ซูอวี่ก็คาดไม่ถึงเช่นกันว่า วันแรกที่ตัวเองมาถึงศูนย์วิจัย งานหลักที่ต้องทำก็คือการทำความสะอาด
หลังจากง่วนอยู่กว่าสองชั่วโมง ซูอวี่ถึงพอจะจัดเก็บโซนที่พักอาศัยให้เข้าที่เข้าทางได้
"รังหมูชัดๆ!"
ซูอวี่หอบหายใจพลางสบถด่าในใจ
สกปรกชะมัด!
คนพวกนี้ทนอยู่กันไปได้ยังไงเนี่ย?
ไป๋เฟิงหมอนั่น ความรู้สึกเหมือนว่าเขามาพักที่นี่บ่อยๆ ซูอวี่พบของใช้ส่วนตัวของเขาไม่น้อย หมอนี่ซกมกขนาดนี้ ตอนออกไปข้างนอกเอาเสื้อผ้าสะอาดๆ ที่ไหนมาใส่?
"คงไม่ใช่ว่าซื้อมาหลายร้อยชุดแล้วเอาไว้เปลี่ยนใส่หรอกนะ?"
ซูอวี่พึมพำในใจ ทำความสะอาดเสร็จแล้ว เขาก็เกิดความสนใจ อยากจะเดินชมศูนย์วิจัยสักหน่อย
ศูนย์วิจัยมีชั้นบนดินสามชั้น ชั้นใต้ดินสามชั้น รวมทั้งหมดหกชั้น
หนึ่งชั้นคือหนึ่งโซน!
ตอนนี้เขาอยู่ที่ชั้นหนึ่ง ชั้นนี้คือโซนที่พักอาศัย มีห้องอาหาร มีห้องครัว มีห้องนั่งเล่น... รองรับคนหลายสิบคนได้สบายๆ
แต่ตอนนี้ที่นี่ไม่มีคนเลย ทั้งสายวิชาไม่มีคนอยู่เลย
ซูอวี่จินตนาการออกเลยว่า ในอดีตตอนที่ศูนย์วิจัยกำลังรุ่งเรือง ที่นี่น่าจะมีคนไม่น้อย ห้องพักก็มีตั้งสิบกว่าห้อง
โซนทดลองหลักอยู่ที่ชั้นใต้ดินชั้นสาม ชั้นใต้ดินชั้นสองคือโซนคุมขัง ชั้นใต้ดินชั้นหนึ่งคือห้องคลัง
ชั้นสองคือโซนทดลองรอง ชั้นสามคือห้องเอกสาร
ปัจจุบัน ซูอวี่สามารถเคลื่อนไหวได้แค่ตั้งแต่ชั้นใต้ดินชั้นหนึ่งถึงชั้นสองเท่านั้น
โซนอื่นๆ เขาไม่มีสิทธิ์เข้าถึง ไป๋เฟิงพูดซะน่ากลัว เขาเองก็ไม่กล้าเดินเพ่นพ่านสุ่มสี่สุ่มห้า ขืนดวงซวยตายอยู่ที่นี่ขึ้นมาจะแย่เอา
"ไปดูที่ห้องคลังก่อนดีกว่า... ไม่แน่ว่าอาจจะมีของดีอยู่ก็ได้?"
ซูอวี่เริ่มรู้สึกสนใจ ห้องคลังของศูนย์วิจัยใหญ่ขนาดนี้ จะไม่มีของอะไรเหลืออยู่เลยจริงๆ เหรอ?
ผมไม่เชื่อหรอก!
...
ไม่กี่นาทีต่อมา
เมื่อมองดูห้องคลังที่มีพื้นที่มากกว่าหนึ่งพันตารางเมตร มองดูชั้นวางของที่ตั้งเรียงรายแน่นขนัดเต็มห้องคลัง ซูอวี่ก็เชื่อแล้ว
ว่างเปล่าจริงๆ ด้วย!
"โลหิตแก่นแท้วิหคพยัคฆ์เหิน (ขั้นเถิงคง)"
"โลหิตแก่นแท้ปีศาจกลืนวิญญาณ (ขั้นเถิงคง)"
"โลหิตแก่นแท้วิหคเผิงปีกทอง (ขั้นหลิงอวิ๋น)"
"..."
เมื่อมองดูตู้เก็บของทีละตู้ มองดูชื่อที่ถูกระบุไว้แต่ละชื่อ ซูอวี่ก็ยืนอึ้งไปพักใหญ่
เขาสามารถจินตนาการได้เลยว่า ในอดีตที่นี่ร่ำรวยมั่งคั่งมากแค่ไหน!
โลหิตแก่นแท้ระดับเถิงคง โลหิตแก่นแท้ระดับหลิงอวิ๋น แถมยังเป็นโลหิตแก่นแท้ของเผ่าพันธุ์ที่แข็งแกร่งทั้งนั้น ที่นี่มีเยอะมาก
แต่ตอนนี้ ไม่มีอะไรเหลือแล้ว!
เหลือทิ้งไว้เพียงห้องคลังที่ว่างเปล่า!
ไม่สิ มีของอยู่!
ซูอวี่ค้นหาอยู่ตั้งนาน ก็พบโลหิตแก่นแท้อย่างหนึ่ง มันยังไม่หมด
"โลหิตแก่นแท้หมูอัคคี (ขั้นว่านสือ)"
โลหิตแก่นแท้หมูอัคคีขวดเล็กๆ หนึ่งขวด อาจจะถูกลืมทิ้งไว้ที่มุมห้องโดยไม่มีใครสนใจ
ซูอวี่ถึงกับร้องไห้ไม่ออก!
โลหิตแก่นแท้หมูอัคคีอันที่จริงก็ถือเป็นของดี แต่ถ้าเอาไปเทียบกับป้ายชื่อทางฝั่งนั้น แล้วกลับมาดูโลหิตแก่นแท้หมูอัคคีขวดนี้... นี่มันขยะอะไรกัน!
ของสิ่งนี้ แม้แต่โลหิตแก่นแท้ของวิหคปีกเหล็กยังเทียบไม่ได้เลย
แต่สำหรับระดับเชียนจวินและระดับว่านสือ มันก็พอจะช่วยขัดเกลาร่างกายได้บ้างนิดหน่อย
"นี่... หรือว่าศูนย์วิจัยจะเปิดต่อไปไม่ไหวแล้ว?"
ซูอวี่รู้สึกคลางแคลงใจอยู่บ้าง ห้องคลังว่างเปล่าหมดแล้ว นั่นหมายความว่าไม่สามารถทำการวิจัยต่อไปได้แล้วอย่างนั้นเหรอ?
หรือว่า เข้าสู่ช่วงสุดท้ายแล้ว?
"ถ้าศูนย์วิจัยเจ๊งขึ้นมาจริงๆ จะขายได้สักหลายแสนแต้มความดีความชอบไหมเนี่ย?"
ซูอวี่อดนึกถึงคำพูดของเซี่ยหู่โหยวไม่ได้ หรือจะบอกว่า... ตัวเองเพิ่งจะเข้าสำนักมา ก็จะได้สืบทอดมรดกก้อนโตแล้ว?
ซูอวี่ส่ายหน้า รู้สึกทั้งขำทั้งสงสารตัวเอง
พอหันกลับไปมองดูชั้นวางโลหิตแก่นแท้พวกนั้นอีกครั้ง แม้กระทั่งในส่วนลึก ยังมีโลหิตแก่นแท้ที่มีป้ายชื่อของเผ่าเทพมารติดอยู่ด้วย ด้านหนึ่งซูอวี่ก็รู้สึกเสียดาย ส่วนอีกด้านหนึ่งก็รู้สึกตื่นตะลึงกับความร่ำรวยของศูนย์วิจัยในอดีต
เอาโลหิตแก่นแท้เทพมารมาวิจัยด้วย!
เผ่าพันธุ์หมื่นเผ่าในพหุภพ รายชื่อของร้อยเผ่าพันธุ์ที่แข็งแกร่งที่สุด เขาได้เห็นที่นี่ไม่น้อยเลย
หงถาน... โคตรเทพเลย!
ซูอวี่อดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจออกมาคำหนึ่ง!
เขาปิดประตูห้องคลัง ประตูบานหนาหนักนั้นให้ความรู้สึกกับซูอวี่ว่า หากเขาไม่มีสิทธิ์ในการเปิดประตู ต่อให้เป็นผู้ฝึกตนระดับเถิงคงก็อาจจะไม่สามารถพังประตูบานนี้เข้าไปได้
"ก็นับว่าเป็นสถานที่ซ่อนของที่ดีแห่งหนึ่ง..."
ซูอวี่พึมพำออกมา ยังไงซะห้องคลังนี้ก็ว่างเปล่าแล้ว ดูท่าทางไป๋เฟิงก็คงไม่ได้เข้ามานานมากแล้วเหมือนกัน สถานที่นี้เอาไว้ซ่อนของก็นับว่าไม่เลวเลย
โลหิตแก่นแท้หมูอัคคีเพียงขวดเดียวขวดนั้น ซูอวี่ไม่ได้หยิบติดมือออกมาด้วย
ของสิ่งนั้นเป็นของศูนย์วิจัย ถึงแม้ไป๋เฟิงอาจจะลืมไปแล้วก็ตาม แต่ว่า... ใครจะไปรู้ว่านี่เป็นการทดสอบหรือเปล่า
อย่าเสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่ายเลย ขืนตัวเองถูกไล่ออกเพียงเพราะโลหิตแก่นแท้หมูอัคคีขวดเดียว แบบนั้นก็ไม่คุ้มกันแล้ว
ศูนย์วิจัยแห่งนี้ยังมีคนหมายปองอยู่อีกมากมาย ซูอวี่เองก็อยากรู้เหมือนกันว่า ตัวเองจะได้รับผลประโยชน์มากน้อยแค่ไหนจากที่นี่
...
นอกจากห้องคลังและโซนที่พักอาศัยแล้ว ซูอวี่ก็ไปได้แค่โซนทดลองรองเท่านั้น
ยังไม่ทันได้ขึ้นไปชั้นบน เพิ่งจะเดินออกมาจากห้องคลัง ซูอวี่ก็พลันได้ยินเสียงคำรามดังขึ้น คล้ายกับดังก้องกังวานอยู่ในหูเลือนราง!
ครืนนน!
พื้นดินสั่นสะเทือนเล็กน้อย ตอนนี้ซูอวี่ยังคงอยู่ที่ชั้นใต้ดินชั้นหนึ่ง สัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนใต้ฝ่าเท้า ร่างกายสั่นไหวเล็กน้อย ความเคลื่อนไหวถูกส่งมาจากโซนคุมขัง!
มีสิ่งมีชีวิตอยู่ข้างในนั้นจริงๆ ด้วย!
"สิ่งมีชีวิตเผ่าพันธุ์หมื่นเผ่าที่หลงเหลืออยู่ตามที่ไป๋เฟิงพูดงั้นเหรอ?"
ภายในใจซูอวี่สั่นสะท้านเล็กน้อย ด้านล่างมีการคุมขังสิ่งมีชีวิตเผ่าพันธุ์หมื่นเผ่าที่ยังมีชีวิตอยู่จริงๆ งั้นเหรอ?
แถมยังอยู่เหนือระดับเถิงคงอีก?
"คูจีลี่..."
เสียงที่ฟังดูเลือนรางเสียงหนึ่งดังแว่วมา พร้อมกับเสียงคำรามและเสียงร้องคำรามด้วยความเจ็บปวด
ซูอวี่เงี่ยหูฟังอย่างเงียบๆ อยู่ครู่หนึ่ง ฟังไม่รู้เรื่อง
มันไม่ได้อยู่ในลำดับภาษาที่เขาเชี่ยวชาญ!
"ภาษาของเผ่าพันธุ์ที่ผมไม่เคยเรียนมาก่อน..."
ซูอวี่เลิกคิ้วขึ้น อีกฝ่ายคือเผ่าพันธุ์ที่มีสติปัญญา เผ่าพันธุ์ในหมื่นเผ่าบางเผ่าพันธุ์ก็ไม่ได้มีสติปัญญามากนัก แต่ตัวที่ถูกคุมขังอยู่ด้านล่าง น่าจะเป็นพวกที่มีสติปัญญา จัดอยู่ในระบบสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญา
เขายืนฟังอยู่ครู่หนึ่ง ไม่กล้าอยู่นาน พอทำท่าจะจากไป
ด้านล่างนั้น ภาษาของเผ่าพันธุ์นั้นก็พลันเปลี่ยนไป กลายเป็นภาษากลางของเผ่าพันธุ์หมื่นเผ่า
"ปล่อยข้าออกไป!"
"ได้ยินไหม? ปล่อยข้าออกไป! ปล่อยข้าออกไป แล้วข้าจะมอบของวิเศษล้ำค่าให้เจ้า..."
"..."
เสียงค่อนข้างอู้อี้ ซูอวี่จึงได้ยินไม่ค่อยชัดเจนนัก
สิ่งมีชีวิตที่อยู่ด้านล่าง อาจจะสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง รู้ว่าไม่ใช่ไป๋เฟิงและหงถาน ตอนนี้จึงแผดเสียงร้องคำรามอย่างต่อเนื่อง
ซูอวี่สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ไม่อยู่นานอีกต่อไป รีบเดินจากไปทันที
เขาไม่กล้าทำอะไรสุ่มสี่สุ่มห้าหรอก!
เมื่อครู่เขาลองทดสอบกับพื้นดูแล้ว ด้วยความแข็งแกร่งของเขา ต่อให้ทุ่มสุดแรงกระทืบเท้าลงไปก็ไม่มีการตอบสนองใดๆ เลย แต่อีกฝ่ายกลับสามารถทำให้พื้นดินสั่นสะเทือนไม่หยุดได้ เห็นได้ชัดว่ามีความแข็งแกร่งอย่างมาก ซูอวี่ยังแอบกังวลเลยว่าอีกฝ่ายจะพังพื้นดินแล้วทะลวงขึ้นมาฆ่าเขาหรือเปล่า
สถานที่แห่งนี้ รู้สึกไม่ค่อยปลอดภัยเลยแฮะ
...
รอจนซูอวี่วิ่งขึ้นไปแล้ว ที่ชั้นใต้ดินชั้นสอง
กรงโลหะทีละกรงถูกตั้งเรียงรายอยู่ในห้องโถงขนาดมหึมา
กรงโลหะหลายกรงได้ว่างเปล่าไปแล้ว มีเพียงกรงโลหะไม่กี่กรงเท่านั้นที่ยังมีสิ่งมีชีวิตอยู่ข้างใน บางกรงก็เงียบสงัดไร้สุ้มเสียง ราวกับว่าตายไปนานแล้ว
บางกรงก็เหลือเพียงแค่ซากกระดูกแห้งๆ เลือดเนื้อสูญสลายหายไปนานแล้ว
เวลานี้ ภายในกรงขังขนาดมหึมากรงหนึ่ง สิ่งมีชีวิตที่มีรูปร่างคล้ายสิงโตสีทองตัวหนึ่ง กำลังพุ่งชนโครงโลหะเหนือหัวอย่างต่อเนื่อง กระแสไฟฟ้าที่ราวกับสายฟ้าฟาดพุ่งเข้าโจมตีสิงโตสีทองตัวนี้ระลอกแล้วระลอกเล่า
โจมตีจนมันเลือดอาบเนื้อตัวแหลกเหลว!
แต่สิงโตสีทองกลับไม่ได้สนใจสิ่งเหล่านี้ มันส่งเสียงคำรามออกมาอีกระลอก รอจนไม่สามารถสัมผัสได้ถึงความเคลื่อนไหวจากด้านบนแล้ว สิงโตก็เงียบลง ดวงตาขนาดมหึมาที่ราวกับโคมไฟกวาดมองไปรอบทิศ ก่อนจะส่งเสียงคำรามลั่น!
"พวกเราต้องตายแน่ๆ ไม่ช้าก็เร็วต้องตายแน่ๆ!"
"หากยังไม่ช่วยเหลือตัวเองอีก พวกเราจะไม่มีทางรอดชีวิตกลับไปได้หรอก!"
"..."
สิงโตใช้ภาษากลางของเผ่าพันธุ์หมื่นเผ่า หันไปคำรามใส่กรงขังที่มีสิ่งมีชีวิตอยู่อย่างต่อเนื่อง
"หงถานจากไปแล้ว มีเด็กใหม่เข้ามา ล่อลวงเขาซะ พวกเรายังมีความหวังที่จะได้ออกไป..."
สิงโตยังคงแผดเสียงคำราม วินาทีต่อมาก็มีเสียงอันเยือกเย็นดังแว่วมา "เลิกคิดไปได้เลย ไม่มีทางหนีรอดไปได้หรอก รอความตายอยู่ที่นี่แหละ! กรงขังพวกนี้ล้วนถูกหงถานใช้อักษรเทวะปิดผนึกเอาไว้ พวกเราออกไปไม่ได้เด็ดขาด เก็บแรงเอาไว้เถอะ เว้นเสียแต่ว่าจะมีผู้ฝึกตนระดับซานไห่บุกเข้ามาปล่อยพวกเราออกไป..."
สิงโตสีทองคำรามตอบ "ไม่ พวกเรายังมีโอกาส! หากเด็กใหม่นั่นได้รับสิทธิ์เข้าถึง ก็สามารถเปิดกรงขังให้พวกเราได้..."
"นี่คือสถาบันอารยธรรมของเผ่ามนุษย์ ต่อให้เปิดกรงขังได้ พวกเราก็หนีไปไหนไม่รอดอยู่ดี!"
เสียงเยือกเย็นนั้นดังขึ้นอีกครั้ง "ที่นี่มียอดฝีมือเยอะเกินไป มีผู้ฝึกตนระดับซานไห่มากมาย แถมในเมืองยังมีเซี่ยหลงอู่อยู่อีก ต่อให้พวกเราหนีออกไปได้ แล้วจะหนีไปที่ไหน?"
สิงโตสีทองเงียบไป
เงียบงันราวกับตาย!
ใช่แล้ว หนีไม่พ้นหรอก
ต่อให้ออกไปจากที่นี่ หลุดพ้นจากเงื้อมมือมารของหงถานได้ แล้วจะวิ่งหนีไปทางไหนได้?
ที่นี่คือใจกลางดินแดนของเผ่ามนุษย์นะ!
เสียงเยือกเย็นดังแว่วมาอีกครั้ง "หยุดอาละวาดสักทีเถอะ สิ้นเปลืองพลังไปให้น้อยหน่อย ที่นี่ไม่มีพลังหยวนให้เติมเต็มหรอก มีชีวิตรอดไปได้อีกวันก็ถือว่ากำไรแล้ว"
สิงโตสีทองเดือดดาลขึ้นมาอีกครั้ง "ข้าไม่ยอมตายอยู่ที่นี่แบบนี้! ไม่ยอมตายอย่างอนาถแบบนี้เด็ดขาด! ข้าจะทำให้เผ่ามนุษย์ต้องชดใช้ ขอเพียงแค่ให้ข้าออกไปได้ ต่อให้ต้องถูกฆ่าตาย ข้าก็จะเข่นฆ่าพวกมนุษย์ให้เลือดไหลเป็นสายน้ำ!"
สิ้นเสียง สิงโตก็หันไปมองกรงขังที่อยู่ตรงมุมห้อง ที่นั่น มีสิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะคล้ายกับเงาสายหนึ่งอาศัยอยู่ในกรงขังอย่างเลือนราง
ตัวตนของมันช่างเบาบางเหลือเกิน!
"เงา ยังมีโอกาสอยู่ ถึงพวกเราจะไปไม่ได้ แต่เจ้ามีโอกาส ขอเพียงแค่กรงขังถูกพังทลาย เจ้าก็สามารถซ่อนตัวอยู่ในเงาของคนอื่นเพื่อหลบหนีออกไปได้..."
เสียงอันเยือกเย็นของเงาดังขึ้นอีกครั้ง "เป็นไปไม่ได้หรอก ถูกขังมานานหลายปีขนาดนี้ พลังพรสวรรค์ของข้าก็ใช้งานไม่ได้มาตั้งนานแล้ว เผ่าเงาที่สูญเสียพลังพรสวรรค์ไป ผู้ฝึกตนระดับเถิงคงคนไหนก็สามารถฆ่าข้าได้อย่างง่ายดาย ผู้ฝึกตนระดับเถิงคงก็สามารถค้นพบตัวตนของข้าได้ทั้งนั้น!"
สิงโตสีทองแผดเสียงคำรามด้วยความโกรธแค้นอีกครั้ง!
มันไม่ยอมจำนน!
ไม่ยอมตกเป็นนักโทษ ไม่ยอมกลายเป็นหนูทดลองของหงถาน ไม่ยอมถูกสูบเลือดครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อนำไปสร้างโลหิตแก่นแท้!
ครั้งหนึ่ง มันเองก็เคยโลดแล่นอยู่ในสนามรบพหุภพ!
ครั้งหนึ่ง มันเองก็เป็นถึงอัจฉริยะในเผ่าพันธุ์ มันไม่ยินยอมที่จะต้องมาตายอย่างเงียบๆ ไร้ชื่อเสียงเรียงนามอยู่ที่นี่ โดยไม่มีใครสนใจ!
แต่มัน... ก็ไปไหนไม่ได้
ที่นี่คือสถานที่คุมขังที่ผู้ฝึกตนระดับซานไห่เป็นคนสร้างขึ้น กรงขังล้วนถูกสั่งทำขึ้นเป็นพิเศษ รอบด้านเต็มไปด้วยค่ายกลอักษรเทวะ มันไม่สามารถออกไปได้เลย
...
ฉากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชั้นใต้ดินชั้นสองนั้น ซูอวี่ไม่เห็น
ตอนนี้ เขาเองก็ไม่กล้าเข้าไปดูเช่นกัน ความรู้สึกราวกับแผ่นดินไหวเมื่อครู่นี้ ทำให้เขายังคงหวาดผวาอยู่ไม่หาย
ด้านล่างนั่น ล้วนเป็นสิ่งมีชีวิตเผ่าพันธุ์หมื่นเผ่าที่อยู่เหนือระดับเถิงคงทั้งนั้น
ใครจะไปรู้ว่าเป็นระดับหลิงอวิ๋นหรือว่าระดับอื่น ขืนลงไป ระวังจะถูกกลืนกินลงท้องในคำเดียว
วิ่งขึ้นมาจนถึงชั้นสองแล้ว ซูอวี่ถึงได้ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ชั้นสอง ก็ถูกแบ่งออกเป็นหลายโซนเช่นกัน
ซูอวี่มองเห็นห้องทีละห้อง ด้านบนมีชื่อห้องทดลองเขียนกำกับเอาไว้
"ห้องแยกโลหิตแก่นแท้"
"ห้องผสานโลหิตแก่นแท้"
"ห้องผสานอักษรเทวะ"
"ห้องชำแหละ"
"..."
โซนทดลองรอง มีห้องทดลองอยู่สิบกว่าห้อง
เดินมาจนสุดทาง ซูอวี่ถึงได้เห็น "โซนของเสีย" ที่ไป๋เฟิงพูดถึง
นี่คือโซนแยกต่างหาก ตรงกลางคือโถงทางเดิน ด้านซ้ายคือ "ห้องกรอง" ด้านขวาคือ "ห้องเศษชิ้นส่วน"
นอกเหนือจากนั้น ด้านหน้ายังมีอีกโซนหนึ่ง
ซูอวี่เงยหน้าขึ้นมอง ด้านบนเขียนเอาไว้ว่า "โซนอักษรเทวะเสื่อมสภาพ"
ซูอวี่ชะงักไปเล็กน้อย อักษรเทวะเสื่อมสภาพ?
อักษรเทวะมีการเสื่อมสภาพด้วยเหรอ?
ไม่สิ อักษรเทวะสามารถหลุดลอกออกมาได้ด้วยเหรอ?
ต้องรู้ก่อนว่า หลังจากที่อักษรเทวะปรากฏเป็นรูปร่างแล้ว หากไม่ได้ถูกส่งต่อให้สืบทอดอย่างถาวร ไม่นานมันก็จะสูญสลายไป
แล้วโซนอักษรเทวะเสื่อมสภาพนี่ มันคืออะไรกันแน่?
ซูอวี่รีบหยิบสมุดเล่มเล็กที่พกติดตัวออกมา "สิ่งที่เด็กใหม่ต้องรู้"
นี่คือของที่ไป๋เฟิงโยนทิ้งไว้บนโซฟาก่อนจะจากไป
ซูอวี่เปิดดูคร่าวๆ ไม่นานก็เห็นคำแนะนำเกี่ยวกับ "โซนอักษรเทวะเสื่อมสภาพ"
"อักษรเทวะ เหนือระดับซานไห่ขึ้นไปมีโอกาสที่จะสืบทอด ปรากฏเป็นรูปร่างอย่างถาวร และตกทอดตลอดไป!"
"อักษรเทวะเสื่อมสภาพ คล้ายคลึงกับผลผลิตของบันทึกอารยธรรม หลังจากปรมาจารย์อารยธรรมเผ่าพันธุ์หมื่นเผ่าเสียชีวิต จะทิ้งอักษรเทวะที่เสียหายเอาไว้ ไม่สามารถนำไปใช้งานได้ แต่ก็ยังไม่สูญสลายไปอย่างสมบูรณ์ ทั้งหมดจะถูกเก็บไว้ในโซนอักษรเทวะเสื่อมสภาพ โดยหลักๆ แล้วจะถูกนำมาใช้สำหรับการถ่ายโอนและผสานคุณสมบัติ"
"อักษรเทวะเสื่อมสภาพของศูนย์วิจัยเหวินถาน ส่วนใหญ่มาจากเผ่าพันธุ์หมื่นเผ่า มีส่วนน้อยที่มาจากผลผลิตของการผสานคุณสมบัติที่ล้มเหลวในอดีต"
"การถ่ายโอนและผสานคุณสมบัติ คือผลงานวิจัยที่ศูนย์วิจัยเหวินถานภาคภูมิใจที่สุดในอดีต แต่ผลลัพธ์กลับมีอัตราความล้มเหลวสูงเกินไป จึงถูกปิดผนึกไปนานแล้ว ปัจจุบันมีเพียงการสืบทอดทางทฤษฎี ไม่มีการทดลองกับร่างกายมนุษย์อีกต่อไป หลักสูตรการผสานคุณสมบัติของสถาบัน เป็นเพียงการกล่าวถึงความรู้ทางทฤษฎีนี้ในเบื้องต้นเท่านั้น"
"..."
ในสมุดเล่มเล็กมีคำอธิบายอย่างละเอียด บอกเล่าถึงสถานการณ์การทดลองถ่ายโอนและผสานคุณสมบัติในอดีต
เคยมีกรณีที่ประสบความสำเร็จ และมีไม่น้อยเลยด้วย
แต่กรณีที่ล้มเหลวนั้นมีมากกว่า!
ความล้มเหลว หากไม่อักษรเทวะพังทลาย ก็จะเป็นทะเลเจตจำนงพังทลาย หรือไม่ก็เกิดการต่อต้านของอักษรเทวะ การต่อต้านของคุณสมบัติ ซึ่งความล้มเหลวนั้นมีมากกว่ามาก
ดังนั้นเมื่อหลายสิบปีก่อน การถ่ายโอนและการผสานคุณสมบัติจึงถูกปิดผนึกไป
เทคโนโลยีนี้ ปัจจุบันไม่เปิดให้ใช้งานอีกต่อไปแล้ว
สถาบันมีหลักสูตรนี้ ก็เป็นเพียงความรู้ทางทฤษฎีง่ายๆ บางส่วนเท่านั้น พูดกันตามตรงก็คือมีไว้ให้นักเรียนบางคนศึกษาเป็นแนวทางเท่านั้น ในความเป็นจริงแล้ว ปัจจุบันหงถานไม่รับคำขอสำหรับการผสานและถ่ายโอนคุณสมบัติอีกต่อไปแล้ว
แน่นอนว่า ในฐานะนักเรียนสายวิชาของหงถาน ซูอวี่ย่อมสามารถศึกษาเทคโนโลยีนี้อย่างเจาะลึกได้
แต่ "สิ่งที่เด็กใหม่ต้องรู้" ก็มีข้อเรียกร้องอยู่ว่า ห้ามรับคำขอทดลองจากเผ่ามนุษย์ สามารถใช้สิ่งมีชีวิตเผ่าพันธุ์หมื่นเผ่าในการทดลองต่อไปเพื่อเพิ่มอัตราความสำเร็จได้ หากอัตราความสำเร็จสูงกว่า 90% ถึงจะสามารถทำการทดลองกับเผ่ามนุษย์ต่อไปได้
หลายปีมานี้หงถานยุ่งอยู่กับโปรเจกต์ใหม่ เดิมทีโปรเจกต์นี้ก็มีคนวิจัยอยู่เหมือนกัน แต่หลังจากที่คนหนีหายไปจนเกือบหมด เทคโนโลยีการถ่ายโอนและผสานก็ถูกปิดผนึกไปด้วย
"เทคโนโลยีที่ดีขนาดนี้ กลับถูกปิดผนึก น่าเสียดายจริงๆ!"
ซูอวี่รู้สึกเสียดายอยู่บ้าง แน่นอนว่าเขาก็เข้าใจดีว่าโปรเจกต์ใหม่ย่อมต้องสำคัญกว่าโปรเจกต์นี้อย่างแน่นอน หงถานถึงได้ล้มเลิกการวิจัยต่อไป
คนอย่างไป๋เฟิง ตอนนี้ก็คงจะไม่มีเรี่ยวแรงมาทำการวิจัยต่อไปแล้วเหมือนกัน
แต่ในสถาบันน่าจะยังมีคนวิจัยอยู่ ถึงแม้เทคโนโลยีจะถูกปิดผนึกไปแล้ว แต่ความรู้ทางทฤษฎีและวัตถุดิบ ศูนย์วิจัยเหวินถานก็ได้ส่งมอบให้กับสถาบันไปหมดแล้ว ไม่อย่างนั้นหลายปีมานี้ สถาบันคงไม่มอบเงินทุนสนับสนุนให้กับศูนย์วิจัยมาโดยตลอดหรอก เรื่องนี้น่าจะมีความเกี่ยวข้องกับการส่งมอบเทคโนโลยีในอดีตไม่น้อยเลย
"โซนอักษรเทวะเสื่อมสภาพ..."
ซูอวี่มองไปยังห้องทดลองใหญ่นั้นอีกครั้ง ไม่ได้เดินเข้าไป ถึงแม้เขาจะมีความสนใจในอักษรเทวะเสื่อมสภาพอยู่บ้าง แต่ตอนนี้ เขายังคงสนใจห้องทดลองอีกสองห้องมากกว่า
...
เมื่อยืนอยู่หน้าประตูห้องเศษชิ้นส่วน ซูอวี่ก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ รูดบัตรนักเรียน ประตูก็เปิดออก
สิ่งที่ปรากฏแก่สายตา คือเศษกระดูกและเศษหนังสัตว์ที่กองสุมกันเป็นภูเขา!
ของพวกนี้ ในอดีตล้วนเป็นอักษรเจตจำนงทั้งสิ้น
พลังเจตจำนงภายในถูกใช้จนหมดเกลี้ยง ของพวกนี้ล้วนพังทลายไปหมดแล้ว ซูอวี่ยากที่จะจินตนาการได้ว่า ที่นี่มีอักษรเจตจำนงถูกทิ้งไว้มากน้อยแค่ไหน นี่มันเป็นตัวเลขมหาศาลเลยทีเดียว!
นี่มันแต้มความดีความชอบเท่าไหร่กันเนี่ย?
เขาก้าวเท้าเข้าไป ราวกับว่าชนเข้ากับกำแพงที่มองไม่เห็นบางอย่าง ในอากาศเกิดระลอกคลื่นกระเพื่อมไหว วินาทีต่อมา ซูอวี่ก็ฝ่าอุปสรรคเข้ามาได้ และก้าวเข้าสู่ห้องเศษชิ้นส่วนอย่างเป็นทางการ
เพิ่งจะฝ่ากำแพงระลอกคลื่นเข้ามาได้ ก็เกิดเสียงดังครืน ทะเลจิตสำนึกของซูอวี่สั่นสะเทือนขึ้นมาทันที
อักษรเทวะสองตัวราวกับตื่นขึ้นจากการหลับใหล พวกมันสั่นไหวอย่างต่อเนื่อง
ใบหน้าของซูอวี่ซีดเผือดลงในพริบตา พลังเจตจำนงปะทุออกมา ต่อต้านกับพลังเจตจำนงที่แผ่ซ่านเข้ามา
ที่นี่ ยังอยู่ห่างจากภูเขาเศษชิ้นส่วนอีกระยะหนึ่ง
แต่ถึงอย่างนั้น ซูอวี่ก็ยังสัมผัสได้ถึงแรงกดดันอันหนักอึ้งดุจขุนเขาที่กำลังกดทับลงมาที่เขา!
ซูอวี่ไม่รู้เลยว่า ที่แห่งนี้มีการแบ่งโซน
ค่ายกลอักษรเทวะแต่ละสาย ได้ตัดขาดภูเขาเศษชิ้นส่วนออกจากโลกภายนอก สิ่งที่เขาเข้าไปเป็นเพียงโซนแรกเท่านั้น หากความแข็งแกร่งไม่เพียงพอ พลังเจตจำนงไม่แข็งแกร่งพอ เขาก็ไม่มีทางทำลายกำแพงชั้นที่สองเข้าไปได้
แม้จะเป็นเช่นนี้ ซูอวี่ก็เริ่มจะทนรับไม่ไหวแล้ว!
หยาดเหงื่อเม็ดโป้งหยดติ๋ง!
ใบหน้าซีดเผือด พลังเจตจำนงถูกเผาผลาญอย่างต่อเนื่อง เขาสามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจนเลยว่าพลังเจตจำนงกำลังลดลง!
นี่รุนแรงกว่าตอนที่เขาเพ่งพินิจเศษกระดูกชิ้นนั้นเสียอีก
มันไม่ใช่แค่พลังเจตจำนงเพียงสายเดียว แต่เป็นพลังเจตจำนงหลากหลายประเภทที่มารวมตัวกัน พุ่งเข้าปะทะกับทะเลจิตสำนึกของเขา
ไม่มีการสืบทอดความรู้ใดๆ บางครั้งก็มีตัวอักษรที่ไม่รู้จักปะทุขึ้นมาอย่างสะเปะสะปะ แล้วก็หายไปในชั่วพริบตา กลายเป็นพลังเจตจำนงพุ่งเข้าโจมตีซูอวี่อีกครั้ง
"ปนเปกันมั่วไปหมด!"
ซูอวี่เลิกสัมผัสถึงความรู้ที่สืบทอดเหล่านั้น ของพวกนี้ล้วนเป็นของที่เสียหาย ล้วนเป็นของเสีย หากเขายังคงสัมผัสต่อไป ตัวเขาเองนี่แหละที่จะเป็นบ้าไปซะก่อน
เมื่อสัมผัสได้ว่าพลังเจตจำนงกำลังลดลงอย่างต่อเนื่อง ซูอวี่ก็เริ่มหอบหายใจอย่างหนักหน่วง
นี่คือประโยชน์ของห้องเศษชิ้นส่วนงั้นเหรอ?
ความจุ 30% ตอนนี้อยู่ที่นี่ราวกับเป็นเรือลำน้อยกลางมหาสมุทร พลังเจตจำนงจากทั่วทุกสารทิศพุ่งเข้าปะทะซูอวี่อย่างต่อเนื่อง ทำให้เขาต้องลอยไปตามน้ำ ให้ความรู้สึกราวกับจะพลิกคว่ำได้ทุกเมื่อ
ครู่ต่อมา ซูอวี่ก็รู้สึกว่าพลังเจตจำนงของตัวเองหมดเกลี้ยงแล้ว เวลานี้ ทะเลเจตจำนงสั่นไหวเล็กน้อย พลังเจตจำนงสายใหม่ก็ปรากฏขึ้น
นี่ไม่ใช่สิ่งที่มาจากตำราภาพ แต่เป็นสิ่งที่ทะเลเจตจำนงมีอยู่แล้ว
เมื่อพลังเจตจำนงถูกใช้ไปจนเกินขีดจำกัด ก็จะมีพลังเจตจำนงสายใหม่ถือกำเนิดขึ้น
นี่คือเคล็ดลับในการเสริมความแข็งแกร่งให้กับตัวเองของปรมาจารย์อารยธรรม!
ซูอวี่ได้ลิ้มรสความหอมหวานแล้ว เดิมทีเขาเตรียมตัวจะถอยกลับออกไป แต่ตอนนี้เขากลับก้าวเท้าไปข้างหน้าอีกก้าว เขาไม่คิดจะไปแล้ว ขอสู้ต่อไปอีกสักหน่อย ดูสิว่าพลังเจตจำนงจะสามารถแข็งแกร่งขึ้นได้อีกไหม!
เวลานี้ ซูอวี่สัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดราวกับถูกเข็มทิ่มแทง พลังเจตจำนงอันแผ่วเบานั้นกำลังต่อต้านกับพลังเจตจำนงที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วทุกสารทิศ ทำให้เขาเจ็บปวดเป็นอย่างมาก
ราวกับว่าได้กลับไปอยู่ในความฝันอีกครั้ง ถูกสัตว์ประหลาดพวกนั้นฆ่าตายครั้งแล้วครั้งเล่า!
ซูอวี่ยังคงกัดฟันทนต่อไป เขารู้สึกว่าตัวเองยังไม่ถึงขีดจำกัด ตามที่ระบุไว้ใน "สิ่งที่เด็กใหม่ต้องรู้" เมื่อไหร่ที่คุณรู้สึกว่าหัวใกล้จะระเบิด คุณก็ต้องออกไป นั่นคือสัญญาณของการใช้พลังมากเกินไป เมื่อทะเลเจตจำนงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ก็ต้องรีบออกไปให้ได้
เขายังไม่รู้สึกแบบนั้น ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่เสี่ยงหรอก
ในเมื่อไม่มีอาการแบบนั้น นั่นก็หมายความว่าเขายังสามารถทนต่อไปได้
สิบนาทีต่อมา น้ำตาของซูอวี่ก็ไหลพราก!
"ผม... ยังไม่ถึงขีดจำกัดอีกเหรอ?"
ในเวลานี้ จู่ๆ เขาก็รู้สึกว่าขีดจำกัดของตัวเองสูงเกินไปหรือเปล่า?
มันเจ็บมากจริงๆ เจ็บจนเขาอยากจะตายให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย
เจ็บปวดยิ่งกว่าการถูกคนฆ่าตายเป็นสิบๆ ครั้งเสียอีก แต่ทำไมถึงยังไม่รู้สึกถึงความปั่นป่วนของทะเลจิตสำนึกเลยล่ะ?
...
ซูอวี่ไม่รู้และมองไม่เห็นว่า ในเวลานี้เอง ตำราภาพสีทองนั้น ได้ปลดปล่อยพลังงานอันแผ่วเบาออกมาเป็นสาย เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงให้กับทะเลจิตสำนึกของเขา
เดิมที ทะเลจิตสำนึกควรจะปั่นป่วนไปตั้งนานแล้ว
แต่ทุกครั้งที่มีสัญญาณบ่งบอกเช่นนั้น ตำราภาพสีทองก็จะสั่นไหวเล็กน้อย เพื่อรักษาสมดุลของทะเลจิตสำนึกเอาไว้
เพราะฉะนั้น... ขีดจำกัดของซูอวี่จึงเหนือกว่าที่เขาจินตนาการไว้มาก
ทว่าความเจ็บปวดก็เหนือกว่าที่เขาจินตนาการไว้เช่นกัน
คนผู้หนึ่งที่ไม่มีขีดจำกัด กำลังไล่ตามหาขีดจำกัดอย่างไม่หยุดหย่อน ยอมอดทนต่อความเจ็บปวดอันแสนสาหัส!
ซูอวี่อยากจะรอจนกว่าทะเลจิตสำนึกจะปั่นป่วน รอจนกว่าจะรู้สึกว่าทนไม่ไหวแล้วค่อยออกไป แต่เห็นได้ชัดว่า... เขารอไม่ถึงตอนนั้นหรอก!
15 นาทีต่อมา ซูอวี่ก็นอนหมอบอยู่บนพื้น น้ำตาเอ่อคลอจนภาพตรงหน้าพร่ามัว
ผม... ยังอดทนไม่พอเหรอ?
โหดร้ายกับตัวเองไม่พอเหรอ?
ที่ผ่านมาไม่เคยไปถึงขีดจำกัดเลยงั้นเหรอ?
"ผมคิดมาตลอดว่าตัวเองดิ้นรนอยู่บนขอบเขตของขีดจำกัดแล้ว แต่ตอนนี้นี่มันหมายความว่ายังไง... ผมไม่เคยต้อนตัวเองให้จนมุมเลยงั้นเหรอ?"
ซูอวี่เริ่มอยากจะร้องไห้ หรือว่าความเจ็บปวดจากการถูกฆ่า ถูกกลืนกิน ถูกกัดตายครั้งแล้วครั้งเล่าในอดีต จะไม่ใช่ขีดจำกัดของตัวเองเลย?
ความอดทนของตัวเอง มันแข็งแกร่งเกินกว่าที่จะจินตนาการได้เลยเหรอ?
20 นาทีต่อมา ซูอวี่ใช้ทั้งมือและเท้าตะเกียกตะกายคลานออกไป!
ผมไม่เอาแล้ว!
ช่างมันเถอะ ผมยังโหดร้ายกับตัวเองไม่พอ ผมกลัวว่าตัวเองยังไม่ทันจะถึงขีดจำกัด ผมก็ต้องมาเจ็บจนตายซะก่อน
หนึ่งนาทีต่อมา ซูอวี่ก็คลานออกมาได้ เขามองไปยังห้องเศษชิ้นส่วนด้วยความหวาดผวา
พร้อมกับรู้สึกทุกข์ใจและจนปัญญาอยู่บ้าง!
"ผม... ลงมืออย่างโหดเหี้ยมกับตัวเองไม่ลงจริงๆ!"
มาที่ห้องทดลองเป็นครั้งแรก ก็ต้องมาพ่ายแพ้ยับเยินซะแล้ว เขาถึงกับทนรอไม่ไหวจนขีดจำกัดมาถึงด้วยซ้ำ
ตามที่ระบุไว้ในคู่มือ หากครั้งแรกสามารถอดทนรอจนขีดจำกัดมาถึงได้ มันจะช่วยตัวเองได้มากเลยทีเดียว
วินาทีนี้ ซูอวี่ถึงกับเริ่มสงสัยในตัวเองขึ้นมาบ้างแล้ว
หลิวเหวินเยี่ยนและไป๋เฟิงต่างก็เคยพูดไว้ ว่าซูอวี่นั้นมีความอดทนสูงมาก จ้าวลี่เองก็บอกว่าเขาเห็นว่าซูอวี่มีความมุมานะมากพอ ถึงได้เกิดความคิดอยากจะรับเป็นศิษย์ ซูอวี่เองก็เชื่อแบบนั้นจริงๆ
แต่ตอนนี้... ผมเป็นคนมีความมุมานะจริงๆ เหรอ?
ซูอวี่นอนหมอบอยู่บนพื้น เริ่มสงสัยในชีวิตขึ้นมาบ้างแล้ว เขารู้สึกว่าตัวเองใกล้จะเจ็บจนตายอยู่แล้ว มีคนมากมายที่สามารถทนรอจนขีดจำกัดมาถึงได้จริงๆ เหรอ?
"คู่มือเล่มนี้... ไม่ได้หลอกผมใช่ไหม?"
...
ในเวลาเดียวกัน
ไป๋เฟิงสวาปามอาหารอย่างบ้าคลั่ง พลางหนีบเครื่องมือสื่อสารเอาไว้ที่หูแล้วพูดว่า "ไม่ต้องไปสนใจเขาหรอก โยนเข้าไปให้เล่นในห้องทดลองคนเดียวนั่นแหละ! ฉันบอกแล้วไงว่านายไม่ต้องเป็นห่วง ถ้านายไม่วางใจจริงๆ นายก็ไปดูเอาเองสิ..."
"ศิษย์พี่ นี่ฉันเป็นคนสอนลูกศิษย์นะ ไม่ใช่นายสักหน่อย นายจะรีบร้อนไปทำไม!"
ไป๋เฟิงกินจนน้ำมันเลอะเต็มปาก รอจนอีกฝ่ายพูดจบ เขาก็พูดต่อว่า "ให้เขาไปที่ห้องเศษชิ้นส่วนแล้ว ต่อจากนี้ก็จะให้เขาเน้นไปที่การเพิ่มพลังเจตจำนงที่นั่น ความมุมานะของเจ้าเด็กนั่นก็พอใช้ได้อยู่ ความจุ 30% อยู่ที่นั่นทนให้ได้สักไม่กี่นาทีก็ไม่น่ามีปัญหาอะไรหรอก"
"..."
"ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก พอถึงขีดจำกัดเดี๋ยวเขาก็ถอยออกมาเองแหละ ต่อให้ไม่ถอยออกมา ทะเลเจตจำนงปั่นป่วน ค่ายกลก็จะโยนเขาออกมาเองนั่นแหละ คงไม่ถึงตายหรอกมั้ง?"
"..."
"5 นาทีถือเป็นหนึ่งด่าน ถ้าเด็กนั่นทนได้ 5 นาที แล้วถอยออกมาพักฟื้นสักหน่อย ครั้งหนึ่งก็สามารถเพิ่มความจุได้ 1% สบายๆ!"
"..."
ไป๋เฟิงพูดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะหึๆ "เข้าไปวันละครั้ง ต่อให้หลังจากนี้ผลลัพธ์มันจะลดน้อยลง แต่การเพิ่มขึ้น 1% ภายในสามวัน หลังจากผ่านไปสองสามเดือน เขาก็มีความหวังที่จะก้าวเข้าสู่ขั้นบ่มเพาะจิตแล้ว!"
"..."
"รู้แล้วล่ะ วางใจเถอะ ไม่ปล่อยให้เขาเข้าไปทุกวันหรอก พอได้สัมผัสถึงความเจ็บปวดถึงขีดสุดแล้ว หมอนั่นก็คงไม่เข้าไปทุกวันเหมือนกันนั่นแหละ เข้าไปแบบวันเว้นวัน อย่างช้าสุดครึ่งปี เขาก็มีความหวังที่จะก้าวเข้าสู่ขั้นบ่มเพาะจิตแล้ว!"
ไป๋เฟิงหัวเราะหึๆ "ถ้าอีกครึ่งปีให้หลังเขาสามารถไปถึงขั้นบ่มเพาะจิตได้ บวกกับร่างกายที่เลื่อนระดับเป็นขั้นเชียนจวิน และการผสานอักษรเทวะ ต่อให้จะไม่ติดทำเนียบร้อยอันดับ แต่ในการจัดอันดับของนักเรียน เขาก็สามารถติด 1,000 อันดับแรกได้แล้ว! หนึ่งปีให้หลัง ฉันจะให้เขาไปท้าประลองกับนักเรียนในทำเนียบร้อยอันดับ!"
"นายหมายถึงใคร? น้องชายของหลิวหงน่ะเหรอ?" ไป๋เฟิงพูดอย่างไม่แยแส "หมอนั่น ก่อนหน้านี้ฉันก็พอจะรู้จักอยู่บ้าง ก่อนจะมาสถาบันก็อยู่ขั้นบ่มเพาะจิต ขั้นไคหยวนระดับเก้าแล้ว การวาดอักษรเทวะก็เสร็จสมบูรณ์ ที่ติดทำเนียบร้อยอันดับได้ ก็เป็นเพราะหลิวหงคอยหนุนหลังให้ทั้งนั้นแหละ จะเอามาเทียบกับตอนที่ซูอวี่ติดทำเนียบร้อยอันดับในอีกหนึ่งปีให้หลังได้ยังไงกัน?"
"..."
"มั่นใจสิ ถ้าภายในเวลาหนึ่งปีเขาไม่สามารถติดทำเนียบร้อยอันดับได้ นั่นก็ถือว่าฉันมองคนผิดไปแล้ว นายไปทำธุระของนายเถอะ ไม่ต้องมาสนใจทางนี้หรอก ปล่อยให้เด็กนี่มันลำบากซะบ้าง จะได้ไม่ทะนงตัวจนเกินไป!"
เมื่อวางสายไปแล้ว ไป๋เฟิงก็เช็ดปาก หันขวับไปมองศูนย์วิจัยที่อยู่ไกลออกไป พลางเผยรอยยิ้มออกมา
ไอ้หนู ความรู้สึกตอนที่ไปถึงขีดจำกัดมันทรมานมากใช่ไหมล่ะ?
เจ็บปวดล่ะสิ?
ทะเลเจตจำนงปั่นป่วนมันเจ็บปวดเจียนตายเลยใช่ไหมล่ะ?
ส่วนเรื่องที่ว่าซูอวี่จะสามารถอดทนจนถึงขีดจำกัดได้หรือไม่นั้น เขาไม่ได้สงสัยเลย หากเจ้าเด็กนี่ไม่มีความมุมานะแม้แต่นิดเดียว นั่นก็แปลว่าเขามองคนผิดไปจริงๆ
"เอ๊ะ ลืมเรื่องสำคัญไปเรื่องนึงเลย!"
จู่ๆ ไป๋เฟิงก็พูดขึ้นมา "ตอนนั้นน่าจะเขียนบันทึกสถิติอะไรลงไปในคู่มือสักหน่อยนะ อย่างฉัน ตอนนั้นฉันทนได้ตั้ง 10 นาที... แค่กๆ 30 นาที จะได้ให้เด็กนั่นรู้สึกต่ำต้อยซะบ้าง!"
ไป๋เฟิงรู้สึกเสียดายอยู่บ้าง น่าจะเพิ่มบันทึกเวลาเข้าไปด้วย
ตัวเองทนได้ตั้ง 10 นาที... แค่กๆ 30 นาที สิบนาทีมันไม่สามารถแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของตัวเองได้หรอก!
เด็กนั่นทนได้แค่ไม่กี่นาที พอเห็นสถิติ จุ๊ๆ จะถูกโจมตีจนไม่มีหน้าไปสู้คนอื่นเขาหรือเปล่านะ?
ครั้งหน้าที่เจอกันอีก จะได้ไม่ทะนงตัวขนาดนั้นแล้วใช่ไหมล่ะ?
รู้แล้วสินะว่าอะไรถึงจะเรียกว่าอัจฉริยะที่แท้จริง?
ไป๋เฟิงส่ายหน้า กินอิ่มดื่มจนหนำใจแล้ว ขี้เกียจไปสนใจซูอวี่อีก เก็บกวาดข้าวของ จ่ายเงินแล้วก็เดินจากไป วันนี้พักผ่อนให้เต็มที่ก่อน พรุ่งนี้... ค่อยไปหาเรื่องหูเหวินเซิง!
ถ้าไม่ทำให้หลิวหงเห็นผลงานสักหน่อย หมอนั่นก็คงไม่ยอมจ่ายเงินแน่ ตัวเขาเองก็แทบจะไม่มีเงินกินข้าวอยู่แล้ว







