22. บทที่ 22 เรื่องของเด็กๆ
"เซี่ยเข่อเข่อ ฉันชอบเธอ!"
เป็นประโยคที่เรียบง่ายมาก แต่สำหรับเด็กผู้ชายวัยสิบห้าสิบหกปีคนหนึ่งแล้ว มันกลับมีน้ำหนักมหาศาล
ทว่าในวัยนี้ การมีความกล้าที่จะตะโกนประโยคนี้ออกมาต่อหน้าคนอื่นๆ ก็ถือว่าเป็นการเดิมพันทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว บางทีในหัวของเขาอาจจะจินตนาการภาพความโรแมนติกที่ทั้งสองได้ใช้ชีวิตร่วมกันไปตลอดชีวิตมานับครั้งไม่ถ้วนแล้วก็ได้
รักแรกมักจะงดงามเช่นนี้เสมอ
เพราะคนที่ไม่เคยมีประสบการณ์เรื่องความรัก ภายใต้อิทธิพลของฮอร์โมน มักจะใส่ฟิลเตอร์อันสวยงามน่าประทับใจนับไม่ถ้วนให้กับความรักเสมอ
ก็เหมือนกับตอนจบของเทพนิยายที่เจ้าชายกับเจ้าหญิงได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข เพียงแต่นักแต่งนิทานย่อมไม่ไปบรรยายรายละเอียดเรื่องปัญหาปากท้องและการใช้ชีวิตคู่หลังแต่งงานอย่างแน่นอน ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้ฟิลเตอร์ความงดงามนั้นบริสุทธิ์มากยิ่งขึ้น
โชคดีที่วันนี้คาบเรียนภาษาอังกฤษช่วงค่ำของห้อง 1 อาจารย์ปล่อยช้าไปห้านาที หน้าประตูโรงเรียนจึงไม่มีสภาพคนเบียดเสียดแออัด แต่คนก็ยังไม่น้อยอยู่ดี การสารภาพรักอย่างอาจหาญนี้ดึงดูดสายตาผู้คนจำนวนไม่น้อยได้ในทันที ส่วนใหญ่เป็นนักเรียนชั้นม.3
จากสายตานับไม่ถ้วนและฝีเท้าที่ชะลอลง ก็พอจะรู้ได้แล้วว่าพรุ่งนี้เรื่องซุบซิบที่ดังที่สุดในสายชั้นจะเป็นเรื่องอะไร
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นในห้องเด็กเก่ง แถมยังเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ใกล้จะถึงการสอบเข้ามัธยมปลาย คาดว่าพวกอาจารย์คงจะปวดหัวแทบระเบิดเลยล่ะมั้ง?
เซี่ยเข่อเข่อหันตัวกลับมาเต็มตัวแล้ว เมื่อได้ยินประโยคนี้ คิ้วสวยๆ ก็ขมวดเข้าหากัน จากนั้นเธอก็ถลึงตาใส่เด็กหนุ่มตรงหน้าอย่างดุดันแล้วพูดว่า "ข้อแรก เลิกเล่นเกมพูดความจริงหรือกล้าท้าทายกับฉันได้แล้ว ข้อสอง ถ้าไม่ใช่ล่ะก็ ขอโทษด้วยนะที่นายชอบผิดคน เพราะฉันไม่ได้ชอบนาย!"
พูดจบเธอก็สะบัดตัวหันหลังกลับอย่างสง่างาม ดึงแขนเพื่อนสาวข้างกายก้าวเท้าเตรียมจะชิ่งหนี เห็นได้ชัดว่าเพื่อนสาวข้างกายยังไม่อยากไปเท่าไหร่ เซี่ยเข่อเข่อหันขวับไปถลึงตาใส่ เพื่อนสาวจึงจำใจต้องก้าวเท้าตามไปอย่างน้อยใจ
ทิ้งให้พระเอกหนุ่มที่เมื่อครู่ยังมีความกล้าหาญเต็มเปี่ยมยืนทื่ออยู่ตรงนั้นเพียงลำพัง
......
"เข่อเข่อ เธอทำแบบนี้ไม่ใจร้ายไปหน่อยเหรอ? ฉันว่าสวีเจ๋อก็เป็นคนดีนะ เรียนก็เก่ง หรือว่าเธอจะชอบเฉียวอวี้ห้อง 13 คนนั้นจริงๆ?"
หูซีเหยาอดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมองพระเอกหนุ่มที่ยังคงยืนทื่อเป็นไอ้บ้าอยู่หน้าประตูโรงเรียน แล้วพูดขึ้นมาด้วยความรู้สึกสงสารเล็กน้อย
ล้วนอยู่ในวัยสิบกว่าปี ไม่ได้มีความคิดซับซ้อนเหมือนผู้ใหญ่ หูซีเหยาแค่รู้สึกสงสารสวีเจ๋อที่ยืนหันหลังให้แสงไฟถนนขึ้นมาเฉยๆ ความเห็นอกเห็นใจของเด็กสาวมักจะพรั่งพรูออกมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยเสมอ
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงชีวิตมัธยมต้นสามปี ผ่านการแยกห้องมาสองครั้ง ก็ยังเป็นเพื่อนร่วมชั้นห้องเดียวกัน เมื่อเทียบกับเฉียวอวี้ที่ไม่ค่อยคุ้นเคยนัก แน่นอนว่าต้องสนิทกับสวีเจ๋อมากกว่า ยังไงก็ต้องช่วยพูดให้สักสองสามประโยค
ใครจะไปรู้ว่าเซี่ยเข่อเข่อกลับยอมรับออกมาอย่างเปิดเผย "ใช่สิ ฉันชอบเฉียวอวี้"
"เอ๋? เธอพูดจริงเหรอ เข่อเข่อ"
"เรื่องแค่นี้มีอะไรให้ต้องโกหกด้วยล่ะ? ชอบก็คือชอบ ไม่ชอบก็คือไม่ชอบ" เซี่ยเข่อเข่อเบ้ปาก พูดอย่างไม่ใส่ใจเลยสักนิด
"ทำไมล่ะ? ยังไงเขาก็อยู่ห้อง 13 นะ แถมได้ยินมาว่ายังมาจากครอบครัวพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวอีก..."
เมื่อได้ยินเพื่อนร่วมโต๊ะพูดจาไม่ดีเกี่ยวกับเฉียวอวี้ สีหน้าของเซี่ยเข่อเข่อก็บึ้งตึงลงทันที เธออ้าปากเล็กๆ ของเธอ แล้วเริ่มตอบโต้อย่างรวดเร็ว
"ห้อง 13 แล้วไงล่ะ? ครอบครัวพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวแล้วมันทำไม? เธอไม่รู้เลยสักนิดว่าเฉียวอวี้เก่งแค่ไหน ตอนอยู่ประถม ตุ๊กตาไขลานที่พ่อฉันซื้อมาให้มันพัง ขยับเต้นไม่ได้ ก็ได้เฉียวอวี้แหละที่รื้อออกมาซ่อมให้ฉันแค่แป๊บเดียวก็เสร็จ
แถมตอนเด็กๆ เฉียวอวี้ยังฉลาดมากๆ ด้วย ฉันยังจำได้ตอนป.4 ที่เรียนเรื่องไก่กับกระต่ายในกรงเดียวกัน ฉันเรียนยังไงก็ไม่เข้าใจ การบ้านเขาก็เป็นคนอธิบายให้ฉันฟังทั้งนั้น อีกอย่างวันนี้เธอไม่ได้ยินที่คนอื่นเขาพูดกันเหรอ? ที่เขาอยู่ห้อง 13 ก็แค่เพราะเขาไม่อยากทำข้อสอบให้ได้คะแนนดีเท่านั้นเอง ถ้าจะแข่งเรื่องเรียนกันจริงๆ สวีเจ๋อก็ไม่แน่ว่าจะเก่งกว่าเฉียวอวี้หรอก!
แล้วเธอก็ยังไม่รู้ใช่มั้ยล่ะ อาจารย์หลานที่คุมการแข่งขันโอลิมปิกคณิตศาสตร์ของมัธยมปลายยังบอกเลยว่าเฉียวอวี้มีพรสวรรค์ในการแข่ง เมื่อวานยังถึงขั้นไปหาเฉียวอวี้ที่บ้าน ร้องห่มร้องไห้อ้อนวอนให้เฉียวอวี้ไปแข่งการแข่งขันโอลิมปิกคณิตศาสตร์เลยนะ! ส่วนเรื่องครอบครัวพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวแล้วจะทำไมล่ะ? เธอไม่รู้หรอกว่าแม่ของเฉียวอวี้แสนดีแค่ไหน!"
เมื่อเซี่ยเข่อเข่อพูดจบก็เชิดหน้าขึ้นด้วยความภาคภูมิใจ ราวกับว่าคนที่ถูกอ้อนวอนให้ไปแข่งโอลิมปิกวิชาการคือตัวเธอเองอย่างนั้นแหละ
หูซีเหยาเบ้ปาก สำหรับคำพูดที่เห็นได้ชัดว่าใส่ฟิลเตอร์มาแบบนี้ เธอไม่ค่อยจะเชื่อเท่าไหร่นัก อย่างเรื่องที่อาจารย์คุมสอบร้องห่มร้องไห้อ้อนวอนนักเรียนห้อง 13 คนหนึ่งให้ไปแข่งการแข่งขันโอลิมปิกคณิตศาสตร์... เอาเถอะ เห็นได้ชัดว่านี่เป็นเรื่องมโนไปเอง
ใช่แล้ว หูซีเหยาคิดเช่นนั้น เพียงแต่พอคิดถึงเงาร่างอันโดดเดี่ยวใต้แสงไฟถนน ก็ยังอดไม่ได้ที่จะบ่นพึมพำออกมาประโยคหนึ่ง "ที่จริงสวีเจ๋อก็ไม่เลวนะ..."
"ใช่สิ แต่ความดีกับความเลว ความด้อยกับความเด่น มันต้องเกิดจากการเปรียบเทียบ เธอไม่รู้จักเฉียวอวี้เลยสักนิด แน่นอนว่าต้องรู้สึกว่าสวีเจ๋อก็ไม่เลวอยู่แล้ว เอาล่ะ บ๊ายบาย พรุ่งนี้เจอกันนะเหยาเหยา"
พูดจบ เซี่ยเข่อเข่อก็โบกมือให้หูซีเหยาส่งๆ แล้วก็ทำตัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น กระโดดโลดเต้นเดินเข้าไปในซอกซอยเล็กๆ นอกโรงเรียน
หูซีเหยามองส่งเซี่ยเข่อเข่อเดินจากไป ถอนหายใจออกมาเงียบๆ แล้วก้าวเท้าเดินไปข้างหน้า บ้านของเธออยู่ในหมู่บ้านสร้างใหม่ข้างหน้า หลังจากนี้ทั้งสองก็ไม่ได้กลับทางเดียวกันแล้ว เหมือนกับทางเลือกของพวกเธอทั้งสองคนนั่นแหละ
ถ้าให้เธอเป็นคนเลือก แน่นอนว่าเธอต้องเลือกสวีเจ๋อที่อยู่ห้องเดียวกันและมีผลการเรียนที่โดดเด่นกว่า ถึงแม้สวีเจ๋อจะไม่เคยสารภาพรักมาก่อน แต่เรื่องที่หมอนี่ชอบเซี่ยเข่อเข่อ คนกว่าครึ่งห้องต่างก็รู้กันดี เซี่ยเข่อเข่อเองก็ต้องรู้อยู่แล้วโดยธรรมชาติ
เพราะเธอก็ล้อเลียนพวกเขาสองคนเรื่องนี้อยู่บ่อยๆ เพียงแต่ทุกครั้งเซี่ยเข่อเข่อจะปฏิเสธออกไปตรงๆ ทว่าครั้งนี้ปฏิเสธไม่ได้ ก็เลยบอกปัดไปตรงๆ ซะเลย
ตอนแรกหูซีเหยาคิดว่าเข่อเข่อแค่เขินอาย แต่พอดูตอนนี้แล้ว เธอคิดผิด น่าเสียดายจังเลยนะ
......
วันต่อมา เฉียวอวี้ที่เมื่อวานยังอดทนอ่านหนังสือมาทั้งวัน หลังจากเดินเข้าห้องเรียนและนั่งลงที่ของตัวเอง เขาก็ฟุบหลับบนโต๊ะทันที
แบบนี้สิถึงจะเหมือนกลับมาเป็นนักเรียนห้อง 13 อีกครั้ง
ก็ไม่ใช่ว่าเฉียวอวี้พยายามมาทั้งวันแล้วจะเกียจคร้านหรอกนะ สาเหตุหลักคือเมื่อคืนตอนทำโจทย์เขาตื่นเต้นเกินไปหน่อย ถึงแม้จะล้มตัวลงนอนตั้งแต่เที่ยงคืนแล้ว แต่ก็พลิกไปพลิกมานอนไม่หลับ กว่าจะหลับสนิทก็ปาเข้าไปตีสองกว่า เช้าตรู่วันรุ่งขึ้นก็ถูกยัยเด็กน้อยเซี่ยเข่อเข่อปลุกให้ตื่นอีก แน่นอนว่าต้องง่วงเป็นธรรมดา
สาเหตุที่ตื่นเต้นเมื่อคืนนี้ หลักๆ เป็นเพราะเขารู้สึกว่าเงินก้อนนี้มันหามาได้ง่ายเกินไป
ตามกำหนดการแข่งขัน ปิดรับสมัครกลางเดือนพฤษภาคม สอบปลายเดือน ประกาศผลรอบแรกกลางเดือนมิถุนายน ผู้ผ่านเข้ารอบจะเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศปลายเดือนมิถุนายน และประกาศผลเดือนสิงหาคม ซึ่งก็หมายความว่าเขาแค่ต้องตะลุยทำโจทย์ล่วงหน้าสักสองสามสัปดาห์ ก็มีโอกาสหาเงินได้กว่าสองแสนแล้ว
การแข่งขันจัดขึ้นทุกปีและไม่มีการจำกัดสิทธิ์การสมัคร หมายความว่าเขาสามารถมาปั๊มเหรียญทองได้ปีละครั้ง แบบนี้ค่าครองชีพขั้นต่ำในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้าก็มีแล้วไม่ใช่หรือไง?
ตอนที่โจวซวงมาถึงห้องเรียน สิ่งที่เขาเห็นก็คือเฉียวอวี้ที่กำลังหลับปุ๋ย หมอนี่แค่เบ้ปาก แต่ก็ยังใจดีไม่ยอมปลุกเพื่อนร่วมโต๊ะให้ตื่น ถึงแม้เมื่อวานเขาจะถูกเจ้านี่โจมตีจิตใจจนบอบช้ำไปหมดแล้วก็ตาม
รวมถึงอาจารย์ประจำชั้นที่มาเดินตรวจระเบียบวินัยในตอนเช้า พอเห็นเฉียวอวี้หลับสนิท ก็ไม่ได้ว่าอะไร แถมยังอยากจะเอาเสื้อมาคลุมให้เฉียวอวี้ด้วยซ้ำ เพราะกลัวว่าเขาจะเป็นหวัดไปซะก่อนช่วงการสอบเข้ามัธยมปลาย
ช่วยไม่ได้นี่นา หลังจากที่อาจารย์หลายคนมาหยั่งเชิงดูเมื่อวาน เฉียวอวี้ก็ไม่ใช่นักเรียนธรรมดาๆ อีกต่อไป แต่เป็น KPI ทองคำของพวกเขานี่!







