั้งความโกรธและความสิ้นหวัง
การที่ลูกสาวถูกมหาวิทยาลัยไล่ออก ก็เท่ากับทำลายอนาคตของตัวเอง
ถ้าไม่มีใบปริญญา เธอจะไปทำอะไรกิน?
ครึ่งชีวิตที่เหลือคงมีแต่ความมืดมนไร้ที่สิ้นสุด
ต้องจมปลักกลายเป็นแค่คนธรรมดาๆ อย่างสมบูรณ์
ในอนาคตที่สู้แล้วชีวิตถึงจะดีวางแผนไว้ให้ ต่อให้ลูกสาวจะไม่ได้เป็นบุคคลระดับแนวหน้า แต่อย่างน้อยก็ต้องมีหน้ามีตาในสังคมอยู่บ้าง
ต่อให้ไปเป็นพนักงานบริษัท ก็ต้องเป็นผู้บริหารระดับแกนนำ
ต้องแบบนี้เท่านั้น ถึงจะคุ้มค่ากับการศึกษาแบบชนชั้นสูงที่เธอได้รับมาตลอดสิบกว่าปี
เฉินหยูพูดว่า "ในค่านิยมของคุณ การเป็นคนธรรมดาคือความล้มเหลว การทำงานธรรมดาๆ ก็คือความล้มเหลวเหมือนกัน"
"คุณคิดว่าการปลุกปั้นลูกสาวคนโตนั้นประสบความสำเร็จ โดยไม่รู้เลยว่าตั้งแต่เธอยังเด็ก เธอก็มีความคิดเป็นของตัวเองแล้ว"
"ความว่านอนสอนง่ายเป็นแค่การอดทนอดกลั้นของเธอเท่านั้น"
"เพราะเธอรู้ดีว่าต่อให้ตัวเองจะต่อต้านยังไง ก็เปลี่ยนการตัดสินใจของคุณไม่ได้อยู่ดี"
"จนกระทั่งเข้ามหาวิทยาลัย เธอถึงมีอำนาจพอที่จะเปลี่ยนสถานการณ์ตรงหน้าได้"
"หลังจากสอบติดมหาวิทยาลัย ลูกสาวคนโตของคุณใช้เวลาเต็มๆ หนึ่งปี ในการทบทวนว่าตัวเองควรจะใช้ชีวิตยังไงต่อไป"
"พอขึ้นปีสอง เธอก็ยื่นเรซูเม่ไปที่บริษัทแห่งหนึ่ง ตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองต้องการ"
"ทิ้งมหาวิทยาลัยชิงเป่ย ไปเป็นพนักงานต้อนรับให้คนอื่นเนี่ยนะ นี่คือชีวิตที่เธอต้องการงั้นเหรอ?"
สู้แล้วชีวิตถึงจะดีตวาดลั่น
เฉินหยูถอนหายใจ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า "ชีวิตที่ลูกสาวคุณต้องการ คือชีวิตที่ไม่มีใครมาคอยชี้นิ้วสั่ง ไม่มีใครมาคอยบงการว่าเธอควรจะต้องทำอะไรครับ"
"เธอแค่อยากใช้ชีวิตชิลล์ๆ ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ"
"อยากกินอะไรก็ได้กิน ไม่ใช่ต้องกินอาหารโภชนาการ อาหารเพื่อสุขภาพตามที่คุณสั่ง"
"ภายใต้การศึกษาแบบเข้มงวดของคุณ ตั้งแต่อนุบาลจนถึงมหาวิทยาลัย ลูกสาวคุณไม่เคยมีเวลาเป็นของตัวเองเลย"
"เวลาว่างนอกเวลาเรียนถูกอัดแน่นจนเต็มเอียด"
"เด็กคนอื่นได้เล่นเกม เล่นเน็ต เดินเล่น ช้อปปิ้งซื้อของในเวลาว่าง"
"คุณไม่รู้หรอกว่าในใจลูกสาวคุณอิจฉามากแค่ไหน"
"และเธอก็รู้ดีด้วยว่า ถ้าขืนพูดกับคุณ หรือแสดงท่าทีว่าอิจฉาออกมา คุณก็จะเริ่มอบรมสั่งสอนเธอทันที แถมยังจะพาลไปถึงสามีคุณด้วย"
"แล้วเรื่องนี้มันไปเกี่ยวอะไรกับสามีฉันด้วยคะ?"
สู้แล้วชีวิตถึงจะดีรีบถามซักไซ้
เฉินหยูยิ้มเจื่อนแล้วพูดว่า "คุณคนไข้ครับ คำพูดต่อจากนี้ของผม คุณอาจจะไม่ค่อยชอบฟังเท่าไหร่ แต่ขอให้เชื่อเถอะครับว่า ทุกคำที่ผมพูดคือความจริง"
"ในบรรดาผู้ปกครองที่เลี้ยงลูกแบบเข้มงวดมากมาย คุณเรียกได้ว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญการเลี้ยงลูกแบบเข้มงวดเลยล่ะครับ"
"พอเด็กเกิดมาปุ๊บ คุณก็เริ่มวางแผนชีวิตทุกอย่างให้เธอปั๊บ"
"เมื่อเทียบกับผู้เชี่ยวชาญการเลี้ยงลูกแบบเข้มงวดอย่างคุณ สามีคุณกลับเป็นขั้วตรงข้ามอย่างสิ้นเชิง"
"คำติดปากของเขาคือ 'ก็ดีแล้ว' 'แค่นี้ก็พอแล้ว' 'ไม่ต้องรีบร้อนขนาดนั้นหรอก' 'เดี๋ยวลูกโตขึ้นก็ทำเป็นเองแหละ'"
"คำพูดพวกนี้พอเข้าหูคุณ คุณก็มองว่ามันเป็นคำพูดที่ไร้ความรับผิดชอบ"
"ทุกครั้งที่สามีคุณพูดแบบนี้ ก็จะโดนคุณด่าเปิงตลอด"
"แถมทุกครั้งที่คุณด่าสามี คุณยังดึงลูกสาวมาไว้ข้างๆ แล้วบอกเธอว่าคำพูดพวกนี้มันผิด"
"ต่อไปถ้าใครมาพูดแบบนี้กับเธอ ให้อยู่ห่างๆ คนคนนั้นไว้"
"นานวันเข้า มันก็เลยทิ้งปมในใจที่ยากจะลบเลือนไว้ให้กับลูกสาวคุณ"
พูดถึงตรงนี้ เฉินหยูก็ส่งสัญญาณให้ทุกคนรอสักครู่ แล้วลุกไปกดน้ำดื่ม
เพื่อปรับอารมณ์ของตัวเองให้เย็นลง
ขุนนางตงฉินยังตัดสินเรื่องในครอบครัวยาก คำพูดนี้ไม่เกินจริงเลยสักนิด
เรื่องบ้านนี้มันชวนปวดขมับจริงๆ
สองนาทีต่อมา เฉินหยูก็กลับมานั่งหน้าคอมพิวเตอร์อีกครั้ง
เขาดื่มน้ำไปพลาง ใช้คำไม่กี่คำเพื่ออธิบายลักษณะนิสัยของสู้แล้วชีวิตถึงจะดีไปพลาง
ตัวเธอสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนเลยว่าอะไรคือความเพอร์เฟกต์ชันนิสต์
อะไรคือการมองโลกตามความเป็นจริง
คำพูดที่เธอมักจะพูดกับลูกสาวบ่อยที่สุดก็คือ สังคมมันโหดร้าย ปลาใหญ่กินปลาเล็ก ผู้อยู่รอดคือผู้ที่ปรับตัวได้ ต้องพยายามแย่งชิงความเป็นที่หนึ่ง
ถ้าอยากมีอนาคตที่สดใสในวันข้างหน้า ก็ห้ามตามหลังคนอื่นแม้แต่ก้าวเดียวเด็ดขาด







