“มีอะไรให้ต้องเกร็งขนาดนั้น”
หลินนั่วเอียงคอ แนบพวงแก้มที่ร้อนผ่าวเข้ากับพนักพิงโซฟา
มุมปากของกู้สิงยกยิ้มขึ้น มือของเขาสอดเข้าไปใต้ชายเสื้อจากด้านข้างเอวของเธอ ปลายนิ้วสัมผัสได้ถึงผิวเนื้อที่อุ่นร้อน
ร่างกายของหลินนั่วเกร็งขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ ผ่อนคลายลง ท้ายที่สุดแล้วเธอไม่ใช่ลั่วหนิงหรือเฉินหลิงซู จึงยังไม่คุ้นชินกับการสัมผัสใกล้ชิดเช่นนี้อย่างเต็มที่
และเพราะความไม่ประสีประสานี้เอง กู้สิงจึงยิ่งอ่อนโยนกับหลินนั่วมากขึ้นไปอีก
ฝ่ามือของเขาทาบไปตามส่วนโค้งเว้าของเอวหลินนั่วแล้วค่อยๆ เลื่อนสูงขึ้น กลางฝ่ามือราวกับสัมผัสได้ถึงจังหวะหัวใจที่เต้นผ่านซี่โครงของเธอ
ลมหายใจของหลินนั่วเริ่มถี่กระชั้นขึ้น เธอเอื้อมมือไปดึงเสื้อของกู้สิง
กู้สิงยืดตัวขึ้นให้ความร่วมมืออย่างดี เขาถอดเสื้อออกแล้วโยนทิ้งไว้บนพรม
ทั้งสองคนจูบกันอีกครั้ง เสื้อคาร์ดิแกนไหมพรมของหลินนั่วถูกปลดออกตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่ทราบได้ สายเดี่ยวของชุดกระโปรงด้านในร่นลงมาที่แขน เผยให้เห็นหัวไหล่ขาวเนียน
ริมฝีปากของกู้สิงพรมจูบไล่ลงไปตามหัวไหล่ของเธอ
ทุกจุดที่เขาสัมผัส ผิวของเธอจะเกิดรอยสั่นสะท้านขึ้นมาบางๆ
โซฟานั้นกว้างขวาง แต่เมื่อทั้งสองคนเบียดเสียดกัน ทุกตารางนิ้วของผิวหนังจึงแนบชิดกันจนแทบไม่มีช่องว่าง
ขาของหลินนั่วเกี่ยวรัดรอบเอวของเขา นิ้วเท้าหงิกงอ ปลายนิ้วเท้าเจือสีชมพูอ่อนๆ ซึ่งเป็นสีที่เธอตั้งใจทามาเป็นพิเศษในวันนี้ ส่วนฝ่ามือของกู้สิงก็ทาบอยู่ด้านนอกต้นขาของเธอ ปลายนิ้วค่อยๆ ลูบไล้ สัมผัสได้ว่าผิวของเธอเกิดตุ่มขนลุกซู่ภายใต้การสัมผัสของเขา
“พี่ชาย...”
น้ำเสียงของหลินนั่วเจือความอ่อนหวานในแบบที่แม้แต่ตัวเธอเองก็ยังไม่เคยได้ยิน ราวกับถูกแช่ไว้ในน้ำผึ้ง “รีบหน่อยสิคะ...”
“จะรีบไปไหน”
น้ำเสียงของกู้สิงแหบพร่าจนแทบไม่เป็นคำพูด แต่การกระทำกลับเชื่องช้าลง ราวกับจงใจทรมานเธอ
หลินนั่วทนความหงุดหงิดไม่ไหวจึงกัดลงบนไหล่ของเขา กู้สิงเจ็บจนร้องครางอู้อี้ในลำคอ และในที่สุดก็เลิกอ้อยอิ่ง
ภายในห้องนั่งเล่นเหลือเพียงเสียงลมหายใจของคนทั้งสอง และเสียงสั่นไหวแปลกๆ ของโซฟา
นิ้วมือของหลินนั่วกำหนังโซฟาแน่นจนข้อประสานนิ้วซีดขาว ปากขบเม้มริมฝีปากตัวเองไว้ แต่ก็ยังมีเสียงเล็กๆ เล็ดลอดออกมาจากลำคอ เสียงเหล่านั้นเบาหวิวและแผ่วเบา ราวกับสายฝนแรกในคืนฤดูใบไม้ผลิที่หยาดรดลงบนใบไม้ เป็นเสียงเปาะแปะที่ดังขึ้นอย่างขาดห้วง
กู้สิงเอื้อมมือไปแกะนิ้วของเธอออกจากโซฟาทีละนิ้ว แล้วกอบกุมไว้ในฝ่ามือของเขาเอง
เวลาผ่านไปนาทีแล้วนาทีเล่า เสียงเข็มนาฬิกาบนผนังถูกกลบด้วยเสียงหอบหายใจของคนทั้งสอง
แสงจันทร์นอกหน้าต่างสาดส่องผ่านผ้าม่านโปร่งเข้ามา อาบไล้พื้นห้องให้กลายเป็นสีเงินยวง ในที่สุดร่างกายของหลินนั่วก็เกร็งกระตุก เธอเปล่งเสียงสะอื้นแผ่วเบา ก่อนที่ทั้งร่างจะอ่อนระทวยลงราวกับสายน้ำที่หลอมละลาย
กู้สิงเองก็หยุดชะงัก หน้าผากซบลงบนไหล่ของเธอ ลมหายใจหนักหน่วงและร้อนผ่าว
ทั้งสองคนสวมกอดกันเงียบๆ อย่างนั้นโดยไม่มีใครเอ่ยคำใด ผ่านไปพักใหญ่หลินนั่วจึงยื่นนิ้วไปจิ้มที่หน้าอกของเขา
“พี่ชาย ตัวหนักจัง”
กู้สิงหัวเราะเบาๆ พลิกตัวลงจากร่างของเธอ นอนตะแคงอยู่ข้างๆ อย่างเงียบเชียบ แล้วเอื้อมมือไปรวบตัวเธอเข้ามากอด
“เทียบกับครั้งแรกก่อนหน้านี้ ตอนนี้ไม่เจ็บแล้วใช่ไหม”
หลินนั่วซบอยู่บนแผงอกของเขา ฟังเสียงหัวใจที่ยังเต้นไม่เป็นจังหวะดีนัก นิ้วมือก็วาดเป็นวงกลมบนนั้นอย่างลืมตัว
“ไม่เจ็บค่ะ”
หลินนั่วส่ายหน้า ชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วก็พยักหน้าอีกครั้ง “แต่ก็ยังแอบเจ็บอยู่นิดนึง”
“อืม”
กู้สิงประทับจุมพิตลงบนหน้าผากของเธอ “คราวหน้าพี่จะเบามือกว่านี้”
“ยังมีคราวหน้าอีกเหรอ”
หลินนั่วเงยหน้าขึ้น นัยน์ตาเป็นประกายวิบวับ “งั้นเริ่มคราวหน้ากันตอนนี้เลยดีไหมคะ!”
กู้สิง “...”
หลินนั่วหัวเราะ ดวงตาหยีโค้ง เธอซุกใบหน้ากลับเข้าไปในแผงอกของกู้สิงอีกครั้ง สิ่งที่เธอชอบที่สุดก็คือการได้สัมผัสแนบชิดกับพี่ชายแบบนี้นี่แหละ!
กู้สิงกระชับอ้อมแขนแน่นขึ้น
ผ่านไปครู่หนึ่ง หลินนั่วก็รู้สึกเปียกชื้นที่ใต้สะโพก “บนโซฟา... เลอะนิดหน่อยหรือเปล่าคะ”
เลอะงั้นเหรอ
กู้สิงก้มลงมองพลางยิ้มแปลกๆ “เดี๋ยวพี่เช็ดเอง”
“ก็ต้องให้พี่เช็ดสิคะ”
หลินนั่วพูดอย่างเต็มปากเต็มคำ “พี่เป็นคนทำนี่นา”
กู้สิงลูบผมเธอเบาๆ ก่อนจะลุกไปหยิบกระดาษทิชชู
หลินนั่วนอนขดตัวอยู่บนโซฟา ใช้หมอนอิงปิดบังร่างกายไว้จนเหลือเพียงดวงตาคู่สวย เธอมองดูกู้สิงที่กำลังก้มตัวเช็ดคราบเปื้อนบนเบาะหนัง แล้วจู่ๆ ก็รู้สึกว่ามุมหนึ่งในหัวใจถูกเติมเต็มจนล้นปรี่
เพียงแต่ว่า
เมื่อมองดู ‘แผนที่’ ที่ถูกวาดไว้บนโซฟา หลินนั่วก็ตระหนักขึ้นมาได้ว่า แผนที่พวกนี้ดูเหมือนเธอจะเป็นคนวาดเองทั้งหมด
“พี่คะ”
“หืม”
“คราวหน้าก็เอาบนโซฟาอีกนะ”
กู้สิงหันกลับมามองเธออย่างไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี “นี่เธอติดใจแล้วเหรอ”
“อื้อฮึ”
หลินนั่วกะพริบตาปริบๆ “พี่เป็นคนทำให้ฉันติดใจเองนะ”
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร พอคิดว่าปกติแล้วโซฟาตัวนี้จะมีทั้งตัวเธอ กู้สิง ลั่วหนิง และเฉินหลิงซู นั่งอยู่ด้วยกันทั้งสี่คน หลินนั่วก็รู้สึกตื่นเต้นเร้าใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
เอาเถอะ
กู้สิงไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่เดินเข้ามา ก้มลงประทับริมฝีปากบนปากของเธอเบาๆ แล้วจึงเอ่ยขึ้นว่า
“งั้นคราวหน้าก็ทำบนโซฟาอีก”
หลินนั่วนอนคว่ำหน้าอยู่บนแผงอกของกู้สิง เส้นผมสยายปกคลุมไปทั่วร่างของเขา นิ้วมือก็วาดเป็นวงกลมบนหน้าอกของเขาอย่างอ้อยอิ่ง ท่าทางเกียจคร้านราวกับแมวที่กำลังอาบแดด เธอเอ่ยปากแฉเขาว่า
“ทำไมต้องทำหน้าฝืนใจขนาดนั้นด้วย ทั้งที่ตัวเองก็ชอบแท้ๆ”
กู้สิงก้มลงมองหลินนั่ว ใบหน้าเกลี้ยงเกลานั้นยังมีรอยแดงระเรื่อหลงเหลืออยู่ ริมฝีปากบวมเจ่อเล็กน้อย หางตาและคิ้วแฝงไปด้วยความเกียจคร้าน ซึ่งช่างแตกต่างจากองค์หญิงนั่วผู้เย็นชาตามที่สื่อภายนอกพูดถึงราวกับเป็นคนละคน เขาเอื้อมมือไปหยิกแก้มเธอ แม้จะถูกพูดแทงใจดำแต่ก็ไม่ได้รู้สึกเคอะเขินแต่อย่างใด
“มองคนขาดจริงๆ”
“แน่นอนอยู่แล้ว”
หลินนั่วพูดอย่างปลาบปลื้มใจ “ฉันเข้าใจพี่ชายที่สุดแล้ว”
กู้สิงหัวเราะเบาๆ ปลายนิ้วไล้จากพวงแก้มของเธอไปจนถึงติ่งหู แล้วบีบคลึงเบาๆ
หลินนั่วหรี่ตาลงราวกับแมวที่ถูกเกาจนเคลิบเคลิ้ม พร้อมกับส่งเสียงครางฮึมฮำในลำคออย่างสบายใจ
ทั้งสองคนเบียดตัวกันอยู่บนโซฟาเช่นนั้นโดยไม่มีใครคิดจะลุกขึ้น แสงจันทร์นอกหน้าต่างสว่างขึ้นกว่าเมื่อครู่เล็กน้อย มันสาดส่องผ่านผ้าม่านโปร่งเข้ามา กระทบลงบนหัวไหล่เปลือยเปล่าของหลินนั่ว ขับเน้นให้ผิวขาวเนียนบริเวณนั้นดูเปล่งประกายราวกับหยกมันแกะชั้นดี
“สวยจัง...”
กู้สิงเอ่ยเสียงเบา ปลายนิ้วค่อยๆ ลูบไล้ลงไปตามแนวไหล่ของเธอ สัมผัสผ่านผิวหนังบางๆ ด้านในท่อนแขน รับรู้ได้ถึงขนอ่อนเส้นเล็กๆ ที่อยู่เบื้องล่าง
“ถ้าสวยก็เอาอีกรอบสิคะ”
หลินนั่วเป่าลมรดข้างหูกู้สิงเพื่อยั่วยวน พลางพูดบทพูดที่มาจากไหนก็ไม่รู้ “เพียงเก้าร้อยเก้าสิบแปด ก็ทำให้คุณฟินจนแทบหยุดหายใจได้เลยนะ”
กู้สิงส่ายหน้า “ถ้าพวกเธอกลับมาคงกระอักกระอ่วนแย่”
หลินนั่วสัมผัสได้ถึงการรุกล้ำของใครบางคน เธอแสร้งทำเป็นไม่เข้าใจพลางกะพริบตาตาปริบๆ “แล้วที่พี่ชายทำอยู่ หมายความว่ายังไงล่ะ”
“เผลอเข้าไปซะแล้วสิ”
กู้สิงกระแอมไอ “มาถึงขั้นนี้แล้ว...”
ตอนนี้ใครบางคนไม่สนแล้วว่าถ้าลั่วหนิงกับเฉินหลิงซูกลับมาจะทำอย่างไร ท้ายที่สุดด้วยพละกำลังอย่างเขานั้น แค่ครั้งเดียวคงยากที่จะรู้สึกพึงพอใจ
อย่างน้อยก็ต้องมีสองรอบเป็นพื้นฐาน
หลินนั่วมองดูกู้สิงที่กำลังขยับตัวอยู่บนร่างของเธอ แววตาราวกับจะหลอมละลายไปกับการกระทำของพี่ชาย ในปากก็ยังคงเอ่ยเย้าแหย่เบาๆ
“พี่ชาย”
“ว่าไง”
“ฉันก็อยากมีลูกให้พี่ชายเหมือนกันนะ”
หลินนั่วจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของกู้สิงด้วยสีหน้าแน่วแน่ ทุกวันที่ได้มองท้องของลั่วหนิงและเฉินหลิงซู มีหรือที่ภายในใจของเธอจะไม่มีความคิดอะไรเลย
“ได้สิ!”
กู้สิงตอบตกลงอย่างยินดี