ยอดเขาเฟยไหลเฟิงปักเฉียงอยู่บนพื้นดิน มีไอร้อนพวยพุ่งออกมาจางๆ
รอบด้านคือป่าเขาลำเนาไพรลึก ต้นไม้ล้มระเนระนาด ไม่ไกลนักมีน้ำตกใหญ่สายหนึ่งที่ถูกพายุเฮอริเคนตอนยอดเขาเฟยไหลเฟิงร่วงหล่นพัดจนบิดเบี้ยว ยามนี้สายน้ำที่ปลิวว่อนค่อยๆ กลับคืนสู่ตำแหน่งเดิม
สวี่อิงมองไปทางหยวนเว่ยยาง หยวนเว่ยยางมองน้ำตกที่ปลิวไสว นิ่งเงียบไร้วาจา
วันนี้สำหรับนางแล้วต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงมากมายเหลือเกิน สวี่อิงเองก็ไม่รู้ว่านางจะทนรับการโจมตีอันใหญ่หลวงเช่นนี้ไหวหรือไม่
หยวนชีนิ่งเงียบไม่ส่งเสียง มองขึ้นไปบนท้องฟ้าด้วยความตึงเครียด กังวลว่าหยวนอู๋จี้จะตามมา ส่วนจู๋ฉานฉานกำลังยุ่งอยู่กับการรื้อถอนยอดเขาเฟยไหลเฟิง ถอดของวิเศษน้อยใหญ่แยกออกมา กระจายไว้ตามที่ต่างๆ เพื่อตั้งค่ายกลซ่อนเร้นร่องรอย
ผ่านไปเนิ่นนาน หยวนเว่ยยางมองน้ำตกที่ปลิวไสวกลับคืนสู่ตำแหน่งเดิม ดูเหมือนสภาพจิตใจก็ฟื้นฟูเป็นปกติดังเดิม นางกล่าวกับสวี่อิงว่า "ข้าต้องกลับเมืองหลวงสักครา ที่บ้านยังมีลูกหลานตระกูลหยวนอีกหลายคน หากข้าไม่กลับไป ตระกูลหยวนจะต้องมีจุดจบเดียวกับตระกูลโจว ถูกคนกลืนกินจนหมดสิ้นแน่"
สวี่อิงมองนางแล้วถาม "เจ้าไปครานี้ จะเป็นคุณชายเว่ยยาง หรือหยวนหรูซื่อ?"
หยวนเว่ยยางจ้องมองเขาอย่างเหม่อลอย จู่ๆ ก็แก้สายรัดผมออก เรือนผมสีดำขลับร่วงหล่นลงมาดั่งน้ำตก นางเดินเข้ามาตรงหน้าเขา เขย่งปลายเท้าขึ้น ประทับริมฝีปากลงบนริมฝีปากของเขาอย่างแผ่วเบา
นางเกล้าผมขึ้น มัดสายรัดให้เรียบร้อย เอียงคอมองสวี่อิงแล้วกล่าวว่า "ข้าไปครานี้ จะเป็นผู้นำตระกูลหยวน แบกรับภาระอันหนักอึ้งในการฟื้นฟูตระกูลหยวน เรื่องรักใคร่ฉันหนุ่มสาว คงต้องวางไว้ก่อน"
นางเดินตรงออกไปด้านนอก ร้องเรียกคำหนึ่ง "เซียวป๋อ พวกเรากลับเสินตู!"
เซียวป๋อลังเลเล็กน้อย ค้อมตัวให้สวี่อิงนิดหนึ่ง แล้วรีบตามนางไป
สวี่อิงร้องตะโกนเสียงดัง "สู่ขอผู้นำตระกูลหยวน ต้องใช้สินสอดเท่าใด?"
ร่างของหยวนเว่ยยางแข็งทื่อ หันกลับมามองเขา โบกมือให้ แล้วเงาร่างก็ห่างออกไป
ในใจสวี่อิงเกิดความรู้สึกเศร้าสร้อยจางๆ เป็นความรู้สึกที่ตลอดเจ็ดแปดปีที่เขามีความทรงจำมานี้ไม่เคยมีมาก่อน
"เซียนอมตะก็ถูกความรู้สึกรบกวนจิตใจได้ด้วยหรือ?" จู๋ฉานฉานพูดล้อเลียน
สวี่อิงรวบรวมอารมณ์ กล่าวว่า "ข้าก็แค่เด็กหนุ่มอายุสิบสี่ปีคนหนึ่ง หรือว่าข้าไม่ควรมีความว้าวุ่นใจเหมือนคนปกติทั่วไป?"
เมื่อไม่นานมานี้ เขายังเป็นแค่คนจับงู กินมื้อนี้อดมื้อหน้า กังวลว่าตนเองจะตายภายใต้คมเขี้ยวของงูเมื่อใดก็ได้ กว่าครึ่งปีมานี้ ได้เผชิญเรื่องราวมากมายเหลือเกิน ทำให้เขารู้สึกเลื่อนลอยอยู่บ้าง
จากการสังหารเทพที่ทุ่งตระกูลเจี่ยง ถึงแม่น้ำไน่เหอเปลี่ยนทิศทาง จากแดนหยินบุกรุก ถึงโจวฉีอวิ๋นผ่านด่านเคราะห์ จากการได้รู้จักหยวนเว่ยยาง ถึงความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของตระกูลหยวน จากสวีฝูถึงสุสานหลวงหลีซาน
ตัวเขาเองก็เปลี่ยนจากคนจับงู กลายมาเป็นเซียนอมตะ
เพียงแต่ความทรงจำของเขา ยังคงเป็นเด็กหนุ่มแห่งทุ่งตระกูลเจี่ยงคนนั้นเสมอมา ไม่เคยเปลี่ยนแปร
จู๋ฉานฉานกล่าวว่า "พวกเราจำเป็นต้องหลบเลี่ยงกระแสลมสักหน่อย ไม่ปิดบังหรอกนะ ข้าเห็นผู้บำเพ็ญเพียรยุคราชวงศ์โจวในสุสานหลวงหลีซาน ข้าสงสัยว่าโอรสสวรรค์ราชวงศ์โจวอาจจะกลับมาจากโลกหน้าแล้ว"
ปรมาจารย์สาวน้อยมีสีหน้ากังวล กล่าวว่า "หากเขาพบเรื่องที่ข้าลักไก่ลดทอนวัสดุในการหลอมสร้างเรือเทวะโลกหน้าเข้าล่ะก็ เป็นไปได้มากว่าจะมาคิดบัญชีย้อนหลัง"
นางกังวลมากจริงๆ เพราะถึงอย่างไรเรือเทวะโลกหน้าจะทนบินไปถึงโลกหน้าได้หรือไม่ก็ยังพูดยาก จู๋ฉานฉานสงสัยว่าเรือลำนั้นอาจจะเกิดข้อผิดพลาดขึ้นกลางทาง
สวี่อิงใจสั่นสะท้าน กระซิบกับหยวนชีว่า "ท่านเจ็ด วันหน้าหากจะหลอมของวิเศษ ห้ามไปหานางเด็ดขาด"
หยวนชีพยักหน้ารัวๆ กระซิบตอบ "อาอิ้ง เจ้าช่วยข้าดูหน่อย บนตัวข้ามีตราประทับที่นางแอบทิ้งไว้หรือไม่? หมู่นี้ข้ามักจะสงสัยว่านางทิ้งตราประทับของนางไว้ในที่ที่ข้ามองไม่เห็น"
จู๋ฉานฉานได้ยินคำพูดนี้ ก็รีบกล่าวว่า "เจ้าอย่ามาใส่ร้ายป้ายสีนะ ผู้คุมลงทัณฑ์ข้า ข้ายังไม่สารภาพเลย!"
ระฆังใหญ่ได้ยินดังนั้น ก็รีบกล่าวกับสวี่อิงว่า "อาอิ้ง ช่วยดูให้ข้าด้วยเถิด"
"ข้าไม่ได้ตุกติกอะไรกับระฆังใหญ่เด็ดขาด!" เด็กสาวให้คำมั่นสัญญาเป็นมั่นเป็นเหมาะ ตบหน้าอกตัวเองฉาดๆ จนสั่นกระเพื่อม
สวี่อิงเดินตรวจดูรอบๆ ระฆังใหญ่และหยวนชีรอบหนึ่ง แต่ก็ไม่พบอะไร ทว่าในใจของระฆังใหญ่กับหยวนชียังคงรู้สึกไม่สบายใจอยู่บ้าง
จู๋ฉานฉานหัวเราะ "ตราประทับที่ปรมาจารย์อย่างข้าประทับลงไป พวกเจ้าไม่มีทางตรวจพบหรอก แน่นอนว่าข้าไม่ได้ประทับอะไรลงไปทั้งนั้น"
ทันใดนั้น สีหน้านางเปลี่ยนไปเล็กน้อย กระซิบเสียงต่ำ "อย่าพูด"
สวี่อิง ระฆังใหญ่ และหยวนชีรีบกลั้นหายใจรวบรวมสมาธิ เวลานี้เอง มองเห็นเพียงเงามืดขนาดใหญ่มหึมาบินผ่านท้องฟ้าไป ไม่รู้ว่าเป็นสิ่งใด แต่ให้ความรู้สึกกดดันรุนแรงยิ่งนัก
หยวนชีกำลังจะเอ่ยปาก จู่ๆ ก็มีเสียงหนึ่งดังมาจากที่ใดไม่ทราบ ดังก้องขึ้นในก้นบึ้งหัวใจของทุกคน "เซียนอมตะ เรื่องราวสงบลงแล้ว โปรดปล่อยตัวลูกสาวของข้าออกมาเถิด"
เสียงนี้ คือเสียงของฮูหยินหยวนนั่นเอง!
สวี่อิง จู๋ฉานฉาน และหยวนชีเบิกตากว้าง ไม่กล้าส่งเสียง
เสียงของฮูหยินหยวนดังขึ้นในหัวของพวกเขาอีกครั้ง กล่าวอย่างอ่อนโยนว่า "เว่ยยาง แม่มาแล้ว ลูกออกมาได้แล้ว แม่จะไม่ให้ลูกปลอมตัวเป็นชายอีกแล้ว จะไม่บังคับให้ลูกแสร้งทำเป็นคุณชายเว่ยยางอีก แม่รู้ผิดแล้ว เดิมทีลูกเป็นหญิง ไม่สมควรต้องแบกรับภาระหนักอึ้งเช่นนี้เลย ลูกออกมาเถิด..."
ผ่านไปครู่หนึ่ง ก็มีเสียงประหลาดใจระคนยินดีของฮูหยินหยวนดังมาอีก "ไท่จวิน ท่านยังรอดชีวิตอยู่ ช่างดีเหลือเกิน!"
เสียงของฮูหยินเฒ่าตระกูลหยวนดังตามมาเช่นกัน ค่อนข้างอ่อนแรง หอบหายใจแฮ่กๆ กล่าวว่า "ข้าถูกสัตว์ประหลาดนั่นลอบโจมตี เลยแกล้งตายเพื่อเอาตัวรอด ดีมาก ดีมาก เจ้าก็หนีรอดมาได้ เว่ยยางล่ะ? เซียวป๋อ ยังไม่ออกมาอีกหรือ?"
พวกสวี่อิงยังคงไม่ส่งเสียงความเคลื่อนไหวใดๆ ออกมาเลย
ผ่านไปอีกครู่หนึ่ง เสียงของหยวนเว่ยยางก็ดังมา กล่าวว่า "ราชันปีศาจสวี่ พวกเราปลอดภัยแล้ว ออกมาได้แล้ว"
ตอนนี้เอง เสียงของสวี่อิงก็ดังขึ้นในหัวของพวกเขาเช่นกัน ร้องเรียกไปว่า "ท่านเจ็ด ข้าพลัดหลงกับพวกท่านแล้ว! พวกท่านอยู่ที่ใด?"
พวกสวี่อิงสบตากัน ในใจเกิดความหวาดกลัว
บนยอดเขาแห่งหนึ่งที่ห่างจากพวกเขาออกไปพันลี้ ร่างหนึ่งยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางลมภูเขา ลมภูเขาพัดหวีดหวิว พัดชายเสื้อของเขาปลิวไสว
สัมผัสเทวะของเขากว้างใหญ่ไพศาล แผ่ซ่านไปทั่วทุกสารทิศ โดยยึดยอดเขานี้เป็นจุดศูนย์กลาง ทอดยาวออกไปไกลนับพันลี้
เขามีความอดทนสูงมาก รอคอยอยู่เนิ่นนาน ก็ไม่มีการตอบสนองใดๆ จึงเอ่ยขึ้นว่า "ระมัดระวังตัวถึงเพียงนี้เชียวหรือ? ออกจะประมาทเขาไปหน่อย... เดี๋ยวก่อน เจ้าพวกวิญญาณตามติดไม่เลิกราพวกนั้น ถูกสัมผัสเทวะของข้าเรียกจนตามมาแล้ว!"
เขาพุ่งตัวหลบหนีไป หายวับไปอย่างไร้ร่องรอย
เป่ยเฉินจื่อ เทพธิดาอวี้ถัง และเฒ่าหน้าเศร้าเดินทางมาถึงที่นี่ ด้านหลังยังมีเทพเจ้าที่ดินร่างเตี้ยแคระเดินตามมาด้วยองค์หนึ่ง มีท่าทีไม่สบอารมณ์ รำคาญใจกับทั้งสามคนเป็นอย่างมาก
พวกเขาร่อนลงบนยอดเขา มองซ้ายมองขวา แต่กลับไม่พบพวกสวี่อิงและฮูหยินหยวน เฒ่าหน้าเศร้ามีสีหน้าอมทุกข์ กระทืบเท้ากล่าวว่า "เป่ย นามเฉิน ไม่ใช่ให้พวกเจ้าจับตาดูให้ดีหรอกหรือ? ทำไมถึงปล่อยคนหายไปได้?"
เป่ยเฉินจื่อรีบกล่าวว่า "หลังจากพวกเราเรียกคนมาแล้ว ก็มุ่งหน้าไปยังสุสานหลวงหลีซาน แต่ใครจะไปรู้ว่าจู่หลงจะฟื้นคืนชีพ นำกองทัพหุ่นทองคำสุสานหลวงมารุมซ้อมสวีฝู ข้ากับเทพธิดาอวี้ถังเห็นช่องทางได้เปรียบ จึงเข้าไปลอบโจมตีสวีฝู"
รอยฟกช้ำบนใบหน้าของเขายังไม่จางหายไปจนหมด บนร่างของเทพธิดาอวี้ถังก็มีบาดแผลหลายแห่งเช่นกัน
เป่ยเฉินจื่อกล่าวอย่างอึกอัก "สวีฝูถูกจู่หลงทำร้ายจนบาดเจ็บไปแล้ว ตามหลักแล้ว พวกเราน่าจะฉวยโอกาสนี้ได้ เพียงแต่เดินหมากพลาดไปตาหนึ่ง ไม่เพียงฉวยโอกาสไม่ได้ กลับถูกซ้อมมาหนึ่งยก..."
เทพธิดาอวี้ถังอธิบายว่า "สวีฝูมีตำราทองคำอยู่เล่มหนึ่ง บนตำราทองคำคืออักขระสะกดมาร ดังนั้นพวกเราจึงคิดจะจัดการสวีฝู แย่งชิงตำราทองคำมา แค่นี้ก็จบเรื่องไม่ใช่หรือ? ดังนั้นจึงไม่ได้ไปคอยจับตาดูสวี่อิง ไม่นึกเลยว่าจะหาไม่เจอแล้ว"
เฒ่าหน้าเศร้ากระทืบเท้ากล่าว "พวกเจ้าช่างเลอะเลือนนัก!"
ทั้งสองมีสีหน้าละอายใจ
เทพเจ้าที่ดินองค์นั้นทำตัวแก่แดดแก่ลม กล่าวว่า "พอได้แล้ว! ขุนนางอย่างข้ามาที่นี่ เพื่อมาดูพวกเจ้าสามคนปัดความรับผิดชอบกันหรือไง? วันธรรมดาแม้แต่ธูปสักดอกก็ไม่เคยเซ่นไหว้ข้า พอเกิดเรื่องกลับให้ขุนนางอย่างข้ามาตามเช็ดตามล้าง!"
ทั้งสามรีบยิ้มประจบ เป่ยเฉินจื่อถือธูปดอกหนึ่งไว้ในมือ กล่าวว่า "ท่านคือเทพเจ้าที่ดินแห่งแผ่นดินเสินโจว สวี่อิงผู้นั้นจะซ่อนตัวอยู่ที่ใด ก็ไม่อาจหลุดพ้นการรับรู้ของท่านไปได้ ขอท่านช่วยสงเคราะห์สักครั้งเถิด!"
เทพเจ้าที่ดินองค์นั้นได้รับธูปเซ่นไหว้จากผู้บำเพ็ญเพียรระดับสูงขั้นทะยานสู่เซียนอย่างเขาแล้ว ถึงได้ยอมเลิกรา กล่าวว่า "ข้าจะหาสวี่อิงออกมา พวกเจ้าจับตาดูเขาให้ดี ส่งเขาไปไว้ซอกหลืบไหนสักแห่ง ที่ที่ผู้คนไปไม่ถึง จะได้ไม่ถูกหลอกล่อหนีไปอีก!"
ทั้งสามรับคำเป็นเสียงเดียวกัน
เทพเจ้าที่ดินองค์นั้นกำลังจะร่ายเวท จู่ๆ ในใจก็สั่นไหว "มีคนมา! ความเร็วสูงมาก! ผู้มาเยือนประสงค์ร้าย!"
เขาโกรธจนหัวเราะออกมา หัวเราะฮ่าๆ กล่าวว่า "ข้าคือเทพเจ้าที่ดินแห่งแผ่นดินเสินโจว สิ่งศักดิ์สิทธิ์หน้าไหน กล้าดีมารุกรานข้า?"
ตอนนี้เอง เสียงอันทรงอำนาจและน่าเกรงขามก็ระเบิดขึ้น "เทพเจ้าที่ดินแห่งแผ่นดินเสินโจว? เจิ้นเหยียบย่ำแผ่นดินเสินโจว กุมชะตาบ้านเมือง เจ้ายังกล้าเรียกตัวเองว่าเทพต่อหน้าเจิ้นอีกหรือ?"
เทพเจ้าที่ดินองค์นั้นเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นกระถางเก้าอี้จำแลงเป็นเก้าแคว้น ร่วงหล่นจากฟากฟ้า กดทับลงมา!
"จู่หลง!"
สีหน้าของเทพเจ้าที่ดินแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง มองเห็นกลางอากาศแต่ไกล คนผู้หนึ่งสวมผ้าคลุมสีทอง กำลังเดินมาทางนี้ ผ้าคลุมถูกลมพัดจนตึงเปรี๊ยะ
"พวกเจ้าเอาตัวเซียนอมตะไปซ่อนไว้ที่ใด? ส่งตัวมาให้เจิ้นเดี๋ยวนี้!"
ผ่านไปเนิ่นนาน
พวกเป่ยเฉินจื่อสามคนพาเทพเจ้าที่ดินที่ถูกซ้อมจนง่อยเปลี้ยหนีเตลิดไปหลายหมื่นลี้ เทพเจ้าที่ดินร้องตะโกนว่า "หยุด! หยุด! ขืนหนีต่อก็หลุดออกจากแผ่นดินเสินโจวแล้ว ข้างนอกนั่นไม่มีธูปเทียนเซ่นไหว้ข้า ถึงตอนนั้นข้าได้ตายแน่!"
ทั้งสามรีบหยุดฝีเท้า
เทพเจ้าที่ดินหอบหายใจ กล่าวว่า "จู่หลงพกกระถางเก้าอี้ ควบคุมหุ่นทองคำสิบตน กุมกระบี่ไท่อา พวกเราไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาเลย ส่งข้ากลับศาลเจ้าก่อน ข้าจะรายงานเบื้องบน ขอพระราชทานของวิเศษวิถีสวรรค์ลงมา สังหารจู่หลงและสวีฝู กวาดล้างอุปสรรคให้สิ้นซาก!"
ทั้งสามดีใจยิ่งนัก รีบร้อนหามเขามุ่งหน้าไปยังศาลเจ้าที่ดิน
เมื่อมาถึงศาลเจ้าที่ดิน เทพเจ้าที่ดินก็ตะเกียกตะกายลุกขึ้น เข้าไปยังจุดทะยานสู่เซียนในศาลเจ้า จุดธูปอธิษฐานด้วยความเคารพนบนอบ รายงานเรื่องราวขึ้นไปเบื้องบน
ผ่านไปครู่หนึ่ง เทพเจ้าที่ดินองค์นั้นก็หน้าดำหน้าแดงราวกับตับหมู เดินคอตกออกมาจากศาลเจ้า
พวกเป่ยเฉินจื่อสามคนรีบเข้าไปสอบถาม "เบื้องบนว่าอย่างไรบ้าง?"
เทพเจ้าที่ดินมีสีหน้าไม่สบอารมณ์ กล่าวว่า "เบื้องบนตอบกลับมาเป็นกระดาษยันต์สีเหลืองแผ่นหนึ่ง บอกว่ารับทราบแล้ว กำลังดำเนินการตามขั้นตอน ให้พวกเรารอไปก่อน"
ทั้งสามมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
เฒ่าหน้าเศร้ากระทืบเท้ากล่าว "นี่ต้องรอไปถึงปีมะโว้เลยหรือ? กว่าผลจะออกมา จู่หลงคงรื้อศาลเจ้าทิ้งไปแล้ว!"
พวกสวี่อิงหลบซ่อนตัวอยู่หลายวัน ก็ไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ทุกคนจึงฉวยโอกาสนี้รักษาอาการบาดเจ็บจนหายดี จู๋ฉานฉานถึงได้ถอนของวิเศษออก ฟื้นฟูสภาพที่แท้จริงของยอดเขาเฟยไหลเฟิง
"อาอิ้ง ข้าจะไปตามหาผู้บำเพ็ญเพียรราชวงศ์โจวผู้นั้น"
จู๋ฉานฉานกล่าว "คนผู้นี้ปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหัน ทำให้ข้ารู้สึกไม่สบายใจอยู่ลึกๆ ข้าจะไปสืบดูก่อน! ท่านเจ็ด อ้าปาก!"
หยวนชีอ้าปากโดยไม่รู้ตัว จู๋ฉานฉานรื้อยอดเขาเฟยไหลเฟิงออกครึ่งหนึ่ง เอาพวกกระถางสำริด กระบี่สำริด ตลอดจนเสาอะไรต่อมิอะไรยัดเข้าไปในปากของหยวนชี
พอยัดไม่ลง ก็ออกแรงดันเข้าไปข้างใน เตะอีกสองสามที ในที่สุดก็ยัดลงไปจนได้
จู๋ฉานฉานปัดมือ กล่าวว่า "ยอดเขาเฟยไหลเฟิงส่วนที่เหลือ ข้าก็สามารถสำแดงพลังได้แล้ว พวกเจ้าไม่ต้องเป็นห่วงข้า ข้าหาพวกเจ้าเจอแน่นอน!"
นางสำแดงพลังของยอดเขาเฟยไหลเฟิงอีกครึ่งที่เหลือ ยืนอยู่บนภูเขาที่แหว่งวิ่นลูกนี้ กล่าวว่า "อาอิ้ง พวกเจ้ารีบไปหาวิชาค้นหามังกรกำหนดตำแหน่งของขุมทรัพย์ลับหย่งเฉวียนและอวี้จิงให้เจอเถอะ รอข้ากลับมา จะได้แทะ... เรียนรู้ได้เลย!"
"ฟิ้ว!" ยอดเขาเฟยไหลเฟิงแหวกอากาศพุ่งทะยานจากไป
หลายวันมาระฆังใหญ่ถูกจู๋ฉานฉานเคาะๆ ตีๆ อาการบาดเจ็บกลับหายดีอีกครั้ง ลอบดูดกลืนปราณโลหิตของสวี่อิง หยวนชี และจู๋ฉานฉาน พลังฝีมือก็ฟื้นฟูขึ้นมาแปดเก้าส่วนแล้ว มันกล่าวว่า "อาอิ้ง ตอนนี้พวกเราจะมุ่งหน้าไปที่ใด?"
สวี่อิงครุ่นคิดเล็กน้อย กล่าวว่า "ข้ายังมีลูกศิษย์อีกสองคนที่เขาอู๋วั่ง ไปรับพวกเขาออกมาก่อนดีกว่า จะได้ไม่ตกไปอยู่ในมือศัตรู จากนั้นค่อยไปตามหาดินแดนแฝงเร้นเซียนนั่ว เพื่อค้นหาเซียนนั่วที่เร้นกายหลีกหนีความวุ่นวายเหล่านั้น"
แววตาของเขาทอประกาย กล่าวว่า "เรื่องที่โจวฉีอวิ๋นเคยทำ ข้าจะทำซ้ำอีกรอบ คิดดูแล้ว ในช่วงสามพันปีหลังยุคเทวะและมนุษย์สิ้นสุดลง จะต้องมีเซียนนั่วมากมายที่เร้นกายหลีกหนีความวุ่นวาย ถูกความชั่วร้ายรุกราน จนมีจุดจบเดียวกับโจวฉีอวิ๋นและหยวนอู๋จี้"
เขาก้าวเดินไปข้างหน้า "เซียนนั่วเหล่านี้ จะต้องเคยฝึกฝนยงเฉวียนและอวี้จิงมาแน่ ลงมือจากพวกเขา ย่อมง่ายกว่าบุกฝ่าเข้าไปในวังหลวงเป็นไหนๆ"
หยวนชีและระฆังใหญ่รีบตามไป มุ่งหน้าไปทางเขาอู๋วั่ง
บนเขาอู๋วั่ง ไอปิศาจตลบอบอวล ปิศาจน้อยใหญ่ยึดเขาตั้งตัวเป็นใหญ่ บนเขามีผู้นำสามคน ราชาใหญ่หนิวเจิ้น ราชาสองหนิวกาน ราชาสามสยงเชียนหลี่ เปิดรับลูกศิษย์อย่างกว้างขวาง ถ่ายทอดเคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียรและวิชานั่ว ช่วยผู้คนค้นหามังกรระบุตำแหน่งเบิกขุมทรัพย์ลับ คึกคักเป็นอย่างยิ่ง
ราชาเขาทั้งสามนี้มีฝีมือไม่ธรรมดา ล้วนเป็นมหาปิศาจที่ฝึกฝนจนถึงขั้นเคาะด่าน ทำให้ราชันปิศาจในละแวกใกล้เคียงพากันมาสวามิภักดิ์ ไม่นานก็รวบรวมปิศาจบนเขาได้นับหมื่นตน
ในเขายังมีแดนสวรรค์ถ้ำวิเศษ ซึ่งมีแสงมงคลทะยานสู่เซียนอยู่ภายใน จึงสร้างยอดฝีมือเผ่าปิศาจขึ้นมาได้ไม่น้อย
เพียงแต่การกระทำเช่นนี้ เป็นการตัดช่องทางทำมาหากินของสภายมโลก สภายมโลกต้องการปราบราชันปิศาจให้มาเป็นเทพารักษ์ เพื่อปกครองแดนหยาง ตอนนี้ราชันปิศาจในละแวกใกล้เคียงถูกพวกเขาทั้งสามรวบรวมไว้ใต้สังกัด สภายมโลกจึงส่งเทพารักษ์ประจำเมืองและราชันผีในละแวกใกล้เคียงมาปราบปราม ภายใต้สังกัดมีภูตผีเทวดาน้อยใหญ่จากหมู่บ้านและค่ายต่างๆ นับพันตน
ทั้งสองฝ่ายสู้รบกันที่เขาอู๋วั่งมาหลายวันแล้ว ตีกลองบุกโจมตีเขาทุกวัน แต่ก็ยังตีไม่แตกเสียที
วันนี้ สวี่อิงมาถึงเขาอู๋วั่ง ลอบเร้นกายขึ้นเขาไปพบหนิวกานกับหนิวเจิ้น สองพี่น้องตระกูลหนิวและสยงเชียนหลี่เห็นสวี่อิง ก็รีบเข้ามาคารวะ
สวี่อิงกล่าวว่า "พวกเจ้าอยากเป็นราชันปิศาจ เพื่อดิ้นรนหาทางรอดให้เผ่าปิศาจ ข้าไม่ห้ามพวกเจ้า วันนี้อาจารย์จะต้องเดินทางไกล ออกจากเขาอู๋วั่ง ไม่รู้เมื่อใดถึงจะกลับมา จึงจะถ่ายทอดแปดเสียงแห่งการบ่มเพาะปฐมกำเนิดให้พวกเจ้า วันหน้าหากพวกเจ้ามีวาสนา ย่อมประสบความสำเร็จอย่างไม่ธรรมดา"
เขาถ่ายทอด ไท่ หยิน หยวน อวี้ อี หยาง หย่ง เจิน ให้แก่ปิศาจทั้งสาม แล้วก็ปลิวหายไป
ปิศาจทั้งสามโขกศีรษะคารวะ พอเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ก็ไม่เห็นร่องรอยของสวี่อิงแล้ว
สวี่อิงกลับมาข้างกายหยวนชี กล่าวว่า "ท่านเจ็ด พวกเราไปตามหาดินแดนแฝงเร้นเซียนนั่วกัน"
หยวนชีถามอย่างสงสัย "อาอิ้ง เซียนนั่วเหล่านั้นเร้นกายซ่อนรูป ซ่อนดินแดนเร้นลับของตนไว้ระหว่างฟ้าดิน กลายสภาพเป็นไร้รูปลักษณ์ จะตามหาพวกเขาได้อย่างไร?"
"ง่ายมาก การสื่อสารระหว่างมนุษย์กับสวรรค์"
สวี่อิงยืนอยู่บนหัวงูยักษ์ สีหน้าสงบเยือกเย็น เอ่ยอย่างไม่รีบร้อน "ข้าผ่านการเดินทางลงหุบเหวลึกมา การสื่อสารระหว่างมนุษย์กับสวรรค์ย่อมไม่ด้อยไปกว่าปรมาจารย์นั่วและผู้บำเพ็ญเพียรในสมัยจักรพรรดิฮั่นอู่ตี้อย่างแน่นอน หากละแวกนี้มีดินแดนแฝงเร้นเซียนนั่ว ย่อมหนีไม่พ้นการรับรู้ของข้า"
ระฆังใหญ่กล่าวอย่างตื่นเต้น "พวกเราต้องทำตัวเหมือนโจวฉีอวิ๋น ที่แย่งโคลนจากปากนกนางแอ่น ขูดเหล็กจากปลายเข็ม นกบินผ่านยังต้องถอนขน กวาดล้างดินแดนเร้นลับเหล่านี้ให้ราบเป็นหน้ากลองเลยหรือไม่?"
สวี่อิงส่ายหน้า หัวเราะขำ "นั่นมันพฤติกรรมของนายกองโมจิน พวกเราคือขุนพลฟาชิว หยิบฉวยเฉพาะสิ่งที่ตัวเองต้องการ ไม่เอามากไปกว่านั้น"
ห่างออกไปไกลๆ สวีฝูยืนอยู่บนภูเขาเซียนฟางจ้าง ลอยล่องอยู่กลางอากาศ มองมาแต่ไกล กระซิบเสียงแผ่ว "จู่หลงฟื้นคืนชีพแล้ว คงจะไปตามหาเจ้าที่เสินตูแล้วกระมัง? ส่วนท่านสวี่ ท่านจะเดินตามเส้นทางที่ข้าจัดเตรียมไว้ให้ ค่อยๆ กลายเป็นข้าอีกคนหนึ่ง"







