หวังถงงอขาทั้งสองข้างขึ้น เอาแขนพาดไว้บนเข่า ขบกัดปลายนิ้วหัวแม่มือเบาๆ
"ที่จริง ก็ไม่สำคัญหรอกว่าดีหรือไม่ดี" เธอเลียนแบบท่าทางของฉู่ชิง แล้วพูดเสียงเบา "ก็เป็นแบบนี้ไม่ใช่เหรอ เกิดมา เติบโต ทำงาน แล้วก็ออกมาถ่ายหนัง... ยังไงก็ไม่สำคัญว่าดีหรือไม่ดี ก็แค่ถ่ายหนังตามปกติ"
น้ำเสียง ท่าทาง ถูกต้องหมด แต่ไอ้มุมปากที่กลั้นไว้ไม่อยู่จนกระตุกยิ้มขึ้นมานั่นมันคืออะไรกัน?
ฉู่ชิงถึงกับหน้าดำทะมึน เป็นครั้งแรกที่เขาพูดเสียงดังกับเธอ "เธออย่าเลียนแบบฉันได้ไหม ฉันถามอยู่นะ!"
"นายจะมาตะคอกอะไรใส่ฉัน?" หวังถงกะพริบตา ตบหัวเขาเบาๆ ทีหนึ่ง แล้วพูด "รีบสูบบุหรี่ของนายให้หมด เดี๋ยวถ่ายเทคเดียวให้ผ่านเลยนะ ฉันง่วงแล้วเนี่ย"
ท้ายที่สุดเธอก็ยังคงหลบเลี่ยงอยู่ดี พูดจบก็ลุกขึ้นยืน ปัดกระโปรงเบาๆ แล้วเดินเลี้ยวหายไปตรงมุมกำแพง
ฉู่ชิงดีดก้นบุหรี่ที่ยังเหลืออยู่อีกนิดหน่อยออกไป มองดูประกายไฟที่ยังไม่ดับกำลังดิ้นรนเอาชีวิตรอดอยู่บนพื้นอย่างดื้อดึง จู่ๆ เขาก็ลุกขึ้นเดินไปข้างหน้าสองสามก้าว แล้วกระทืบเท้าเหยียบมันอย่างแรง จากนั้นก็ถอนหายใจ ยืดแขนที่ค่อนข้างแข็งเกร็งจากการถูกความเย็นยามค่ำคืนเล่นงาน แล้วเลี้ยวผ่านมุมกำแพงที่สลับด้วยแสงและเงาตามไป
"เออใช่ เดี๋ยวฉันจะพานายไปที่หนึ่ง ที่ดีๆ น่ะ"
เมื่อเริ่มถ่ายทำใหม่อีกครั้ง มือขวาของเธอถือแก้วเหล้าที่มีเหล้าอยู่ครึ่งแก้วแนบไว้ที่แก้ม แล้วพูดพลางหัวเราะ
"ที่ไหนเหรอ?" อารมณ์ของฉู่ชิงก็ผ่อนคลายลงแล้วเช่นกัน เขาแสดงไปตามปกติพลางต่อบท
"ไปแล้วนายก็จะรู้เอง" เธอเบาเสียงลง แถมยังพยักหน้า เผยสีหน้าที่บ่งบอกว่าไม่ได้หลอกนายแน่นอน
"ได้สิ" ฉู่ชิงหันไปตะโกน "น้องครับ เช็คบิลด้วย"
เถ้าแก่เนี้ยตัวจริงของร้านอาหารแห่งนี้เดินเข้ากล้องมา แล้วบอก "สี่สิบเอ็ด"
เขาล้วงปึกเงินออกมา ค่อยๆ หยิบออกมาสองสามใบ พูดพลางยิ้ม "ไปกันเถอะ"
"ขอบใจนะ" หวังถงสะพายกระเป๋า ลุกขึ้น แล้วเดินตามเขาออกจากร้านไป จนกระทั่งถึงตอนนี้ กล้องถ่ายทำถึงเพิ่งจะจับภาพโคลสอัพใบหน้าตรงของพวกเขาทั้งสองคน จากนั้นก็จางหายไปในความมืดมิดยามค่ำคืน
…………
เมืองหลวง ห้องฉายภาพยนตร์ขนาดเล็กแห่งหนึ่งของเป่ยอิ่ง บนจอขนาดเล็กกำลังฉายตัวอย่างภาพยนตร์อยู่
ภาพแรกที่ปรากฏแก่สายตาคือกำแพงเมืองสูงราวสิบเมตร ฐานอัดแน่นหนา อิฐกำแพงเมืองที่ฉาบปูนขาวห่อหุ้มผนังด้านนอกไว้ มันตั้งตระหง่านอย่างแข็งแกร่งมั่นคงอยู่ที่นั่น กินพื้นที่หน้าจอไปเกือบครึ่ง
องค์ประกอบภาพของฉากนี้มีเอกลักษณ์มาก กำแพงเมืองสูงใหญ่ ใต้กำแพงมีคนตัวเล็กๆ สองคนยืนอยู่ เป็นชายหนึ่งหญิงหนึ่ง ยืนแนบชิดกับอุโมงค์ประตูเมืองที่ถูกปิดตาย พวกเขาเดินไปมาอยู่ในขอบเขตที่จำกัด โบกไม้โบกมือเป็นระยะ ดูออกว่ากำลังคุยกันอยู่ แต่ข้างในนั้นกลับไม่มีเสียง เหมือนกับละครใบ้ที่ดูพิลึกพิลั่น
ตัวอย่างภาพยนตร์มีความยาวไม่มากนัก เพียงห้านาทีก็จบลง ไฟในห้องเล็กๆ สว่างขึ้น สาดส่องไปยังคนสามคนที่นั่งอยู่บนที่นั่ง
"กางเกงของนักแสดงชายคนนั้นไม่ถูกต้อง สมัยนั้นยังไม่มีกางเกงทรงแบบนี้หรอก" ชายวัยกลางคนสวมแว่นตา ผมบางครึ่งหัวเอ่ยขึ้น "แถม การแสดงก็ดูเหมือนจะแย่ไปหน่อย..." เขาเปลี่ยนไปใช้วิธีพูดที่อ้อมค้อมขึ้น แล้วพูดต่อ "จริงๆ ก็ไม่เลวแล้วล่ะ แต่พอเอาไปเทียบกับนักแสดงหญิงคนนั้น จังหวะมันก็เลยดูรวนๆ ไปหมด"
เจี่ยจางเคอนั่งเอียงตัวอยู่บนเก้าอี้ ดวงตาบวมเป่ง อายุยังไม่ถึงสามสิบแต่กลับมีร่องรอยของความแก่ก่อนวัยให้เห็น เขาพูดพลางยิ้ม "อาจารย์หลินวางใจเถอะครับ เขาเป็นนักแสดงสมทบชาย ก็แค่มาแสดงประกบชั่วคราวเท่านั้น พระเอกของผมกำลังถ่ายหนังอยู่ข้างนอก ปลีกตัวมาไม่ได้น่ะครับ"
"อ้อ คนที่แสดงเรื่อง 'เสี่ยวอู่' คนนั้นน่ะเหรอ?"
"ใช่ครับ เขาแหละครับ"
ชายคนนี้ชื่อหลินซวี่ตง เป็นที่ปรึกษาของภาพยนตร์เรื่องใหม่ 'จ้านไถ' อาชีพของเขาคือจิตรกร แล้วก็ทำวิจัยเกี่ยวกับภาพยนตร์ควบคู่ไปด้วย เนื่องจากฉากหลังของหนังเรื่องนี้อยู่ในยุคแปดศูนย์ รายละเอียดหลายๆ อย่างจึงต้องขับเน้นกลิ่นอายของยุคนั้นออกมา เจี่ยจางเคอไม่สามารถจัดการทุกอย่างคนเดียวได้หมด ตรงไหนที่มีข้อบกพร่องก็จำเป็นต้องให้เขามาคอยเติมเต็ม
ปีนี้ สำหรับเหล่าเจี่ยแล้ว มันช่างยาวนาน ไร้ทางออกและมืดมนซะเหลือเกิน ที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นก็คือ เขาทำอะไรไม่ได้เลย ทำได้เพียงแค่รอคอยเท่านั้น
หลังจากที่คำสั่งห้ามถูกประกาศออกมาเมื่อต้นปี ซ่างอิ่งที่เดิมทีรักษาเจตจำนงในการร่วมมือกันไว้ ก็ปล่อยให้โปรเจกต์นี้ล้มพับไปดื้อๆ แถมยังไม่มีเวลาและเรี่ยวแรงไปวิ่งเต้นเส้นสายให้เขาอีกด้วย
เหล่าเจี่ยรอคอยมาจนถึงกลางปี เมื่อเห็นว่าหมดหวังแล้วจริงๆ จึงกลับมาที่เมืองหลวง ไปติดต่อกับทางเป่ยอิ่ง ถึงยังไงที่นี่ก็เป็นสายเลือดแท้ดั้งเดิม ตั้งอยู่ในศูนย์กลาง มีความใกล้ชิดกับกรมบางกรมมากกว่า
ตอนนั้นบุคคลที่มีอิทธิพลในระดับหนึ่งสองสามคนในค่าย ชื่นชอบบทหนังเรื่องนี้มาก จึงยินดีที่จะวิ่งเต้นช่วยเหลือเขา อย่างเช่นรองผู้อำนวยการสื่อตงหมิง แล้วก็เถียนจวงจวง
จะว่าไป เถียนจวงจวงถูกแบนมาตั้งแต่ปี 1992 เป็นเวลาสิบปีเพราะเรื่อง 'ว่าวสีคราม' ระยะเวลาที่ยาวนานทะลุปรอทขนาดนี้ ถือว่ายืนหนึ่งไร้คู่แข่งในบรรดาผู้กำกับที่โดนเล่นงานทั้งหมด เขามีตำแหน่งผู้กำกับรุ่นที่ห้าแขวนลอยไว้เปล่าๆ แต่กลับถ่ายหนังไม่ได้ ก็เลยต้องเปลี่ยนเอาความรักที่มีต่อภาพยนตร์ไปทุ่มเทให้กับการสนับสนุนผู้กำกับรุ่นใหม่แทน เขาเป็นโปรดิวเซอร์ให้กับหนังของหวังเสี่ยวซว่าย, ลู่เสวียฉาง, จางหมิง และคนอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งยังคอยเคลียร์เส้นสายและดึงเอาเงินทุนจากทางค่ายมาให้พวกเขา
อาจกล่าวได้ว่า หนังทดลองของผู้กำกับที่เป็นกำลังหลักของรุ่นที่หกสองสามคนนี้ สามารถได้รับเงินทุนสนับสนุนกึ่งทางการได้ ล้วนเป็นผลงานของเขาทั้งสิ้น
เพราะได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากทั้งสองท่านนี้ เหล่าเจี่ยถึงได้กลับมามีความหวังอีกครั้ง ถึงอย่างไรสิ่งที่เขาถ่ายทอดก็เป็นเรื่องราวบนผืนแผ่นดินนี้ เขาปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะให้หนังของตัวเองได้เผยแพร่ในประเทศ ไม่ใช่แค่ฉายในเชิงวิชาการสเกลเล็กๆ เท่านั้น
แต่สิ่งเดียวที่เขาทำได้ ก็ยังคงมีแค่การรอคอยเท่านั้น
เมื่อสองเดือนก่อน มีข่าวค่อนข้างดีแว่วมาจากฝั่งนั้น และในตอนนั้นเองเหล่าเจี่ยก็เริ่มเดินหน้างานเตรียมการสำหรับหนังเรื่องใหม่ เงินทุนจากทางผู้สร้างก็เข้าที่แล้ว ทีมงานก็จัดเตรียมเรียบร้อย นักแสดงก็คัดเลือกไว้หมดแล้ว ตอนนั้นทุกคนต่างคิดว่าจะได้รับใบอนุญาตถ่ายทำในเร็วๆ นี้แน่นอน แต่พอสองเดือนผ่านไป กลับยังคงไร้วี่แววใดๆ
จนถึงตอนนี้เหล่าเจี่ยก็ยังจำท่าทางที่รู้สึกผิดมากๆ ของเถียนจวงจวงได้ รวมถึงความรู้สึกเสียดายและจนปัญญาที่มีต่อหนังเรื่องนี้ ซึ่งถูกกำหนดมาตั้งแต่แรกแล้วว่าไม่อาจเข้าฉายได้
จนกระทั่งถึงตอนนี้นี่เอง เจี่ยจางเคอถึงเพิ่งจะเข้าใจความไร้เดียงสาอ่อนต่อโลกของตัวเอง เขาดึงตัวคนสองสามคน วิ่งไปที่ผิงเหยาเพื่อเริ่มต้นการทดลองถ่ายทำเป็นครั้งแรก การซ้อมบทง่ายๆ หลายวัน ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือตัวอย่างภาพยนตร์ความยาวห้านาทีเรื่องนี้นี่เอง
"งั้นก็ดีแล้ว งั้นก็ดีแล้ว" เห็นได้ชัดว่าหลินซวี่ตงรู้จักพระเอกในตำนานคนนั้น เขาพยักหน้า พูดพลางยิ้ม "นักแสดงหญิงคนนั้นไม่เลวเลยนะ มืออาชีพเหรอ?"
"เปล่าครับ ก็แค่ครูสอนเต้นน่ะครับ"
ขณะที่ทั้งสองกำลังคุยกันอยู่ ก็ได้ยินเสียงคนเคาะประตูเบาๆ เถาจวิ้นผู้เป็นผู้ช่วยผู้กำกับที่ปิดปากเงียบมาตลอดก็ลุกขึ้นไปเปิดประตู เห็นกู้เจิ้งสะพายกระเป๋าหนังเดินก้าวเท้ายาวๆ เข้ามา
"ที่มหาวิทยาลัยเรื่องมันเยอะน่ะ โทษทีๆ" เขายังคงทำท่าทางไม่แคร์โลกเหมือนเดิม
หลินซวี่ตงก็รู้จักเขาเช่นกัน จึงจับมือทักทาย แล้วบอก "เสี่ยวเจี่ย ฉันยังมีธุระนิดหน่อย ขอตัวก่อนล่ะ"
"ครับ ขอบคุณนะครับ ถึงตอนนั้นคงต้องรบกวนคุณอีก"
"พูดอะไรอย่างนั้นล่ะ เอาล่ะ แล้วค่อยติดต่อกันนะ"
หลังจากส่งเขาออกไปแล้ว กู้เจิ้งก็ทิ้งตัวนั่งแหมะลงบนเก้าอี้ แล้วพูด "กำลังยุ่งอยู่กับการแก้ทยานิพนธ์เนี่ย แม่งเอ๊ย ไม่ใช่งานของคนทำเลยจริงๆ"
"ปกติแหละ ตอนนี้นายเป็นคนที่มีการศึกษาสูงที่สุดในกลุ่มพวกเราแล้วนี่ ก็สมควรต้องทำเรื่องที่ไม่ใช่คนทำนั่นแหละ" เหล่าเจี่ยพูดติดตลก
"อย่ามาพูดไร้สาระน่า!" กู้เจิ้งรู้ตัวว่าตัวเองไม่ใช่คนที่จะเป็นผู้กำกับได้ ก็เลยเปลี่ยนมาเอาดีทางวิชาการแทน โดยไปสอบเรียนต่อระดับบัณฑิตศึกษา
"เป็นไง อยากอยู่เป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเหรอ?" เหล่าเจี่ยถาม
"ขอดูก่อนละกัน" เขาส่ายหน้า แฝงความขุ่นเคืองอยู่นิดๆ "มหาวิทยาลัยตอนนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว ที่สนใจกันมีแต่เรื่องถ่ายโฆษณา สเปเชียลเอฟเฟกต์คอมพิวเตอร์ วันก่อนฉาย 'น้าชายวานยา' แม่งเอ๊ย โห่ไล่กันทั้งฮอลล์ จะให้ฉายหนังฟอร์มยักษ์ของอเมริกาให้ได้!"
เจี่ยจางเคอฟังแล้วก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เขากับกู้เจิ้งมีความรู้สึกเหมือนกัน ไม่ใช่ว่าจะไปบังคับให้ทุกคนต้องดูหนังอาร์ต แต่เป็นเพราะพวกคุณไม่มีความเคารพในแนวคิดเรื่องภาพยนตร์ขั้นต่ำที่สุดเลยด้วยซ้ำ ซึ่งในยุคสมัยที่พวกเขายังเรียนอยู่ เรื่องแบบนี้เป็นสิ่งที่ไม่อาจจินตนาการได้เลย
"เอาล่ะ เลิกพูดไร้สาระได้แล้ว รีบหน่อย ฉายให้ฉันดูสักรอบสิ" กู้เจิ้งเปลี่ยนเรื่อง
ไฟหรี่แสงลง บนจอขนาดเล็กยังคงส่องประกายฉายภาพเคลื่อนไหวไร้เสียงต่อไป
"จ้าวเทาคนนี้ไม่เลวเลยจริงๆ" กู้เจิ้งเพิ่งดูไปได้ไม่กี่สายตาก็ตื่นเต้นขึ้นมา "ฉันว่านายแม่งโคตรโชคดีเลยว่ะ นักแสดงแบบนี้หาเก็บได้ง่ายๆ ซะที่ไหน ตอนแรกก็ชิงจื่อ ตอนนี้ก็มีมิวส์โผล่มาอีกคน"
เขาเดาะลิ้นจึ๊กจั๊ก จ้องมองนักแสดงสมทบชายคนนั้นอยู่อีกครู่หนึ่ง ส่ายหน้าแล้วพูด "สู้ชิงจื่อไม่ได้เลยจริงๆ ห่างชั้นกันเยอะ" พูดพลางเอียงคอถาม "เออ แล้วคิวของเขาทันไหมเนี่ย?"
เหล่าเจี่ยคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบ "น่าจะทันนะ เขาบอกว่าหนังเรื่องนั้นไม่ค่อยน่าเชื่อถือเท่าไหร่ มีบทแค่สามสิบนาที สิบกว่าวันก็ถ่ายจบแล้ว"
"นายก็ไปเร่งเขาอีกหน่อยละกัน หมอนั่นยิ่งไม่ค่อยน่าเชื่อถืออยู่ด้วย ไม่แน่ว่าอาจจะมีเรื่องวุ่นวายอะไรโผล่มาอีกก็ได้" กู้เจิ้งโบกมือ ทำท่าราวกับเข้าใจเขาเป็นอย่างดี
เหล่าเจี่ยกำลังจะตอบ ก็รู้สึกถึงแรงสั่นที่เอว หยิบโทรศัพท์มือถือออกมารับสาย "ฮัลโหล ไม่ทราบว่าใครครับ?"
"...ผมไม่รู้!"
เขาถือโทรศัพท์มือถือฟังไปฟังมา จู่ๆ ก็ตะโกนขึ้นมาเสียงดัง เงื้อมือขึ้นทำท่าจะปาลงพื้น แต่ก็ยังยั้งใจไว้ แล้วกดวางสายไปเงียบๆ
"ใครน่ะ?" กู้เจิ้งสะดุ้งตกใจ นานๆ ทีจะเห็นเขาหลุดการควบคุมแบบนี้
"ถามฉันสิ!" เจี่ยจางเคอแกว่งแขนไปมาอย่างแรง แล้วพูด "จะไปร่วมงานเทศกาลภาพยนตร์ได้ยังไง! จะเคลียร์เส้นสายได้ยังไง! จะได้รางวัลได้ยังไง! วันๆ นึงฉันต้องรับสายแบบนี้สามสี่สาย! ฉัน..." เขาพูดต่อไม่ไหวแล้ว
กู้เจิ้งเองก็ประหลาดใจ จากนั้นก็ถอนใจออกมาเบาๆ แล้วตบไหล่เขา
…………
สิบวัน นั่นคือเวลาที่ลฺหวี่เล่อให้ไว้สำหรับหนังเรื่องนี้ แถมยังรวมถึงเวลาสามวันที่นักเขียนใช้ไปกับการประชุมแล้วด้วย
ฉู่ชิงมองดูปฏิทินในโทรศัพท์มือถือ นับวันเวลาด้วยความตื่นตระหนก กลางเดือนพฤศจิกายน หนังเรื่องนี้จะถ่ายทำเสร็จ เหล่าเจี่ยคนไร้หัวใจนั่นดันจะให้เขาบินไปที่เฟินหยางทันที แถมยังได้ยินมาว่าจะต้องอยู่ไปจนถึงปีหน้า...
แค่นี้ยังไม่จบ หมอนั่นบอกว่าหนังเรื่องใหม่ต้องมีฉากทั้งสี่ฤดู นั่นก็หมายความว่า ถ่ายฤดูหนาวเสร็จ ก็ยังมีฉากฤดูใบไม้ผลิ ถ่ายฤดูใบไม้ผลิเสร็จ ก็ยังมีฉากฤดูร้อน...
เขาพลันรู้สึกว่ามันช่างไร้มนุษยธรรม บ้าบอสิ้นดี! นี่สรุปว่าเวลาครึ่งปีของฉัน ต้องยกให้นายหมดเลยงั้นสิ? แต่เขาก็ได้แค่บ่นกระปอดกระแปดเพื่อให้ตัวเองสบายใจขึ้นมาหน่อย ถึงเวลาไปก็ต้องไปอยู่ดี
ฉู่ชิงเกาหัว ฟุบตัวลงบนเตียง มองดูสายฝนที่หนาวเหน็บนอกหน้าต่างด้วยความหงุดหงิดใจ สถานที่ห่วยๆ นี่ยังไม่มีฮีตเตอร์เลย ทำได้แค่เปิดแอร์ แถมยังชื้นแฉะอีก ความรู้สึกนั้นเหมือนกับใส่เสื้อเปียกๆ ไปยืนตากแดดเปรี้ยงๆ เป็นชั่วโมงยังไงยังงั้น
เขากำลังคิดจะโทรศัพท์ไปหาแฟนสาวเพื่อระบายความอัดอั้นตันใจ จู่ๆ มือก็สั่น โทรศัพท์มือถือกลับดังขึ้นมาก่อน พอเห็นเบอร์โทรศัพท์ เขาก็ลูบจมูกตัวเอง จู่ๆ ก็มีความรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ค่อยดีขึ้นมา
"ฮัลโหล ผู้กำกับโหลว" ฉู่ชิงพูดล้อเล่น
ปลายสายเงียบไปหนึ่งวินาที ก่อนจะพูดขึ้น "นายอย่าเรียกแบบนี้ได้ไหม? ฟังดูเหมือนขีปนาวุธเลย"
"พี่เย่!" เขาเปลี่ยนคำเรียกอย่างจริงจัง
โหลวเย่ยอมละทิ้งสิทธิ์ในการเป็นเจ้าของคำเรียกชื่อตัวเองในพริบตา แล้วเข้าเรื่องทันที "'ซูโจวเหอ' ถ่ายเสร็จแล้วนะ"
"หา?" ฉู่ชิงยังตั้งตัวไม่ติด ระยะเวลาการถ่ายทำของหนังเรื่องนี้มันยาวนานเกินไปหน่อย ทำเอาเขาเกือบลืมไปแล้ว แต่หลังจากนั้น ในใจก็เกิดความรู้สึกตื่นเต้นดีใจขึ้นมา จึงถามอย่างกระตือรือร้น "งั้นก็ดีเลยสิ! จะเข้าฉายเมื่อไหร่เหรอ?"
"เข้าฉายไม่ได้ ไม่ผ่านการเซ็นเซอร์"
โหลวเย่ใช้น้ำเสียงบรรยายแบบเดียวกับในหนัง สาดน้ำเย็นรดใส่เขาโครมใหญ่อย่างหมดจด
"...ทะ ทำไมล่ะ?" เขาถามตะกุกตะกัก
"มืดมนเกินไป เฉพาะกลุ่มเกินไป ไม่มีองค์ประกอบในเชิงบวก"
"เชี่ยเอ๊ย!" ฉู่ชิงปาโทรศัพท์ทิ้งทันที มันกระดอนอยู่บนผ้าห่มสองสามที ก่อนจะไถลตกลงไปที่ขอบเตียง
มืดมน เฉพาะกลุ่ม ไม่เป็นเชิงบวก... นี่มันไม่ใช่ประโยคเดิมกับตอนที่ 'เสี่ยวอู่' โดนสั่งแบนหรอกเหรอ? นี่ในกรมของพวกแกล่วนแต่ตอบกลับอัตโนมัติกันหมดเลยใช่ไหมเนี่ย!
เขาเก็บโทรศัพท์กลับมาเงียบๆ ความรู้สึกของเขาย่ำแย่ลงในทันตา ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกรันทด
นับเรื่องนี้ด้วย ตัวเองก็ถ่ายหนังไปแล้วสี่เรื่อง แต่กลับยังไม่ได้เห็นแม้แต่เงา เขาชักจะเริ่มสงสัยในค่าความโชคดีของตัวเองอย่างไม่มีเหตุผล แถมยังไม่เหลือความหวังใดๆ ให้กับอนาคตของเรื่อง 'ปีศาจมาแล้ว' อีกด้วย
แต่โหลวเย่กลับไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นตกใจเลยแม้แต่น้อย เขาถาม "หลังจากนี้นายยังมีถ่ายเรื่องอื่นอีกไหม?"
"มี ต้องถ่ายอีกตั้งครึ่งปีแน่ะ" ฉู่ชิงคอตก ตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง
"อืม นายกันเวลาให้ฉันสักสิบวันหน่อยละกัน ช่วงปลายเดือนมกราคมถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์นั่นแหละ"
"ทำไมเหรอ?"
"ไปร่วมงานเทศกาลภาพยนตร์ที่เนเธอร์แลนด์ โจวซวิ่นคิวไม่ว่าง ยังไงพระเอกกับนางเอกก็ต้องไปสักคนนึง"
"..."
ฉู่ชิงกระตุกมุมปาก พังทลายลงไปในทันที ไม่เอาแบบนี้สิ! เธอคิวไม่ว่าง แล้วฉันจะว่างได้ไงเล่า?
แต่ก็ยังคงเหมือนเดิม คือบ่นกระปอดกระแปดอยู่ในใจ ส่วนปากก็ยังคงตอบไปว่า "ได้"
วางสายแล้ว หมอนี่ก็เริ่มเปิดปฏิทินดูอีกครั้ง ปลายเดือนมกราคม ต้นเดือนกุมภาพันธ์... แล้วก็มองเห็นตัวอักษรสีแดงแป๊ดคำว่าวันส่งท้ายปีเก่า ระบุไว้ตรงกับวันที่สี่กุมภาพันธ์
พอโดนโจมตีบ่อยๆ เข้า กลับกลายเป็นว่ารู้สึกไม่ใส่ใจอะไรแล้ว ดูทรงแล้ว ตรุษจีนปีนี้คงไม่ได้ผ่านไปดีๆ แน่
เขาโยนโทรศัพท์มือถือทิ้งไว้ข้างๆ มองดูหยาดฝนที่โปรยปรายลงบนกระจก ยิ่งรู้สึกว่ามันไร้สาระสิ้นดี นี่ฉันดันกลายเป็นคนยุ่งซะงั้น!







