ครอบครัวของเซี่ยเข่อเข่อทักทายอยู่สองสามประโยคก่อนจะขอตัวลากลับไป
ใครมีตาต่างก็ดูออกว่าครูใหญ่ไม่ได้ตั้งใจมาที่นี่เพียงเพื่อกล่าวแสดงความยินดีกับเฉียวอวี้ที่สอบได้คะแนนครึ่งๆ กลางๆ แบบนี้แน่
อีกอย่างตอนนี้ก็ตรวจสอบคะแนนเสร็จแล้ว และที่บ้านของเขาก็มีแขกคนสำคัญมาเยือน หากยังขืนรั้งอยู่บ้านคนอื่นต่อไปก็ดูจะไม่รู้จักกาลเทศะ
อันที่จริงเซี่ยเข่อเข่ออยากจะอยู่ต่อเพื่อฟังด้วยหูตัวเองว่าครูใหญ่อยากจะคุยเรื่องอะไรกับเฉียวอวี้กันแน่ แต่สุดท้ายก็กลัวว่าจะไปทำให้ธุระสำคัญของเฉียวอวี้ล่าช้า จึงเลือกที่จะขอตัวลากลับไปอย่างว่าง่าย
เพียงแต่หลังจากกลับมาถึงบ้าน ความรู้สึกตื่นเต้นที่ลูกสาวสามารถเข้าเรียนในโรงเรียนมัธยมปลายชื่อดังทั้งสี่ได้นั้น กลับลดน้อยถอยลงไปมากจริงๆ
แม้แต่เหล่าเซี่ยเองก็ยังรู้สึกหมดสนุกไปบ้าง
แม้ว่า 669 จะมากกว่า 635 อย่างเห็นได้ชัด แต่จากท่าทีของครูใหญ่กลับแสดงให้เห็นถึงสิ่งที่ตรงกันข้ามอย่างชัดเจน ถึงแม้ว่านั่นอาจจะเกี่ยวข้องกับข้อเท็จจริงที่ว่าเซี่ยเข่อเข่อจะไม่เรียนต่อที่โรงเรียนมัธยมการรถไฟที่หนึ่งอย่างแน่นอนก็ตามที
ทว่าเหล่าเซี่ยที่ยืนอยู่ด้านข้างนั้นมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าสายตาของครูใหญ่จางตวัดมองลูกสาวของตนเพียงแวบเดียวก่อนจะเลื่อนไปหยุดที่เฉียวอวี้ ยิ่งไปกว่านั้นในแววตาของเขายังมีประกายแสง เป็นประกายแสงแห่งความชื่นชม
“เด็กเฉียวอวี้คนนี้ ปกติไม่ค่อยจะแสดงความสามารถออกมา แต่พอถึงเวลาสำคัญกลับระเบิดพลังออกมาซะงั้น” เมื่อเดินเข้ามาในบ้าน ทั้งสามคนก็ไปนั่งลงบนโซฟา แม่ของเข่อเข่อจึงกล่าวรำพึงขึ้นมา
“ไม่ค่อยจะแสดงความสามารถอะไรกันล่ะคะ เมื่อก่อนพี่เฉียวอวี้ไม่เคยสนใจการสอบเลยสักนิด เขาแค่ตั้งใจอยากจะหาเงินเลี้ยงครอบครัวให้ได้เร็วๆ ต่างหาก เป็นอาจารย์หลานคนนั้นที่ค้นพบว่าเขามีพรสวรรค์ด้านคณิตศาสตร์ และวางแผนเส้นทางที่ทั้งสามารถหาเงินและเรียนหนังสือไปพร้อมกันให้กับเขา พี่เฉียวอวี้ถึงได้ตัดสินใจสอบอย่างจริงจังค่ะ”
เซี่ยเข่อเข่อที่นั่งอยู่ตรงกลางเอ่ยแก้ไขเสียงดัง
เมื่อก่อนเวลาเธอพูดแบบนี้ ผู้ใหญ่ในบ้านย่อมไม่มีทางเชื่ออย่างแน่นอน ดังนั้นเธอจึงคร้านที่จะโต้เถียงกับพ่อแม่
เพราะหากผู้ใหญ่แสดงท่าทีว่าขี้เกียจเถียงด้วยเมื่อไหร่ มันก็ชวนให้รู้สึกโมโหจริงๆ ในฐานะลูกสาวยังไม่มีวิธีที่จะโต้แย้งกลับไปได้เลย
ตอนนี้มีข้อเท็จจริงมาเป็นหลักฐานยืนยันแล้ว ในที่สุดเธอก็สามารถพูดความจริงออกมาได้อย่างสบายใจ รู้สึกสะใจเป็นบ้าเลย
และก็เป็นอย่างที่คิด ครั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นพ่อหรือแม่ก็ไม่มีใครพูดโต้แย้งอะไรออกมาเลย
หลังจากเงียบไปพักหนึ่ง แม่ของเข่อเข่อก็พลันกระจ่างแจ้งขึ้นมา “จริงๆ ลองคิดดูมันก็ใช่นะ เหล่าเฉียวจากไปได้สี่ปีแล้วใช่ไหม? อันที่จริงเงินชดเชยก็มีไม่มาก คำนวณดูแล้วอย่างมากก็แค่แสนกว่าหยวน หลายปีมานี้เฉียวซีก็ไม่ได้ไปทำงาน แต่ชีวิตความเป็นอยู่ก็ยังถือว่าโอเคอยู่ เกรงว่าคงจะเป็นเงินที่เฉียวอวี้หามาด้วยวิธีของเขาจริงๆ นั่นแหละ”
เหล่าเซี่ยอดไม่ได้ที่จะแย้งว่า “คุณพูดอะไรเนี่ย เด็กเมื่อวานซืนอย่างเขาจะไปหาเงินอะไรได้?”
“เชอะ พ่อจะไปรู้อะไร ตอนอยู่ประถมพี่เฉียวอวี้ก็เริ่มหาเงินแล้วล่ะ ขอแค่เป็นงานประดิษฐ์ที่ครูสั่ง เพื่อนร่วมชั้นตั้งหลายคนในระดับชั้นเดียวกันต่างก็ไปหาพี่เฉียวอวี้ให้ช่วยทำให้โดยตรงกันทั้งนั้น ทำชิ้นหนึ่งก็ได้ตั้งสิบหยวนเลยนะ! ตอนนั้นหนูก็เคยบอกพ่อกับแม่ไปแล้ว แต่พ่อกับแม่ก็เอาแต่ทำท่าทีส่งๆ ไปงั้นแหละ”
เซี่ยเข่อเข่อหยิบหมอนอิงบนโซฟาขึ้นมาอย่างลวกๆ แล้วฝังตัวเองลงไปบนโซฟา พร้อมกับพูดด้วยความภาคภูมิใจ
“ดีๆๆ ที่ลูกพูดมาถูกต้องทั้งหมด! แต่แค่ทำงานประดิษฐ์อย่างเดียวมันจะไปหาเงินได้สักเท่าไหร่กันเชียว? ลูกรู้หรือเปล่าว่าการจะรักษาระดับการใช้ชีวิตแบบบ้านเขาไว้ได้น่ะ ปีๆ หนึ่งต้องใช้เงินตั้งเท่าไหร่?” เหล่าเซี่ยพูดอย่างอารมณ์เสีย ซึ่งก็หมายความกลายๆ ว่าไม่ได้เอ่ยปากต่อว่าตรงๆ ว่าเด็กสมัยนี้ไม่ได้เป็นคนดูแลบ้าน เลยไม่รู้ว่าข้าวของมันแพงแค่ไหนแล้ว
คราวนี้เซี่ยเข่อเข่อลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า “เมื่อก่อนพี่เฉียวอวี้เคยกำชับกับหนูไว้เป็นพิเศษเลยนะ ว่าเคล็ดลับการหาเงินพวกนั้นของเขาห้ามเอาไปบอกคนนอกเด็ดขาด”
“พวกเราก็เป็นคนนอกด้วยงั้นสิ?” เหล่าเซี่ยได้ยินดังนั้นก็แทบจะควันออกหูด้วยความโกรธ
ลูกสาวชอบออกไปข้างนอกน่ะเขาพอเข้าใจได้ แต่แบบนี้มันออกไปข้างนอกมากเกินไปหน่อยแล้วมั้ง
“ก็ได้ค่ะ ความจริงแล้วพี่เฉียวอวี้ยังรับจ้างเขียนการบ้านแทน แล้วก็เซ็นชื่อแทนด้วย ยิ่งไปกว่านั้นหนูจะบอกให้นะ การบ้านที่พี่เฉียวอวี้เขียนแทนน่ะ ครูดูไม่ออกเลยสักนิด เขาบอกว่าไอ้พวกที่มาจ้างให้เขาเขียนการบ้านแทนให้ ลายมือก็ห่วยแตกกันทั้งนั้น แค่เขียนมั่วๆ ไปก็พอแล้ว สิ่งที่หาเงินได้ง่ายที่สุดก็คือการช่วยเพื่อนร่วมชั้นเลียนแบบลายเซ็นผู้ปกครองนี่แหละ แต่ว่าความเสี่ยงก็สูงนะ เพราะบางทีครูก็จะคุยกับผู้ปกครองในวีแชต
แต่ก็มีผู้ปกครองบางคนที่ไม่ค่อยสนใจวีแชตของครูเท่าไหร่ ก็สามารถหลอกให้ผ่านๆ ไปได้ เพื่อนร่วมชั้นพวกนั้นต่างก็เป็นลูกค้าประจำของเขากันทั้งนั้น ช่วยเซ็นชื่อครั้งหนึ่งก็หาเงินได้ตั้งยี่สิบหยวนเลยนะ! แต่สิ่งที่ทำเงินได้มากที่สุดก็คือการช่วยเพื่อนร่วมชั้นทำคะแนนเต็มในการสอบแต่ละครั้งต่างหาก ราคาตรงนั้นสูงที่สุดเลยล่ะ เพราะมีเพื่อนร่วมชั้นตั้งหลายคน ขอแค่สอบได้คะแนนสูงๆ ที่บ้านก็จะมีรางวัลเป็นเงินสดให้แล้ว”
พอได้ยินคำพูดนี้ ผู้ใหญ่ทั้งสองก็ถึงกับอึ้งไปเลย
เอาจริงๆ นะ ให้ตีจนตายพวกเขาก็นึกไม่ถึงเลยว่า เฉียวอวี้จะสามารถบุกเบิก “ธุรกิจ” มากมายขนาดนี้ขึ้นมาได้ท่ามกลางหมู่นักเรียนประถม ว่าแต่เด็กประถมสมัยนี้มีเงินกันถึงระดับนี้เลยเหรอเนี่ย?
“เดี๋ยวก่อนนะ เฉียวอวี้ช่วยเพื่อนร่วมชั้นพวกนั้นโกงข้อสอบ ไม่เคยโดนจับได้เลยสักครั้งเดียวเชียวเหรอ? แล้วเขาสามารถรับประกันได้อย่างไรว่าเพื่อนร่วมชั้นจะได้คะแนนเต็มอย่างแน่นอน? หรือว่าเขาเอาข้อสอบไปให้คนอื่นลอกดื้อๆ เลย? ครูคุมสอบของพวกเธอไม่เคยสังเกตเห็นเลยเหรอ?” เหล่าเซี่ยซักถามต่อ
“ไม่ต้องหรอกค่ะ! เวลาสอบพี่เฉียวอวี้จะใช้วิธีเลียนแบบลายมือคนอื่นโดยตรงเลย ก็คือเขียนชื่อคนอื่นลงบนข้อสอบนั่นแหละ จากนั้นก็แค่ทำโจทย์ให้ถูกทั้งหมดก็พอ เพื่อนร่วมชั้นที่จ่ายเงินก็จะเขียนชื่อของเขาลงบนข้อสอบโดยตรง แล้วก็แค่ทำข้อสอบปรนัยส่งๆ ไปสักสองสามข้อก็พอ ยังไงซะเขาก็ไม่สนใจอยู่แล้วว่าตัวเองจะได้คะแนนเท่าไหร่
พี่เฉียวอวี้บอกว่าการขายคำตอบโดยตรงนั้นความเสี่ยงสูงมาก การเขียนใส่กระดาษส่งให้กันจะถูกครูจับได้ง่ายมาก แต่การเขียนข้อสอบแทนกันดื้อๆ แบบนี้ แทบจะไม่มีความเสี่ยงเลย ต่อให้ครูรู้ว่าเพื่อนร่วมชั้นที่เขาสอบแทนให้ทุจริต แต่ตราบใดที่ทั้งสองคนไม่ยอมรับ ก็ยากที่จะหาหลักฐานได้
ยิ่งไปกว่านั้นครูก็ยังคิดว่าผลการเรียนแต่ละวิชาของเฉียวอวี้ก็ย่ำแย่มากๆ เหมือนกัน ไม่มีทางคิดไปถึงเลยว่าเขาจะเป็นคนทำแทนให้ อีกอย่างพี่เฉียวอวี้ก็ระมัดระวังตัวมากด้วย วิชาหลักสามวิชาอย่างภาษาจีน คณิตศาสตร์ และภาษาต่างประเทศ เขาจะไม่ช่วยให้คนๆ เดียวได้คะแนนสูงๆ ทั้งหมดหรอก แต่จะแบ่งให้เพื่อนร่วมชั้นสามคนแทน แบบนี้คะแนนรวมก็จะไม่โดดเด่นจนเกินไป ครูจะได้คิดแค่ว่านักเรียนหัวอ่อนพวกนั้นคงจะขยันเรียนวิชานี้ขึ้นมาในช่วงนี้ล่ะมั้ง
อ้อ ใช่แล้ว พี่เฉียวอวี้เล่นปิงปองก็ยังหาเงินได้เลยนะ ถึงแม้เขาจะไม่ได้บอกหนูว่าตกลงแล้วไปหาเงินมาได้ยังไงก็เถอะ แต่ตอนฤดูร้อนปีที่เรียนจบประถมเขาเลี้ยงฮาเก้น-ดาสหนูด้วยนะ บอกว่าหาเงินก้อนโตมาได้จากการเล่นปิงปองน่ะ
ยังมีอีกนะ พ่อกับแม่ไม่รู้เลยล่ะสิว่าตอนอยู่ประถมพี่เฉียวอวี้มีมนุษยสัมพันธ์ดีแค่ไหนในโรงเรียน จางเซี่ยวเจี๋ยคนนั้นพ่อกับแม่ยังจำได้ไหมคะ? ก็คือเด็กผู้ชายคนที่เมื่อก่อนชอบมีเรื่องชกต่อยที่สุดในห้องน่ะ ที่แม่ของเขามักจะไปทะเลาะกับผู้ปกครองคนอื่นในกลุ่มวีแชตบ่อยๆ เขาคนนั้นน่ะกล้ารังแกทุกคนเลยนะ ยกเว้นแค่เฉียวอวี้คนเดียวที่ไม่กล้า
อย่าเห็นว่าตัวเขาสูงใหญ่เชียวนะ แต่ถ้าขืนกล้าแตะต้องเฉียวอวี้แม้แต่ปลายก้อยล่ะก็ มันจะไม่ใช่แค่เรื่องของห้องเราแล้ว ขอแค่เฉียวอวี้เอ่ยปากคำเดียว เด็กผู้ชายกลุ่มหนึ่งทั้งสายชั้นก็จะวิ่งมารุมอัดเขาทันที อ้อ ใช่สิ ก่อนหน้านี้พ่อกับแม่ชอบถามหนูบ่อยๆ ไม่ใช่เหรอคะ ว่าขนมตั้งมากมายพวกนี้มาจากไหน?
ฮ่าๆ ความจริงแล้วพี่เฉียวอวี้เป็นคนให้มาทั้งหมดนั่นแหละค่ะ แต่ก็ไม่ได้ซื้อมาเองทั้งหมดหรอกนะ ทุกๆ วันหลังเลิกเรียน เพื่อนร่วมชั้นคนอื่นๆ ที่อยากจะเลี้ยงขนมพี่เฉียวอวี้ต่างก็ต้องเข้าแถวต่อคิวกันเลยล่ะ จริงๆ นะ หนูไม่ได้พูดเกินจริงเลยแม้แต่นิดเดียว!”
เหล่าเซี่ยกับหลิวลู่มองหน้ากัน ภายในแววตาของทั้งสองมีเพียงความมึนงง
สรุปแล้วนี่ก็คือความจริงที่ทำให้ผลการเรียนของเฉียวอวี้ดิ่งลงเหวมาตั้งแต่ตอนเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ห้าอย่างนั้นเหรอ?
ปิดบังตัวเองเอาไว้ จากนั้นก็หาผลประโยชน์จากในนั้น? นี่มันโคตรจะใช้ได้เลยนี่หว่า!
จริงๆ นะ ตอนนั้นพวกเขาต่างก็คิดว่าที่ไอ้เด็กนี่จู่ๆ ก็เกิดอาการเบื่อเรียนขึ้นมา เป็นเพราะว่าคุณตาของเฉียวอวี้เสียชีวิตไปในปีนั้น ซึ่งมันส่งผลกระทบต่อจิตใจของเด็กคนนี้มากเกินไป ถึงได้ทำให้เขาปล่อยเนื้อปล่อยตัว ตอนนั้นยังแอบถอนหายใจด้วยความสงสารอยู่เลย เพราะผู้คนมากมายในหมู่บ้านต่างก็รู้กันดีว่าความสัมพันธ์ระหว่างเฉียวอวี้กับคุณตาของเขานั้นดีมากจริงๆ
มาดูตอนนี้แล้ว ที่แท้ทุกอย่างมันก็แค่ภาพลวงตาสินะ
การเรียนสำหรับเด็กคนนั้น คงจะเป็นเรื่องที่ง่ายดายที่สุดแล้ว สามารถรับมือได้อย่างสบายๆ มาโดยตลอด จากนั้นก็อาศัยข้อได้เปรียบจากการเรียนเก่ง มาหาเงินอย่างบ้าคลั่งงั้นเหรอ?
“ตอนนี้จะบอกให้พ่อกับแม่ฟังก็ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เพราะนั่นมันเป็นเรื่องสมัยประถมไปแล้ว ตอนนั้นที่ต้องปิดบังพ่อกับแม่ก็เพราะพี่เฉียวอวี้บอกว่า ถ้าเรื่องที่เขาทำถูกเปิดเผยออกไป เพื่อนร่วมชั้นเป็นกองภูเขาเลากาพอกลับไปถึงบ้านจะต้องโดนอัดจนน่วมแน่ๆ เขาก็ไม่ได้สงสารเพื่อนร่วมชั้นพวกนั้นหรอกนะ แต่หลักๆ ก็คือถ้าเป็นแบบนั้นเขาก็จะไม่ได้รับงานอีกต่างหาก
แต่หลังจากขึ้นมัธยมต้นแล้ว พี่เฉียวอวี้ก็หาช่องทางทำเงินวิธีอื่นเจอแล้วค่ะ โดยพื้นฐานแล้วก็ไม่ค่อยได้ทำงานพวกนี้อีก เพียงแต่บางครั้งก็มีเพื่อนร่วมชั้นสมัยประถมมาหาเขา ขอแค่ไม่ใช่เรื่องที่ยุ่งยากจนเกินไปเขาก็จะรับทำให้ ก็คือพวกรับเขียนการบ้านแทน รับเซ็นชื่อแทนอะไรทำนองนั้นนั่นแหละ อาศัยวิธีนี้หาเงินค่าขนมเล็กๆ น้อยๆ ไป”
เซี่ยเข่อเข่อพูดอย่างหนักแน่นมีเหตุผล
“เดี๋ยวก่อนนะ ถ้างั้นตอนที่เขาสอบเข้ามัธยมปลายวิชาชีววิทยากับภูมิศาสตร์ตอนอยู่ ม.2 คงไม่ได้ไปสอบแทนคนอื่นเหมือนกันใช่ไหม?” หลิวลู่เอ่ยถามขึ้นมาทันที
เซี่ยเข่อเข่อตวัดสายตามองค้อนแม่ของตน ก่อนจะพูดว่า “ก็บอกแล้วไงคะว่าพอขึ้นมัธยมต้นพี่เฉียวอวี้ก็ไม่รับจ้างสอบแทนแล้ว เพราะพอขึ้นมัธยมต้น ในห้องเรียนของโรงเรียนก็ติดตั้งกล้องวงจรปิดหมดแล้วนี่นา โดนจับได้ง่ายจะตายไป! ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการสอบเข้ามัธยมปลายเลย พี่เฉียวอวี้เคยบอกไว้ว่าการหาเงินนั้นสำคัญมากก็จริง แต่ความปลอดภัยก็สำคัญมากเหมือนกันค่ะ”
นี่แหละที่เรียกว่าการได้เชิดหน้าชูตา
เอาจริงๆ นะ ในวันที่คะแนนสอบเข้ามัธยมปลายประกาศออกมาแบบนี้ การได้พ่นความลับที่อัดอั้นอยู่ในใจมาหลายปีออกมาในรวดเดียว แถมยังได้เห็นท่าทางเหลือเชื่อบนใบหน้าของพ่อกับแม่ด้วยแล้ว เซี่ยเข่อเข่อก็รู้สึกสะใจมาก
ขำชะมัด ผู้ใหญ่ต่างก็คิดว่าพี่เฉียวอวี้ของเธอผลการเรียนแย่ แถมยังมาดูถูกเขาอีก
ตอนนี้รู้แล้วใช่ไหมล่ะ ถ้าเกิดเฉียวอวี้อยากจะสอบให้ได้คะแนนเต็มขึ้นมาล่ะก็ นั่นก็เหมือนกับการเล่นสนุกนั่นแหละ!
“เข่อเข่อ ลูกรู้ละเอียดขนาดนี้ ตอนประถมเฉียวอวี้คงไม่ได้เคยช่วยลูกเซ็นชื่อด้วยเหมือนกันใช่ไหม?” เหล่าเซี่ยจู่ๆ ก็ถามขึ้นมาประโยคหนึ่ง
เซี่ยเข่อเข่อเงียบเสียงลงทันที เงยหน้าขึ้นมองเพดาน
“พอแล้วน่า ลูกก็สอบได้ตั้ง 699 คะแนน สามารถเข้าเรียนในโรงเรียนมัธยมปลายชื่อดังทั้งสี่ได้แล้ว คุณยังจะไปรื้อฟื้นเรื่องสมัยประถมขึ้นมาทำไมอีก? กินอิ่มจนไม่มีอะไรทำแล้วหรือไง?” หลิวลู่ถลึงตาใส่เหล่าเซี่ย พลางพูดสวนกลับไปประโยคหนึ่ง
พอได้ยินคำพูดนี้ของแม่ เซี่ยเข่อเข่อก็กลับมาพองขนอีกครั้ง
“นั่นสิคะ พ่อกับแม่ก็อย่าไม่เชื่อไปล่ะ ในอนาคตพี่เฉียวอวี้จะต้องสามารถเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยชิงหวาและมหาวิทยาลัยปักกิ่งได้อย่างแน่นอน! ถ้าไม่เชื่อพวกเรามาพนันกันก็ได้นะ!”
“พนันบ้าอะไรกัน? ลูกยังอยากจะไปเรียนที่มหาวิทยาลัยชิงหวาและมหาวิทยาลัยปักกิ่งพร้อมกับเฉียวอวี้อยู่ไหม? ถ้าอยากไปล่ะก็ ปิดเทอมฤดูร้อนนี้ก็อย่ามัวแต่ทำตัวสบายเกินไปนักล่ะ ซื้อหนังสือคู่มือเรียนของชั้นมัธยมปลายปีหนึ่งมาให้แล้วไม่ใช่เหรอ? รีบไปอ่านล่วงหน้าได้แล้ว! พี่เฉียวอวี้ของลูกสามารถเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยชิงหวาและมหาวิทยาลัยปักกิ่งได้โดยไม่ต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัย แล้วลูกมีความมั่นใจว่าตัวเองสามารถเข้าไปเรียนได้โดยไม่ต้องสอบบ้างไหมล่ะ?”
หลิวลู่ปั้นหน้าตึงเอ่ยสั่งสอนไปอีกประโยคหนึ่ง
เฮ้อ คนเป็นแม่ก็คือคนที่ต้องแบกรับความหนักใจสินะ ทั้งสามี ทั้งลูกสาว สองฝั่งนี้เธอต้องคอยอบรมสั่งสอนให้ดี ถึงจะสามารถรักษาสมดุลของครอบครัวเอาไว้ได้
สิ่งที่ทำให้เธอคาดไม่ถึงก็คือ คำพูดในวันนี้มันช่างใช้ได้ผลดีจริงๆ ยัยหนูของบ้านเธอกลับไม่ได้พูดโต้แย้งอะไรออกมา เพียงแค่ทำปากยื่น แล้วก็ส่งเสียง “อ้อ” ออกมาคำหนึ่ง จากนั้นก็เดินกลับเข้าห้องตัวเองไปอย่างรู้หน้าที่
มีแรงจูงใจขนาดนี้เลยเหรอ? เป้าหมายของลูกสาวตัวเองคือมหาวิทยาลัยชิงหวาและมหาวิทยาลัยปักกิ่งจริงๆ สินะ?
สองสามีภรรยาไม่รู้ว่าจะควรดีใจหรือว่ากลุ้มใจดีไปชั่วขณะหนึ่ง
เหล่าเซี่ยเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยรำพึงด้วยความอึดอัดใจว่า “เด็กเข่อเข่อคนนี้เป็นคนมุ่งมั่นเอาชนะ ถ้าเฉียวอวี้ไม่ใช่คนอัจฉริยะก็แล้วไปเถอะ แต่ถ้านี่คืออัจฉริยะตัวจริงล่ะก็ เธอยังอยากจะวิ่งไล่ตามหลังเขาไปอีก แบบนั้นต่อไปคงมีเรื่องให้ต้องทนทุกข์แล้วล่ะ ผมก็แค่อยากให้เธอสอบเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำได้ก็พอแล้ว ถ้าเป้าหมายคือมหาวิทยาลัยชิงหวาและมหาวิทยาลัยปักกิ่งล่ะก็ เฮ้อ…”
เหล่าเซี่ยพูดไปพลาง มือก็ล้วงเอาบุหรี่ซองหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อคลุมโดยไม่รู้ตัว
ยิ่งคิดก็ยิ่งหงุดหงิด ยังไงซะไอ้ของพรรค์นี้ก็ช่วยคลายเครียดได้ดีที่สุด
“คุณนี่มันทวนฟ้าฝืนกฎแล้วใช่ไหม ยังกล้าสูบบุหรี่ในบ้านอีกเหรอ? จะให้ใครมาสูดดมควันบุหรี่มือสองของคุณฮะ ถ้าจะสูบก็ไสหัวไปสูบที่ระเบียงนู่น ปิดประตูให้ดีๆ ด้วยล่ะ! อ้อ ใช่สิ เดี๋ยวช่วยเก็บกวาดขยะในบ้านแล้วเอาลงไปทิ้งด้วย! ลูกสาวอยากสอบเข้ามหาวิทยาลัยชิงหวาและมหาวิทยาลัยปักกิ่งแล้วคุณยังไม่พอใจอีกเหรอ? ไม่เคยเห็นคนเป็นพ่อแบบคุณมาก่อนเลยจริงๆ! ตัวคุณไม่ได้เรื่องแล้วยังอยากให้ลูกสาวไม่ได้เรื่องเหมือนคุณหรือไง?!”
หลิวลู่ตวาดด้วยความอารมณ์เสีย
วันๆ หนึ่ง ทั้งคนโตทั้งคนเล็กไม่มีใครยอมให้เธอได้สบายใจเลยสักคน ในเวลานี้ ภายในใจของเธอถึงกับอดไม่ได้ที่จะเริ่มรู้สึกอิจฉาเฉียวซีที่อยู่ชั้นล่างขึ้นมาบ้างแล้ว
เมื่อก่อนรู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้น่าสงสารมาก มองคนไม่ทะลุปรุโปร่ง ทำให้ชีวิตของตัวเองต้องพังทลายลงไปทั้งชีวิต
แต่ตอนนี้ลองมาคิดดูแล้ว แม่งเอ๊ย น่าสงสารตรงไหนกันวะ?
ตอนเด็กก็มีพ่อแม่คอยรัก พอโตมาถึงแม้จะพึ่งพาสามีไม่ได้ แต่ก็ยังมีลูกชายที่รักเธอ ไม่ต้องไปทำงาน ยิ่งไม่ต้องอดหลับอดนอน จะว่าไปเธออายุมากกว่าเฉียวซีแค่ห้าปี แต่เขากลับใช้ชีวิตราวกับคนอายุยี่สิบกว่าๆ ส่วนเธอกลับต้องทนทุกข์ทรมานจนผมหงอกโพลนไปหมดแล้ว...
ทว่าลูกสาวที่เธอเฝ้าฟูมฟักเลี้ยงดูมาอย่างยากลำบากเพียงคนเดียว กลับเหมือนกับว่าเลี้ยงให้คนอื่นซะงั้น
เศร้าโว้ย!
...
ชั้นล่าง ภายในบ้านของเฉียวอวี้ ทั้งสามคนกำลังนั่งอยู่บนโซฟา
ครูใหญ่จางนั่งอยู่ข้างกายของเฉียวอวี้ หลานเจี๋ยนั่งอยู่ฝั่งของครูใหญ่จาง หลังจากที่เฉียวซีรินน้ำให้แขกทั้งสองคนละแก้วแล้ว เธอก็เอนกายไปทางฝั่งเฉียวอวี้ นั่งลงบนโซฟายาวที่พิงพนัก เท้าแขนเอนตัวเล็กน้อย มือข้างหนึ่งเท้าคาง ฟังครูใหญ่จางพูดจาโอ้อวดอยู่ที่นั่น
“เฉียวอวี้เอ๊ย ถึงแม้ว่าศักยภาพโดยรวมของโรงเรียนมัธยมการรถไฟที่หนึ่งของเราจะสู้โรงเรียนที่เรียกกันว่าโรงเรียนประถมชั้นนำทั้งห้าแห่งและโรงเรียนเอกชนอีกไม่กี่แห่งไม่ได้จริงๆ ก็ตาม แต่ครูว่าเธอก็ไม่ได้ต้องการสิ่งเหล่านี้ใช่ไหมล่ะ? ตอนนี้โรงเรียนหลายแห่งก็แค่รีบเร่งอยากเห็นผลสำเร็จโดยเร็ว ไม่เหมือนกับโรงเรียนมัธยมการรถไฟที่หนึ่งของเราที่หลายปีมานี้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและค่อยเป็นค่อยไปจริงๆ
เธอเองก็เรียนอยู่ชั้นมัธยมต้นมาตั้งสามปีแล้ว ก็น่าจะสัมผัสได้เหมือนกันนะว่าครูบาอาจารย์ของเราล้วนแล้วแต่มีความรับผิดชอบกันมากๆ เฮ้อ เอาเป็นว่าครูจะพูดตามตรงเลยก็แล้วกันนะ คะแนนระดับนี้ของเธอน่ะ อีกไม่กี่วันนี้จะต้องมีโรงเรียนจำนวนมากติดต่อมาหาเธออย่างแน่นอน พร้อมกับยื่นเงื่อนไขต่างๆ นานามาให้ แต่ว่าพวกเขาน่ะ…”
“เอ่อ… ครูใหญ่จางครับ ขอผมพูดสักสองประโยคก่อนได้ไหมครับ” เฉียวอวี้เอ่ยปากขัดจังหวะคำพูดของจางเถี่ยจวินโดยตรง ไม่ใช่ว่าไร้มารยาทหรอกนะ แต่ประเด็นก็คือเขาพบว่าครูใหญ่จางเริ่มจะใช้ลูกไม้เดิมๆ ในการพูดจาไร้สาระแล้ว ถ้าไม่รีบดึงกลับมาล่ะก็ คงต้องสิ้นเปลืองเวลาไปอีกเยอะแน่ๆ
ครูใหญ่มีเวลาให้สิ้นเปลือง แต่เขาไม่มีเวลามาทำแบบนั้นหรอกนะ
เพราะยังไงซะเงินเดือนของครูใหญ่ ทางโรงเรียนก็เป็นคนจ่ายให้โดยตรงเป็นรายเดือนอยู่แล้ว จะทำงานหรือไม่ทำงาน พอถึงเวลาในแต่ละเดือน เงินก็จะวิ่งเข้าบัญชีไปเองโดยอัตโนมัติตามเวลาที่กำหนด
แต่เงินรางวัลของเขา จำเป็นต้องแข่งขันกับเวลาเพื่อซึมซับความรู้ ถึงจะสามารถคว้ามาได้
“ไม่เป็นไร เธอพูดมาก่อนสิ” จางเถี่ยจวินไม่ได้มีท่าทีรำคาญแต่อย่างใด วางท่าทีลงมาต่ำมาก
ครูใหญ่คือผู้ที่อยู่ยงคงกระพัน นักเรียนเปรียบดั่งสายน้ำที่ไหลผ่าน
ต่อหน้านักเรียนอัจฉริยะที่ในรอบหลายสิบปีจะโผล่มาให้เห็นสักคน การวางตัวให้ต่ำลงมาหน่อยก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร
ในโลกใบนี้ขอเพียงแค่ยังมีความหวัง ใครบ้างล่ะที่ไม่อยากจะก้าวหน้า?
“อืม ความจริงผมคิดว่านะ ก็เหมือนกับที่ท่านเพิ่งจะพูดไปเมื่อกี้แหละครับ โรงเรียนมัธยมการรถไฟที่หนึ่งไม่เหมือนกับโรงเรียนที่มีสีสันฉูดฉาดพวกนั้น มั่นคงและค่อยเป็นค่อยไปมาโดยตลอด นี่แสดงให้เห็นว่าโรงเรียนของเรามุ่งเน้นไปที่การบ่มเพาะกำลังภายใน
ซึ่งก็หมายความว่าในสถานการณ์ที่ครอบครองความได้เปรียบไปก่อนหน้าแล้ว ขอเพียงแค่โรงเรียนของเราพยายามทำในส่วนของตัวเองให้ดีที่สุด ไม่ว่าคนอื่นจะพยายามมากแค่ไหน ก็ทำได้เพียงแค่เป็นการทำงานที่ไร้ประโยชน์ ท่านว่าจริงไหมล่ะครับ?”
เฉียวอวี้กล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง
จางเถี่ยจวินพยักหน้าตอบรับโดยสัญชาตญาณ ก่อนจะหันหน้าไปมองเฉียวซีที่กำลังตั้งใจเท้าคางฟังทั้งสองคนคุยกันอยู่โดยไม่รู้ตัว
เมื่อผู้เป็นแม่ผู้โชคดีคนนี้ตระหนักได้ว่าครูใหญ่กำลังมองตนอยู่ ก็คงจะเข้าใจความหมายผิดไป จึงเป็นฝ่ายเอ่ยอธิบายขึ้นมาเองว่า “ฉันคิดว่าความหมายของเฉียวอวี้ก็คือ ท่านเป็นถึงครูใหญ่ คนอื่นจะสามารถยื่นเงื่อนไขอะไรมาให้ได้บ้าง ท่านต้องรู้แจ้งเห็นจริงหมดแล้วอย่างแน่นอนค่ะ
ดังนั้นขอเพียงแค่ท่านยื่นเงื่อนไขที่ใกล้เคียงกันออกมาก่อน โรงเรียนอื่นๆ เฉียวอวี้บ้านเราก็ไม่มีความจำเป็นต้องไปติดต่อด้วยอีกเลยค่ะ อืม น่าจะหมายความประมาณนี้ใช่ไหม? เฉียวอวี้”
เฉียวซีดึงสายตากลับมามองลูกชายของตน พร้อมกับเอ่ยถามออกไปอย่างเป็นธรรมชาติ
เฉียวอวี้พยักหน้าตอบรับอย่างสงบ
หลานเจี๋ยที่นั่งอยู่ข้างครูใหญ่จางอดไม่ได้ที่จะยกมุมปากขึ้นนิดหนึ่ง จากนั้นก็ตระหนักได้อย่างรวดเร็วว่าในเวลานี้จะเสียมารยาทไม่ได้เป็นอันขาด ดังนั้นมือข้างที่วางอยู่บนต้นขาจึงตัดสินใจหยิกตัวเองอย่างแรงไปทีหนึ่ง...
ดีมาก อดกลั้นเอาไว้ได้แล้ว
ยิ่งไปกว่านั้นท่าทีนี้ของเขายังทันเวลาพอดีอีกด้วย เพราะประโยคถัดมาของเฉียวอวี้ก็ได้ดึงเขาเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยแล้ว “ใช่ครับ แต่หลักๆ ก็คือผมอยากจะก้าวหน้าไปพร้อมกับอาจารย์หลานน่ะครับ ถ้าไม่ใช่เพราะอาจารย์หลานเป็นคนชี้แนะเส้นทางให้ผม ผมคงไม่รู้เลยว่ายังมีโลกที่กว้างใหญ่ไพศาลขนาดนี้อยู่อีก”
พอได้ฟังคำพูดนี้ของเฉียวอวี้ ครูใหญ่จางก็หันหน้าไปมองหลานเจี๋ยทันที ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเคร่งขรึมนั้นถือเป็นคะแนนบวกจริงๆ
“ใช่ ใช่ ใช่ สัญญาฉบับที่เราเซ็นกันไปก่อนหน้านี้มีนโยบายให้สิทธิพิเศษอีกหลายอย่างที่ยังไม่ได้เขียนลงไปจริงๆ อย่างเช่นค่าเทอมและค่าธรรมเนียมต่างๆ รวมถึงค่าที่พักต้องฟรีทั้งหมดอย่างแน่นอน นอกจากนี้ทางโรงเรียนยังมีเงินอุดหนุนค่าอาหารในโรงอาหารให้อีกเดือนละหนึ่งพันหยวน โดยจะโอนเข้าบัตรโรงอาหารของเธอโดยตรงเลย”
เรื่องการให้เงินกันโดยตรงแบบนี้ จางเถี่ยจวินไม่ได้เอ่ยถึงเลยแม้แต่น้อย
หนึ่งคือเบื้องบนกำลังปราบปรามพฤติกรรมการรับสมัครนักเรียนที่ผิดกฎระเบียบแบบนี้อยู่จริงๆ สองคือถ้าจะให้เปรียบเทียบเรื่องการทุ่มเงินจริงๆ ล่ะก็ โรงเรียนมัธยมของรัฐย่อมไม่มีทางสู้โรงเรียนเอกชนที่เรียกกันว่าโรงเรียนไฮโซพวกนั้นได้อย่างแน่นอน
ยิ่งไปกว่านั้นโรงเรียนเอกชนเหล่านั้นยังมีแรงจูงใจที่จะทุ่มเงินให้กับนักเรียนที่มีคุณภาพมากกว่าด้วย เพราะท้ายที่สุดแล้วอัตราการสอบติดมหาวิทยาลัยชิงหวาและมหาวิทยาลัยปักกิ่งที่สูงขึ้น คือสิ่งที่สามารถทำให้พวกเขามีความมั่นใจที่จะขึ้นค่าเทอมได้อย่างแท้จริง
“ยอดเยี่ยมไปเลยครับ!”
เฉียวอวี้พยักหน้าตอบรับ ทว่าก็ยังคงเอ่ยถามอย่างจริงจังว่า “แล้วถ้าผมสามารถเข้าไปอยู่ในทีมฝึกซ้อมระดับชาติได้จริงๆ แล้วก็ได้รับการยืนยันว่าจะได้โควตาเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยชิงหวาและมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ทางโรงเรียนจะมีรางวัลอะไรให้อีกไหมครับ? ผมดูข่าวเห็นบอกว่า มีโรงเรียนจำนวนมากเลยที่มีรางวัลมอบให้รวดเดียวสำหรับผู้เข้าสอบที่ติดมหาวิทยาลัยชิงหวาและมหาวิทยาลัยปักกิ่ง”
จางเถี่ยจวินใคร่ครวญอยู่ไม่กี่วินาที ก่อนจะเอ่ยปากว่า “อันที่จริงเรื่องนี้ตามหลักการแล้วในตอนนี้ไม่ได้รับอนุญาตหรอกนะ แต่ในเมื่อเธอเป็นคนเอ่ยขึ้นมา ครูจะเป็นคนตัดสินใจเอง ถ้าเธอได้โควตาเข้าเรียนมหาวิทยาลัยชิงหวาและมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ทางโรงเรียนจะมอบเงินรางวัลให้อีกห้าหมื่นหยวนเป็นกรณีพิเศษ แต่เรื่องนี้พวกเราจะไม่เขียนลงไปในสัญญานะ แล้วก็ไม่อนุญาตให้เอาไปป่าวประกาศด้วย”
เฉียวอวี้ยิ้มอย่างขวยเขิน ก่อนจะตอบกลับไปว่า “ตกลงครับ แค่นี้ก็ถือว่าใกล้เคียงแล้วครับ แต่ผมยังมีข้อสงสัยอยู่อีกเรื่อง ค่าเทอมและค่าธรรมเนียมต่างๆ ที่ผมได้รับการยกเว้น รวมถึงเงินอุดหนุนต่างๆ มีระยะเวลาสามปีใช่ไหมครับ?”
จางเถี่ยจวินรีบพยักหน้ารับคำ “เรื่องนี้แน่นอนอยู่แล้ว สามปี!”
“แล้วถ้าตอนที่ผมอยู่ ม.4 เข้าร่วมการแข่งขันโอลิมปิกวิชาการ แล้วสามารถเข้าไปติดหกสิบอันดับแรกของการแข่งขันระดับชาติ หรือแม้แต่ได้เข้าร่วมการแข่งขัน IMO ขึ้นมา นั่นก็หมายความว่าหลังจากปิดเทอมฤดูร้อนของชั้น ม.4 ผมก็สามารถเลือกที่จะไปเรียนที่มหาวิทยาลัยชิงหวาและมหาวิทยาลัยปักกิ่งได้โดยตรงเลย ซึ่งก็หมายความว่าค่าเทอมและเงินอุดหนุนของช่วงชั้น ม.5 และ ม.6 รวมสองปีก็จะไม่ได้ถูกนำมาใช้ เงินส่วนนี้ผมสามารถขอเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ไหมครับ? เอ่อ… แบบนี้ก็ค่อนข้างจะสมเหตุสมผลดีใช่ไหมล่ะครับ?”
จางเถี่ยจวินถึงกับอ้าปากค้าง
จุดนี้เขาไม่คาดคิดมาก่อนเลยจริงๆ
ปัจจุบันโรงเรียนมัธยมการรถไฟที่หนึ่งฉางเถี่ยจัดเป็นโรงเรียนมัธยมปลายสายสามัญนำร่องระดับมณฑล ค่าเทอมอันที่จริงไม่ได้แพงอะไรเลย ปีหนึ่งตกแค่ 1,400 หยวนเท่านั้น แต่ยังมีค่าธรรมเนียมต่างๆ ค่าหนังสือ ค่าที่พัก เงินอุดหนุนโรงอาหารที่เพิ่งรับปากไปเมื่อครู่ อะไรพวกนี้อีก...
เมื่อนำทั้งหมดมาคำนวณรวมกันแล้ว ปีหนึ่งยังไงก็ต้องมีหลักหมื่นกว่าหยวน
ถ้าจะให้ตีเป็นเงินสดออกมาทีละก้อนล่ะก็ อย่างน้อยๆ ก็น่าจะสักสองสามหมื่นหยวนเลยทีเดียว
แต่เมื่อคิดได้ว่าส่วนแบ่งก้อนโตก็ได้ให้ไปหมดแล้ว จางเถี่ยจวินจึงกัดฟันกรอด ตัดสินใจทำตัวใจป้ำขึ้นมาเสียเลย
“สมเหตุสมผล สมเหตุสมผลมาก ถ้าก่อนรายงานตัวเข้าเรียนชั้น ม.5 เธอสามารถไปเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยชิงหวาและมหาวิทยาลัยปักกิ่งได้โดยตรงล่ะก็ สองปีนี้ก็ให้เปลี่ยนเป็นเงินสดจำนวนสามหมื่นหยวนก็แล้วกัน”
เฉียวอวี้พยักหน้าตอบรับ เหล่าจางแสดงท่าทีออกมาได้ใจป้ำมาก เขาก็จะแสดงท่าทีละโมบโลภมากจนเกินไปไม่ได้ อีกทั้งยังคิดเอาไว้แต่แรกแล้วว่าจะต้องไว้หน้าหลานเจี๋ยสักหน่อย ดังนั้นจึงเอ่ยรับปากอย่างหนักแน่นว่า “ถ้างั้นก็เอาตามนี้แหละครับ เรื่องการกรอกใบสมัครผมจะขอยกให้อาจารย์หลานเป็นคนจัดการก็แล้วกัน ผมจะไม่เข้าไปยุ่งแล้วครับ”
“ฟู่ ตกลง! ถ้างั้นพวกเราก็ตกลงกันตามนี้นะ” จางเถี่ยจวินพ่นลมหายใจยาวออกมา พลางพูดด้วยรอยยิ้ม
“ครับ ตกลงตามนี้ วางใจได้เลยครับ ครูใหญ่จาง ช่วงนี้ผมจะหมกตัวอยู่แต่ในบ้าน วีแชตคนแปลกหน้าจะไม่แอด เบอร์โทรศัพท์แปลกๆ จะไม่รับ จนกว่าจะกรอกใบสมัครเสร็จสิ้น อันที่จริงท่านก็ไม่ต้องเป็นกังวลไปมากหรอกครับ ผมยังหวังจะให้อาจารย์หลานไปเป็นเพื่อนเพื่อเข้าร่วมการแข่งขันที่เซียวโจวในอีกสองวันนี้อยู่เลยครับ”
เฉียวอวี้ให้คำมั่น
...
บรรลุเป้าหมายแล้ว หลังจากทักทายกันอีกสองสามประโยค ครูใหญ่จางก็เอ่ยปากขอตัวลา ตั้งใจจะชิ่งหนีไปแล้ว
บางครั้งถึงแม้คนอื่นจะไม่ได้แสดงท่าทีว่าต้องการไล่แขกออกมา หรือแม้แต่ยังคงยิ้มแย้มและพูดคุยกับคุณอยู่ ทว่าก็สามารถทำให้คุณรู้สึกได้ว่าธุระจัดการเสร็จแล้ว และคุณก็สมควรจะต้องไปเสียที
เฉียวอวี้มีความสามารถแบบนี้อยู่อย่างไม่ต้องสงสัย
ในยามที่ไอ้เด็กนี่เริ่มใช้ความอยากรู้อยากเห็นมาไถ่ถามถึงชีวิตความเป็นอยู่ของครูใหญ่ ตลอดจนเรื่องที่ว่าปกติแล้วยุ่งมากไหม ตอนกลางคืนยังต้องจัดการกับเรื่องฉุกเฉินต่างๆ ของโรงเรียนด้วยหรือเปล่า จางเถี่ยจวินก็ตระหนักได้ในทันทีว่า คืนนี้เจ้าเด็กหนุ่มคนนี้ไม่อยากจะเห็นใบหน้าแก่ๆ ของเขาอีกต่อไปแล้ว
ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจลุกขึ้นขอตัวลากลับอย่างเด็ดขาด ยังไงซะอายุก็ปูนนี้แล้ว จะไม่รู้จักสังเกตสีหน้าท่าทางคนก็คงไม่ได้
เฉียวซีเอ่ยว่า “เฉียวอวี้ ไปส่งครูใหญ่จางกับอาจารย์หลานแทนแม่ทีสิ”
เฉียวอวี้รับคำอย่างตรงไปตรงมา “ครับ”
จางเถี่ยจวินรีบปฏิเสธเป็นพัลวัน “ไม่ต้อง ไม่ต้อง”
เฉียวอวี้เดินไปถึงหน้าประตูแล้ว เริ่มสวมรองเท้า ในปากก็ยังคงเอ่ยว่า “ไม่เป็นไรครับ ก็คือท่านกำลังรีบจะกลับ อันที่จริงผมยังมีเรื่องที่อยากจะขอคำชี้แนะจากครูใหญ่จางกับอาจารย์หลานอยู่เลย”
คำพูดนี้ทำให้จางเถี่ยจวินไม่รู้ว่าจะตอบกลับไปว่าอย่างไรดี
เขาถึงกับเริ่มสงสัยขึ้นมาแล้วว่า ตนเองเข้าใจความหมายของเฉียวอวี้ผิดไปหรือเปล่า
แต่ทว่าพอเดินไปถึงตรงโถงทางเดิน เฉียวอวี้ก็ถามถึงข้อสงสัยในใจออกมา เขาก็รู้ได้ทันทีว่าตนเองไม่ได้เข้าใจผิดเลย อันที่จริงหมอนี่ก็แค่รู้สึกว่าเขาสมควรจะไปได้แล้วก็เท่านั้น
“ยังมีเรื่องอะไรที่ไม่เข้าใจอีกงั้นเหรอ?”
“ความจริงก็ไม่ได้มีอะไรหรอกครับ แค่ไม่รู้ว่าระหว่างมหาวิทยาลัยหัวชิงกับมหาวิทยาลัยเยียนเป่ย โรงเรียนไหนจะให้ทุนการศึกษามากกว่ากันเหรอครับ?”
จางเถี่ยจวินหันกลับไปมองหลานเจี๋ยที่เดินตามอยู่ด้านหลังแวบหนึ่ง ครูสอนคณิตศาสตร์ท่านนี้มองตรงไปข้างหน้า ไม่ยอมวอกแวก และยังคงรักษาความเงียบเอาไว้ อดไม่ได้ที่จะต้องยิ้มเจื่อนออกมา
คำถามนี้ดีมาก แค่ถามผิดคนก็เท่านั้น
ท้ายที่สุดแล้วทั้งสองคนก็ไม่เคยเรียนที่มหาวิทยาลัยหัวชิง แล้วก็ไม่เคยเรียนที่มหาวิทยาลัยเยียนเป่ยมาก่อน
ในความเป็นจริงแล้ว ท่ามกลางบรรดาครูอาจารย์ทั้งหมดของโรงเรียนมัธยมการรถไฟที่หนึ่ง ก็ไม่สามารถหานักเรียนหัวกะทิที่มีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรีจากทั้งสองสถาบันนี้ได้เลยแม้แต่คนเดียว
แต่จางเถี่ยจวินก็ยังคงเอ่ยปากขึ้นมาว่า “เฉียวอวี้ เรื่องนี้ครูคิดว่าไม่ต้องไปรีบร้อนหรอก ในมหาวิทยาลัยน่ะ ถ้าเธออยากจะหาเงินจริงๆ มันมีวิธีมากมาย โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยชื่อดังอย่างมหาวิทยาลัยหัวชิงและมหาวิทยาลัยเยียนเป่ย จะมีโครงการฝึกอบรมการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่มุ่งเป้าไปที่ระดับปริญญาตรีอยู่ ด้วยความสามารถของเธอ รอให้เธอได้เข้าไปมีส่วนร่วมก็จะรู้เองว่า ทุนการศึกษาน่ะมันก็เป็นแค่เรื่องพื้นฐานที่สุดเท่านั้นแหละ”
เอาเถอะ ความจริงแล้วในโครงการฝึกอบรมการวิจัยทางวิทยาศาสตร์มันมีเรื่องซับซ้อนอะไรซ่อนอยู่บ้าง ตัวเขาเองก็ไม่รู้แน่ชัดเหมือนกัน หลายๆ สิ่งหลายๆ อย่างก็เป็นแค่การฟังเขาเล่ามาอีกทีเท่านั้น แต่เขาก็เชื่อว่าเฉียวอวี้ก็ไม่ได้อยากจะได้คำตอบอะไรที่เป็นเรื่องเป็นราวจากเขาเหมือนกันนั่นแหละ
ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าการรับมือกันไปตามมารยาทของทั้งสองฝ่ายก็เท่านั้น
“ขอบคุณครูใหญ่จางครับ ยังไงท่านก็ยืนอยู่ในจุดที่สูงกว่า วิสัยทัศน์ก็ย่อมต้องกว้างไกลกว่าเป็นธรรมดา”
“ฮ่าๆ...”
...
ในที่สุดก็เดินออกมาจากตึก หลังจากที่บอกลาเฉียวอวี้แล้ว พอเดินมาถึงหัวมุมของหมู่บ้าน จางเถี่ยจวินก็ชะลอฝีเท้าลง แล้วเดินเคียงบ่าเคียงไหล่ไปกับหลานเจี๋ย
“หลานเจี๋ยเอ๊ย ช่วงนี้เธอต้องคอยจับตาดูเฉียวอวี้คนนี้เอาไว้ให้ดีๆ เลยนะ”
“ครับ”
“ไม่รู้ว่าเธอจะสัมผัสได้เหมือนกันไหม ว่าแท้จริงแล้วลึกๆ ในใจของเด็กเฉียวอวี้คนนี้เย็นชาต่อโลกใบนี้มากเลยนะ บางทีนอกจากคนไม่กี่คนที่มีขีดจำกัดซึ่งเขาใส่ใจแล้ว ใครหน้าไหนก็ไม่สามารถเข้ามารบกวนอารมณ์ของเขาได้ ฉันสงสัยว่าต่อให้ต้องเห็นใครมาตายต่อหน้าเขา ขอเพียงแค่ไม่ได้มีผลประโยชน์อะไรเกี่ยวข้อง เขาก็คงจะไม่ขมวดคิ้วเลยแม้แต่น้อยด้วยซ้ำ”
“ไม่ถึงขนาดนั้นมั้งครับ? ผมว่าเด็กคนนี้ในหลายๆ ครั้งก็ยังมีความกระตือรือร้นอยู่มากเลยนะครับ”
“มันเป็นแค่การเสแสร้งทั้งนั้นแหละ ยิ่งเขาแสดงให้เห็นว่ากระตือรือร้นมากแค่ไหน ลึกๆ ในใจของเขาก็ยิ่งเย็นชามากแค่นั้น อายุแค่สิบห้าปีแท้ๆ ก็รู้จักเรียนรู้ที่จะพูดจาให้เหมาะสมกับคนที่เหมาะสมแล้ว ถึงแม้จะยังดูอ่อนหัดไปสักหน่อย แต่จะมีเด็กมัธยมต้นสักกี่คนที่สามารถทำได้อย่างเขากันล่ะ?
เขาสามารถทำให้คนๆ หนึ่งโกรธจนตายได้โดยตรง และก็สามารถเอาอกเอาใจคนๆ หนึ่งได้อย่างแนบเนียนไร้ร่องรอยเช่นเดียวกัน ฉันไม่กล้าคิดเลยว่าถ้าเขาเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวแล้วจะกลายเป็นคนแบบไหน เมื่อก่อนพวกเราต่างก็เรียกคนประเภทนี้ว่าปีศาจจำแลง เฉียวอวี้นั่นก็คือปีศาจจำแลงในหมู่ปีศาจจำแลงนั่นแหละ”
คำพูดของครูใหญ่จางทำให้หลานเจี๋ยถึงกับอึ้งไปเล็กน้อย เริ่มครุ่นคิดอย่างเงียบๆ ถึงฉากต่างๆ ที่เขาได้สัมผัสกับเฉียวอวี้
จางเถี่ยจวินที่อยู่ด้านข้างก็เริ่มพร่ำรำพันของเขาต่อไป
“เธอลองคิดดูสิ ตอนแรกฉันตั้งใจจะคุยกับเขาเรื่องสมัยมัธยมต้นก่อน เพื่อกระตุ้นความรู้สึกผูกพันที่เขามีต่อโรงเรียนเก่า แล้วเขาจัดการกับมันยังไงล่ะ? เขารู้ว่าฉันกำลังจะพูดอะไร ก็ขัดจังหวะฉันโดยตรง แล้วดึงหัวข้อสนทนาไปที่เรื่องผลประโยชน์หน้าตาเฉยเลย
พอพูดถึงเรื่องผลประโยชน์ นอกจากเธอแล้ว เขาเคยเอ่ยถึงครูประจำวิชาที่สอนเขามาตั้งสามปีแม้แต่คนเดียวบ้างไหม? หนำซ้ำเขายังไม่เพียงแค่ไม่เอ่ยถึง แต่ยังไม่เปิดโอกาสให้ฉันได้พูดถึงเลยแม้แต่น้อย คงจะเป็นเพราะสาเหตุจากครอบครัวนั่นแหละ เขาถึงได้ปิดกั้นตัวเองเอาไว้ซะมิดชิดขนาดนั้น”
เมื่อมองจากมุมนี้ หลานเจี๋ยก็รู้สึกขึ้นมาทันทีว่าสิ่งที่จางเถี่ยจวินพูดมานั้นมีเหตุผลมาก
มิน่าล่ะ เขาถึงได้เป็นถึงครูใหญ่ ที่ผ่านมาตนเองเอาแต่มองดูอยู่ข้างๆ โดยที่ไม่เคยคิดถึงเรื่องพวกนี้เลย มาคิดดูตอนนี้แล้ว สีหน้าท่าทางของครูใหญ่จางที่แสดงออกมาต่อหน้าเฉียวอวี้นั้น บางทีก็คงจะเป็นการเล่นละครเป็นเพื่อนเด็กคนนั้นเหมือนกันสินะ?
ชั่วขณะหนึ่ง หลานเจี๋ยก็รู้สึกว่าตัวเองช่างไร้เดียงสาเสียเหลือเกิน
คนแก่กับเด็กคนหนึ่ง ตั้งเวทีเล่นละครกันเสร็จสรรพ แต่เขากลับดูไม่ออกเลยแม้แต่น้อย ไม่รู้เหมือนกันว่าเฉียวซีที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ข้างๆ มาตั้งแต่ต้นจนจบจะดูออกไหม แต่คิดว่าคนเป็นแม่ก็น่าจะเข้าใจลูกชายของตัวเองมากกว่าใครอยู่แล้วล่ะมั้ง?
“เพราะงั้นน่ะสิ ช่วงเวลาที่เธอพาเขาไปไหนมาไหนด้วย เรื่องการเรียนย่อมไม่ต้องไปเป็นกังวลให้มากความหรอก แต่ต้องคอยใส่ใจเรื่องสุขภาพจิตของเขาให้มากหน่อย พวกเราบ่มเพาะอัจฉริยะขึ้นมาได้คนหนึ่งมันก็เป็นเรื่องดีอยู่หรอก แต่ในกรณีที่หมอนี่ดันเดินหลงไปในทางที่ผิดในภายหลังล่ะก็ ด้วยความสามารถในการเรียนรู้ที่เขาแสดงออกมาให้เห็นในตอนนี้ ไม่แน่ว่าอาจจะทะลวงฟ้าจนเป็นรูโหว่เลยก็ได้นะ”
หลานเจี๋ยพยักหน้ารับอย่างจริงใจ พร้อมกับตอบกลับไปว่า “โชคดีที่ท่านคอยเตือนผม ไม่อย่างนั้นผมคงไม่ได้คิดไปถึงด้านนี้เลยจริงๆ บางครั้งก็แค่รู้สึกว่าเด็กคนนี้มีแรงฮึดในแบบที่คาดเดาไม่ได้แฝงอยู่ ตอนนี้นึกย้อนไปถึงท่าทีที่เขาแสดงออกต่อหน้าครูประจำชั้นตอนที่อยู่ต่อหน้าผม ก็เหมือนกับการแสดงละครจริงๆ นั่นแหละครับ”
“ฮ่าๆ ไม่อย่างนั้นจะบอกได้ยังไงล่ะว่าการศึกษาคือการสอนหนังสือแล้วก็บ่มเพาะคนน่ะ? การสอนหนังสือน่ะมันง่าย แต่การบ่มเพาะคนมันยากกว่ากันตั้งเยอะ ผู้ปกครองฝากฝังลูกหลานเอาไว้ในมือพวกเรา ผลการเรียนก็เป็นเรื่องหนึ่ง จะทำให้เด็กเสียคนก็คงไม่ได้ การเป็นครูมันก็แบบนี้แหละ ภาระหน้าที่อันหนักอึ้งและหนทางที่ยาวไกล! โดยเฉพาะครูหนุ่มที่มีความสามารถอย่างเธอด้วยแล้ว”
พูดจบ จางเถี่ยจวินก็ยกมือขึ้น ตบไหล่ของหลานเจี๋ยเบาๆ สองที พลางเอ่ยด้วยความหมายลึกซึ้ง







