บทที่สองร้อย ไสหัวกลับบ้านไป
แม้ฉู่ชิงจะมีเพื่อนเยอะ แต่คนที่จะสามารถพูดความในใจออกมาได้อย่างไร้ข้อกังขานั้น กลับมีอยู่ไม่กี่คนจริงๆ
เพื่อนแบบไหนกันที่สามารถเล่าเรื่องส่วนตัวให้ฟังได้? ปกติแล้วก็ต้องเป็นเพื่อนวัยเดียวกันและเพศเดียวกัน ผู้หญิงเรียกว่าเพื่อนซี้ ผู้ชายเรียกว่าเพื่อนตาย ทว่าบรรดาผู้ชายอกสามศอกที่เขารู้จัก ไม่ใช่ว่าไม่สนิท ก็คือสนิทแต่กลับมีอายุห่างกันเกินไป คนเดียวที่พอจะพึ่งพาได้ก็คือหลิวเย่ แต่เขาจะไปหาได้เหรอ...
อันที่จริงนะ หากเอาวงสังคมเพื่อนฝูงมาจัดแบ่งลำดับตามความสนิทสนมใกล้ชิดกันจริงๆ คนที่อยู่ในอันดับแรกสุด คนที่ทำให้เขารู้สึกไม่มีระยะห่างและไม่มีความระแวดระวังใจเลย มีเพียงสองคนเท่านั้น นั่นคือ คุณหนูฟ่าน กับ หวังถง
พี่สาวคนนี้ มักจะมอบความอบอุ่นชนิดที่แทงทะลุเข้าไปถึงกลางใจ คอยอยู่เคียงข้างความโดดเดี่ยวทุกข์ระทมที่ไร้ที่ระบายในชาตินี้ของเขา แล้วก้าวเดินต่อไปด้วยกัน
ตั้งแต่ถ่ายทำ 'ฤดูร้อนปีนี้' จบ พวกเขาก็ไม่ได้เจอกันอีกเลย ที่แห่งนี้อยู่แถวบ้านใหม่ของหวังถง บ้านค่อนข้างจะห่างไกลความเจริญ นั่งรถไปอีกไม่กี่ป้ายก็ถึงตำบลชานเมืองปักกิ่งแล้ว คิดว่าราคาคงจะถูก
คำพูดบางคำ ฉู่ชิงก็ถามไม่ออกจริงๆ จึงทำได้เพียงพูดอ้อมแอ้มไปว่า "ทำไมคุณถึงอยู่บ้านคนเดียวล่ะ?"
"เขาไปถ่ายละครที่ต่างจังหวัด เป็นผู้ช่วยผู้กำกับ ยุ่งมากเลย"
หวังถงรู้ว่าเขาอยากจะถามอะไร มือขวาเท้ากรามที่ผอมตอบ พลางพูดกลั้วหัวเราะ "เดิมทีเราตั้งใจจะไปจดทะเบียนกันเดือนตุลาคม แต่ก็ปลีกตัวไม่ได้เลย ยืดเยื้อมาจนก่อนถึงปีใหม่ถึงจัดการเรียบร้อย ไม่ได้แจกการ์ด ไม่ได้จัดงานเลี้ยง" "อ้อ" เขาตอบรับเสียงเบา พินิจมองเธออย่างละเอียด เส้นผมที่ยาวขึ้นเล็กน้อย ใบหน้าที่ดูเหนื่อยล้ายิ่งกว่าเดิม สีแดงชาดบนริมฝีปากดูเหมือนจะจางลง เมื่อเทียบกับอายุแล้ว เธอดูซูบซีดลงไปหลายส่วน
สายตาของเขากวาดต่ำลงไป เลื่อนไปหยุดอยู่ที่มือซ้ายซึ่งวางพาดอยู่บนขอบโต๊ะ นิ้วมือยังคงเรียวยาวตรง กำลังเคาะลงบนพื้นไม้หยาบๆ เบาๆ
ฉู่ชิงชะงักไปชั่วครู่ เม้มริมฝีปาก แต่กลับไม่ได้พูดอะไร
"หึ..."
หวังถงค้อนใส่เขาไปวงหนึ่ง ยื่นฝ่ามือที่ว่างเปล่าไร้เครื่องประดับออกมา พลิกไปพลิกมาแล้วพูดว่า "เราไม่ได้ซื้อแหวนหรอก เงินเอาไปลงกับบ้านหมดแล้ว"
เธอหัวเราะอย่างไม่ใส่ใจเป็นพิเศษ ก่อนจะพูดต่อ "แต่ก็ยังดีนะ ไม่ได้กู้เงิน"
เขาพยักหน้า ถือว่าเข้าใจสถานการณ์แล้ว ยกแก้วขึ้นมาแล้วพูดว่า "ชนหน่อยไหม?"
"แค่นายยังจะมาท้าอีกเหรอ?" เธอเหยียดหยามอย่างถึงที่สุด
ทั้งสองคนชนแก้วกัน หวังถงกระดกพรวดเดียวหมดเกลี้ยง ฉู่ชิงเองก็ไม่ยอมแพ้ ซดเข้าไปถึงครึ่งแก้ว เหล้าขาวราคาถูกรสชาติบาดคอไหลทะลักจากลำคอลงสู่กระเพาะลำไส้ แผดเผาจนเจ็บแปลบแทบอาเจียน จนอดไม่ได้ที่จะไอออกมาอย่างรุนแรง
"ทำอะไรของนายเนี่ย?" เธอประหลาดใจ ลุกขึ้นค้อมตัวลง ตบหลังให้เขาเบาๆ รอจนเขาหายใจคล่องขึ้นแล้ว ค่อยนั่งลงแล้วพูดว่า "ว่ามาสิ มีเรื่องอะไรถึงได้ทำหน้าอมทุกข์แบบนี้?"
"เปล่า ไม่มีอะไร แค่ทะเลาะกันน่ะ เลยไม่ค่อยสบายใจ..." เขาเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ฟังคร่าวๆ รอบหนึ่ง พี่สาวคนนั้นนิ่งอึ้งไปพักใหญ่ ก่อนจะลูบหน้าผาก ถอนหายใจอย่างอ่อนใจ "แค่นี้เนี่ยนะ?"
"อืม"
เธอไม่รู้ว่าควรจะร้องไห้หรือหัวเราะดี ถามกลับไปว่า "นายอายุเท่าไหร่แล้ว ถึงขนาดนี้เลยเหรอ?"
"นี่มันไม่เกี่ยวว่าอายุเท่าไหร่นะ ประเด็นคือคำพูดของเธอฟังแล้วน่าโมโหเกินไปต่างหาก"
ในที่สุดฉู่ชิงก็คว้าตัวคนที่สามารถระบายความในใจออกมาได้อย่างเต็มที่ได้แล้ว รีบพูดว่า "ผมดีกับเธอหรือเปล่า ในใจเธอไม่รู้บ้างเลยเหรอ อ้าปากก็พูดออกมาได้ แถมยังหาว่าผมคิดไปเองฝ่ายเดียวอีก เหมือนกับว่าที่ทำไปทั้งหมดก็เพื่อตัวผมเองอย่างนั้นแหละ!"
หมอนั่นเอาแต่บ่นกระปอดกระแปดอยู่ตรงนั้น หวังถงยังคงรักษาสีหน้าพิลึกพิลั่นเอาไว้ ขี้เกียจจะฟังโดยสิ้นเชิง ขัดแย้งกันแค่เรื่องขี้ปะติ๋วก็ยังมาฟ้องผู้ปกครอง รีบไสหัวไปให้พ้นๆ เลยไป!
"นี่ หยุดๆ!" เธอขัดจังหวะความปรารถนาในการระบายอันเชี่ยวกรากของหมอนี่ พลางถามว่า "นายลองพูดมาซิ ว่านายคิดยังไง?"
"เอ้อ คนอย่างเธอไม่ได้ใจแคบเป็นพิเศษหรอกเหรอ ผมก็กลัวเธอจะโกรธไง ถึงตอนนั้นก็โวยวายไม่จบไม่สิ้นอีก เพราะงั้นก็เลยตัดปัญหาไม่รับงานซะเลย จะได้หมดเรื่อง"
เธอยักไหล่ ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ ก่อนจะถามต่อ "แล้วนายคิดว่าเธอคิดยังไงล่ะ?"
ฉู่ชิงใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง ตอบอย่างลังเล "เธอก็น่าจะยินดีให้ผมเล่นนะ ยังไงซะโอกาสก็หายาก"
"แล้วทำไมนายไม่ปรึกษากับเธอหน่อยล่ะ พูดกันให้เข้าใจก็สิ้นเรื่องแล้ว" หวังถงกะพริบตา สั่งสอนอย่างใจเย็นราวกับสอนลูกชาย
แต่หมอนั่นกลับดื้อด้านไม่ยอมรับผิด ปากแข็งพูดว่า "ไม่มีอะไรต้องปรึกษาหรอก เรื่องของผมเอง ผมตัดสินใจเองได้"...
"เพียะ!"
พี่สาวคนนั้นเล็งไปที่หัวของเขา ยื่นมือฟาดลงไปฉาดหนึ่ง อย่างแรงและดังลั่น พลางพูดว่า "อย่ามาทำนิสัยเสียใส่ฉันนะ! นายน่ะไม่ได้ใส่ใจความคิดของปิงปิงเลยตั้งแต่แรก นายเห็นเธอเป็นแค่เด็กมาตลอดนั่นแหละ"
"ก็เดิมทีเธอเป็นเด็กอยู่แล้วนี่" ฉู่ชิงกุมหัว ไม่กล้าโวยวายอีก เถียงเสียงอ่อย
"ยังจะเถียงอีก!"
หวังถงที่เป็นคนอารมณ์ดีขนาดนี้ ยังชักจะมีน้ำโหขึ้นมาบ้างแล้ว พูดว่า "เมื่อก่อนเธออาจจะยังไม่เป็นผู้ใหญ่ คิดอะไรไม่รอบคอบ แต่ตอนนี้เธออายุยี่สิบแล้ว เป็นหญิงสาวตัวใหญ่แล้ว อีกอย่าง ปิงปิงอยู่เคียงข้างนายมาตลอดหลายปีนี้ ผ่านร้อนผ่านหนาวมาตั้งเท่าไหร่ ก็สมควรจะโตเป็นผู้ใหญ่ได้แล้ว"
เธอถอนหายใจแผ่วเบา เอ่ยปากเกลี้ยกล่อม "อย่าเอาแต่คิดว่าตัวเองทำเพื่อคนอื่นฝ่ายเดียวสิ เธอเองก็เสียสละไปไม่น้อยเลย เด็กคนนั้นเป็นคนมีความคิดเป็นของตัวเอง แต่กลับยอมอยู่กับนายอย่างถวายหัว นายยังมีอะไรไม่พอใจอีก?"
"..."
ฉู่ชิงก้มหน้า นิ่งเงียบไม่พูดอะไร
สิ่งที่เรียกว่าการประคับประคองความรู้สึกระหว่างคู่รัก มันเกินกว่าความเคยชินทางความคิดของเขาไปแล้วจริงๆ รวมไปถึงชาติก่อน เขาก็คิดแบบนี้เหมือนกัน เป็นสามีภรรยากัน ก็แค่ฉันดีกับเธอ ไม่ปล่อยให้เธอต้องลำบาก ไม่ทะเลาะเบาะแว้งกัน แค่นี้ก็มีความสุขชื่นมื่นกันตามธรรมชาติแล้ว
ส่วนเรื่องการสื่อสารพูดคุย การยกระดับจิตใจ บรรลุถึงขั้นความตระหนักรู้อันสมบูรณ์อะไรเทือกนั้น พี่ชาย ผมก็แค่ช่างซ่อมรองเท้า เมียผมก็เป็นแค่ลูกสาวบ้านๆ จะทำอะไรให้มันดูหรูหราไปทำไม?
พอเปลี่ยนมาเป็นชาตินี้ อันที่จริงเขาเปลี่ยนตัวเองไปเพื่อคุณหนูฟ่านเยอะมากแล้ว แต่กลับมองข้ามความจริงที่สำคัญข้อหนึ่งไป นั่นคือ ความเร็วในการเติบโตของแฟนสาวนั้น นำหน้าความถี่ในการรีเฟรชของเขาไปไกลลิบ
เขาลืมไปว่า ยัยหนูจะเติบโตขึ้น จะเปลี่ยนแปลง จะมีความคิดและหลักการแบบผู้ใหญ่ เขายิ่งลืมไปว่า ตอนที่ได้พบกับเด็กสาววัยขบเผาะคนนั้นครั้งแรก มันก็เป็นเรื่องเมื่อหลายปีก่อนแล้ว
หวังถงมองดูสภาพของเขา ก็รู้ได้เลยว่าในใจกำลังปั่นป่วนอยู่ และเชื่อว่าเขาคงคิดตกได้เอง เมื่อดูเวลา ก็ใกล้จะเที่ยงคืนแล้ว เถ้าแก่กำลังจ้องเขม็งเตรียมจะไล่คนออกไปอย่างไม่เกรงใจ จึงกระดกเหล้าครึ่งแก้วสุดท้ายจนหมด แล้วพูดกลั้วหัวเราะว่า "เอาล่ะ เหล้าก็ดื่มแล้ว พูดก็พูดไปแล้ว นายก็สบายใจแล้ว..."
เธอกระแทกแก้วลงบนโต๊ะอย่างแรง โบกมือไล่พลางพูดว่า "ยังไม่รีบไสหัวกลับบ้านไปอีก!"
...
มีประโยคหนึ่งที่กล่าวไว้ได้ยอดเยี่ยมมาก การร่วงหล่นสู่ความเสื่อมทรามทั้งหมด เริ่มต้นมาจากการไม่ยอมกลับบ้านตอนกลางคืน
สมองของคนเรานี่ก็แปลกนะ ถ้าผู้หญิงไม่กลับบ้านตอนกลางคืน ร้อยทั้งร้อยจะต้องคิดว่าเธอไปนอนกับผู้ชาย แต่ถ้าผู้ชายไม่กลับบ้านตอนกลางคืน จะมีแค่เก้าสิบเปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่คิดว่า เขากำลังนอนกับผู้หญิงอยู่
ทำไมน่ะเหรอ?
ก็เพราะว่าเรื่องที่ผู้ชายสามารถทำได้มันมีเยอะเกินไปน่ะสิ
แน่นอนว่า คุณหนูฟ่านไม่มีทางเชื่อเด็ดขาดว่าแฟนหนุ่มจะไปเที่ยวบาร์ ไปอาบน้ำอ่าง หรือไปเล่นโดต้า น่าเบื่อจะตายชัก! เธอสู้ยอมเชื่อว่าหมอนั่นโดนรถชนตายไปแล้วเสียดีกว่า จะได้ถือโอกาสตอนยังสาว เหลือความทรงจำดีๆ ทิ้งไว้ให้คิดถึง
เอาเป็นว่า ไม่ว่าเธอจะคิดฟุ้งซ่านไปแค่ไหน สถานการณ์อันน่าเศร้าสลดในตอนนี้ ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้เลย นั่นคือ ใกล้จะเที่ยงคืนแล้ว ถ้าเลยเที่ยงคืนไปปุ๊บ ก็เท่ากับว่าเป็นวันใหม่ชัวร์ๆ ซึ่งความหมายมันจะแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง และยกระดับกลายเป็นเหตุการณ์ความรุนแรงในครอบครัวขั้นร้ายแรงในทันที
ภายในห้องเปิดเพียงโคมไฟตั้งโต๊ะดวงเล็กๆ แสงสลัวๆ ครอบคลุมพื้นที่ครึ่งหนึ่งของห้องนอน ยัยหนูกำโทรศัพท์มือถือแน่น ดวงตากลมโตจ้องเขม็งไปที่หน้าจอแสงสีเขียวโดยไม่กะพริบตา
หวงอิ่งกลับไปตั้งนานแล้ว หญิงสาวคนนี้ขี้เกียจจะเข้าไปยุ่งกับเรื่องไร้สาระของเด็กสองคนนี้ ในสายตาของเธอ ปกติแล้วทั้งสองคนก็ดูเป็นผู้ใหญ่ดีนี่นา ทำไมพอเป็นเรื่องของอีกฝ่าย ถึงได้กลายเป็นคนบ้าไปได้ล่ะ?
ปัญญาอ่อน! หัวรั้น! ไม่ได้เรื่อง! ไม่สมควรไปสนใจตั้งแต่แรกแล้ว!
"ฮ้าว..."
คุณหนูฟ่านอดไม่ได้ที่จะหาวออกมา เหนื่อยล้ามาทั้งวัน ตอนนี้ง่วงจะตายอยู่แล้ว แต่ก็ยังฝืนทนไม่ยอมนอน นอนโดดเดี่ยวอ้างว้างอยู่บนเตียง มองดูเสี้ยวพระจันทร์อันเย็นเยียบที่โผล่พ้นผ้าม่านออกมา รู้สึกว่าตัวเองเหมือนหินรอสามีไม่มีผิด ช่างน่าเวทนาซะเหลือเกิน
"แกรกๆ!"
ตอนนั้นเอง จู่ๆ นอกประตูก็คล้ายกับมีเสียงโลหะบางอย่างกระทบกันดังขึ้นมา
เธอเบิกตากว้าง จิตใจตื่นตัวขึ้นมาในทันที เอียงหูฟังอย่างตั้งใจ วินาทีต่อมา ก็มีเสียง "แกรกๆ" ดังขึ้นมาอีกระลอก เป็นเสียงล้วงกุญแจที่คุ้นเคยเป็นอย่างดี
"แป๊ก!"
คุณหนูฟ่านปิดโคมไฟด้วยความเร็วแสงอันน่าตกใจ จากนั้นก็ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมโปง ซุกตัวอยู่ข้างในพลางหัวเราะคิกคักอย่างโง่งม "ฉันว่าแล้วเชียว!"
ประตูเปิด คนเดินเข้ามา เปิดไฟ เปลี่ยนรองเท้า ถอดเสื้อผ้า
แม้จะมีผ้าห่มขนเป็ดและกำแพงห้องกั้นอยู่ แต่ก็ยังได้ยินเสียงเดินลากเท้าดังครืดคราดของเขาอย่างชัดเจน เดิมทีคิดว่าเขาคงจะรีบเข้ามาในห้องนอน ทว่าผ่านไปครู่หนึ่ง เสียงเสียดสีกับพื้นก็หยุดชะงักลงกะทันหัน ตามมาด้วยเสียงตะโกนลั่นว่า
"ยัยผู้หญิงล้างผลาญ ออกมาเดี๋ยวนี้นะ!"
















