รวดเร็วนัก
เรื่องราวได้คลี่คลายลงแล้ว
ซ่งหย่าจบเห่แล้ว ข้อกล่าวหาทั้งหมดของเธอได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นจริง ทนายความจากสำนักงานใหญ่ของกลุ่มบริษัทตำนานยืนยันว่า การที่เธอจะต้องเข้าไปอยู่ในคุกสักสิบปีแปดปีไม่ใช่เรื่องยากเลย
เฉียนอวิ๋นหลงถูกแบนแล้ว
พวกที่เลี่ยงภาษี บางคนถูกแบน บางคนจ่ายภาษีย้อนหลังก็ยังกลับมาได้ มาตรฐานในเรื่องนี้ช่างคลุมเครือนัก แต่ตอนนี้เฉียนอวิ๋นหลงจัดอยู่ในประเภทแรก คือจบสิ้นกันไปเลย นับจากนี้ไปวงการบันเทิงจะไม่มีคนชื่อนี้อีก
สำหรับหลี่อีฉู่ กรณีของเขาร้ายแรงยิ่งกว่า
ไม่ใช่เพราะเรื่องที่เขายุ่งกับพี่สะใภ้ แต่เป็นเพราะภายหลังหลี่อีฉู่ถูกแฉว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้เยาว์ ลักษณะของเรื่องจึงเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
ต้องเข้าไปอยู่ในคุกพร้อมกับซ่งหย่า!
ตอนนี้ เขาถูกควบคุมตัวแล้ว
เมื่อกู้สิงได้ทราบผลลัพธ์ของเรื่องราวเหล่านี้จากโทรศัพท์ของหลินนั่ว สีหน้าของเขาก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก เพราะการชำระแค้นครั้งใหญ่ของเขาเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น
คนต่อไปคือแม่ม่ายดำ!
แม่ม่ายดำมีชื่อว่าซีเหมินเยี่ยน เป็นเซเลบริตี้แถวหน้าของซีโจว แค่เอ่ยชื่อใครสักคนในแวดวงสังคมของเธอก็ล้วนเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงโด่งดัง
บารมีของคนคนนี้ ไม่ใช่สิ่งที่ซ่งหย่าจะเทียบได้
แม้แต่หลินนั่ว หากต้องการจะจัดการซีเหมินเยี่ยน ก็ไม่ใช่ว่าจะจัดการได้ในทันที เพราะอย่างไรเสียก็เป็นปลาตัวใหญ่ ต้องวางแผนกันสักหน่อย
ขณะที่คิดเช่นนั้น
กู้สิงก็กลับมาถึงบ้าน
เมื่อผลักประตูบ้านเข้าไป ไฟในห้องนั่งเล่นก็เปิดสว่าง แสงสีเหลืองนวลอบอุ่นทำให้ทั้งห้องดูนุ่มนวลและเงียบสงบ หลินนั่วผู้เป็นน้องสาวกำลังขดตัวอยู่บนโซฟา กอดหมอนอิงใบหนึ่งอยู่ พอได้ยินเสียงก็เงยหน้าขึ้นมา
“กลับมาแล้วเหรอคะ”
เมื่อเห็นพี่ชาย หลินนั่วก็เอียงคอเล็กน้อย “ลั่วหนิงไปทำผมกับเฉินหลิงซูข้างนอกค่ะ”
กู้สิงเปลี่ยนรองเท้าแล้วเดินไปนั่งลงข้างๆ เธอ พูดเสียงนุ่มนวลว่า “เรื่องของซ่งหย่า น้องจัดการได้สวยงามมาก วางแผนไว้ล่วงหน้าแล้วใช่ไหม”
ทุกกระบวนท่าล้วนเฉียบขาด
ทุกย่างก้าวแฝงไว้ด้วยอันตรายถึงชีวิต
เพียงไม่กี่วัน ซ่งหย่าและศิลปินในสังกัดของเธอก็ถูกจัดการจนหมดสิ้น แม้แต่หลินนั่วเอง ถ้าไม่ได้เตรียมการไว้ล่วงหน้า ก็คงไม่สามารถจัดการเรื่องเหล่านี้ได้อย่างง่ายดายขนาดนี้
“ไม่ถึงกับวางแผนล่วงหน้าหรอกค่ะ คนพวกนี้ยังไม่คู่ควรให้ฉันต้องวางแผนจัดการด้วยซ้ำ”
หลินนั่วพูดอย่างไม่ใส่ใจ “แค่ให้คนคอยจับตาดูนิดหน่อย อย่างไรเสียหลักฐานความผิดของคนพวกนี้ก็รวบรวมได้ไม่ยาก เพราะปกติพวกเขาก็ไม่เคยระวังตัวอยู่แล้ว การมาเจอกับพี่ชาย ถือว่าพวกเขาเตะโดนแผ่นเหล็กเข้าแล้ว”
“เรื่องแบบนี้น้องถนัดกว่าพี่”
สมัยก่อนตอนที่กู้สิงดูแลกลุ่มบริษัทตำนาน เขาเคยเจอปัญหาลูกน้องสร้างเรื่องอยู่บ้าง แต่เขาจัดการได้ไม่เด็ดขาดพอ สุดท้ายเป็นน้องสาวที่ลงมือเอง และแก้ไขปัญหาได้อย่างง่ายดาย
ตอนนั้นเองกู้สิงก็รู้ว่าน้องสาวของเขา หลินนั่ว มีสติปัญญาสูงกว่าตนเอง
หลินนั่วได้ยินดังนั้นก็หันหน้าไปมองกู้สิง สายตาจับจ้องบนใบหน้าเขาอยู่หลายวินาที ก่อนจะยื่นนิ้วออกมาจิ้มลักยิ้มจางๆ ข้างขวาของเขา แล้วพูดอย่างไม่พอใจว่า
“พูดซะเหมือนฉันเป็นผู้หญิงใจร้ายอำมหิตไปได้”
หลินนั่วซบลงในอ้อมกอดของกู้สิง น้ำเสียงเจือความออดอ้อน “ในเมื่อพอใจในตัวฉันมากขนาดนี้ แล้วพี่ชายจะไม่ให้รางวัลฉันหน่อยเหรอคะ”
“รางวัล?”
กู้สิงหันไปมองเธอ
ดวงตาของหลินนั่วเป็นประกายวิบวับราวกับลูกแมวที่กำลังรอรับคำชม เธอยื่นคางขึ้นเล็กน้อย ท่าทางทั้งดูมั่นใจในเหตุผลของตัวเองและแฝงความน่ารักไร้เดียงสา
มุมปากของกู้สิงยกขึ้น “แล้วน้องอยากได้รางวัลอะไรล่ะ”
หลินนั่วกะพริบตา ปรับท่านั่งตัวตรงแล้วขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีก ใบหน้าเกือบจะชิดกับเขา ปลายจมูกห่างจากเขาเพียงไม่กี่เซนติเมตร ลมหายใจอุ่นๆ เป่ารดริมฝีปากของเขา
“แล้วพี่ชายว่าไงล่ะคะ”
กู้สิงไม่ได้ตอบ แต่เขาเข้าใจความหมายของน้องสาวแล้ว เขายื่นมือไปประคองท้ายทอยของเธอ สอดนิ้วเข้าไปในกลุ่มผมที่ปล่อยสยาย แล้วจูบลงไป
ริมฝีปากของหลินนั่วนุ่มนวลมาก ตอนแรกมีความเย็นเล็กน้อย แต่ไม่นานก็อุ่นขึ้น
เธอหลับตาลง ขนตาสั่นระริก นิ้วมือขยุ้มคอเสื้อของเขา จูบนี้ไม่เร่งรีบ ค่อยๆ ล้ำลึกขึ้นจากตื้นเขิน
ภายในห้องนั่งเล่นเงียบสงบ
มีเพียงเสียงติ๊กต่อกของนาฬิกาบนผนังและเสียงจูบแผ่วเบาของคนทั้งสองที่ดังขึ้นเป็นครั้งคราว
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่ กู้สิงก็ถอนจูบออก หน้าผากของเขาจรดกับหน้าผากของเธอ หายใจหนักหน่วงเล็กน้อย
“พอหรือยัง”
กู้สิงถามเสียงต่ำ
แก้มของหลินนั่วแดงระเรื่อ ริมฝีปากบวมเจ่อเล็กน้อยจากการถูกจูบ แต่เธอกลับส่ายหน้า เสียงเบาราวกับยุงหึ่ง
“ยังไม่พอ”
กู้สิงมองดวงตาฉ่ำเยิ้มคู่นั้นของเธอ พลันหัวเราะออกมาเบาๆ แล้วลุกขึ้นยืน ก้มลงช้อนร่างเธอจากโซฟาขึ้นมาอุ้มในท่าเจ้าสาว
หลินนั่วร้องอุทานแผ่วเบา ยื่นแขนออกไปโอบรอบคอเขาตามสัญชาตญาณ ซบหน้ากับแผงอกของเขา
“งั้นกลับห้องกัน”
กู้สิงเสนอ แต่หลินนั่วกลับเชื้อเชิญอย่างกล้าหาญ “บนโซฟานี่แหละ เป็นไงคะ”
กู้สิงก้มหน้ามองคนในอ้อมแขน
แก้มของหลินนั่วแดงเรื่อ ริมฝีปากบวมเจ่อเล็กน้อย ฉ่ำวาวเป็นประกาย แต่แววตากลับสว่างไสวจนน่าตกใจ
“บนโซฟานี่เหรอ”
น้ำเสียงของกู้สิงทุ้มต่ำลง เจือความไม่แน่ใจเล็กน้อย ถ้าทำไปได้ครึ่งทางแล้วลั่วหนิงกับเฉินหลิงซูกลับมาจะทำอย่างไร
“อื้ม”
นิ้วของหลินนั่วลูบไล้เป็นวงกลมที่ท้ายทอยของเขา เสียงของเธอนุ่มนวลราวกับขนมสายไหมที่กำลังละลาย ดูเหมือนเธอจะมองความลังเลของกู้สิงออก ริมฝีปากจึงเลียใบหูของเขาเบาๆ
“ลั่วหนิงกับซูซูไปทำผมกัน อย่างน้อยก็สองสามชั่วโมง ทันเวลาอยู่แล้วค่ะ”
กู้สิงนิ่งไปสองวินาที ก่อนจะค่อยๆ วางหลินนั่วลงบนโซฟา หมอนอิงถูกดึงออกไป ผมของเธอสยายแผ่บนผิวโซฟาหนัง เส้นผมสีดำตัดกับหนังสีน้ำตาลเข้ม ก่อเกิดเป็นภาพที่ตัดกันอย่างนุ่มนวล
แสงสีเหลืองนวลอบอุ่นสาดส่องลงมาจากด้านบน ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างมองเห็นได้อย่างชัดเจน
หลินนั่วหันหน้าไปด้านข้างอย่างไม่เป็นธรรมชาติเล็กน้อย ใบหูของเธอแดงก่ำ กู้สิงคร่อมอยู่เหนือร่างของเธอ มือข้างหนึ่งยันไว้ข้างหู ส่วนอีกข้างค่อยๆ ลูบไล้ลงไปตามแนวเอวของเธอ
“ปิดไฟไหม”
กู้สิงเอ่ยถาม
หลินน่วมองตากู้สิง “ฉันอยากมองหน้าพี่ชาย”
หัวใจของกู้สิงเต้นผิดจังหวะไปหนึ่งครั้ง เขาก้มหน้าลง จูบลงบนหว่างคิ้วของเธอ ต่อด้วยปลายจมูก และสุดท้ายคือริมฝีปาก
จูบครั้งนี้เชื่องช้ากว่าเมื่อครู่ ราวกับกำลังลิ้มรสของล้ำค่าอะไรบางอย่าง
นิ้วของหลินนั่วลากจากท้ายทอยของเขามายังหัวไหล่ แล้วไล้ลงมาตามแขนจนสุด ก่อนจะประสานนิ้วมือของเธอกับเขา
ลมหายใจของคนทั้งสองค่อยๆ หอบกระชั้นขึ้น
ริมฝีปากของกู้สิงเคลื่อนจากมุมปากของเธอ ไล้ลงมาตามแนวกราม เมื่อผ่านติ่งหู เขาก็ขบเม้มเบาๆ ร่างของหลินนั่วสั่นสะท้านอย่างเห็นได้ชัด และเปล่งเสียงครางในลำคอแผ่วเบา
“ชอบพี่ชายจังเลย...”
เสียงของหลินนั่วสั่นเครือเล็กน้อย นิ้วมือของเธอเกร็งแน่นขึ้น ทิ้งรอยเล็บรูปจันทร์เสี้ยวจางๆ ไว้บนหลังมือของเขา
ริมฝีปากของกู้สิงยังคงเคลื่อนต่ำลงไป จรดลงบนลำคอด้านข้างของเธอ
วันนี้หลินนั่วสวมเสื้อคาร์ดิแกนถักตัวหลวม คอเสื้อกว้างมาก เผยให้เห็นไหปลาร้าที่บอบบาง
ซวบซาบ...
เมื่อริมฝีปากของกู้สิงแนบลงบนแอ่งไหปลาร้า ลมหายใจของหลินนั่วก็ปั่นป่วนโดยสิ้นเชิง หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงราวกับลูกกวางตื่นตกใจ
“ตื่นเต้นเหรอ”
กู้สิงเงยหน้าขึ้นมองเธอ
หลินนั่วเม้มริมฝีปาก ไม่ยอมรับ “เปล่าสักหน่อย”
กู้สิงยิ้มเล็กน้อย ก้มลงไปกัดที่ไหปลาร้าของเธอเบาๆ หลินนั่วคนนี้ปากพูดอย่างมั่นใจ แต่จริงๆ แล้วก็คงกลัวว่าลั่วหนิงกับเฉินหลิงซูจะกลับบ้านมากลางคันสินะ