ฉู่ชิงมีความสนใจใน "หน่วยคดีอุกฉกรรจ์ที่หก" มากกว่า
เพราะนี่เป็นละครยุคปัจจุบัน แถมยังเป็นหนังแนวตำรวจจับผู้ร้าย เขาแสดงแต่บทตลกโปกฮาในละครย้อนยุคมาจนชินแล้ว จึงอยากลองใช้ชีวิตแบบคนเมืองที่เจริญแล้วดูบ้าง
ทางผู้สร้างมีความจริงใจมาก หลังจากเอาบทมาให้ดู ก็จิ้มเลือกบทบาทสำคัญให้เขาอย่างชัดเจน นั่นคือ เจียงฮั่น ปราดเปรียว หนักแน่น เข้าถึงง่าย แถมยังมีความร้ายกาจนิดๆ แม่แบบตัวละครแบบนี้คือเทพบุตรมหาชนชัดๆ
ฉู่ชิงเปิดดูคร่าวๆ รู้สึกประหลาดใจแกมดีใจอย่างบอกไม่ถูก หมอนี่ไม่เคยแสดงเป็นมนุษย์มนาที่ปกติกับเขาเลย ไม่เป็นขโมยก็โจรลักพาตัว ไม่เช่นนั้นก็เป็นคนบ้ากามหรือชาวบ้านโง่เขลา
หรือว่าในที่สุดก็จะดวงขึ้นแล้ว? ภาพลักษณ์อันสง่างามของตำรวจประชาชน จะเข้ากับเขาได้จริงๆ หรือ?
เขาตั้งสติ ถามเวลาเปิดกล้อง ปลายเดือนพฤษภาคม... อดเดาะลิ้นไม่ได้ พอถ่ายทำ "จ้านไถ" เสร็จก็สามารถรับงานต่อได้พอดี
ในชั่วขณะนั้น ทุกอย่างช่างถูกต้องและสมบูรณ์แบบไปหมด เขารู้สึกว่าตัวเองคือโอรสสวรรค์ตัวจริง ความรู้สึกเก๊กหล่อแบบ "ข้าคือที่หนึ่งในใต้หล้า พวกแกมันก็แค่กาก" พุ่งปรี๊ดขึ้นมาทันที
ว่ากันว่าคนที่หาฉู่ชิงมาแสดง ก็คือจางกั๋วลี่ที่แนะนำให้ผู้กำกับสวีชิ่งตง ทั้งสองเป็นเพื่อนซี้กัน สวีชิ่งตงจึงไปหาหนังเก่าๆ ของเขามาดู แล้วก็พบว่าทักษะการแสดงของนักแสดงคนนี้ไม่เลวเลยจริงๆ ถึงแม้หน้าตาจะไม่ได้หล่อเหลาโดดเด่นอะไร แต่รูปร่างดูดีเลยทีเดียว ไม้แขวนเสื้อตัวใหญ่ขนาดนั้น ถ้าได้สวมเครื่องแบบตำรวจ คงจะดูดุดันทรงพลัง มีกลิ่นอายความเที่ยงธรรมน่าเกรงขาม ข่มขวัญพวกโจรผู้ร้ายได้สบาย
เอ๊ะ คุณแน่ใจเหรอ?
เอาเป็นว่าไม่ว่าจะพูดยังไง ทั้งสองฝ่ายก็ถูกชะตากัน จึงเซ็นสัญญาร่างกันทันที
ฉู่ชิงอารมณ์ดีมาก คาดหวังกับโอกาสในการล้างภาพลักษณ์ของตัวเองอย่างสุดๆ ส่วนเรื่อง "กระบี่เย้ยยุทธจักร" อะไรนั่น แม่งเป็นหลุมพรางชัดๆ! ใครตกลงไปก็มีแต่ตายกับตาย!
เมื่อมีความมั่นใจแบบตำรวจประชาชน เขาก็รู้สึกว่าตัวเองสามารถต่อกรกับเจ้านายได้แล้ว จะยอมโดนกดขี่อยู่ตลอดไม่ได้ ดังนั้นจึงโทรหาแฟนสาว รายงานสถานการณ์การทำงาน พร้อมกับแสดงความรังเกียจต่อยุทธจักรบ้าบออะไรนั่น และถือโอกาสใบ้ว่า ความสัมพันธ์และสถานะทางครอบครัวในตอนนี้มันผิดปกติอย่างยิ่ง
ผลปรากฏว่าโดนด่าเปิง คุณหนูฟ่านไม่มีคำพูดไร้สาระแม้แต่ประโยคเดียว ไล่ให้เขาไสหัวไปแคสต์งานอย่างไว
นายเพิ่งจะรับงานละครติดกันแค่สองเรื่องเอง จะมาทำเป็นอวดเก่งอะไร? ตอนที่เด็กสาวตัวเล็กทำงานหนักที่สุด ปีหนึ่งเธอถ่ายละครตั้งแปดเรื่อง!
เอาเถอะ... พอเอาไปเทียบกับผู้หญิงของตัวเอง เขาก็เป็นแค่กาก
เพื่อนของคุณหนูฟ่านคนนั้นชื่อหลี่เจี๋ย เป็นเพื่อนเก่าแก่ รู้จักกันตั้งแต่ตอนอยู่โรงเรียนการแสดงเซี่ยจิ้น
ตอนนั้นหลี่เจี๋ยเพิ่งลาออกจากคณะร้องรำทำเพลง แล้วก็มาเป็นครูสอนเต้นที่โรงเรียนศิลปะ พอดีกับช่วงรับนักศึกษาใหม่ หลี่เจี๋ยกับเพื่อนก็ไปช่วยครูต้อนรับนักศึกษาใหม่ จากนั้นที่ตรงทางเดิน เขาก็ได้เห็นคุณหนูฟ่านที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะเป็นครั้งแรก
เธอให้แม่มาเป็นเพื่อนเพื่อสอบเข้า เดินทางมาจากเจียวตง ดวงตากลมโต ตอนนั้นเธอสวมชุดเดรสสีแดง มัดผมหางม้ายาว สะดุดตามากในหมู่คน หลี่เจี๋ยและพวกเพื่อนๆ ตกตะลึงทันที แล้วบอกว่า เด็กสาวตัวเล็กคนนี้ต้องดังแน่ๆ
หลังจากที่คุณหนูฟ่านเข้าเรียน เธอก็ได้เป็นตัวแทนวิชาเรียนเต้น และกลายมาเป็นนักเรียนของหลี่เจี๋ย หลังจากนั้น เด็กสาวตัวเล็กก็ไปถ่ายทำหวนจู ส่วนหลี่เจี๋ยก็สอบเข้าเป่ยอิ่งได้ ไม่ค่อยได้เจอกัน แต่ก็ยังไม่ขาดการติดต่อ
"กระบี่เย้ยยุทธจักร" เปิดรับสมัครนักแสดง หลี่เจี๋ยเตรียมตัวจะไปลองแคสต์ดู จึงพูดขึ้นมาลอยๆ เด็กสาวตัวเล็กจำได้ จึงรีบไปบอกแฟนหนุ่ม แถมยังบอกให้ทั้งสองคนไปด้วยกัน
ฉู่ชิงค่อนข้างสับสน นี่มันสถานการณ์อะไรกัน แฟนคนปัจจุบัน บวกกับอดีตครูผู้ชาย?
ไม่มีทางเลือก เขาจึงติดต่อไปหาหลี่เจี๋ย คนคนนั้นไม่กระตือรือร้นและก็ไม่เย็นชา มีมารยาทมาก คุยกันตามมารยาทไม่กี่ประโยค แล้วก็นัดเจอกัน
...
ช่วงเช้า หน้าทางเข้าสถานีรถไฟใต้ดิน
ฉู่ชิงสวมเสื้อโค้ท ล้วงกระเป๋าเดินไปมา จะว่าไปก็แปลก เขาเป็นคนนิสัยเชื่องช้าและขี้เกียจ แต่ถ้ามีนัด เขาจะมาถึงก่อนเวลาเสมอ ไม่เคยมาแบบฉิวเฉียดเลย ดังนั้นเขาจึงเกลียดพวกไม่ตรงต่อเวลามากๆ
สถานีรถไฟใต้ดินตั้งอยู่บนถนนสายหลัก ผู้คนพลุกพล่าน มีคนที่รีบเดินผ่านไป และก็มีคนที่จำเขาได้ โดยที่ไม่ได้มีท่าทีตื่นเต้นอะไร แถมยังสามารถเข้ามาคุยกับเขาได้อย่างเรียบเฉยสุดๆ
"อ้าว! มารอจินสั่วเหรอ?"
"เอ๊ะ ทำไมนายยังนั่งรถไฟใต้ดินอยู่อีก? อากาศหนาวขนาดนี้ ซื้อรถสักคันเถอะ"
"ตือโป๊ยก่ายของนายฉันดูแล้วนะ อู๋กังคนนั้นแม่งไม่ใช่คนเลย วันหลังต้องเลือกบทที่มันดูพึ่งพาได้หน่อยนะ"
"..."
ฉู่ชิงรู้สึกมืดแปดด้าน ชาวเมืองหลวงนี่ไม่ถือตัวกันเลย ทำเหมือนเขาเป็นลูกหลานในบ้านที่ต้องคอยบ่นคอยสอน แถมเขายังต้องตอบกลับไปอย่างสุภาพทีละคนอีกต่างหาก
ไอ้สถานที่ห่วยแตกที่หลี่เจี๋ยเลือก!
กำลังหงุดหงิดอยู่ ก็ได้ยินคนตะโกนเรียก "ฉู่ชิง!"
หันไปมอง ผู้ชายสวมหมวกคนหนึ่งวิ่งเข้ามา ตัวค่อนข้างเตี้ย หน้าตาดูสุภาพเรียบร้อย รูปหน้า อืม ค่อนข้างตอบเข้าไปนิดหน่อย แถมยังสะพายกระเป๋าใบหนึ่ง
"สวัสดีครับ สวัสดี" ฉู่ชิงรีบยื่นมือออกไป
"สวัสดีครับ!"
หลี่เจี๋ยรู้สึกไม่ค่อยเป็นธรรมชาติเล็กน้อย ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ชายตรงหน้ากับคุณหนูฟ่าน ทำให้เขารู้สึกกระอักกระอ่วนใจนิดหน่อย เขาลอบสังเกตอีกฝ่ายอย่างเงียบๆ ไม่เห็นว่าจะมีอะไรพิเศษเลย ดูธรรมดายิ่งกว่าในทีวีซะอีก แล้วก็สังเกตเห็นว่าหมอนี่มาตัวเปล่า อดไม่ได้ที่จะถามอย่างงงๆ ว่า "นายไม่ได้เอาอะไรมาเลยเหรอ?"
"ผมต้องเอาอะไรมาเหรอ?" ฉู่ชิงก็งงเหมือนกัน
"เรซูเม่ไง!" หลี่เจี๋ยตบกระเป๋าตัวเองด้วยความแปลกใจ "นายมาแคสต์งานโดยไม่เอาเรซูเม่มาเหรอ?"
"อ้อ! ผม ผมลืมไปเลย" เขาเกาหัว พี่ไปเจอผู้กำกับมาตั้งเยอะแยะ ไม่เคยเอาเรซูเม่อะไรไปเลยจริงๆ
ตรงนี้ต้องขออธิบายความแตกต่างระหว่างการแคสต์งานกับการเทสต์หน้ากล้องเสียหน่อย
การแคสต์งาน คือการที่กองถ่ายเปิดรับสมัครนักแสดงในวงกว้าง เปิดกว้างสำหรับคนทั่วไป ขอแค่เป็นคนปกติก็สามารถไปได้ สถานการณ์แบบนี้ แน่นอนว่าต้องเอาเรซูเม่ไปด้วย เพื่อที่จะสร้างความประทับใจโดยตรงให้กับผู้สัมภาษณ์
ส่วนการเทสต์หน้ากล้อง คือการที่ผู้กำกับถูกใจนักแสดงคนไหนเข้า ก็จะเรียกมาให้แสดงละครสักฉาก เพื่อดูว่าตรงตามมาตรฐานหรือไม่
ตั้งแต่ฉู่ชิงเข้าวงการมา หมอนี่ก็มีค่าความโชคดีทะลุหลอดมาตลอด ไม่เคยผ่านความยากลำบากของนักแสดงระดับล่างสุดที่ต้องล้มลุกคลุกคลานเลย เป็นพวกดีแต่พูดจริงๆ
หลี่เจี๋ยยังคงพึ่งพาได้ เขาจูงมือฉู่ชิงไปหาร้านถ่ายเอกสาร เพื่อไปพิมพ์เรซูเม่สดๆ
เจ้าของร้านถ่ายเอกสารดูตื่นเต้นเล็กน้อย งานแบบนี้หาได้ยากยิ่ง ยังไม่ทันที่เขาจะได้อ้าปากพูด เจ้าตัวก็รัวแป้นพิมพ์ข้อความสองสามบรรทัด
ฉู่ชิงมองดู เหงื่อตกเลยทีเดียว
ผลงานเด่น: "องค์หญิงกำมะลอ" ภาคหนึ่งและสอง รับบท หลิวชิง "ตือโป๊ยก่าย" รับบท อู๋กัง
ความสามารถพิเศษ: การแสดง
งานอดิเรก: จินสั่ว
สองข้อแรกยังพอทำเนา แต่ไอ้ข้อสุดท้ายนี่มันคืออะไร? เหมือนเรื่องราวความรักระหว่างเขากับคุณหนูฟ่าน จะกลายเป็นเรื่องที่ชาวบ้านทั่วประเทศให้ความสนใจไปซะแล้ว ใครเจอหน้าเป็นต้องหยอกล้อ
ยิ่งไปกว่านั้น เขารู้สึกว่าความสามารถพิเศษของตัวเองน่าจะเป็นการทำอาหาร หรืออย่างมากก็เพิ่มการบ่นด่าเข้าไปด้วย ส่วนเรื่องการแสดง พูดได้แค่ว่าเพิ่งจะรู้แจ้งเห็นจริง ไม่กล้าโอ้อวดเลยสักนิด
เขาจึงรีบแก้ไขทันที โดยเริ่มเขียนตั้งแต่ส่วนสูง น้ำหนัก และเชื้อชาติ แล้วก็เพิ่มผลงานภาพยนตร์อีกห้าเรื่องในประวัติ ซึ่งในนั้นมีเรื่อง "จ้านไถ" ที่วงเล็บไว้เป็นพิเศษว่า: กำลังถ่ายทำ
จัดการเรื่องพวกนี้เสร็จ หลี่เจี๋ย เด็กซื่อคนนั้นยังอยากจะให้เขาถ่ายรูปติดบัตรมาแปะอีก ฉู่ชิงหันหลังเดินหนีทันที พอเถอะ! เอาเงินนั่นไปกินปิ้งย่างยังดีกว่า
ดูเวลาแล้วก็ใกล้จะสาย ทั้งสองคนจึงไม่นั่งรถไฟใต้ดินแล้ว เรียกแท็กซี่ไปเลย
...
"กระบี่เย้ยยุทธจักร" เป็นละครกำลังภายในเรื่องแรกของจินยงในแผ่นดินใหญ่ ประกอบกับลูกพี่ใหญ่อย่างซีซีทีวีลงมาคุมงานเอง แถมจินยงยังขายลิขสิทธิ์ให้ในราคาหนึ่งหยวน เป็นต้น ยังไม่ทันเปิดกล้อง ก็กลายเป็นกระแสโด่งดังไปทั่ว
ว่ากันว่าปีนั้นลุงหนวดจางเริ่มสร้างฐานะจากการกุมสิทธิ์ในการสร้าง "สามก๊ก" บางส่วน ฝ่าฟันอุปสรรคมาตลอดทาง จนในที่สุดก็กลายเป็นผู้สร้างละครอันดับหนึ่งของแผ่นดินใหญ่ สิ่งที่เขาถนัดคือการวางแผนโปรโมท การเคลียร์เส้นสาย และการรวบรวมทรัพยากรต่างๆ แต่ถ้าพูดถึงความเข้าใจและการเข้าถึงผลงานทางโทรทัศน์แล้วล่ะก็ แม่งห่วยแตกสิ้นดี
แน่นอนว่า ไม่ใช่ทั้งหมดหรอก
ลุงหนวดคนนี้สำหรับเรื่องที่หลุดโลก อย่างเช่นละครกำลังภายในและละครเทพเซียน เหมือนพวกซื่อบื้อโดยธรรมชาติ ไม่แตกฉาน ละครกำลังภายในยังพอทน อย่างน้อยก็ยังมีพัฒนาการ แต่สำหรับละครเทพเซียน ก็ทำได้แค่ระดับ "ไซอิ๋ว" เท่านั้น
สายตาของเขา จะเฉียบคมก็ต่อเมื่อเป็นละครแนว "Passion-Burning Years" หรือ "Tsing Yi" เท่านั้น ถึงจะเผยให้เห็นถึงความโดดเด่นและเฉียบขาด
ฉู่ชิงตามหลี่เจี๋ยมาถึงเขตโรงถ่ายเป่ยอิ่ง เลี้ยวไปเลี้ยวมาจนเข้าไปในตึกเล็กๆ หลังหนึ่ง พอขึ้นไปก็แทบฉี่ราด คนเต็มระเบียงทางเดินไปหมด พวกที่อยู่ข้างหน้ายังมีเก้าอี้ให้นั่ง แต่พวกที่อยู่ถัดไปก็ต้องยืนเป็นสองแถวเรียบร้อย พิงกำแพงกันไป
เขาไม่เคยเห็นภาพแบบนี้มาก่อน รู้สึกแปลกใหม่มาก หันมองไปรอบๆ เหมือนนกโง่ๆ ไม่มีใครสนใจเขา ทุกคนกำลังรวบรวมสมาธิ เตรียมปล่อยท่าไม้ตายใส่ผู้กำกับ
"นี่ของพวกนายสองคน นี่บัตรคิว เอาเรซูเม่มาให้ฉัน เดี๋ยวรอเรียกคิวนะ" มีคนเดินมาสั่ง
ฉู่ชิงมองดูเศษกระดาษในมือ เขียนว่า "78" รู้สึกหงุดหงิดนิดหน่อย บ้านคุณเรียกไอ้นี่ว่าบัตรคิวเหรอ?
พวกเขามาหลังสุด ข้างหน้าเข้าไปตั้งหลายคนแล้ว ความเร็วในการแคสต์ดูเหมือนจะค่อนข้างเร็ว ประตูบานใหญ่ด้านในสุด เปิดๆ ปิดๆ ปล่อยคนเข้าออกทุกๆ สามถึงห้านาที
แถวยาวเหยียดขยับไปข้างหน้าอย่างเห็นได้ชัด หลี่เจี๋ยกำสมุดบันทึกพึมพำเสียงเบา ดูตื่นเต้นมาก ฉู่ชิงเอียงคอมองเขา เอาศอกกระทุ้งเบาๆ แล้วถาม "นี่ สูบบุหรี่เป็นไหม?"
หลี่เจี๋ยสะดุ้ง ตัวแข็งไปสองวินาที ถึงจะตั้งสติได้ แล้วตอบว่า "เป็นสิ"
"ไป สูบสักมวน"
"ไม่ล่ะ ฉันต้องเตรียมตัว"
"เตรียมตัวบ้าบออะไร สภาพนายตอนนี้ไม่ไหวหรอก เข้าไปก็ตายเปล่า ไปๆ ลงไปผ่อนคลายหน่อย" ฉู่ชิงกอดคอเขาแล้วลากลงไปชั้นล่าง
หลี่เจี๋ยแก่กว่าเขาหนึ่งปี แต่เข้าวงการช้า ปี 97 ถึงสอบเข้าเป่ยอิ่ง ปีหน้าถึงจะเรียนจบ ก่อนหน้านี้ก็ไม่มีประสบการณ์การแสดงอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน พอมาเจอละครฟอร์มยักษ์แบบนี้ จิตใจก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเสียศูนย์ ตอนนี้ พอโดนลากลงมา สูบบุหรี่ไปครึ่งมวน ก็เริ่มผ่อนคลายลงมาก
เขามองฉู่ชิงคาบบุหรี่ เตะก้อนหินเล่นอย่างเบื่อหน่าย จู่ๆ ก็ถามขึ้นมาว่า "นายไม่อยากแสดงละครเรื่องนี้เหรอ?"
"หืม? ไม่หรอก ผมก็อยากแสดงอยู่" ฉู่ชิงตอบอย่างขัดใจ ไม่ค่อยอยากให้คนอื่นรู้สึกว่าเขาเสแสร้ง หรือถ้าเกิดไปเข้าหูคุณหนูฟ่านเข้า มันจะยิ่งแย่ไปกันใหญ่ เขาจึงหัวเราะแล้วบอกว่า "ผมก็แค่... ก็แค่ชินกับการไม่ค่อยใส่ใจอะไรเท่าไหร่ เห็นนายจดไว้ซะละเอียดเลยนี่ มีแม้กระทั่งบทพูดเปิดตัว"
"เตรียมตัวไว้เยอะๆ ก็ไม่เสียหายหรอก"
"นั่นก็ใช่" ฉู่ชิงพยักหน้า แล้วก็ถามด้วยความสนใจ "นี่ พวกนายเป็นศิษย์เก่าไม่ใช่เหรอ ตอนเด็กสาวตัวเล็กเรียนอยู่เป็นยังไงบ้าง? เธอชอบบ่นว่าเมื่อก่อนตัวเองอ้วนมาก"
"อ้วนมากจริงๆ ไม่ใช่อ้วนอย่างเดียวนะ ยังเชยอีกด้วย"
หลี่เจี๋ยหัวเราะ เริ่มเล่าประวัติศาสตร์ดำมืดในวัยเยาว์ของคุณหนูฟ่าน "โรงเรียนของเราเป็นโรงเรียนเอกชน สภาพไม่ค่อยดีเท่าไหร่ หอพักหญิงน่าจะประมาณสิบตารางเมตร ให้อยู่กันแปดคน นักเรียนส่วนใหญ่มาจากแถบเจียงซูและเจ้อเจียง ปกติก็คุยกันด้วยภาษาถิ่น เธอฟังไม่รู้เรื่อง ก็เลยได้แต่นั่งโง่ๆ อยู่คนเดียว เวลาพัก ผู้ปกครองคนอื่นบ้านอยู่ใกล้ ก็มักจะมารับพวกเธอออกไปเที่ยว"
เขาพ่นควันบุหรี่ มองดูควันจางหายไป แล้วค่อยๆ พูดว่า "มีอยู่ครั้งหนึ่งฉันจำได้แม่นเลย วันนั้นเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ ฉันไปช่วยครูผู้หญิงคนหนึ่งย้ายของ ก็เห็นเธอซ้อมละครสั้นอยู่คนเดียวในห้องนอน"
"ฉันถามเธอว่าทำไมไม่ออกไปเที่ยว เธอตอบว่ายังต้องซ้อมอีก ฉันก็บอกว่าเธอซ้อมได้ดีมากแล้ว เธอตอบว่ายังต้องรอรับโทรศัพท์ทางไกลจากพ่อแม่ด้วย ตอนนั้นฉันรู้สึกว่า เด็กคนนี้จริงๆ แล้วเหงามาก"
หลี่เจี๋ยพูดมาถึงตรงนี้ จู่ๆ ก็หยุดชะงัก ไม่ยอมพูดต่อ เขากดก้นบุหรี่กับพื้น หาถังขยะไม่เจอ จึงดึงกระดาษชำระออกจากกระเป๋ามาห่ออย่างระมัดระวัง แล้วก็ยัดกลับเข้าไป
เขายืดแขนยืดขา กระโดดอยู่กับที่สองสามครั้ง แล้วยิ้ม "คราวนี้ผ่อนคลายขึ้นเยอะเลย ขอบใจนะ ไปเถอะ พวกเราขึ้นไปกัน"
ฉู่ชิงมองเขา แล้วก็หัวเราะออกมา "ไม่ต้องขอบใจหรอก นายต้องไม่มีปัญหาแน่ๆ"







